“ท่านพ่อให้ข้ากับน้องชายนำของขวัญมาเพื่อขอบคุณท่านแม่ทัพาุโ สำหรับที่ท่านเดินทางไปร่วมงานฉลองวันเปิดกิจการของครอบครัวเราขอรับ” โจวหลี่เฉียงกล่าวหลังจากทำความเคารพผู้าุโแล้ว
“ลำบากพวกเ้าแล้ว ที่ข้าไปร่วมงานวันนั้นก็เพราะเห็นว่าพวกเ้าเป็เพื่อนสนิทของตงจื่อ หลังจากที่ตงจื่อได้รู้จักกับพวกเ้า เขาก็ทำตัวดีขึ้นมาก ต้องเป็ข้าที่ต้องขอบใจพวกเ้ามากกว่า ต่อไปนี้พวกเ้าทุกคนก็เรียกข้าว่าท่านปู่เหมือนกับตงจื่อก็แล้วกัน” แม่ทัพาุโพูดอย่างใจดี
แม่ทัพาุโจ้าวรับไม้เท้ามาถือไว้และพิจารณาความสวยงามของไม้เท้าอย่างพอใจ
“ท่านปู่ขอรับ ไม้เท้าอันนี้ยังมีอาวุธซ่อนอยู่ด้วยนะขอรับ” โจวหยวนเฉิงพูดพร้อมกับทำท่าให้ท่านปู่จ้าวดึงหัวไม้เท้าออก
“โอ...ที่แท้ก็มีกริชเนื้อดีซ่อนอยู่ด้วยหรือนี่ ดี...ปู่ชอบของขวัญชิ้นนี้ของเ้ามาก เหล็กเนื้อดีและงานแกะสลักก็ประณีต พ่อของพวกเ้าคงเสียเงินไปไม่น้อย ปู่ฝากขอบใจเขาด้วย วันนี้พวกเ้าทั้งสี่คนอยู่กินข้าวเย็นที่นี่ก่อน แล้วปู่จะให้รถม้าของจวนไปส่งพวกเ้ากลับบ้านเอง”
เด็กหนุ่มทั้งสี่คนตอบรับพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งสี่คนจะแยกไปที่เรือนพักของจ้าวตงจื่อ
“เอ่อ...พวกเ้า” จ้าวตงชางรั้งเด็กหนุ่มไว้ “ข้ารู้มาว่าหยวนเฉิงได้สอนการต่อสู้บางอย่างให้กับตงจื่อ หากข้าอยากจะประลองการต่อสู้นั้นกับเ้า จะเป็การรบกวนเ้าเกินไปหรือไม่”
“ฝีมือของท่านอยู่ขั้นไหนแล้วขอรับพี่ใหญ่ หยวนเฉิงจะไปสู้ท่านได้อย่างไร ไม่เอาๆ ข้ากลัวเพื่อนข้าเจ็บตัว” จ้าวตงจื่อวิ่งเข้าไปกอดโจวหยวนเฉิงไว้
“ข้าแค่อยากทดสอบการต่อสู้แบบใหม่กับเพื่อนเ้าเท่านั้น ข้าไม่ได้จะไปทำร้ายเขาเสียหน่อย เ้าทำเหมือนกับข้ากำลังรังแกเพื่อนเ้าอยู่นะ” จ้าวตงชางพูดอย่างไม่พอใจ
“หากพี่ชาย้าทดสอบฝีมือกับข้า ข้าก็ไม่ขัดข้องขอรับ เพียงแต่พี่ชายต้องออมมือให้ข้าบ้างเท่านั้น ข้ายังเด็กอยู่ ข้ายังกลัวเจ็บอยู่” โจวหยวนเฉิงตอบรับพร้อมกับแกล้งกอดอกตัวเองอย่างกลัวๆ เขาเข้าใจดีว่าจ้าวตงชางชื่นชอบการต่อสู้ พอได้ยินว่าจ้าวตงจื่อได้เรียนการต่อสู้แบบใหม่ พี่ชายท่านนี้จึงรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา
โจวหยวนเฉิงกับจ้าวตงชางเริ่มทดสอบฝีมือโดยมีทุกคนยืนลุ้นอยู่ข้างๆ แรกๆ ยังเป็โจวหยวนเฉิงที่ได้เปรียบในการต่อสู้อยู่บ้าง เพราะจ้าวตงชางกำลังเรียนรู้รูปแบบการต่อสู้ของคู่ต่อสู้อยู่ หลังจากนั้นสักพัก จ้าวตงชางก็จับทิศทางการต่อสู้ได้ เมื่อเห็นว่าโจวหยวนเฉิงเริ่มหมดแรง ทั้งคู่จึงยุติการประลอง
“การต่อสู้ของเ้าแปลกใหม่มากจริงๆ เพียงแต่เ้าไม่มีพื้นฐานของการฝึกยุทธ์ที่ดี ทำให้เ้าสู้ข้าไม่ได้” จ้าวตงชางพูดกับโจวหยวนเฉิง
“ข้าเรียนการต่อสู้นี้มาเพื่อใช้ป้องกันตัวเท่านั้นขอรับ ส่วนการฝึกยุทธ์นั้น ข้าคงไม่มีพร์ทางด้านนี้จริงๆ ดูอย่างพี่ใหญ่ของข้าสิ พวกเราเริ่มฝึกยุทธ์พร้อมกัน แต่ตัวเขากับก้าวหน้าไปมาก ผิดกับข้าที่เรียนเท่าไหร่ก็ไม่พัฒนาขึ้นสักที”
“อย่าเพิ่งท้อใจไป ของแบบนี้มันอยู่ที่ความพยายามและการฝึกฝน” จ้าวตงชางพูดให้กำลังใจ
แม่ทัพจ้าวชิงและจ้าวตงจื่อไปเยี่ยมชมร้านค้าของสกุลโจวในวันถัดไป คราวแรกทั้งสองคนคิดว่าพวกเขาแค่จะไปทำความรู้จักกับโจวสือชวินและฝูเจาเท่านั้น แต่กลายเป็ว่าเมื่อพวกเขาเห็นโจวสือชวินและฝูเจาใช้ดินสอกับปากกาหลากสีจดลงบนสมุดฉีกเวลาสั่งงานคนงาน ทั้งคู่จึงสนใจดินสอ ปากกา และสมุดฉีกนั้นทันที
เป็ฝูเจาที่สังเกตเห็นความสนใจของทั้งสองคนได้ก่อน เขาจึงสะกิดบอกโจวสือชวิน
“ท่านแม่ทัพกับคุณชายใหญ่สนใจของพวกนี้หรือขอรับ” โจวสือชวินส่งดินสอ ปากกา กับสมุดฉีกให้สองพ่อลูกดูใกล้ๆ
“ท่านอา สามสิ่งนี้คืออะไรหรือขอรับ” จ้าวตงชางถาม
“ดินสอ ปากกา แล้วก็สมุดฉีกน่ะ ของพวกนี้มีขายในร้านเครื่องเขียนของเรา มันใช้งานได้ดีมากเลยนะ เวลาที่เราใช้ดินสอกับปากกาเขียนลงไปบนกระดาษมันจะแห้งทันที ไม่ต้องรอเหมือนเวลาที่เราใช้หมึก ส่วนสมุดฉีกนี่ ข้าก็ใช้เวลาที่จะสั่งงานคนงาน เขียนเสร็จก็ดึงออกมาทีละแผ่น กระดาษแผ่นที่เรายังไม่ได้ดึงใช้มันก็ยังติดอยู่ในเล่ม ไม่กระจัดกระจายเหมือนกระดาษแผ่นใหญ่ พวกนี้ใช้งานสะดวกมาก” โจวสือชวินอธิบาย
“น้องชาย ให้ข้าลองใช้ได้หรือไม่” แม่ทัพจ้าวชิงถาม
“ได้สิขอรับ ข้าจะให้อาฝูไปจัดของมาให้พวกท่านลองใช้คนละชุด” โจวสือชวินตอบ
หลังจากที่ได้ของมาแล้ว แม่ทัพจ้าวชิงกับจ้าวตงชางก็เริ่มเขียน แต่พวกเขาทำได้ไม่ดีนัก เมื่อโจวหยวนเฉิง โจวหลี่เฉียง และจ้าวตงจื่อเดินเข้ามา ก็เห็นว่าทั้งสองคนกำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่กับสมุดตรงหน้า
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พวกท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือขอรับ ดูพวกท่านตั้งใจกันมาก” จ้าวตงจื่อถามอย่างสงสัย
“น้องรอง ข้ากับท่านพ่อกำลังลองคัดอักษรด้วยของพวกนี้อยู่น่ะ แต่เขียนเท่าไหร่ อักษรก็ไม่ออกมาสวยงามเหมือนอย่างที่ท่านอาโจวเขียนสักที” จ้าวตงชางตอบ
“ฮ่าๆๆ พี่ใหญ่ ลายมือของท่านช่างเหมือนเด็กน้อยเพิ่งเริ่มคัดอักษรเลยนะขอรับ” จ้าวตงจื่อหัวเราะพี่ชายเสียงดัง
โจวหยวนเฉิงเดินเข้าไปดูใกล้ก็เห็นปัญหา มันก็คือปัญหาเดียวกับเมื่อตอนที่เขาสอนให้บิดาและเพื่อนๆ เริ่มใช้ดินสอครั้งแรกนั่นเอง
“ท่านแม่ทัพขอรับ พวกท่านต้องจับดินสอให้ถูกก่อนนะขอรับ พวกท่านต้องทำอย่างนี้” โจวหยวนเฉิงสาธิตวิธีการจับดินสอ และเริ่มเขียนบทกลอนเป็ตัวอย่างให้แม่ทัพจ้าวชิงและจ้าวตงชางดู
แม่ทัพจ้าวชิงและจ้าวตงชางเริ่มทำตามและคัดบทกลอนตัวอย่างนั้นอย่างตั้งใจ ไม่นานทั้งคู่ก็เริ่มบังคับนิ้วมือของตัวเองได้ พวกเขาจึงนั่งคัดอักษรกันอย่างเพลิดเพลิน โจวหยวนเฉิงมีความคิดหนึ่งขึ้นมาในหัวทันที
“ท่านแม่ทัพขอรับ ท่านคิดว่าถ้าท่านพกดินสอ ปากกา กับสมุดฉีกพวกนี้ติดตัว มันจะทำให้พวกท่านทำงานสะดวกขึ้นหรือไม่ขอรับ” โจวหยวนเฉิงถาม
“อย่างไรหรือ” แม่ทัพจ้าวชิงถามกลับ
“เวลาที่พวกท่านอยู่แนวหน้า พวกท่านต้องมีการเขียนรายงานสถานการณ์กลับมาที่เมืองหลวง หรือแม้แต่เวลาที่พวกท่านต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์คับขัน หากท่านพกปากกากับสมุดฉีกเล่มเล็กนี้ไว้กับตัว มันจะสะดวกกว่าการใช้พู่กันกับกระดาษแผ่นใหญ่หรือไม่ขอรับ ดินสอกับปากกา เมื่อเขียนลงกระดาษแล้วหมึกมันจะแห้งทันทีโดยไม่ต้องรอเหมือนกับการใช้พู่กันจุ่มหมึกเขียน หรือแม้แต่สมุดฉีกเล่มเล็กนี้ เมื่อท่านเขียนเสร็จท่านก็แค่ฉีกออกตามรอยประนี้เท่านั้น กระดาษแผ่นนี้ก็จะหลุดออกมา ส่วนกระดาษที่ท่านยังไม่ได้ฉีกออก มันก็ยังคงติดอยู่ในเล่มไม่กระจัดกระจายออกมาน่ะขอรับ” โจวหยวนเฉิงพูดพร้อมกับสาธิตวิธีการดึงกระดาษ และยัดสิ่งของเข้าไปในอกเสื้อ
“จริงด้วยขอรับท่านพ่อ การเขียนด้วยพู่กัน เราต้องรอให้หมึกแห้งเสียก่อนถึงจะพับกระดาษใส่ซองส่งได้ อีกทั้งถ้ารายการที่เราต้องส่งไปมีเนื้อหามาก เราก็ต้องใช้กระดาษแผ่นใหญ่หลายแผ่น หากเราเปลี่ยนมาใช้ดินสอกับปากกา นอกจากเราจะเขียนข้อความในจดหมายได้มากแล้ว เรายังประหยัดกระดาษได้อีกนะขอรับ ที่สำคัญเรายังพกพวกมันติดตัวไปเองได้ด้วยขอรับ” จ้าวตงชางพูดอย่างตื่นเต้น
“ไม่เพียงเท่านั้นนะขอรับ เมื่อพวกท่านใช้พิราบสื่อสารส่งข้อความ พวกท่านก็ไม่ต้องประหยัดข้อความเหมือนเมื่อก่อนอีก กระดาษแผ่นเท่ากัน แต่ข้อความกลับเขียนได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า” โจวหลี่เฉียงอธิบายเสริม
แม่ทัพจ้าวชิงและจ้าวตงชางหันไปมองหน้ากันอย่างตื่นเต้น ทีแรกพวกเขาแค่นึกสนุกกับของประดิษฐ์แปลกใหม่ที่พวกเขาไม่เคยเห็น แต่เมื่อเด็กหนุ่มสกุลโจวอธิบายถึงประโยชน์ใช้สอยให้พวกเขาฟัง พวกเขาถึงกับเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว การพกพู่กัน จานฝนหมึก และกระดาษม้วนใหญ่มันไม่สะดวกเลยจริงๆ