“โอ้ย! ”
ภานุถูกปลุกขึ้นมาเพราะความเจ็บปวดบริเวณฝ่าเท้าของเขา ในคืนที่ผ่านมานั้นภานุไม่ได้นั่งบ่มเพาะทั้งคืน เพราะเขารู้สึกเหนื่อยเกินไปที่จะทำเช่นนั้นหลังจากฝึกธนู และฝึกท่าร่างของ Mad dog โดยอาศัยความทรงจำของเขา ในตอนแรกนั้นเขาสามารถฝึกได้อย่างสนุกสนานและมีความก้าวหน้าไปช้าๆ แต่เมื่อเวลายิ่งผ่านไปแผลที่เกิดจากการเสียดสีจนถลอกก็มีมากขึ้น จนสุดท้ายภานุก็ต้องหยุดพักอย่างช่วยไม่ได้
ปกติในทุกๆ เช้าชายหนุ่มจะต้องตื่นด้วยนาฬิกาชีวภาพของตนเอง แต่วันนี้เขากลับต้องตื่นเพราะความเจ็บปวด อีกอย่างก็คือหากเขาไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดเขาคงนอนต่อไปจนเป็นแม่เขานี่แหละต้องขึ้นมาปลุกเขาด้วยตนเอง
“ฮึบ! ”
ภานุกระโดดขึ้นมายืนข้างเตียง ก่อนที่จะตัวสั่นเพราะความเจ็บปวดบริเวณฝ่าเท้า แต่เขาพยายามฝืนกั้นไม่ให้ร้องออกไปเพราะกลัวว่าพ่อกับแม่ของเขาจะเป็นห่วง
“เรื่องการฝึกท่าร่างเราคงต้องพักเอาไว้ก่อน…”
ภานุกล่าวกับตัวเองเบาๆ ในขณะที่ดูสภาพแผลที่เท้าของตนเอง โชคยังดีที่แผลไม่ติดเชื้ออะไร ภายในบ้านของภานุนั้นไม่มีพวกยาที่ฆ่าเชื้อหรือขจัดสิ่งสกปรกบริเวณแผลได้ ดังนั้นเขาจึงวางแผนว่าจะไปที่ห้องพยาบาลของโรงเรียนเขาเพื่อใช้ยาล้างแผล และรักษามันอย่างถูกวิธี
เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็เดินไปที่ห้องครัวในทันที กลิ่นหอมของอาหารที่ภานุไม่ค่อยได้พบมากนักได้ลอยมาแตะที่จมูกส่งผลให้ความอยากอาหารของภานุนั้นเพิ่มขึ้นนับสิบเท่าเลยก็ว่าได้
ภายในห้องครัวและห้องกลางนั้นปรากฏภาพที่เหมือนกับเช่นทุกๆ เช้า อย่างไรก็ตามอาหารในวันนี้กลับเป็นซุปเนื้อที่นานครั้งเขาถึงจะได้กิน หลังจากจัดการซัดมื้อเช้าด้วยความรวดเร็ว เขาก็ล่ำลาพ่อกับแม่ของเขา และวิ่งออกจากบ้านไปทันทีตรงไปที่โรงเรียน
ในระหว่างทางนั้นเขาก็คิดอยู่ตลอดว่าวันนี้เขาจะต้องเผชิญหน้ากับใครในการประลองที่โรงเรียน หลังจากพ่ายแพ้มาเมื่อวานวันนี้ภานุก็ไม่เหลือโอกาสที่จะพ่ายแพ้อีกแล้ว หากเขาพ่ายแพ้ถึงสองครั้งติดจะทำให้เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียน และการถูกไล่ออกจากโรงเรียนทหารนั้นหมายความว่าเขาจะไม่มีโอกาสได้เป็นทหารอีกต่อไป
อย่างไรก็ตามวันนี้กลับกันภานุไม่ได้มีสีหน้าท่าทางกังวลอะไรเลย เรื่องราวของเมื่อวานที่อยู่ๆ สัญชาตญาณสัมผัสแห่งความตายของเขาได้ถูกปลุกขึ้น และการเลียนแบบกระบวนท่าต่อสู้เพียงแค่มองแวบเดียว มันเหมือนกับมีเทพองค์ลงมาสถิตในร่างของเขา ดังนั้นในวันนี้ต่อให้เขาต้องเผชิญหน้ากับเร็มอีกรอบเขามีความมั่นใจกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเขาจะสามารถเอาชนะได้
“ฉันคงไม่ได้โชคดีถึงขนาดจับฉลากและต้องมาเจอกับมันสองรอบหรอกนะ”
เดินไปเดินมาไม่ทันไร เขาก็ได้มาโผล่ที่หน้าโรงเรียนของเขาเสียแล้ว วันนี้หมาบ้าไม่ได้มายืนเฝ้าประตูยิ่งทำให้ภานุประหลาดใจ เหล่านักเรียนทหารเองก็ต่างยืดอกเดินเข้าโรงเรียนของตนอย่างไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใด มีบางคนถึงขนาดทำท่าล้อเลียนไปยังบริเวณที่หมาบ้ามักจะยืนเฝ้าอยู่
สิ่งที่ทำให้ภานุต้องช็อกมากที่สุดอีกอย่างก็คือวันนี้ในโรงเรียนของเขามีหญิงสาวจำนวนมากที่แต่งตัวในเครื่องแบบนักเรียนทหาร ซึ่งเป็นเครื่องแบบของพวกหัวกะทิ แม้จะเทียบไม่ได้กับจำนวนพวกนักเรียนทหารชายที่อยู่ภายในโรงเรียนแห่งนี้ แต่ทันทีที่พวกเธอปรากฏตัวขึ้นเธอก็ถูกสายตาของฝูงชนจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวในทันที ไม่เว้นแม้ตาภานุ
บางคนถึงกับกรามค้างและคิดว่าตนนั้นเดินเข้ามาผิดโรงเรียนหรือเปล่าจึงได้เดินย้อนกลับไปดูป้ายหน้าโรงเรียนอีกครั้ง หากในตอนแรกภานุก้มหน้าก้มตาเดินไม่ได้มองทางเขาอาจจะคิดเหมือนกับคนพวกนั้น
“บางทีวันนี้อาจจะมีอะไรพิเศษหรือเปล่า? ช่างเถอะ! ถึงสงสัยไปก็ไม่รู้อยู่ดีถ้าพวกผู้ใหญ่ไม่บอก”
ภานุฝืนตัวเองให้รักษาท่าทางสงบเอาไว้ เขาไม่อยากทำตัวให้เหมือนกับพวกโง่ที่เหมือนไม่เคยกินผักพวกนั้น บางทีพวกนั้นที่จ้องมองพวกเธอเขม็งอาจจะไม่รู้ว่าการกระทำของพวกเขาทำให้พวกเธอรังเกียจ
ตลอดเส้นทางภานุพบเจอกับภาพเดิม ซึ่งก็คือภาพของนักเรียนทหารชายที่จ้องมองนักเรียนทหารหญิงต่างโรงเรียนตาเป็นมัน ที่น่าแปลกก็คือนักเรียนทหารทุกคนนั้นต่างเป็นพวกขี้ขลาดที่จ้องมองพวกเธออย่างเดียวแต่กลับไม่มีใครสักคนที่จะเข้าไปพูดคุยกับพวกเธอ
ชายหนุ่มซอยเท้ารีบเดินตรงไปที่ห้องพยาบาลทันที และเมื่อเปิดเข้าไปเขาก็พบกับอาจารย์หญิงชราที่มีบุคลิกท่าทางอ่อนโยน เธอคืออาจารย์เอด้านั่นเองดูเหมือนว่าวันนี้เธอจะอยู่เฝ้าห้องพยาบาล
“เธอ…”
อาจารย์เอด้าเมื่อเห็นภานุก็รู้สึกคุ้นๆ อยู่บ้างก่อนจะนึกออกว่าเป็นเด็กนักเรียนที่หมดสติในไม่กี่วันก่อนซึ่งเป็นอาจารย์หมาบ้าที่แบกเขามาส่งที่นี่ อย่างไรก็ตามเธอกลับจำชื่อนักเรียนของเธอได้ไม่ดีนักเพราะเธอแก่แล้ว และนักเรียนก็มีมากเกินไป
“ผมชื่อภานุครับ สวัสดีครับอาจารย์เอด้า! ”
ชายหนุ่มทักทายอาจารย์ชราด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เธอมาห้องพยาบาล เธอบาดเจ็บอีกแล้วเหรอ? ”
“นิดหน่อยครับ…”
ภานุกล่าวจบก็ถอดรองเท้าบูตของตนเองออกก่อนที่จะนั่งลงที่เตียงพยาบาลและพลิกฝ่าเท้าขึ้นมา แผลที่ปรากฏบริเวณฝ่าเท้านั้นน่ากลัวเป็นอย่างมาก แม้ตาอาจารย์เอด้าที่พบกับบาดแผลและรักษามันมามากมายยังต้องตกใจ รอยแผลนั้นปรากฏให้เห็นอยู่ทุกพื้นที่บริเวณฝ่าเท้าของชายหนุ่ม มีร่องรอยของเลือกที่แห้งไปบ้างแล้ว แต่ยิ่งมองดูก็ยิ่งให้ความรู้สึกสยอง
“นักเรียนภานุเธอ…เธอต้องรีบทำแผลโดยด่วน! ”
อาจารย์เอด้ากล่าวด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจัง ก่อนที่จะหอบสังขารของตัวเองไปที่ตู้ยาด้วยความรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าเธอชำนาญอย่างมาก ของทุกอย่างที่เธอต้องการนั้นสามารถหยิบมันออกมาได้อย่างใจนึกโดยไม่ต้องคิดเลยด้วยซ้ำ ของสองสามอย่างถูกหยิบออกมาจากตู้ยา เมื่อได้ของครบแล้วเธอก็วิ่งมาหาที่เบื้องหน้าของภานุในทันที
“นักเรียนช่วยยกเท้าสูงขึ้นอีก”
ภานุทำตามที่อาจารย์เอด้ากล่าวทุกอย่าง เริ่มแรกคือขั้นตอนการทำความสะอาดแผล และล้างมันด้วยยาฆ่าเชื้อขั้นตอนนี้นับว่าเจ็บอยู่บ้างแต่ไม่เท่าไหร่สำหรับภานุ
“ดูเหมือนเธอจะโชคดีนะถ้ามาช้ากว่านี้บางทีแผลอาจจะติดเชื้อและเธออาจจะต้องตัดขาทิ้งก็ได้ เฮ้อออ…”
วาจาของอาจารย์เอด้านั้นแทบทำให้ภานุกลัวจนหัวหด เขาจินตนาการถึงตัวเองที่ต้องตัดขาไม่ออกเลยจริงๆ หลังจากที่อาจารย์เอด้าได้ทำแผลให้เขาเสร็จแล้ว ชายหนุ่มก็ต้องนั่งฟังคำเตือนและวิธีดูแลบาดแผลอย่างเคร่งคัดจากเธออย่างยาวเหยียด
“ฉันไม่แนะนำให้เธอสวมรองเท้าบูตนะ เธอเอารองเท้าแตะนี้ไปสวมก่อนดีกว่า”
อาจารย์เอด้ากล่าวพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบรองเท้าแตะสีเทาที่อยู่ใต้เตียงออกมา เธอพยายามที่จะช่วยชายหนุ่มสวมรองเท้าแต่ภานุได้ห้ามเธอไว้ทันและหยิบมันมาสวมด้วยตัวเอง เมื่อไม่ได้สวมรองเท้าบูตทำให้เท้าของเขามีสภาพเหมือนกับมัมมี่ แต่เป็นมัมมี่ที่ดูดีกว่าเมื่อวานที่เขาพันด้วยตัวเองมากนัก
“ขอบคุณมากครับอาจารย์เอด้า! ”
ภานุเห็นว่าใกล้ได้เวลาที่จะเรียกรวมตัวแล้วดังนั้นจึงรีบวิ่งออกจากห้องพยาบาลทันที โดยมีเสียงที่ตะโกนไล่หลังมาด้วยความไม่พอใจของอาจารย์เอด้า
“นักเรียนภานุเดี๋ยวเถอะ! พึ่งเตือนไปอยู่หยกๆ ว่าให้เดินเบาๆ ไม่ใช่วิ่งกระแทกแผลแรงๆ แบบนั้น! ”
อย่างไรก็ตามภานุนั้นไม่ได้ฟังเธอเลยแม้แต่นิดเดียวเขากังวลอย่างเดียวคือหากเขาไม่สามารถไปรวมตัวทันจะเป็นเขานี่แหละที่อาจจะได้รับบาดแผลเพิ่มจากการทำโทษของอาจารย์ลีน่า
“กริ้งงงงงงงงงงงงงง! ”
เสียงสัญญาณเรียกรวมตัวได้ดังขึ้น ทั่วทั้งบริเวณของโรงเรียนทหารโดยเฉพาะนักเรียนปีสามต่างอยู่ในสภาพที่แตกตื่นตกใจกันถึงสุดขีด บางคนที่กินข้าวเช้าที่พ่อแม่ห่อมาให้ถึงกับต้องโยนทิ้งขยะอย่างไม่ไยดีและออกวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดทันที
ภานุเองเมื่อวิ่งถึงชั้นสองและคิดว่าตนเองนั้นคงไปไม่ทันเสียแล้ว เขาจึงมองหาทางลัด เขามองออกไปที่หน้าต่างของอาคารชั้นสองและพุ่งทะยานกระโดดออกไปทันที คนที่อยู่ด้านล่างนั้นมีบางส่วนสังเกตเห็นและคิดว่าชายหนุ่มต้องการจะฆ่าตัวตาย แม้ว่าชั้นสองนั้นจะไม่สูงมากนักแต่หากเอาหัวโหม่งลงมาที่พื้นต้องตายอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามภานุกลับคว้าที่ต้นไม้บริเวณนั้นเอาไว้และค่อยๆ สไลด์ตัวลงด้วยความรวดเร็ว และลงพื้นได้อย่างนุ่มนวลก่อนที่จะออกวิ่งต่อ นักเรียนทหารชายที่เห็นภาพนี้อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา
“วันนี้ฉันได้เห็นการกำเนิดของเทพวานรแล้ว! ”
“เทพวานรบ้านเตี่ยเองดิ รีบวิ่งไปเร็วเราจะสายแล้ว”
ในที่สุดภานุก็ได้มาถึงจุดนักรวมตัวตรงเวลา ดูเหมือนว่าในครั้งนี้จะไม่ได้มีใครที่จะต้องถูกลงโทษ อาจารย์ลีน่ายังคงงดงามและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของผู้ใหญ่อย่างเคย เธอกวาดสายตามองนักเรียนทหารชายอย่างเย็นชาหนึ่งครั้งก่อนที่จะกล่าวออกมา
“วันนี้ฉันคิดว่าพวกเธอหลายๆคนคงจะสังเกตเห็นแล้ว ว่ามีนักเรียนทหารหญิงจากโรงเรียนหัวกะทิมาที่นี่…”
ทุกคนต่างพยักหน้าตามไม่มีหน้าโง่คนไหนที่จะไม่สังเกตเห็นผู้หญิงงาม
“พวกเธอมาที่นี่เพื่อดูการฝึกฝน และฝึกปฏิบัติจริงโดยใช้พรสวรรค์ของพวกเธอ…มีอยู่หลายคนที่มีพรสวรรค์ทางด้านการรักษา”
“แต่เรื่องนี้ยังไม่สำคัญเท่าเรื่องต่อไปที่ฉันจะพูดกับพวกเธอทั้งหมด! ”
อาจารย์ลีน่ากล่าวพร้อมกับทำสีหน้าจริงจังขึ้นทำให้เหล่านักเรียนทหารที่เฝ้ามองเธอบางคนถึงกับอดไม่ได้ที่จะสั่นด้วยความกลัว
“ทางกองทัพได้ออกหมายเรียกฉบับใหม่ออกมา ต้องขอแสดงความเสียใจกับพวกเธอด้วย แต่การทดสอบภาคสนามนั้นจะเริ่มในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า! ”
“! #@$@#”
เหล่านักเรียนทหารต่างแตกตื่นกันทันที บางคนถึงกับกล้าตะโกนออกมาต่อหน้าอาจารย์ลีน่าอย่างไม่พอใจ มีเพียงภานุเท่านั้นที่ยังสงบนิ่งอยู่เนื่องจากเขารู้ข่าวนี้มาก่อนอยู่แล้ว
“เงียบซะ! ”
อาจารย์ลีน่าพูดออกมาเต็มเสียงเธอไม่ได้ตั้งใจตะโกนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเสียงของเธอกลับดังไปทั่วโรงเรียนอย่างง่ายดาย อาจจะเป็นเทคนิคการใช้พลังปราณของเธอก็ได้ นักเรียนทหารชายทั้งหมดต่างเงียบและพยายามอย่างขีดสุดเพื่อสงบใจของตนเอง เมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบลงหมดแล้วอาจารย์ลีน่าจึงได้กล่าวต่อ
“นอกจากนี้วันนี้พวกเธอทุกคนไม่จำเป็นต้องฝึกฝนร่างกายในตอนเช้าอีกเนื่องจากเวลาที่บีบคั้นขนาดนี้ ทางโรงเรียนจึงได้จัดการให้นักเรียนแต่ละคนต้องประลองอย่างน้อยสองรอบ หนึ่งรอบในรอบเช้า และหนึ่งรอบในตอนบ่าย! ”