Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

เล่มที่ 6 บทที่ 171 การกัดกร่อนธาตุดิน

        “ภาพมายาต้นไม้เทพเทียมฟ้างั้นเหรอ?”

        พลตรีหลี่หรี่ตาลงเล็กน้อยแววตาฉายประกายความคิดอย่างไม่หยุดยั้ง

        ครู่หนึ่ง ราวกับตัดสินใจบางอย่างได้เสียงอันหนักแน่นของเขาก็ดังขึ้นกลางห้องประชุม

        “สั่งการลงไปให้ถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากเขตเทียนฝู่และยกระดับขุนเขาแห่งหมอกให้เป็นเขตเฝ้าระวังพิเศษ”

        พูดถึงตรงนี้พลตรีหลี่ก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวเสริมว่า

        “หากไม่มีอะไรผิดพลาดในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ผมจะเดินทางไปที่นั่นด้วยตัวเองสักรอบ”

        “ไม่ได้เด็ดขาด!”

        เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างตกใจศาสตราจารย์เหยียนถึงกับลุกขึ้นยืนคัดค้านอย่างร้อนรน

        “พลตรีหลี่ คุณคือขุมกำลังสำคัญของชาติในยามนี้สหพันธรัฐจะขาดคุณไปไม่ได้”

        “ไม่เป็นไรหรอก”

        พลตรีหลี่โบกมือใบหน้าฉายแววเคร่งขรึมยิ่งขึ้น

        “ครั้งนี้ ผมจำเป็นต้องไปจริงๆ”

        พูดพลางพลตรีหลี่ก็มองทุกคนอย่างลึกซึ้งแล้วกล่าวว่า

        “พวกคุณในตอนนี้ยังไม่เข้าใจหรอกว่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามนั้น... หมายถึงอะไร”

        “ตัวตนระดับนั้นมีสติปัญญาไม่ด้อยไปกว่ามนุษย์เราเลย ถึงขั้นที่สามารถสื่อสารกับพวกเราได้ด้วยซ้ำ”

        “เพราะอย่างนั้นผมจึงต้องไปดูให้เห็นกับตา”

        “ประการแรกที่นั่นยังคงอยู่ในอาณาเขตสหพันธรัฐของเรา ประการที่สองผมจำเป็นต้องยืนยันสถานะของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามตนนี้ให้แน่ชัด”

        ......

        สิ้นคำพูด พลตรีหลี่ไม่รอให้ใครทักท้วงเขาหมุนตัวเดินจากไปทันที

        การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามตนนี้แม้แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ารับมือได้ยาก

        เร็ว...

        มันเร็วเกินไปจริงๆ

        ตามการคาดการณ์เดิมระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามไม่ควรจะอุบัติขึ้นในช่วงเวลานี้

        แม้ว่ามนุษย์จะวิวัฒนาการช้าแต่ก็ไม่ควรจะห่างชั้นกันขนาดนี้

        ในขณะที่เขาซึ่งเป็นจุดสูงสุดของมวลมนุษย์เพิ่งจะอยู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งกลับมีสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามปรากฏออกมาแล้ว

        มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไป

        ต้องเข้าใจว่าการวิวัฒนาการคือการเปลี่ยนผ่านระดับชั้นชีวิต

        ความแข็งแกร่งในแต่ละระดับชั้นนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

        เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองสูงสุดที่ยากจะถูกรุมสังหารด้วยจำนวนผู้แข็งแกร่งระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่ง

        ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองสูงสุดหมายถึงมีพลังวิญญาณสูงถึงเก้าแสนกว่าหน่วย

        ในขณะที่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งพลังวิญญาณสูงสุดเพียงแค่แปดถึงเก้าหมื่นหน่วยเท่านั้น

        ช่องว่างมหาศาลขนาดนี้จะใช้จำนวนเข้าทดแทนได้อย่างไร?

        อีกทั้งยิ่งแข็งแกร่ง พรสวรรค์ก็ยิ่งน่ากลัวหรือแม้กระทั่งตื่นรู้พลังเทวะอันลึกลับ...

        สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จำนวนคนจะสามารถเติมเต็มได้เลย

        กล่าวคือหากมีระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามปรากฏขึ้นจริง และหากต้องกลายเป็นศัตรูกัน

        สหพันธรัฐในตอนนี้ ต่อให้ชนะ...มันก็คงเป็นชัยชนะที่แลกมาด้วยความพินาศย่อยยับ

        “เฮ้อ...”

        พลตรีหลี่ถอนหายใจยาวแววตาฉายความเคร่งเครียด

        หากจำเป็นจริงๆคงต้องนำไพ่ตายสุดท้ายออกมาใช้แล้ว

        ......

        ในขณะเดียวกัน

        หุบเขาเป่ยอวี่ ที่แห่งนี้ก็ยังคงไม่สงบ

        พลังวิญญาณยังคงพุ่งสูงขึ้นด้วยความเร็วที่ยากจะจินตนาการร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋ถูกปกคลุมด้วยรัศมีแสงเรืองรอง

        ทว่าในขณะที่อวี๋จื่ออวี๋กำลังอาศัยโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ในการเปลี่ยนผ่านระดับชั้นชีวิตครั้งสำคัญ

        ลึกลงไปใต้ดิน ณลานหินวิญญาณที่ปูด้วยหินวิญญาณธาตุดิน ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันประหลาดขึ้น

        หินวิญญาณธาตุดินกองแล้วกองเล่าราวกับถูกดึงดูดด้วยพลังงานบางอย่างจนแปรสภาพกลายเป็นของเหลว...

        “ซ่า ซ่า ซ่า...”

        มันกลายเป็นของเหลวสีเหลืองปฐพีทว่ากลับดูไม่ขุ่นมัว แต่กลับดูศักดิ์สิทธิ์และเป็นประกาย

        จากนั้นของเหลวเหล่านี้ก็ค่อยๆไหลไปตามรากของอวี๋จื่ออวี๋ และเวียนขึ้นสู่ด้านบนอย่างช้าๆ

        ไม่นานนักในขณะที่สติของอวี๋จื่ออวี๋กำลังเลือนรางรากส่วนใหญ่ของเขาก็ดูเหมือนจะกลายเป็นหิน และแผ่ซ่านความแข็งแกร่งดุจหินผาออกมา

        ในขณะเดียวกันเสียงแจ้งเตือนอันเย็นชาของระบบก็ดังขึ้นข้างหูของอวี๋จื่ออวี๋

        “ติ๊ง!ตรวจพบน้ำทิพย์วิญญาณปฐพีกัดกร่อน...”

        “ติ๊ง!ตรวจพบน้ำทิพย์วิญญาณปฐพีกัดกร่อน...”

        “ติ๊ง!ตรวจพบน้ำทิพย์วิญญาณปฐพีกัดกร่อน...”

        ......

        เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเป็นการย้ำเตือน

        ทว่าตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋เหนื่อยล้าเกินไปเหนื่อยจนแม้แต่เปลือกตายังลืมไม่ขึ้น

        ในตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่ามีดบินใบหลิวไม่ได้เผาผลาญเพียงพลังวิญญาณเท่านั้นแต่ยังรวมถึงพลังจิตอันลึกลับที่ยากจะอธิบายได้ด้วย

        ไม่แปลกใจเลยที่มีดบินใบหลิวจะคมกริบถึงขนาดนั้น

        และท่ามกลางการแจ้งเตือนที่มาไม่ขาดสายของระบบรากของอวี๋จื่ออวี๋ก็กลายเป็นหินอย่างต่อเนื่อง...

        เพียงครึ่งวันลำต้นของอวี๋จื่ออวี๋ที่โผล่พ้นดินก็เริ่มมีความแข็งแกร่งดุจหินผา

        ไม่สิจะบอกว่าเป็นเพียงก้อนหินก็คงไม่ถูก...

        ในบางจุดถึงกับมองเห็นความใสกระจ่างราวกับเพชร...

        เพชร หรือที่เรียกว่าผลึกวัชระคือสสารที่แข็งแกร่งที่สุดในธรรมชาติ

        ทว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือความใสกระจ่างดุจคริสตัลที่แฝงไปด้วยความลึกลับที่ยากจะบรรยาย

        หากมองดูให้ดีจะเห็นว่ามีประกายแสงบางอย่างไหลเวียนอยู่ภายในและประกายนี้เองที่ทำให้ความแข็งแกร่งของมันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ!

         [เพชรวิญญาณ -สรรพสิ่งล้วนวิวัฒนาการ แร่ธาตุก็ไม่มีข้อยกเว้นเพชรวิญญาณคือสิ่งที่วิวัฒนาการต่อยอดมาจากเพชรโดยมีความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัวและมีความสามารถในการงอกใหม่ในตัว]

        หากไม่มีอะไรผิดพลาดการวิวัฒนาการของแร่ธาตุเหล่านี้จะทำให้ยุคสมัยในอนาคตรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น

        ของวิเศษ อาวุธเซียน หรือแม้แต่อาวุธเทพ...

        อาวุธที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งมีอยู่แค่ในตำนานโบราณอาจจะปรากฏขึ้นต่อหน้าชาวโลกอีกครั้งเพราะการค้นพบแร่หายากเหล่านี้

        แน่นอนว่ายังมีอีกจุดหนึ่งที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้

        นั่นก็คือมนุษย์

        ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่จำกัดเทคโนโลยีของมนุษย์มักไม่ใช่ความรู้แต่คือวัสดุ

        หากแร่หายากเหล่านี้ถูกค้นพบเทคโนโลยีของมนุษย์อาจจะก้าวกระโดดอย่างกะทันหันเลยก็เป็นได้

        ......

        หลังจากนั้นไม่นานสติของอวี๋จื่ออวี๋ก็เริ่มฟื้นคืนมาบ้าง

        ทว่าก่อนที่เขาจะตื่นเต็มที่ความรู้สึกเย็นยะเยือกก็แผ่ซ่านมาจากร่างหลัก

        “นี่มันอะไรกัน?”

        เมื่อมองไปยังส่วนต่างๆ ของตนเองอวี๋จื่ออวี๋ก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ามีต้นหลิวสูงเสียดฟ้าต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน

        เพียงแต่ต้นหลิวต้นนี้ดูราวกับถูกสร้างขึ้นจากคริสตัล

        มันใสกระจ่างทว่ากลับแฝงไปด้วยความแข็งแกร่งที่ยากจะทำลาย

        “เอ่อ...”

        หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่งอวี๋จื่ออวี๋ก็รีบเปิดแผงสถานะขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว

        ขณะนั้นสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือบรรทัดอักษรสีแดงฉาน ราวกับเป็นการแจ้งเตือนภัย

         [การกัดกร่อนของธาตุสะสม -ธาตุดินที่หนาแน่นเกินไปเข้ากัดกร่อนร่างหลักการวิวัฒนาการที่คล้ายกับการกลายเป็นหินได้ทำให้ร่างกลายเป็นประติมากรรมนิรันดร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน]

        “ไม่จริงน่า...”

        อวี๋จื่ออวี๋เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ

        ล้อเล่นหรือเปล่า?

        เขาก็แค่หลับไปพักเดียวเท่านั้นทำไมถึงเกิดการกัดกร่อนของธาตุขึ้นได้?

        ต้องเข้าใจว่าเขาระมัดระวังในการดูดซับธาตุดินมากบางครั้งก็จงใจไม่ดูดซับเลยด้วยซ้ำ

        ทว่าในตอนนั้นเองราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง สีหน้าของอวี๋จื่ออวี๋ก็เปลี่ยนไปทันที

        เมื่อมองตามสายตาของเขาไปพื้นที่ส่วนใหญ่ของลานหินวิญญาณนั้นว่างเปล่าเหลือเพียงหินวิญญาณไม่มากนักที่วางอยู่นิ่งๆบางส่วนถึงกับดูเหมือนละลายไปครึ่งหนึ่ง...

        ในความเลือนรางอวี๋จื่ออวี๋สังเกตเห็นว่ายังมีของเหลวอีกมากมายที่กำลังไหลไปตามรากของเขาอย่างช้าๆ

        “เวรแล้ว...”

        ในใจราวกับมีม้าหมื่นตัววิ่งพล่านอวี๋จื่ออวี๋เข้าใจสาเหตุทันที

        คาดว่าในตอนที่ไร้สติเขาคงดูดซับหินวิญญาณธาตุดินเข้าไปอย่างบ้าคลั่งเหมือนตอนดูดซับพลังวิญญาณห้าสีแน่ๆ

        “เฮ้อ...”

        อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจยาวพลางตัดใจอย่างไม่ลังเล

        เขาดึงสติกลับมาแล้วลองถามระบบอย่างระมัดระวัง

        “ตอนนี้จะทำอะไรได้บ้าง?”

        “ติ๊ง! เมื่อทลายลงย่อมสร้างใหม่ได้ในตอนนี้การกัดกร่อนของธาตุดินไม่สามารถหวนคืนได้อีกต่อไปคุณสามารถแปรเปลี่ยนมันให้สมบูรณ์เพื่อบ่มเพาะเป็นพลังเทวะหรือแม้กระทั่งควบรวมเป็นผลไม้ธาตุได้!”

         

คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน