บทเสริม :
นิกร
นับตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานมา ไม่สิ มันเริ่มตั้งแต่เห็นป้ายติดประกาศรับสมัครงานแล้วล่ะ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้านายที่กำลังจะไปรับใช้นั้นต้องเป็นคนแปลกประหลาดอย่างแน่นอน
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในตึกบริษัทแห่งหนึ่ง แอร์เย็นฉ่ำก็ปะทะเข้ากับกายที่ร้อนระอุ รองเท้าแตะคีบกับชุดธรรมดาๆ เดินตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าที่มีหญิงสาวหน้าใสเหมาะจะเป็นประชาสัมพันธ์ติดต่อคนภายนอกนั่งอยู่
เอ่อ...
สวัสดีค่ะ มีธุระอะไรเหรอคะ หญิงสาวยกมือไหว้อ่อนช้อยบ่งบอกว่าถูกฝึกมาเป็นอย่างดี และยังยิ้มแย้มให้แม้กับคนที่ใส่ชุดชาวบ้านธรรมดาสุดๆ โดยไม่แบ่งแยกกับพวกที่ใส่ชุดหรูหราดูภูมิฐานมาดผู้ดี ทำให้คนที่เข้ามาติดต่องานด้วยนั้นรู้สึกใจชื้น
คือ...ผมจะมาถามเรื่องใบสมัครงานนี้
พูดยังไม่ทันจะจบประโยคดี สาวหน้าใสก็ยิ้มรับเหมือนรู้จุดประสงค์คนตรงหน้าแล้ว จึงผายมือไปทางซ้ายของตน ถ้าเรื่องสมัครงาน เดินไปทางขวาของคุณแล้วเข้าห้องที่คิดป้ายว่า ห้องรับรอง ได้เลยนะคะ จะมีคนนั่งรออยู่
ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณ แล้วเดินไปตามที่หญิงสาวว่า
ห้องที่ว่านั้นไม่ได้อยู่ไกลจากเคาน์เตอร์เมื่อกี้นี้สักเท่าไหร่ เป็นห้องที่ดูจะปิดมิดชิดกว่าธรรมดาทั่วไป ไม่น่าแปลกใจว่าการรับคนเข้าทำงานคงต้องเป็นห้องที่ชวนน่าอึดอัดกดดันพอสมควร
เขาเคาะประตูเป็นมารยาทแล้วเปิดประตูเข้าไป พบกับห้องที่มีบรรยากาศตึงเครียดอย่างที่ไม่มีใครสร้างไว้
ห้องทึบไร้หน้าต่างไร้กระจก ตู้เอกสารรายล้อมอยู่ด้านหลัง โต๊ะทำงานพิงชิดกำแพงด้านซ้ายมีแต่กองกระดาษและแฟ้มทับซ้อนกันเป็นระเบียบ แทบจะไม่มีกระดาษแผ่นไหนเลยเกยกันออกมาเลยสักแผ่นเดียว ของทุกอย่างบนโต๊ะถูกวางไว้ในตำแหน่งที่เรียกได้ว่าใช้ประโยชน์ได้สะดวกที่สุด
ความที่เป็นระเบียบมากเกินไปก็สร้างความกดดันได้แม้ไม่มีใครอยู่ในห้องก็ตาม แต่ในขณะนี้ ผู้หญิงคนนึงที่คาดว่าน่าจะอายุเยอะกว่าสาวตรงเคาน์เตอร์ต้อนรับประมาณสักยี่สิบปีนั่งรออยู่ แว่นกรอบชี้แหลมเหมือนคุณครูมาดเนี้ยบไม่มีผิดที่พร้อมจะจับผิดนักเรียนได้ทุกเมื่อ
ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวสวัสดี หญิงคนนี้ก็ชี้ไปที่เก้าอี้แล้วบอกว่า เชิญนั่งค่ะ เสียก่อน
ชายหนุ่มเผลอนั่งตัวตรงแบบไม่ทันตั้งใจด้วยความกลัวว่าหากทำอะไรผิดจะโดนตะเพิดกลับแบบไม่ทันจะได้อ้าปากอะไรด้วยซ้ำ แต่พอลองมองชุดทำงานของผู้หญิงตรงหน้าแล้วมาเทียบกับชุดของตัวเอง เขาก็แทบอยากจะขอกลับไปเปลี่ยนชุดให้มันดูดีกว่านี้แล้วค่อยกลับมาใหม่
มาสมัครงานใช่มั้ยคะ น้ำเสียงพูดรัว
เอ่อ..ครับ แต่
กรุณากรอกรายละเอียดลงในใบนี้ด้วยค่ะ เธอยื่นกระดาษใบหนึ่งให้ เป็นประเภทพวกประวัติส่วนตัว การศึกษาอะไรเทือกนั้น ก่อนจะรัวต่อแบบไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้โต้กลับเลยสักนิด
เสร็จแล้ว ในวันมะรืนนี้ขอให้คุณแต่งชุดสูทมาพบกับเจ้านายที่นี่ด้วยตอนเวลาเก้าโมงตรงตอนเช้า ห้ามสาย ห้ามอ้างว่ารถติดหรืออะไรเด็ดขาด เพราะเจ้านายเป็นคนเคร่งครัดมากในเรื่องนี้
ก็พอจะเดาได้อยู่ ชายหนุ่มคิดในใจ แต่...
เดี๋ยวนะครับ แค่กรอกรายละเอียดนี้ก็เข้าทำงานได้เลยหรือครับ เขาถามเมื่อพบว่าตัวเองต้องไปพบกับคนจ้างงานทันที
ไม่ใช่ค่ะ เจ้านายของเราจะเป็นคนเลือกพวกคุณเองว่าจะรับเข้าทำงานนี้รึเปล่า
สักพักนึง ชายหนุ่มก็เลื่อนใบตรงหน้ากลับไปเมื่อเขียนเสร็จแล้ว
เธอรับไปอ่านอย่างคร่าวๆ แล้วเก็บไว้ในลิ้นชัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม มีอะไรจะถามอีกรึเปล่าคะ คุณนิกร
เอ้อ..ครับ นิกรว่า รู้สึกว่าในที่สุดเขาก็มีโอกาสได้ถามเรื่องที่สงสัยมาตั้งแต่ต้นเสียที คือ...ตรงคุณสมบัติของผู้สมัครงานน่ะครับ มัน..
เรื่องที่ต้องมีความสามารถในการใช้อาวุธน่ะหรือคะ ก็เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่คิดจะข้ามาทำงานเป็นบอดี้การ์ดไม่ใช่เหรอคะ ขอแค่คุณมีความสามารถ ไม่ต้องมีการศึกษาสูง ขอแค่จบวุฒิม. 6 ก็พอ
ยัง..ยังไม่ใช่จุดที่เขาสงสัย
แล้วตรงที่ต้องเก็บความลับเป็น ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะการเป็นบอดี้การ์ดจะต้องใกล้ชิดกับเจ้านาย แน่นอนว่าข้อมูลทางธุรกิจ คุณก็คงจะต้องผ่านตาบ้าง
นั่นเขาก็รู้อยู่แล้วเหมือนกัน นิกรจึงเป็นฝ่ายตัดบทอีกฝ่ายเอาเสียดื้อๆ
คุณสมบัติทุกข้อนั้นผมเข้าใจหมดครับ ยกเว้นแต่คุณสมบัติตรงข้อสุดท้ายนี่มัน...
เขายื่นใบสมัครงานที่แกะออกมาจากกำแพง ชี้ข้อสุดท้ายที่ว่านั้นให้เธออ่าน
ไม่ว่าจะเป็นวันที่อากาศร้อนขนาดไหน เวลาอะไร แต่ในขณะทำงานคุณจะต้องใส่ชุดสูทได้อย่างไร้ข้อโต้แย้งใดๆ
เกิดความเงียบไปชั่วขณะหลังอ่านจบ สักพักนึงนิกรถึงได้เห็นเธอขยับแว่นให้เข้าที่ ยกมือขึ้นมากุมกันบนโต๊ะ ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทางเป็นการเป็นงานเกินปกติ
เป็นเรื่องปกติค่ะคุณนิกร อย่างที่รู้ว่าเจ้านายของเราเป็นคนที่เข้มงวดมาก เขาชอบที่จะให้พนักงานอยู่ในชุดสูท เพราะดูเป็นระเบียบและดูเหมาะสมที่จะทำงานมากที่สุด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะในเวลาแบบไหน ร้อนตับแตกหรือหนาวสุดขั้ว คุณก็ได้รับอนุญาตให้ใส่ได้แต่ชุดสูทเท่านั้นค่ะ ห้ามบ่น ห้ามเถียงอะไรเด็ดขาด
.....ครับ
อีกสองวันต่อมา นิกรก็กลับมาที่บริษัทนี้อีกครั้งในชุดสูททำงานตามคำบอก ถึงเขาจะมีไว้เพื่อเอาไปใช้ในตอนสมัครงานที่อื่นไว้ชุดนึงก็เถอะ เขายังอุตส่าห์ลงทุนไปซื้อเนคไทมาใหม่เป็นสีดำที่ดูสุภาพกว่าของเดิม เขาไม่อยากเสี่ยงว่าหากผู้ที่คัดเลือกมาเห็นอาจจะขอให้เขากลับไปก่อนก็ได้
ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องได้งานนี้ นิกรคิดในใจอย่างหมายมั่น เพราะหลังจากจบทางมหาวิทยาลัยมา เขาก็เดินเตะฝุ่นมาร่วมครึ่งปีแล้ว เงินที่สะสมมาตอนทำงานพิเศษช่วงเรียนอยู่นั้นเริ่มร่อยหรอลงไปทุกที
เนื่องจากเพราะพ่อแม่ตายตั้งแต่เด็กๆ ญาติที่เก็บเขาไปเลี้ยงก็บอกคำขาดตั้งแต่แรกเจอว่าจะส่งเรียนจบถึงแค่ปริญญาตรีเท่านั้น หลังจากนั้นก็ถือว่าจบกับไปไม่ยุ่งเกี่ยวใดๆ ด้วยอีก
เพราะฉะนั้นในช่วงสิ้นไร้ไม้ตอกแบบนี้ จะงานแบบไหนก็ต้องเอาล่ะนะ แม้แต่การเป็นบอดี้การ์ดก็ตาม โชคดีที่ตอนอยู่มหาลัย เขาอยู่ชมรมยิงปืนเลยพอจะรู้จักการใช้ปืนบ้าง อย่างน้อยหากมีให้ทดสอบ เขาคิดว่าตัวเองก็ยิงแม่นพอควรนะ ถ้าเป็นเป้านิ่งล่ะก็
นิกรสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะก้าวเข้าไปในตึกอีกครั้ง
ดูเหมือนสาวประชาสัมพันธ์จะจำเขาได้ จึงยกมือไหว้แล้วบอกให้เขาขึ้นลิฟต์ไปชั้นสิบได้เลยโดยที่เขายังไม่ทันได้พูดอะไรสักคำ จึงได้แต่บอกขอบคุณไป แล้วขึ้นลิฟต์ตามที่บอก
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสิบ นิกรพบว่าพอประตูลิฟต์เปิดออกก็เห็นทางเดินยาวที่มุ่งไปสู่ห้องเพียงห้องเดียวเท่านั้นที่อยู่บนชั้นนี้ มีผู้ชายใส่ชุดเครือๆ เดียวกันกับเขาอีกแปดคนยืนรออยู่ข้างหน้าห้องเช่นเดียวกัน ท่าทางของพวกเขาบ่งบอกออกมาเหมือนกันว่าจะพลาดงานนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด จึงมองคนอื่นเป็นดั่งคู่แข่งที่จะยอมแพ้ให้ไม่ได้
นิกรคิดจะยิ้มทักทายพวกเขาซึ่งล้วนแล้วแต่แก่กว่าทั้งสิ้น แต่เมื่อไม่มีใครสนใจ นิกรจึงตัดสินใจหุบยิ้มแล้วหาที่ว่างให้ตัวเองยืนสักมุมนึงเป็นอาณาเขตเล็กๆ ให้ตนได้หายใจ
เมื่อเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเก้าโมงตรง ประตูเพียงบานเดียวของชั้นสิบนี้ก็เปิดออก ทำให้คนที่อยู่ข้างนอกทำยืนตรงราวกับรอทำความเคารพก็ไม่ปาน
คนที่เปิดประตูออกมาเป็นชายหนุ่มที่น่าจะอายุประมาณสามสิบปีไม่น่าเกินไปกว่านี้สวมชุดทำงานแต่ไม่ได้เนี้ยบไปทุกกระเบียดนิ้วเหมือนพวกเขา เมื่อเสื้อนอกไม่ได้กลัดกระดุม กระดุมคอก็ไม่ได้ติดหากก็ยังดูดี
พวกเธอคงจะเป็นคนที่มาสมัครงานสินะ เข้ามาสิ เขาบอก แล้วผายมือเข้าไปในห้อง
นิกรกลืนน้ำลายพลางขยับเสื้อตัวเองให้เข้าที่อีกครั้ง อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้เองเขาก็จะได้พบกับคนที่จะเป็นเจ้านายของเขาแล้ว
ทว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องทำงานที่ดูหรูหราสไตล์โมเดิร์นปนคลาสสิกหน่อยๆ พวกเขากลับไม่เห็นใครรออยู่ในนั้นเลยสักคน โต๊ะผู้บริหารมีแต่เก้าอี้ที่ว่างเปล่า
หรือจะยังไม่มา นิกรคิดอย่างแปลกใจ ก็ไหนคนที่นี่เขาบอกกันว่าเจ้านายเป็นคนตรงต่อเวลามากไง
ในขณะที่ทุกคนสงสัยอยู่นั่นเอง เสียงปิดประตูก็ดังขึ้นเรียกความสนใจให้ทุกคนหันกลับไปมองคนที่เชิญพวกเขาเข้ามาในห้องนี้อีกครั้ง ลางสังหรณ์แปลกๆ เริ่มรุมเร้า ยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเข้าไปลากเก้าอี้ผู้บริหารอย่างอุกอาจมาไว้ข้างหน้าโต๊ะ แล้วนั่งลงไปพร้อมกับไขว่ห้าง ศอกทั้งสองพาดแขนเก้าอี้แล้วมือก็กุมกันที่หน้าท้อง
ช่วงเวลานั้นเองที่ทุกคนประจักษ์ได้ถึงอำนาจอันน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาแล้วเริ่มลุกลี้ลุกลนอย่างบอกไม่ถูก ถึงเมื่อครู่จะไม่ได้แสดงท่าทางหยาบคายอะไรลงไป แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าให้เกียรติอยู่ดี ด้วยความนึกไม่ถึงว่าผู้บริหารจะอายุยังน้อยขนาดนี้ คนที่มาสมัครงานบางคนยังจะดูแก่กว่าอีก
แค่การพบกันครั้งแรกก็ไม่น่าประทับใจแล้ว
ไม่มีเก้าอี้ให้นะ ชายที่นั่งอยู่คนเดียวกล่าวเสียงเรียบพร้อมกับยิ้มน้อยๆ แต่ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนมายืนสำรวมเป็นแถวเดียวต่อหน้าโดยไม่จำเป็นต้องสั่งเลยสักนิด ไม่มีใครกล้าเงยหน้ามองตรงเลยสักคน ขนาดนิกรที่อยู่ริมแถวยังไม่กล้าเหล่ตามองเลย
คนคนนี้ให้ความรู้สึกดั่งพระเจ้าที่มิอาจเอื้อมถึง แม้แต่จะมองก็ต้องขออนุญาตเสียก่อน พวกเขารู้สึกแบบนั้น
ราวกับจะรู้ พระเจ้าหัวเราะเบาๆ
ไม่ต้องเกร็งกันขนาดนี้ก็ได้ ฉันมันก็มนุษย์เดินดินธรรมดาๆ ทั่วไป จะมองก็ได้ ไม่มีฟ้าผ่ามาลงทัณฑ์หรอก
พอได้ยินแบบนั้นแต่ล่ะคนก็มีท่าทางที่สบายขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าเงยหน้าอยู่ดี ยกเว้นนิกร นิกรจึงได้สบตากับอีกฝ่ายจังๆ เขาถึงได้เห็นดวงตาคู่นั้นเป็นสีน้ำตาลแก่ที่แลดูเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าใครๆ ที่เคยรู้จักมา และอำนาจที่ชวนให้ต้องยอมศิโรราบแต่โดยดี ทำให้นิกรหมดข้อกังขาต่อผู้บริหารอายุน้อยคนนี้ทันที
สีหน้าผ่อนคลายนั้นแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างรวดเร็ว
ฉันจะไม่พูดอ้อมค้อมหรอกนะ จะบอกตรงๆ เลยว่างานที่พวกเธอจะต้องทำนั้นเป็นงานที่ผิดกฎหมาย
หา? นิกรเกือบหลุดอ้าปากค้างแล้ว คนอื่นก็ไม่ต่างกัน
ดังนั้น ใครก็ตามที่รับไม่ได้กับงานผิดกฎหมาย หรือไม่ได้เตรียมใจจะมาเสี่ยงชีวิตแล้วล่ะก็ ฉันให้โอกาส เขายกมือขึ้นชี้ไปที่ประตู เชิญพวกเธอออกไปได้เลย
สายตาที่ไม่บอกว่าเป็นเรื่องล้อเล่นทำให้หลายคนเริ่มกระสับกระส่าย
เอ่อ...งานผิดกฎหมายประเภทไหนเหรอครับ นิกรตัดสินใจเอ่ยถามออกไป ทำให้ทั้งหมดหันมามอง
เกรงว่า..ฉันจะบอกเรื่องนั้นได้ก็ต่อเมื่อพวกเธอตกลงทำงานกับฉันแล้วเท่านั้น เพราะงั้นฉันถึงต้องการความสมัครใจ จะไม่มีการบังคับใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าพวกเธอไม่ได้เตรียมใจกันมาถึงขึ้นนั้นก็ออกไปได้เลย เพราะเมื่อพวกเธอเข้าร่วมแล้วจะไม่มีโอกาสให้ถอยกลับอีก และถ้าคิดจะถอย สิ่งที่จะกลับออกไปได้มีแค่ร่างไร้วิญญาณเท่านั้น
ความเงียบเข้าครอบงำห้องนี้ ราวกับห้วงเวลาถูกหยุดเอาไว้
ทุกคนยกเว้นชายที่นั่งอยู่นั้นล้วนตึงเครียด นิ่งงันราวกับรอคอยใครสักคนก้าวออกมาเป็นผู้นำชี้ทาง
และแล้วทุกคนก็หันไปมองนิกรอีกครั้ง เมื่อเขาเดินขยับขึ้นมาข้างหน้าแล้วเข้าไปคุกเข่าลงต่อหน้าชายหนุ่ม กล่าวเสียงดัง
ผมขอทำงานนี้กับท่านครับ
ชายหนุ่มทอดสายตาลงมองเขาแล้วยิ้ม ราวกับจะรู้ บางทีเขาคงจะรู้มาตั้งแต่ที่มองตากันแล้วว่าคำตอบของนิกรคงเป็นเช่นนี้
แม้ว่างานที่ทำจะต้องเสี่ยงและผิดกฎหมายงั้นหรือ
ครับ จะไม่มีทางเปลี่ยนใจอย่างแน่นอน
นิกรไม่เคยพบใครที่เหมือนกับคนผู้นี้มาก่อน คนที่ยอมรับตรงๆ ว่าทำอะไรอยู่ ยอมเผชิญหน้ากับมันอย่างไม่คิดถอยกลับ ไม่หวั่นแม้ทางข้างหน้าจะเป็นเช่นใด เขาไม่รู้หรอกว่าชายคนนี้จะเป็นอย่างที่เขาคิดไว้ทั้งหมดนี้รึเปล่า เพราะนี่เป็นเพียงเวลาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นเองที่ได้พบกัน หากแต่เขากลับรู้สึกเคารพนับถืออีกฝ่ายมากกว่าใครที่เคยพบมาเสียอีก เพราะการที่เสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เด็ก และญาติที่เลี้ยงมาแบบขอไปทีทำให้เขาไม่เคยนับถือ ไม่เคยเชื่อใจใครนอกจากตัวเองอยู่แล้ว แต่ท่านผู้นี้กลับทำให้เขารู้สึกเชื่อมั่นได้อย่างง่ายดาย
คนที่เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ และเขาก็อยากจะเป็นผู้ติดตามที่จงรักภักดีเอง
ราวกับจะสื่อความนึกคิดนี้ออกไปได้ คนที่มาสมัครงานคนอื่นๆ ที่เหลือมีท่าทีแน่วแน่แล้วพากันคุกเข่าลงเช่นเดียวกัน และประกาศออกมาว่าจะคอยรับใช้ จะยินยอมทำงานนี้ให้โดยไม่มีความลังเลใดๆ อื่นอีก
ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางรู้สึกพอใจ ก็เป็นอันตกลงสินะ ถ้าอย่างนั้น ฉันขอแนะนำตัวให้รู้จัก ฉันชื่อ ตนัย ดาราการณ์
นิกรฟังชื่อนั้นแล้วเผลอเรียก ท่านตนัย
พอถูกมองเขาถึงได้รู้สึกตัว ขะ..ขอโทษครับ คุณตนัย หรือคุณอยากให้ผมเรียกแบบอื่น
ตนัยไม่ได้ต่อว่าอะไรทั้งนั้น เขาดูมีทีท่าเหมือนจะอึ้งไปด้วยซ้ำก่อนจะเผยยิ้ม บอกนิกร ก็เป็นคำเรียกที่ชวนให้น่าคิดถึงดี อยากเรียกก็เรียกไปเถอะ
ครับ ท่านตนัย นิกรและคนอื่นๆ พากันตอบรับอย่างมาดมั่น และสาบานกับตัวเองในใจ
ว่าจะขอติดตามท่านผู้นี้ตลอดไป!