รอยนั่งรอแจ็คอยู่ไม่นานแจ็คก็เดินออกมาด้วยสภาพที่อ่อนล้าแถมยังทำหน้าตาดูหงุดหงิดสุด ๆอีกด้วย
“ดูท่านายคงจะไปเจอศึกหนักมาซินะ”
“อย่าพูดถึงมันเลย แค่นึกถึงหน้าเจ้าหมอนั่นขึ้นมาแล้วก็อยากจะกลับไปซัดมันอีกสักทีจริง ๆ ว่าแต่นายจะไปที่ไหนต่อรึเปล่าเดี๋ยวฉันไปส่ง ถ้าไม่จะได้กลับเข้าหอพักกันเลย”
“ฉันว่าจะไปหาอาจารย์สักหน่อย พอดีมีเรื่องจะปรึกษากับท่านหน่ะนายช่วยไปส่งฉันหน่อยซิ”
“ได้ซิ”
ระหว่างทางที่อยู่ในรถรอยมีบางสิ่งที่สงสัยเกี่ยวกับระบบแคปซูลเลยถามกับแจ็คขึ้นมา
“นี่แจ็คไอระบบจัดอันดับเนี่ยมันจะต้องเจอแต่กับพวกคนที่มีคะแนนต่อสู้สูงกว่าตลอดเลยเหรอ?”
“ใช่ ระบบแคปซูลจะทำการสุ่มเลือกคู่ต่อสู้ที่มีแต้มต่อสู้สูงกว่าเสมอแต่ระดับฝีมือก็ไม่ได้ห่างชั้นกันมากหรอกนะ ว่าแต่มือใหม่อย่างนายโดนรับน้องมาเป็นไงบ้างล่ะ?”
“เหอะเหอะ เละดิถามมาได้เจออีกฝ่ายใส่ชุดพร้อมรบมายังไม่พอ ฝีมือการต่อสู้ของแต่ละคนที่ฉันเจอทำให้ฉันรู้ซึ่งเลยล่ะว่าการต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น แค่คิดว่าชนะเจ้าต้าได้แล้วคนอื่น ๆในรุ่นเดียวกันก็คงจะมีฝีมือไม่ห่างชั้นกับเจ้าต้ามากนัก แต่เอาเข้าจริง ๆมันผิดถนัดเลยเมื่อเอาเจ้าต้าไปเปรียบเทียบกับคู่ต่อสู้ในแคปซูลนั่น”
“ฮ่า ๆนายอย่าเอาฝีมือของเจ้าต้าไปเปรียบเทียบกับคนพวกนั้นซิมันห่างชั้นกันมากจริง ๆ”
“ก็จริงอย่างที่นายว่ามาแหละนะฝีมือต่างกันจริง ๆฮ่าฮ่า ว่าแต่นายแต้มต่อสู้เท่าไหร่เหรอ ว่าง ๆจะได้เพิ่มเพื่อนในระบบแคปซูลแล้วชวนมาฝึกซ้อมให้บ้าง”
“การซ้อมและการต่อสู้มันต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ไว้นายผ่านมาถึงระดับเงินก่อนก็ค่อยมาบอกฉันนะ”
“มีระบบจัดอันดับด้วย!!”
“ต้องมีซิก็คะแนนการต่อสู้นั่นแหละ ไม่งั้นพวกมือใหม่อย่างนายสุ่มไปเจอกับพวกเทพเข้าอย่าว่าแต่จะสู้เลย เข้าไปหายใจยังถึงสองลมหายใจก็ถูกเจ้าพวกนั้นฆ่าทิ้งแล้วมั้ง ถ้านายมีฝีมือมากพออีกไม่นานก็คงขึ้นมาได้เองแหละ”
รอยคิดในใจว่า มันคงไม่ได้ง่ายอย่างที่แจ็คบอกแน่ขนาดแจ็คที่เป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มผู้มีพลังพิเศษสายโจมตีของม.ปลายปี 4 ยังอยู่แค่ระดับเงินเท่านั้นเอง
การจัดระดับคะแนนต่อสู้ในระบบแคปซูล
0.แต้มต่อสู้ 0-1000 ไม่มีระดับ
1.แต้มต่อสู้ 1000-1500 ระดับทองแดง
2.แต้มต่อสู้ 1501-2000 ระดับเงิน
3.แต้มต่อสู้ 2001-2500 ระดับทอง
4.แต้มต่อสู้ 2501-3500 ระดับแพลทตินั่ม
5.แต้มต่อสู้ 3501+ ระดับไดมอนด์
“จัดระดับอย่างกับเล่นอยู่ในเกมอย่างนั้นแหละ”
“มันก็คือเกมจำลองการต่อสู้หนิ”
ใช้เวลาไม่นานรอยก็มาถึงสำนักอินซาที่ดูเงียบเหงาราวกับป่าช้า ถ้าไม่มีป้ายสำนักบอกประตูทางเข้าก็คงคิดว่าทางข้างหน้าคือทางไปป่าช้าเป็นแน่ รอยเดินมาถึงบ้านพักหลังเล็กก็เห็นว่าปรมาจารย์บีโฮกำลังตัดแต่งกิ่งไม้ประดับอยู่ที่สวนหน้าบ้านอยู่เช่นเคย
“มีเรื่องอะไรรึเจ้าหนูถึงได้มาหาข้าด้วยตัวเองแบบนี้?”
รอยเดินเข้าไปก้มคำนับพร้อมกับพูดขอร้อง
“ท่านอาจารย์ท่านช่วยสอนวิชาการต่อสู้ให้ข้าได้รึเปล่า?”
ปรมาจารย์บีโฮยืมมองดูรอยด้วยหน้าตานิ่งเฉย กรรไกรในมือที่กำลังตัดแต่งกิ่งก็หยุดชะงักไปทันทีแต่ก็ไม่ได้พูดตอบรับอะไรกับคำถามของรอย
รอยเห็นว่าอาจารย์ดูเงียบแปลก ๆเลยแอบเงยหน้ามองอย่างช้า ๆเพื่อมองตาแล้วแอบอ่านความคิดในใจของอาจารย์ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ทำไมถึงไม่ตอบสักทีแต่ก็ไม่สามารถอ่านใจได้เลย
“เอ่อ...อาจารย์ผมพูดอะไรผิดไปรึเปล่า?”
“เปล่าหรอกข้าแค่รู้สึกสงสัยเท่านั้นว่าทำไมเจ้าถึงได้รีบร้อนให้ข้าสอนวิชาการต่อสู้ให้เจ้านักล่ะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างงั้นรึ?”
รอยก็ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแคปซูลจำลองการต่อสู้และอธิบายถึงข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบในมุมมองของรอยให้ปรมาจารย์บีโฮฟัง
“ที่เจ้าเล่ามาข้าถามเจ้าหน่อยแล้วกันว่าพลังพิเศษมีกี่ประเภท”
“มี 3 ประเภทไม่ใช่หรือยังไงครับ สายป้องกัน สายโจมตี สายควบคุม”
“เจ้ารู้แค่นี้หรือ?”
รอยนึกอยู่ในใจว่ามันยังมีอะไรอีกก็ศูนย์ฝึกผู้มีพลังพิเศษมีอาคารเรียนแยกกัน 3 อาคาร
“เอาล่ะ ๆเจ้าไม่ต้องนึกแล้วถ้าปล่อยให้เจ้านึกต่อไปไม่รู้ว่าวันนี้ทั้งวันเจ้าจะยังนึกมันออกได้รึเปล่า”
“อินฮวา! เข้ามา”
ฟุบ!
“เรียกผมหรือครับผู้อาวุโสบีโฮ?”
อยู่ ๆก็มีชายสวมชุดสูทสีดำตัวสูงใหญ่ปรากฏตัวมายืนอยู่ข้างรอยแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ถึงรอยจะรู้ว่าหนึ่งในกลุ่มคนพวกนี้คอยคุ้มครองเขาอยู่ห่าง ๆแต่ก็ไม่เคยได้เห็นหน้าคร่าตากันมาก่อนเลย รอยจึงชะเง้อไปมองด้วยความสนใจก็เห็นรอยแผลที่ตาข้างขวาเหมือนกับถูกของมีคมฟันเข้าลึกจนทำให้ตาเสียหาย รอยก็เลยรีบก้มหน้าหลบเพราะไม่อยากจะไปจ้องนาน ๆเพราะกลัวจะเสียมารยาท
“แสดงพลังพิเศษให้เจ้าหนูนี่เห็นทีซิว่าผู้มีพลังพิเศษมีกี่ประเภท”
“เข้าใจแล้วครับผู้อาวุโส”
อินฮวาถอดเสื้อสูทออกจนเหลือแค่เสื้อเชิ้ตสีขาวแล้วเดินออกมาที่ลานกว้าง พร้อมกับมองมาที่รอยเหมือนกับต้องการอะไร
“รออะไรอยู่ล่ะเจ้าหนูเดินออกไปซิ” ปรมาจารย์บีโฮที่อยู่ข้างหลังพูดเสียงดังใส่
“ห๊า! อย่าบอกนะว่าจะให้ผมไปต่อสู้กับเขา”
“ก็ถ้าเจ้าไม่ต่อสู้กับเขาแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าพลังพิเศษมีรูปแบบไหนบ้าง” ปรมาจารย์บีโฮพูดเสร็จก็เตะรอยลอยโด่งมาที่ลานกว้างทันที ลูกเหล็กทั้งสองไม่มีผลในการลอยตัวของรอยเลยแถมยังทำให้พุ่งตัวออกไปได้สวยอีกด้วย
ตุบ!
“โอ๊ย! อาจารย์พูดดี ๆกันก็ได้ไม่เห็นจะต้องเตะส่งกันเลย ส่วนเรื่องความรู้ของพลังพิเศษแค่พูดผมก็เข้าใจแล้วมั้งครับไม่เห็นจะต้องมาต่อสู้กันเพื่อเรียนรู้แบบนี้เลย”
ปรมาจารย์บีโฮโยนกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กลงมาที่ลานกว้างโดยที่ไม่สนใจเสียงคัดค้านของรอยเลย ทันทีที่กล่องกระทบถึงพื้นคลื่นพลังก็กระจายออกทำให้พื้นที่โดยรอบถูกแยกไปอีกมิติหนึ่ง ภาพโดยรอบเหมือนกับการเปลี่ยนฉาก ๆหนึ่งในหนังภาพยนตร์เลย ซึ่งพื้นที่ลานกว้างยังคงไม่ได้ทำให้ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพไป
รอยกำลังสงสัยอยู่เลยว่ามันคืออะไรแต่อินฮวาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็พูดขึ้นมาซะก่อน
“นี่คือกล่องพื้นที่แยกมิติท่านสามารถต่อสู้เต็มที่ได้เลย มันจะไม่เกิดผลอะไรกับสถานที่จริง”
“นี่เรากำลังอยู่ในมิติอื่นอย่างงั้นเหรอมันจะดูมหัศจรรย์เกินไปแล้วมั้งเจ้ากล่องเล็ก ๆนั่น” รอยลุกขึ้นมาหันมองดูไปรอบ ๆจนพื้นที่มิติขยายจนสมบูรณ์ซึ่งมองดูแล้วไม่เห็นถึงความแตกต่างอะไรเลย
อินฮวากล่าวเตือนพร้อมกับคำนับมาทางรอย
“ระวังตัวด้วย”
เสียงดีดนิ้วดังขึ้นพร้อมกับเสียงฟ้าผ่าตามมา
โล่พลังงานปรากฏขึ้นมาโดยที่รอยยังไม่ทันได้เรียกใช้งาน
เปรี้ยง!
แสงสีม่วงฝ่าลงมาที่กลางหัวรอยแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ถึงจะมีโล่พลังงานป้องกันเอาไว้อยู่แต่เสียงฟ้าผ่าและแรงสั่นสะเทือนก็ไม่อาจกลบมันไปได้ รอยถึงกับหูตึงไปชั่วขณะแต่ยังดีที่โล่พลังงานยังสามารถป้องกันฟ้าผ่าเอาไว้ได้และไม่แตกสลายไป ไม่งั้นคงดูไม่จืดแน่ถ้าถูกฟ้าผ่าลงมากลางหัวตรง ๆแบบนั้น
รอยที่ยังไม่หายตกใจดีก็เห็นอินฮวาดีดนิ้วขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้รอยรีบกระโดดหลบทันทีเพราะคิดว่าโล่พลังงานคงจะกันมันไม่ไหวเป็นแน่
เปรี้ยง! แสงสีม่วงผ่าลงมาตรงจุดที่รอยยืนอยู่อีกครั้ง
“นี่คือรูปแบบพลังพิเศษที่ 1 คือรูปแบบเงือนไขในการใช้พลัง อ่อ...ลืมไปเลยท่านรอยถูกฟ้าผ่าจ่อ ๆติดกันขนาดนั้นคงจะยังไม่ได้ยิน ไว้เดี๋ยวจบการต่อสู้นี้แล้วกระผมจะอธิบายให้ฟังอีกที”
มันเป็นอย่างที่อินฮวาพูดคือรอยไม่ได้ยินอะไรเลยว่าอินฮวากำลังบ่นพึมพำอะไรอยู่คนเดียว
“ส่วนนี่คือรูปแบบพลังพิเศษที่ 2 รูปแบบพื้นที่ ส่วนใหญ่คนที่ใช้พลังพิเศษจะทำการหลอมรวมตัวเองกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นพลังและยังสามารถใช้อาวุธหรืออุปกรณ์พิเศษช่วยเป็นสื่อนำของพลังพิเศษกับพื้นที่ได้อีกด้วย” อินฮวาเอามือจับไปที่พื้นจนมือของเขากลายสภาพไปเป็นดินจนถึงต้นแขนและหลอมรวมมันเข้าด้วยกันกับพื้นดินจนเป็นเนื้อเดียวกัน
หนามทิ่มแทง!
อยู่ ๆพื้นดินตรงหน้าอินฮวาก็เปลี่ยนสภาพไปเป็นหนามแหลมยาวเกือบสองเมตรงอกขึ้นมาจากดิน พุ่งตรงเข้ามาหารอยสลับกันเป็นฟันปลา
เชี่ยแล้วไง!
ความเร็วของหนามแหลมเพียงเสี้ยววินาทีก็ปรากฏมาอยู่ตรงหน้าของรอยแล้ว รอยเปิดประตูผู้ใช้คำสาปและใช้พลังจิตดันลูกเหล็กทั้งสองกระแทกใส่หนามแหลมที่กำลังงอกมาถึงตัว ในระหว่างที่ลูกเหล็กกระแทกหนามแหลมรอยเห็นว่าไม่สามารถทำลายมันได้ เพราะมันมีหนามแหลมที่กำลังจะงอกขึ้นมาอยู่ใต้เท้าของรอย รอยจึงพุ่งกระโดนถีบลูกเหล็กและดันตัวสุดแรงเกิดออกมา เพราะด้วยลูกเหล็กที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนักถ้าไม่ทำแบบนี้คงได้โดนหนามแหลมที่กำลังจะงอกเจาะทะลุตัวเป็นแน่
หนามแหลมหยุดงอกอยู่ตรงหน้ารอยไม่ไกลหลังจากที่กระโดดถีบตัวออกห่างมาแล้ว
“อันตรายเป็นบ้า นี่คุณคิดจะเล่นถึงตายกันเลยหรือไง?”
“ส่วนนี่คือรูปแบบพลังพิเศษที่ 3 รูปแบบควบคุมพลังที่ท่านกำลังฝึกฝนอยู่ตอนนี้ด้วยการใช้พลังจิต” อินฮวาไม่สนเลยว่ารอยจะเป็นยังไงตอนนี้เขาเพียงแค่สาธิตพลังและพูดมันออกมาเท่านั้น
“บ้าเอ้ย! ไม่สนใจกันเลย”
อินฮวาใช้ฝ่ามือขวาตัดไปที่ดินตรงหน้าที่เป็นยอดปลายแหลมให้มันกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย ทันใดนั้นตัวอินฮวาก็เกิดแสงสีน้ำตาลปกคลุมไปทั่วทั้งตัวและเศษหินที่ตัดไปเมื่อครู่นี้ก็ลอยขึ้นจากพื้นมารวมตัวกันอยู่รอบ ๆตัวอินฮวา อินฮวาหลอมรวมเศษดินเหล่านั้นให้กลายสภาพมาเป็นหอกดินที่แหลมคม 5 เล่ม
รอยรู้ทันทีเลยว่าอินฮวากำลังจะทำอะไรต่อไป
รอยรีบใช้โซ่วิญญาณกับอินฮวาทันที แต่ทันทีที่แสงวงเวทย์ของทักษะปรากฏขึ้น อินฮวาก็เพียงแค่กระทืบเท้าขวาของเขาเท่านั้นวงเวทย์ที่ปรากฏขึ้นมาก็แตกสลายหายไปทันที หอกแหลมทั้ง 5 พุ่งเข้ามาหารอยอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยการควบคุมพลังของอินฮวา รอยควบคุมลูกเหล็กทั้งสองหมุนควงพุ่งเข้าหาหอกดินทั้ง 5 เล่ม แต่ใครจะคิดว่าหอกที่พุ่งมาแล้วจะเปลี่ยนทิศทางได้ หอกดินที่เปลี่ยนทิศฟาดเข้าที่หลังของรอยจนกระแทกลงพื้นอย่างแรง
โอ๊ย!
“ส่วนนี่คือรูปแบบพลังพิเศษที่ 4 รูปแบบออร่า พลังรูปแบบนี้จะเป็นอีกขั้นหนึ่งของการฝึกพลังพิเศษที่สามารถกระจายพลังหรือหลอมรวมเข้ากับผู้ใช้พลังพิเศษได้”
อินฮวาหลับตารวบรวมพลังจนทำให้ร่างกายมีประกายสายฟ้าสีม่วงปรากฏอยู่รอบ ๆตัว อินฮวาพุ่งเข้ามาประชิดตัวรอยในชั่วพริบตาจากนั้นก็ชกเข้าที่ท้องของรอยอย่างจัง
เปรี้ยง! แสงสายฟ้าสีม่วงพุ่งทะลุร่างของรอยไป
อั๊ก!
ทันทีที่รอยถูกชกไม่เพียงแต่จุกเท่านั้นแต่มันยังทำให้รอยตัวชาไปทั้งตัวอีกด้วย รอยคุกเข่าลงไปกับพื้นก้มตัวจับท้องตัวเองด้วยอาการจุกและตัวสั่นไม่หยุดเพราะเหมือนกับว่ากระแสไฟฟ้ายังคงตกค้างอยู่ในร่างของรอยและทำให้ผมเผ้าของรอยรกรุงรังไม่ต่างกับฝอยขัดหม้อเลย
“ไม่ออมมือให้กันบ้างเลย นี่ถ้าร่างกายผมไม่แข็งแกร่งพอคงได้นอนชักดิ้นชักงออยู่ที่พื้นไปแล้วมั้ง ว่าแต่หมดรึยังกับไอการสาธิตพลังบ้าบออะไรเนี่ย?” รอยหันหันไปถามกับอินฮวา
“จริง ๆมันก็มีอีก แต่แค่ 4 วิธีนี้ระดับของท่านรอยคงต้องใช้เวลาเรียนรู้มันอีกสักพักใหญ่ ๆเลยกว่าจะเข้าใจมันได้อย่างชำนาญ แต่มันยังมีรูปแบบพลังพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่สามารถฝึกฝนเหมือนกันได้และหาได้ยากยิ่งอีกด้วย เช่นผู้มีพลังพิเศษสายแปลงกาย พวกเขาจะต้องใช้วิธีการฝึกและเรียนรู้ที่แตกต่างกันในรูปแบบการฝึกของบุคคลผู้นั้น เช่นถ้าแปลงกายเป็นเสือ ลักษณะนิสัยการกินการอยู่ของบุคคลผู้นั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปทันที ซึ่งบุคคลประเภทนี้ทางหน่วยงานรักษาความมั่นคงของแต่ล่ะประเทศต่างก็ต้องควบคุมดูแลให้ดี เพราะถ้าเกิดบุคคลที่แปลงกายเป็นสัตว์ร้ายเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาก็ฆ่าคนไม่เลือกหน้าเช่นกัน”
“ประเทศTของท่านรอยเองก็มีผู้มีพลังพิเศษสายโบราณอยู่ด้วย อย่างคุณไสยมนต์ดำหรือสักยันต์ลายอาคมที่พวกเขาต่างถูกฝึกด้วยกรรมพิธีการที่พิเศษลึกลับและแปลกประหลาด ยังมีเรื่องลึกลับอีกมากมายที่ท่านจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจมันเพราะท่านได้ก้าวเข้ามาอยู่ในโลกแห่งการต่อสู้แล้ว”
ปรมาจารย์บีโฮยื่นมือไปที่สนามลานกว้างที่รอยกับอินฮวาคุยกันอยู่ เพราะเห็นว่าคงไม่ได้สู้กันต่อแล้ว กล่องพื้นที่มิติก็ทำการดูดซับมิติโดยรอบให้กลับเข้ามาที่กล่องเหมือนเดิม สภาพเละเทะที่เกิดจากการต่อสู้เมื่อครู่นี้ก็ถูกทำให้หายไปราวกับเวทมนตร์
“เอาล่ะในเมื่อเจ้าได้เรียนรู้เรื่องพลังพิเศษมานิดหน่อยแล้วอาจารย์จะสอนเจ้าถึงพื้นฐานก่อนก็แล้วกัน ถ้างั้นอาจารย์จะรออยู่ในสำนักนะรีบลุกขึ้นมาเร็ว ๆเข้าล่ะ”
“เรียนรู้นิดหน่อยเหรอ!! นี่ถ้าให้ผมเรียนรู้เยอะ ๆคงจะไม่ถูกอัดจนตายไปซะก่อนหรอกนะ แถมโดนอัดจนน่วมแล้วยังปล่อยทิ้งเอาไว้กลางลานนี่อีกเหรอ ท่านอาจารย์!!”
ถึงรอยจะบ่นอะไรไปก็ไม่มีใครมาสนใจใยดีรอยเลยสักนิด
ปรมาจารย์บีโฮก็เริ่มสอนเกี่ยวกับพลังปราณเพราะรอยไม่มีความรู้พื้นฐานอะไรเกี่ยวกับการเป็นผู้ฝึกยุทธเลย
ปรมาจารย์บีโฮตอนนี้กำลังตรวจชีพจรของรอยเพื่อดูจุดพลังปราณภายในร่าง แต่พอตรวจไปได้สักพักก็รู้แล้วว่ารอยไม่ได้มีพลังพิเศษแถมจุดกำเนิดพลังปราณยังไม่มีเลยสักเส้น
ปรมาจารย์บีโฮสบตารอยพร้อมกับทำหน้าตาจริงจัง จนรอยเองก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกไปเหมือนกัน
“เจ้าไม่มีทั้งพลังพิเศษไม่มีทั้งจุดกำเนิดพลังปราณแต่กลับสามารถใช้พลังเหล่านั้นได้ ข้าเองก็รู้สึกแปลกใจอยู่แต่ก็ไม่อยากที่จะถามถึงความลับในเรื่องพลังของเจ้าหรอกว่าที่มาของมันมาจากที่ไหน เพราะทุกคนเองต่างก็ล้วนมีความลับที่มิอาจบอกกับคนอื่นได้ แต่การที่เจ้าเป็นคนธรรมดาแล้วมาอยู่ในโรงเรียนศิลปะต่อสู้นี้ข้าล่ะไม่เข้าใจจริง ๆว่าเจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ ทำไมถึงไม่ไปโรงเรียนสามัญธรรมดาทั่วไปล่ะ”
“ผมถูกคนในครอบครัวส่งเข้ามาเพื่อหลบหนีจากการถูกตามล่าจากองค์กรเมฆทมิฬและมารักษาโรคมานากัดกร่อนกับปรมาจารย์ท่านหนึ่งตามที่ญาติของผมบอกเท่านั้น”
“เดี๋ยวนะ!! เจ้าป่วยเป็นโรคมานากัดกร่อน?” ทันทีที่ปรมาจารย์บีโฮได้ยินก็รีบตรวจเช็คชีพจรของรอยทันทีและสีหน้าของปรมาจารย์บีโฮก็เปลี่ยนไปเป็นเคร่งเครียดขึ้นมา
“หืม...หรือว่าเป็นเจ้า” ปรมาจารย์บีโฮทำท่าทางสงสัยเหมือนกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครคนหนึ่งและฟังเสียงของอีกฝ่ายอยู่สักพักถึงได้วางสายไปและหันมามองดูรอยพร้อมกับจ้องหน้าเหมือนกับเจอเรื่องเหลือเชื่อเข้า
“อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้ ไม่คิดเลยว่าเป็นเจ้านี่เองที่เดนนี่ขอร้อง ให้ข้ามาดูอาการของคนเป็นโรคมานากัดกร่อน”
“ห๊า…แล้วทำไมท่านอาจารย์เพิ่งมารู้เอาป่านนี้ล่ะครับ”
“ก็เพราะข้าปฏิเสธเดนนี่ไปหน่ะซิ เลยไม่ได้คุยรายละเอียดของเจ้าต่อเลยว่าเป็นใครมาจากไหน”
รอยคิดในใจว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไรหรอกเป็นฝีมือของเจ้าภูติแห่งฝันร้ายที่จงใจทำต่างหาก “แต่แล้วทำไมอาจารย์ยังบอกอีกล่ะว่าเราเป็นโรคมานากัดกร่อน ส่วนเจ้าภูติแห่งฝันร้ายที่ทำให้เรามาพบกับปรมาจารย์บีโฮคงไม่ใช่แค่เรื่องการฝึกพลังอย่างเดียวเท่านั้นหรอกมั้ง เพราะถ้าปรมาจารย์บีโฮสามารถรักษาโรคมานากัดกร่อนให้กับเราได้สิ่งที่เจ้าภูติแห่งฝันร้ายทำมันก็คือการช่วยเราทางอ้อมไม่ใช่หรอกเหรอ”
“นี่ตกลงเราเป็นโรคมานากัดกร่อนหรือไม่เป็นกันแน่วะเนี่ย เพราะดูจากสีหน้าของอาจารย์ตอนที่จับชีพจรของเราเมื่อครู่นี้ดูเป็นกังวลมากเอาการเลยพอพูดถึงโรคมานากัดกร่อน”
รอยนึกไปถึงกล่องเก็บของที่แม่รอยฝากเอาไว้ในกระเป๋า ไหนจะสมุดบันทึกที่อยู่บ้านเก่านั่นอีกที่ให้ความรู้สึกแปลก ๆยังไงก็ไม่รู้
“รู้สึกว่าการที่เรามาอยู่ในโลกนี้จะมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลซะแล้วซิ”