ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่36 กลุ่มเงาสังหาร


            หลังจากที่หนิงเฟยหลงทานอาหารเสร็จก็จัดแจงองครักษ์จำนวนสิบนาย ตามตนเองออกนอกเมืองโดยมีลู่คงที่ตอนนี้สวมหน้ากากปิดบังใบหน้านำขบวนไปชายหนุ่มได้ติดต่อกับรองแม่ทัพองครักษ์ไว้ก่อนออกเดินทางแล้วทำให้การเดินทางออกจากนอกเมืองครั้งนี้ไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้น

     

              ลู่คงนำทางลงใต้ไม่ถึงห้าสิบลี้ก็ได้หยุดฝีเท้าม้าลงเดินผ่านทุ่งนาพืชไร่ เข้าสู่หมู่บ้านแห่งหนึ่งต้องเข้าไปลึกถึงยี่สิบลี้จึงจะพบ

     

              หน้าหมู่บ้านมีชายชุดดำสองคนยืนเฝ้าอยู่กลุ่มของหนิงเฟยหลงเดินเข้าไปเรื่อยๆ ก็มีเสียงร้องตวาดให้หยุดเดิน

     

              “หยุด! พวกเจ้าเป็นใคร? มาที่นี่ทำไม?”เสียงนี้ดังมาจากชายชุดดำผู้หนึ่ง หนิงเฟยหลงยังคงนิ่งสงบไม่กล่าวสิ่งใดมันปล่อยให้ลู่คงเป็นคนจัดการเอง

     

              ลู่คงจึงสืบเท้าเข้าหาชายชุดดำแล้วแสดงป้ายไม้แผ่นหนึ่งขึ้น ป้ายนั้นสลักไว้ว่า ‘มืดสว่างไม่ต่างกัน’ ชาย

     

            “!!!!”ชุดดำทั้งสองเห็นก็ต้องตกใจด้วยมันรับรู้ถึงศักดิ์ฐานะของผู้ถือครองป้ายนี้ดีย่อมต้องเป็นผู้นำระดับสูงของกลุ่มเงาสังหารอย่างแน่นอน! เพียงแต่มันยังไม่รู้ว่าเป็นใคร

             

            แต่พวกมันก็ยังเกิดความสงสัย ‘เหตุใดคนผู้นี้ถึงกลับมาแต่เพียงผู้เดียวและยังนำคนนอกเข้ามาอีก?’


            “พวกท่านคือกลุ่มที่ออกไปพร้อมพี่ใหญ่หรือ?” ชายชุดดำอดสงสัยไม่ได้ปกติแล้วพี่ใหญ่เมื่อเสร็จภารกิจแล้วจะกลับมาพร้อมกันหมดแต่เหตุใดครั้งนี้พวกมันจึงไม่เห็นพี่ใหญ่เลย

             

            “ใช่ ข้าคือคนที่ออกไปพร้อมกับพี่ใหญ่” กล่าวจบลู่คงก็ถอดหน้ากากออกปรากฏใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าเคร่งเครียดชายชุดดำพอเห็นหน้าของชายใส่หน้ากากอย่างเด่นชัดแล้วก็บังเกิดความโล่งใจแต่ก็ต้องรู้สึกหนักอึ้ง เมื่อรู้ว่าชายผู้นั้นคือ ‘ลู่คง!’ทั้งสองต่างรีบคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นทำความเคารพ!

             

            ที่เป็นเช่นนี้เพราะลู่คงอยู่ในกลุ่มเงาสังหารย่อมเป็นผู้ที่มีฝีมือไม่ธรรมดาความจริงแล้วมันก็เก่งกาจพอตัว เป็นยอดฝีมือกำเนิดพลังขั้นหก! ไหนเลยจะเป็นผู้อ่อนแอ

             

            เพียงแต่มันไม่ทันตั้งตัวจึงพลาดพลั้งโดยง่ายและที่สำคัญคือฝีมือของหนิงเฟยหลงนั้นใช่สามัญ ย่อมไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาได้

             

            และลู่คงได้ถูกแต่งตั้งจากพี่ใหญ่ให้อยู่ในฐานะนักรบเงาทมิฬซึ่งนับเป็นตำแหน่งระดับสูงเป็นรองเพียงผู้นำกลุ่มเท่านั้น!!จึงไม่แปลกที่ชายชุดดำทั้งสองต้องรีบทำความเคารพ!

             

            นักรบเงาทมิฬมีทั้งหมดเจ็ดคน ล้วนแล้วแต่อยู่ระดับกำเนิดพลังขั้นห้าขึ้นไปทั้งสิ้น! ในการทำภารกิจครั้งนี้พี่ใหญ่ได้นำนักรบเงาทมิฬออกปฏิบัติภารกิจเกือบทั้งหมดเหลือเพียงสองคนที่อยู่เฝ้าหมู่บ้านไว้

             

            ลู่คงเมื่อเห็นว่าชายชุดดำทั้งสองรับรู้ว่าตนเป็นใครแล้วก็ไม่อาจชักช้าได้ต่อไป รีบออกคำสั่งกับทั้งสองทันที!

             

            “พวกเจ้ารีบไปเชิญนักรบเงาทมิฬที่เหลือทั้งสอง ไปประชุมที่หอกลางและระหว่างนี้ให้ระดมคนมารักษาการอย่างเข้มงวดใครก้าวเข้ามาในระยะยี่สิบจั้งให้ระดมยิงหน้าไม้หรือธนูทันที!!” ลู่คงออกคำสั่งอย่างรวดเร็วเพราะเกรงว่าผู้ว่าจ้างจะนำคนมาสังหารกลุ่มของตนเมื่อทำภารกิจไม่สำเร็จ

             

            ชายชุดดำทั้งสองรีบวิ่งออกไปคนละทางเพื่อไปแจ้งข่าวและระดมคนในหมู่บ้านเกิดเสียงระฆังดังขึ้นชายฉกรรจ์ทั้งหลายต่างพากันสวมชุดของกลุ่มเงาสังหารออกมาพร้อมกับอาวุธครบมือลู่คงได้จัดสรรกำลังคนไปยังจุดที่สำคัญต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการโจมตี

             

            จากนั้นลู่คงก็เชิญหนิงเฟยหลงและองครักษ์เข้าไปยังหอกลางลักษณะของหอกลางนั้นไม่ได้สูงใหญ่อันใด เพียงพอมองเห็นได้ทั้งหมู่บ้านก็เท่านั้นตัวหอถูกสร้างมาจากไม้ทั้งหมด นั่นเป็นเพราะกลุ่มเงาสังหารนั้นยากจนถึงแม้จะมีกำลังคนก็ตาม และถูกจ้างวานอยู่หลายครั้ง ทว่าพวกมันกลับไม่ชื่นชอบรับงานมากมายเพียงให้นำเงินมาซื้อเมล็ดพรรณพืชได้ และหล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้านได้ก็เพียงพอ

             

            นั่นเป็นสิ่งที่สร้างความแปลกใจให้กับหนิงเฟยหลงเป็นอย่างมาก ‘เช่นนั้นแล้วเหตุใดกลุ่มเงาสังหารถึงมียอดฝีมือมากมาย?’ มันขบคิดแต่ก็ไม่เข้าใจ

             

            กลุ่มของหนิงเฟยหลงนั่งรอในหอกลางที่มีโต๊ะยาวสี่เหลี่ยมผืนผ้า  คล้ายเอาไว้เพื่อประชุมโดยเฉพาะ ลู่คงนั่งอยู่ทางขวาส่วนองครักษ์ยืนห่างออกไปล้อมรอบภายในห้องไว้เหลือแค่รอนักรบเงาทมิฬอีกสองคนมาร่วมประชุม

             

            ผ่านไปไม่นานนักรบเงาทมิฬทั้งสองก็มาถึง “ลู่คงนี่เจ้าทำอะไร?เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นพี่ใหญ่หรืออย่างไร? ถึงได้กล้าเรียกพวกข้ามาเข้าประชุมและยังเรียกระดมคนอีก!!” ชายผู้หนึ่งได้กล่าวเสียงดังใส่อารมณ์อย่างโกรธเคืองสิ้นเสียงก็ปรากฏชายร่างผอมแห้ง รูปร่างหน้าตาเหมือนคนขาดสารอาหารกับชายอ้อนพุงพุ้ยที่กำลังเดินเข้ามา

             

            ลู่คงไม่ได้เกิดความขุ่นเคืองแต่อย่างใดมันได้ยืนขึ้นและผายมือเชิญทั้งสองให้นั่งทว่าทั้งสองกลับยืนมองดูชายหนุ่มแต่งกายด้วยชุดสีขาวเนื้อผ้าราคาแพง ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำกลุ่มด้วยสายตาที่แข็งกร้าว!

             

            “เจ้าเด็กน้อยหน้าหยกนี่มันเป็นใคร? กล้ามากที่มานั่งในที่ของพี่ใหญ่!!”ชายร่างผอมแห้งเค้นเสียงอันแหบพร่าออกมา ฟังดูแล้วระคายหูยิ่ง!

             

            แต่แล้วพวกมันทั้งสองก็ต้องแปลกใจ ชายหนุ่มผู้นี้ไม่เพียงสงบนิ่งทั้งยังมีสีหน้าที่เรียบเฉย ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดคล้ายว่าคำเย้ยหยันนั่นเป็นเพียงลมโชยผ่านมาแล้วก็ผ่านไปนักรบเงาทมิฬทั้งสองเห็นดังนั้นแทนที่จะมีโทสะมากยิ่งขึ้น กลับรู้สึกเลื่อมใสอย่างอดไม่ได้

             

            ผิดจากลู่คงที่พอได้ฟังสีหน้าก็พลันขาวซีด! มันเกรงว่าคุณชายท่านนี้จะลุถึงโทสะแล้วสังหารพวกมันทั้งหมด!

             

            ในห้องบังเกิดความเงียบงันขึ้นชั่วขณะ จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ข้าเป็นผู้นำคนใหม่ของพวกเจ้า!” แม้เสียงนี้จะเป็นเสียงที่ราบเรียบทว่าความราบเรียบนี้กลับทำให้นักรบเงาทมิฬทั้งสองคนนี้ต้องใจสั่นสะท้าน!! หาใช่ด้วยความกลัวแต่มันเป็นความตกใจเสียมากกว่า

             

            เช่นนั้นแล้วพี่ใหญ่ของพวกมันอยู่ที่ใด?เหตุใดคนผู้นี้จึงอ้างตนว่าเป็นผู้นำ?

             

            “พี่ใหญ่ของข้าอยู่ที่ใด?!” ชายร่างอ้วนกลมร้องถาม

             

            หนิงเฟยหลงหันไปมองแล้วจึงว่า “พี่ใหญ่ของพวกเจ้าตายแล้ว!”

             

            “!!!!”ชายทั้งสองเบิกตาขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ!

             

            “พี่ใหญ่จะตายได้อย่างไร? พวกเจ้าโกหก! เขาเป็นถึงจอมยุทธ์ระดับแก่นแท้พลัง!”ชายร่างผอมได้แผดเสียงร้องออกมาด้วยความไม่ยินยอม แล้วก็หันไปจ้องลู่คงคล้ายจะถามว่า ‘จริงหรือ?’

             

            สีหน้าของลู่คงหม่นหมองลง ทั้งคู่จึงเข้าใจได้ทันทีว่าพี่ใหญ่ได้จากไปแล้ว...ก็พลันรู้สึกโศกเศร้าเสียใจ นักรบเงาทมิฬทั้งสามต่างมีสีหน้าที่เศร้าสลด

             

            ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโศกศัลย์ หากเสียเวลาไปมากกว่านี้ความตายคงรออยู่ไม่ไกล หนิงเฟยหลงจำเป็นต้องยุติสถานการณ์นี้ลง

             

            “พวกท่านเลิกเศร้ากันก่อน ตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องมันมันคือความเป็นความตายของผู้คนมากมายในที่นี้! เราไม่อาจเสียเวลาได้มากกว่านี้อีกแล้ว!”

             

            สีหน้าของชายร่างผอมและร่างกลมเริ่มสับสน “เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ?”ลูกคงได้เล่าเรื่องราวให้ทั้งสองฟังพอเข้าใจ

             

            หลังลู่คงเล่าจบ หนิงเฟยหลงก็ไม่รอช้ารีบเข้าประเด็นวางแผนถึงแม้นักรบทมิฬทั้งสองจะยังไม่ยอมรับในตัวของชายหนุ่มแต่มันเห็นการกระทำที่สุภาพของลู่คงต่อชายหนุ่มที่แสดงตนเป็นผู้นำและองครักษ์ทั้งสิบที่ล้วนแล้วแต่อยู่ระดับกำเนิดพลังทั้งสิ้นอยู่ตามแนวห้องพวกมันจึงไม่มีทางเลือกได้แต่ยอมเข้าร่วมแต่โดยดี

             

            “ท่านผู้นำท่านคิดว่าเราควรรับมืออย่างไรดี?” ลู่คงเริ่มเปิดปากถามก่อน

             

            หนิงเฟยหลงได้คิดแผนการคร่าวๆไว้แล้วและขึ้นไปชั้นบนของหอกลางเพื่อดูรอบๆหมู่บ้าน และลักษณะทางภูมิประเทศก็พบว่าที่นี่เหมาะจะเป็นที่ซุ่มโจมตีอย่างมาก

             

            “ข้าว่าสถานที่แห่งนี้เหมาะสำหรับการซุ่มโจมตีแต่ว่าภายในหมู่บ้านยังมีผู้หญิงและเด็กอยู่ คงทำการไม่สะดวก”กล่าวถึงตรงนี้สีหน้าของหนิงเฟยหลงก็เคร่งขรึมขึ้น

             

            “แต่ว่าพวกเราไม่มีเวลาแล้วและไม่แน่ว่าพวกนั้นอาจนำคนกำลังคนมาปิดล้อมรอบหมู่บ้านไว้แล้ว”

             

            “เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรดี?!” ลู่คงกล่าวขึ้นอย่างวิตก

             

            หนิงเฟยหลงไม่ได้กล่าวต่อ คล้ายกำลังครุ่นคิด...

             

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน