เมื่อเป่ยกุยอ๋องนำหลักฐานอันแน่นหนาเกี่ยวกับแคว้นเป่ยเหลียงที่คอยหนุนหลังกลุ่มกบฏราชวงศ์เฉิงขึ้นทูลต่อราชสำนัก เรื่องนี้ก็สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดินต้าเหยียน
ฮ่องเต้เซียวเฉิงต้า แม้จะทรงพระชราภาพ ทว่าพระปรีชาสามารถและสายพระเนตรอันเฉียบคมยังมิได้เสื่อมถอย เมื่อทรงทราบว่าแคว้นเป่ยเหลียงวางอุบายใช้กลุ่มกบฏราชวงศ์เฉิงมาปั่นป่วนต้าเหยียนจากภายใน เพื่อสบโอกาสเข้ารุกราน ก็พิโรธยิ่งนัก
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หลักฐานชิ้นนี้กลับกลายเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเป่ยกุยอ๋องอย่างหมดจด แทนที่เขาจะคบคิดกับกบฏกลุ่มเฉิงตามข้อครหา เขากลับเป็นผู้กระชากหน้ากากและเปิดโปงแผนการร้ายของศัตรูเพื่อปกป้องมาตุภูมิไว้ได้ทันท่วงที
"เป่ยกุยอ๋องได้พิสูจน์ความจงรักภักดีให้ประจักษ์อีกครั้งแล้ว!" สุรเสียงฮ่องเต้ชราดังก้องทั่วทั้งท้องพระโรง "ผู้ใดที่เคยเคลือบแคลงสงสัยในตัวเป่ยกุยอ๋อง จงละทิ้งความเขลาเหล่านั้นเสียบัดนี้! เขาผู้นี้คือขุนนางผู้ภักดีและทรงคุณค่าที่สุดของต้าเหยียน!"
กระแสข่าวลือที่เคยกัดกร่อนชื่อเสียงของเป่ยกุยอ๋องพลันมลายหายไปในพริบตา หลงเหลือไว้เพียงเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญอย่างท่วมท้น
——————
'เห็นไหมล่ะ... วิกฤตพลิกผันกลายเป็นโอกาสได้เสมอ' เหยาเหยาคิดอย่างพึงพอใจยิ่งเมื่อได้รับข่าวสาร 'ฉีจิ้งจงคิดจะใช้แผนสกปรกทำให้ราชสำนักระแวงพี่หาน แต่กลับกลายเป็นว่าเขาช่วยส่งเสริมให้พี่หานได้พิสูจน์ความภักดีอย่างสง่างาม และได้รับการยกย่องเชิดชูยิ่งใหญ่กว่าเดิมเสียอีก... นี่แหละที่เรียกว่าการเดินหมากพลิกเกมจากรับเป็นรุกอย่างแท้จริง'
ไม่เพียงเท่านั้น รัชทายาทจิ่งเฉินยังทรงมอบความไว้วางพระทัยอย่างเต็มเปี่ยม โดยทรงมอบหมายให้เป่ยกุยอ๋องเป็นผู้นำทัพในการรับมือกับภัยคุกคามจากแคว้นเป่ยเหลียง ส่งผลให้สถานะของเป้ยจิ้งหานยิ่งมั่นคง
แม้ว่าฉีจิ้งจงจะยังคงลอยนวลอยู่ และมหาสงครามกับเป่ยเหลียงกำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า ทว่าในเวลานี้ ทั้งตระกูลซ่งและเป่ยกุยอ๋องต่างก็ก้าวผ่านมรสุมลูกใหญ่รอบนี้ไปได้อย่างงดงาม
——————
ค่ำคืนหนึ่ง หลังจากลมพายุเริ่มสงบลงชั่วคราว ครอบครัวตระกูลซ่งได้มารวมตัวกันที่จวนสกุลซ่งเพื่อจัดงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ที่พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์มาได้ และได้กลับมาพบหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
เป้ยเฉินอันวิ่งเล่นซุกซนท่ามกลางสายตาอันเปี่ยมด้วยความเอ็นดูของทุกคน เจิ้นกั๋วกงเฒ่าอุ้มเหลนชายตัวน้อยขึ้นมานั่งบนตักพลางหัวเราะร่าด้วยความสุขล้นพ้น
อันอันน้อยดิ้นตัวลงจากตักตาทวด แล้ววิ่งตุปัดตุเป๋ตรงไปที่โต๊ะ ชี้มือเล็กๆ ไปที่จานขนมเปี๊ยะพลางส่งเสียงไร้เดียงสา "ขนม! อันอันหยักกิง!"
เสียงใสๆ นั้นเรียกเสียงหัวเราะครืนให้ดังขึ้นทั่วทั้งห้องโถง เสิ่นว่านอวี๋ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ รีบหยิบขนมชิ้นเล็กส่งให้เหลนชายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม "เจ้าเด็กตะกละของยาย เอ้า... กินได้ แต่ชิ้นเดียวก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวแมงจะกินฟันเอา"
อันอันคว้าขนมมากัดคำโต แก้มป่องน่าเอ็นดู ทำเอาทุกคนในครอบครัวต่างสบตากันด้วยความอิ่มเอมล้นพ้น เด็กน้อยคนนี้ช่างเป็นเด็กธรรมดาที่แสนสดใส คิดสิ่งใดก็แสดงออกมาทางแววตากลมโตและสีหน้าจิ้มลิ้มอย่างตรงไปตรงมา จนไม่มีผู้ใดอดที่จะรักและเอ็นดูเขาได้เลย
"ช่างน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ!" เจิ้นกั๋วกงผู้เป็นตาทวดหัวเราะลั่นอย่างปรีดา "ยามที่เหยาเหยายังเยาว์วัย ข้าก็เฝ้าประคบประคองนางมาด้วยสองมือนี้... ไม่นึกเลยว่าในวันนี้ ข้าจะได้อุ้มเหลนชายตัวน้อยๆ อีกครั้ง สวรรค์ช่างเมตตาต่อตระกูลเราเหลือเกิน"
ซ่งติ้งหย่วนพี่รองหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี "ดูสีหน้าเจ้าตัวเล็กสิ อยากได้อะไรก็เขียนไว้บนหน้าหมดเลย ปิดบังใครไม่เป็นสักนิด ถอดแบบมาจากท่านแม่ของเขาตอนเด็กไม่มีผิดเพี้ยน!"
เสิ่นว่านอวี๋ยิ้มพลางเอ่ยด้วยความอ่อนโยน "เด็กดีเช่นนี้ ขอเพียงให้เขาได้เติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข อยู่ท่ามกลางความรักของทุกคน ก็เพียงพอแล้ว... เหมือนเช่นที่เราเคยร่วมใจกันประคองเหยาเหยาให้เติบใหญ่มาในวันวาน"
เหยาเหยาพยักหน้ารับคำอย่างเห็นพ้อง หัวใจเอิบอิ่มจนแทบล้น
——————
'อันอันเป็นเด็กน้อยธรรมดาที่แสนวิเศษจริงๆ' เหยาเหยาคิดในใจ ความรู้สึกโล่งใจปนซาบซึ้งเอ่อท้นขึ้นมาอย่างเงียบงัน 'เขาไม่มีความทรงจำจากชาติปางก่อน ไม่มีความรู้เกี่ยวกับอนาคต และไม่ต้องแบกรับความลับอันตรายใดๆ ไว้บนบ่าเล็กๆ เลยแม้แต่น้อย'
'พรที่ฟ้าประทานลงมาให้ข้า... ทั้งความทรงจำข้ามภพ และดวงชะตาที่ให้ครอบครัวรับฟังเสียงในใจของข้าได้มาตั้งแต่เกิด... แท้จริงแล้วเป็นของข้าเพียงผู้เดียว' นางทอดสายตามองบุตรชายด้วยความรัก 'และข้ากลับรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาด ที่ลูกของข้าไม่ต้องได้รับมันสืบทอดมาด้วย'
เหยาเหยามองดูภาพลูกชายตัวน้อยที่กำลังเอร็ดอร่อยกับขนมเปี๊ยะ ในหัวใจของนางก็พลันเอิบอิ่มไปด้วยความอบอุ่น
'ในชาติก่อน ข้าเคยหวาดกลัวความลับในตัวเองยิ่งนัก กลัวว่าจะนำภัยมาสู่คนที่ข้ารัก' นางคิด 'แต่อันอันจะไม่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวนั้นเลย เขาจะได้เติบโตขึ้นเป็นเด็กปกติที่วิ่งเล่น หัวเราะ และร้องไห้งอแงตามประสาเด็ก ไม่ต้องหลบซ่อนสิ่งใด ไม่ต้องระแวงว่าจะมีใครมาตราหน้าว่าตระกูลเราเป็น "ดาวอ่านใจ" ที่น่าสะพรึงกลัว... นี่แหละคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่ข้ามอบให้เขาได้'
——————
เป้ยจิ้งหานที่ยืนมองภาพภรรยากับลูกชายอยู่ห่างๆ ก้าวเข้ามาช้อนตัวอุ้มลูกชายขึ้นมากอดแนบอกอย่างแสนรัก มือหนายังหยิบผ้าเช็ดหน้ามาปาดเศษขนมที่มุมปากป้อมๆ ของลูกอย่างทะนุถนอม "เจ้าตัวเล็ก กินจนเลอะเทอะไปหมดแล้ว"
จากนั้นเขาก็หันไปส่งยิ้มอันอ่อนโยนให้แก่เหยาเหยา "แม้ตัวข้าจะมิใช่สายเลือดตระกูลซ่ง และไม่อาจได้ยินเสียงในใจของเจ้า... ทว่าข้าขอสัญญาว่าจะรักและปกป้องพวกเจ้าทั้งสองด้วยหัวใจทั้งหมดที่ข้ามี"
เหยาเหยายิ้มตอบพลางเอื้อมมือไปกุมมือหนาของสามีไว้แน่น "พี่หานไม่จำเป็นต้องได้ยินเสียงในใจของข้าหรอกเจ้าค่ะ เพราะข้าจะบอกเล่าทุกอย่างให้พี่หานฟังด้วยตัวเอง... ระหว่างเราจะไม่มีความลับใดๆ ต่อกัน"
'พอนึกย้อนดูแล้วก็น่าอัศจรรย์ดีเหมือนกันนะ' เหยาเหยาคิดพลางมองดูอันอันที่ซุกไซ้อยู่ในอ้อมอกของบิดา 'ในตอนเด็ก ข้าไม่เคยรู้เลยว่าครอบครัวได้ยินเสียงในใจของข้า ข้าหลงคิดว่าตัวเองต้องเผชิญโลกอย่างโดดเดี่ยวและแบกรับความลับไว้เพียงลำพัง... แต่อันอันโชคดีกว่าข้ามากนัก เพราะเขาไม่มีความลับอันหนักอึ้งใดให้ต้องแบก มีเพียงความรักของทุกคนที่โอบล้อมเขาไว้เท่านั้น'
'และต่างจากข้า ตรงที่อันอันไม่ต้องแบกรับความทรงจำอันโหดร้ายเกี่ยวกับชะตากรรมในอนาคต ไม่ต้องหวาดกลัวว่าครอบครัวจะต้องพบกับจุดจบอันน่าสลดใจ' แววตาของนางทอประกายอบอุ่นลึกซึ้ง 'เขาได้เติบโตขึ้นมาในโลกที่ปลอดภัยและอบอวลไปด้วยความรัก... นี่แหละคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ข้าสามารถมอบให้แก่ลูกรักได้'
สมาชิกในครอบครัวต่างพากันรุมล้อมอันอันตัวน้อยด้วยความรักและความอบอุ่น เสียงหัวเราะอันสดใสและเปี่ยมสุขดังกังวานไปทั่วทั้งจวน
'แม้ศึกใหญ่กับเป่ยเหลียงยังคงรออยู่เบื้องหน้า และฉีจิ้งจงจะยังคงลอยนวลอยู่' เหยาเหยาทอดสายตามองดูภาพรอยยิ้มของคนในครอบครัวพลางคิดในใจอย่างมุ่งมั่น 'ทว่าข้าไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว เพราะข้ามีครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียว มีสามีที่พร้อมเคียงข้าง มีลูกน้อยที่น่ารัก และมีสายใยแห่งความรักอันทรงพลังที่ผูกพันเราทุกคนไว้ด้วยกัน'
'ไม่ว่ามรสุมลูกใหม่จะโหมกระหน่ำรุนแรงเพียงใด พวกเราก็จะจับมือกันฝ่าฟันมันไป เหมือนเช่นที่เราเคยฉีกบทนิยายเดิมทิ้ง แล้วร่วมกันเขียนชะตาชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยน้ำมือของเราเอง!'