เสียงที่ดังจากอีกด้านของกำแพงปลุกจูเกาเซวียนให้ตื่นขึ้น พอลืมตาภาพก็ขาวพร่าจนต้องส่ายหน้าขับไล่อาการสับสน เขาไอออกมาเบา ๆ ม่านเตียงจึงถูกแหวกออก
“หวางเย่ ดื่มน้ำแกงสร่างเมาหน่อยนะขอรับ เมื่อคืนทางห้องครัวไม่ได้เตรียมไว้ เช้านี้ข้าน้อยจึงไปเร่งให้พ่อครัวรีบตุ๋นเอาไว้รอท่าน”
จางเจี้ยนพูดพลางเข้าไปจัดหมอนรองหลังให้เจ้านายได้นั่งพิงหัวเตียง จากนั้นก็หันไปยกชามน้ำแกงที่โต๊ะข้างเตียงมายื่นส่งให้
จูเกาเซวียนรับน้ำแกงมาดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแหบ “ข้ากลับมายามใด”
“ปลายยามจื่อ[1]ขอรับ แม่ทัพนายกองเหล่านั้น ไม่คิดเหลือทางรอดให้ท่านเลย ผลัดกันเข้ามาขอชนจอกไม่หยุด หากท่านไม่เมาจนหลับ ก็คงจะดื่มต่อไปจนถึงยามโฉ่ว[2]กระมัง”
จางเจี้ยนบ่นเบา ๆ ขณะใช้ผ้าชุบน้ำร้อน พอบิดหมาดแล้วจึงยื่นส่งให้ผู้เป็นนาย
จูเกาเซวียนรับผ้าอุ่นมาเช็ดหน้า เสียงโครมครามดังแว่วมาอีกครั้ง คิ้วเข้มก็ขมวดลงทีละน้อย
“เสียงอะไร เหตุใดจึงได้ทำเอะอะเพียงนี้” เขาถามพลางโยนผ้ากลับไปให้จางเจี้ยน
จางเจี้ยนกอดผ้าแนบอกก้มหน้าตอบเสียงเบา “หวางเฟยรื้อสวนขอรับ”
มือที่กำลังยื่นออกไปหยิบเสื้อที่พับอยู่บนโต๊ะด้านข้างชะงัก จางเจี้ยนรีบวางผ้าเปียกไว้บนปากอ่างแล้วจึงหันไปหยิบอาภรณ์ชุดใหม่มากางออก
จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว ถามเสียงฉงนขณะสอดปลายแขนเข้าไปในแขนเสื้อ “รื้อสวน ? เหตุใดต้องรื้อสวน”
จางเจี้ยนมัดเชือกพลางรายงาน “ช่วงนี้หวางเย่ยุ่งจนไม่มีเวลาจึงไม่ทราบ เมื่อวานหวางเฟยให้คนรื้อบัวก่อนหมดฤดู ขุดเอารากบัวขึ้นมาตั้งแต่เช้า จากนั้นให้ปล่อยปลาตะเพียนลงไป สวนดอกไม้ที่หวางเย่สั่งทำเป็นพิเศษก่อนหน้านี้...หวางเฟยก็...รื้อออกหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อ๋องหนุ่มเม้มริมฝีปาก นึกถึงสภาพของสระบัวเมื่อวานมือที่กำลังมัดสายคาดเอวก็เผลอดึงจนแน่น
“นางจะเอาแต่ใจไปถึงเมื่อไหร่ ไม่พอใจก็ทำลายข้าวของ ไม่พอใจก็ขู่จะหย่า
เขาดึงสายคาดเอวมาผูกผิด ๆ ถูก ๆ เอ่ยเสียงกระแทกกระทั้น “ข้า...ทำสิ่งใดให้นางขุ่นเคืองใจกัน เห็นเปิ่นหวางใจดีเกินไปจนไม่กล้าลงโทษนางสินะ?”
จางเจี้ยนรีบเข้ามาแกะปมสายรัดเอวออกแล้วผูกให้ใหม่ พอผูกเสร็จฮั่นอ๋องก็เท้าเอวถามบ่าวตรงหน้า “เจ้าพูดมาสิ ข้าทำสิ่งใดให้นางไม่พอใจหรือ”
จางเจี้ยนได้แต่ยืนนิ่งแสร้งเป็นใบ้ ตนเป็นเพียงข้ารับใช้ จะไปวิจารณ์ชีวิตสมรสเจ้านายได้อย่างไร
เขาโบกแขนเสื้อกว้างดังพรึบ “ปล่อยให้นางบ้าให้พอ ข้าคือสามีของนาง เป็นท้องฟ้าของนางข้าไม่ง้อนางเสียอย่าง นางจะทำอย่างไร !”
จางเจี้ยนย่นคอ แอบบ่นอยู่ในใจ
ท่านช่วยจดจำพูดของตัวเองไว้ด้วยเล่า ไม่ใช่ว่ายังไม่ทันข้ามวันก็วิ่งไปหาหวางเฟยที่เรือนโน้นแล้ว
หลังจากฝึกหอกรอบเช้าเสร็จ ฮั่นอ๋องก็อาบน้ำชำระร่างกายจนหอมฟุ้ง เดินวนเวียนไปตามระเบียงทางเดินอยู่หลายรอบกว่าจะทำทีเป็นเดินเตร่เข้ามาในเขตเรือนหลัง
เขาค่อย ๆ กวาดสายตามองไปแต่ละจุด นอกจากกอเหมยกุยข้างประตูเรือน และต้นท้อริมสระ สวนไม้ดอกไม้ประดับที่ตั้งใจจัดให้สวยงามล้วนถูกรื้อถอนออกจนหมด
พื้นที่ถูกปรับปรุงใหม่ กลายเป็นแปลงเพาะปลูกแทน
เขาหันไปทางริมสระอีกด้าน หรี่ตามองจนแน่ใจ มุมนั้นกลายเป็นเล้าไก่ไปเสียแล้ว
จูเกาเซวียนสูดหายใจเข้าลึก ๆ มือข้างที่กำไว้หลวม ๆ ด้านหน้าเริ่มกระชับแน่น ดวงตาเข้มขรึมมองตรงไปเบื้องหน้า ยามก้าวเดินเสียงหยกพกกระทบกันดังกิ๊ง ๆ
เขาโบกมือหยุดบ่าวที่กำลังจะหันไปประกาศ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอย่างถือวิสาสะ
ร่างสูงชะงักกึกอยู่ตรงหน้าประตู ภาพที่เห็นคือพระชายาต้องน้อยสวมผ้ากันเปื้อน สาวใช้คนสนิทกำลังยกอาหารขึ้นโต๊ะ และหม่าหมัวมัวที่กำลังช่วยพระชายาถอดผ้ากันเปื้อน
จูเกาเซวียนเม้มริมฝีปาก ปลายนิ้วชี้เลื่อนหมุนแหวนหยกที่นิ้วหัวแม่มือเบา ๆ ความเร็วของการหมุนนั้นบ่งบอกว่าในใจของเขาว้าวุ่นเพียงใด
ซูอันหนิงมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ค่อย ๆ ปล่อยแขนเสื้อลงจัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย แล้วจึงยอบกายคารวะ “คารวะหวางเย่...วันนี้เสด็จเรือนหลัง มีธุระใดหรือเพคะ”
วันนี้ใช้ภาษาเป็นทางการ... ?
จูเกาเซวียนเลิกคิ้วมองรอยยิ้มนุ่มนวลที่ไปไม่ถึงดวงตาของนาง เขาสูดหายใจยาว บอกกับตนเองว่าเขาคือเจ้าบ้าน เขาก็คือฮั่นอ๋องเป็นสามีของนาง เป็นท้องฟ้าของนาง จากนั้นก็ก้าวเข้าไปนั่งโดยไม่รอให้ใครเชิญ
“มากินข้าวกับภรรยายังต้องมีธุระด้วยหรือ”
ซูอันหนิงกลอกตามองบนอย่างไม่คิดจะเก็บงำ
“อ้อ...” นางขานรับสั้น ๆ คำหนึ่ง ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“อาหารเที่ยงวันนี้ ส่วนใหญ่ทำมาจากรากบัวที่เก็บจากสระ” นางกล่าวช้า ๆ พลางมองอาหารบนโต๊ะ พอสายตาเลื่อนมาถึงชามรากบัวต้มซี่โครงหมู จึงยื่นมือแตะชามดันไปฝั่งตรงข้ามเบา ๆ
“หม่อมฉันทำรากบัวต้มซี่โครงหมู สิ่งนี้ช่วยบำรุงเลือดลมให้หวางเย่ได้เพคะ”
หม่าหมัวมัวเข้ามาช่วยคีบซี่โครงและรากบัวให้ฮั่นอ๋อง ไอร้อนลอยกรุ่น กลิ่นหอมหวานของรากบัวเจือกลิ่นหมูที่ตุ๋นจนละลายชวนให้น้ำลายสอ
จูเกาเซวียนหยิบตะเกียบ คีบรากบัวเป็นอันดับแรก เสียงของพระชายากลับดังขึ้นอีกมาขัดจังหวะ “แม้จะอยู่ในโคลน แต่ไม่เปื้อนโคลน เสวยได้เพคะ”
มือที่คีบรากบัวกำลังจะเข้าปากชะงัก...อยู่ในโคลน แต่ไม่เปื้อนโคลน...นี่นางกำลังประชดเขาอยู่หรือ
ลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็กัดลงไปเบา ๆ รสชาตินุ่มหวานนิด ๆ ทว่ายามนี้จูเกาเซวียนกลับไม่รู้รสเท่าใดนัก
สายตาวนเวียนอยู่ที่ร่างของสตรีตรงหน้า นางนั่งตัวตรงคีบอาหารกินอย่างเอร็ดอร่อย ความเร็วในการคีบ ถึงกับทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตา นางไม่ได้กินมูมมาม ทุกตะเกียบมีจังหวะของมัน พอเข้าปากคนก็เงยหน้าขึ้นเคี้ยวด้วยสีหน้ามีความสุข
เขามองดูอย่างเพลิดเพลิน จนลืมความรู้สึกกระอักกระอ่วนเมื่อครู่ไปจนสิ้น จึงเริ่มขยับตะเกียบอีกครั้ง แต่พอยื่นตะเกียบไปที่อาหารจานใด ก็มักจะมีตะเกียบคู่หนึ่งฉกลงมาตัดหน้าไปเสียทุกครั้ง
จูเกาเซวียนเลิกคิ้ว มองแก้มกลม ๆ ที่กำลังเคี้ยวหงุบหงับตรงหน้า นึกอยากยื่นมือออกไปลองหยิกดูสักครั้งจริง ๆ
เขาไม่ถือสาการกระทำของนางมองอาหารจานอื่น จากนั้นก็ยื่นตะเกียบไปทางจานเต้าหู้ผัดขิง เมื่อเห็นตะเกียบคู่หนึ่งพุ่งตรงมา ดวงตาของเขาพลันหรี่ลงชายหนุ่มเปลี่ยนทิศทางของตะเกียบไปทางชามต้มรากบัวซี่โครงหมูทันที
ยามที่เขาฉกซี่โครงหมูมาไว้ในชามข้าวได้สำเร็จสองตาก็เปล่งประกายวูบหนึ่ง ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่ามุมปากกำลังยกยิ้มอย่างลำพอง สายตาเคลื่อนไปทางสตรีที่นั่งฝั่งตรงข้าม เห็นนางทำแก้มพอง ๆ มองตาคว่ำ เขาจึงได้แต่เม้มปากกดมุมปากไว้ไม่ให้ฉีกออกเป็นรอยยิ้มกว้าง
หม่าหมัวมัวและสาวใช้ เดี๋ยวก็หันหน้าไปทางนั้น เดี๋ยวก็หันหน้าไปทางนี้ มองตามตะเกียบที่เปลี่ยนทิศไปทั่วราวกับสมรภูมิโต๊ะอาหาร เมื่อมื้ออาหารสิ้นสุด พวกนางจึงได้ลูบอกถอนหายใจออกมายาวเหยียด
หลังยกอาหารออกไป สาวใช้ก็ยกถาดน้ำชาขึ้นมาแทน กลิ่นหอมดินอ่อน ๆ ของชาผู่เอ๋อร์ลอยอ้อยอิ่ง น้ำชาสีแดงคล้ำถูกรินลงในถ้วยกระเบื้องบางใส ไอร้อนคลุ้งขึ้นช้า ๆ
จูเกาเซวียนยกถ้วยขึ้น หลุบตาลงเป่าก่อนจิบคำเล็ก
ซูอันหนิงเหลือบตามอง เพียงแตะถ้วยชาเบา ๆ คล้ายรอให้ความร้อนลดลงก่อน สีหน้ายังคงสงบเหมือนกำลังเฝ้ารออย่างอดทน กระทั่งฮั่นอ๋องจิบชาไปครึ่งถ้วยแล้วก็ยังไม่พูดอะไรสักคำ นางจึงเอ่ยถาม
“หวางเย่มาเสวยเฉย ๆ...ไม่ได้มาแจ้งหม่อมฉันเรื่องอื่นหรือเพคะ”
จูเกาเซวียนเลิกคิ้ว มองสีหน้าเฝ้ารองของนางนิ่งนานก่อนจะหลุบตาต่ำ คล้ายกำลังครุ่นคิดบางเรื่อง
“ข้าต้องแจ้งอะไรหวางเฟยหรือ”
นางถอนใจแรง หันไปโบกมือไล่สาวใช้ให้ออกไปก่อน เมื่อทั้งห้องเหลือเพียงเจ้านายทั้งสองคน ซูอันหนิงจึงเดินไปหยิบห่อหนังสือออกมาจากห้องชั้นในมายื่นให้เขา
เมื่อเห็นห่อหนังสือและซองจดหมาย จูเกาเซวียนก็ขมวดคิ้ว สายตาที่มองซองจดหมายแข็งกร้าวราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาต
“ข้าไม่หย่า !”
เขาปฏิเสธทันที โดยที่ไม่ต้องเปิดอ่านเนื้อความข้างในด้วยซ้ำ ซูอันหนิงอ้าปากกำลังจะเถียง เสียงห้วนเข้มก็ดังขึ้นมาอีก
“สมรสพระราชทานมิอาจหย่าหวางเฟยไม่รู้หรือ ต่อไปอย่าได้เขียนอะไรที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้ขึ้นมาอีก !”
เขาไม่คิดจะจดจำด้วยซ้ำว่าฮ่องเต้เคยตรัสข่มขู่ไว้ หากเขาทำให้นางเสียใจอีกสกุลซูสามารถขอหย่าได้ แต่เรื่องนี้เขาไม่มีวันบอกนางให้ทราบเด็ดขาด
จูเกาเซวียนลุกขึ้น กำลังจะเดินออกไปจากห้องซูอันหนิงก็รีบวิ่งมาขวางด้านหน้า “ท่านฟังข้าก่อนสิ เราคุยกันอย่างปรองดองไม่ได้เชียวหรือ ตกลงกันอย่างคนมีอารยะอย่างไรเล่า”
ฮั่นอ๋องสูดหายใจลึก มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่น เอ่ยถามเสียงห้วน “จะคุยอะไรอีก”
ซูอันหนิงยัดห่อหนังสือและหนังสือหย่าใส่มือเขาอย่างไม่ลังเล สีหน้าเรียบนิ่ง แววตาจริงจัง
“เราสองต่างวาสนา ท่านมองการมีสามภรรยาสี่อนุเป็นเรื่องปกติ แต่ข้ามองว่าชีวิตคู่ต้องมาจากความรัก ท่านไม่ต้องหัวเราะเยาะข้า !” นางรีบยกมือตัดบทก่อนที่เขาจะทันได้อ้าปาก
จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว หายใจแรง