ผมรับเหรียญสีดำสนิทมา นี่เป็นสิ่งเดียวที่เสี่ยวอวี่เหลือทิ้งไว้
เมื่อมองเหรียญนี้ผมนึกถึงเรื่องราวที่ผมเคยมีร่วมกับเธอ
แม้เธอจะเป็นผีแต่เธอไม่เคยทำร้ายผมเลยสักครั้ง มีแต่ช่วยเหลือและคอยปกป้องผม
ผมอยากรู้เหลือเกินว่าเธอกำลังเผชิญกับอะไรหรือประสบปัญหาอะไรอยู่ ผมอยากช่วยเธอ
แต่น่าเสียดายที่ความสามารถของผมยังมีจำกัด
แม้แต่อาจารย์ซึ่งเป็นคนเก็บศพที่มีชื่อเสียงก็ยังไม่กล้าเข้าไปในตึกทดลองตอนกลางคืน
สิ่งเดียวที่ผมทำได้ตอนนี้คือภาวนาให้เธอผ่านพ้นอุปสรรคไปให้ได้
หลังจากนั้นลุงกับผมก็คุยกันต่อเกี่ยวกับเรื่องผีและสิ่งลี้ลับ
จากนั้นลุงก็ถามขึ้นว่า “เสี่ยวเจียง!ในเมื่อนายเข้ามาในสายนี้แล้ว ได้ไปรับพรจากบรรพจารย์หรือยังไหนลองบอกลุงหน่อยซิว่านายได้อะไร”
ผมส่ายหัว
“ยังเลยอาจารย์มัวแต่ไปตกปลา ไม่ได้พาผมไปรับพร”
แล้วผมก็ถามต่อด้วยความสงสัย “ลุงอวี๋พรจากบรรพจารย์นี่มีของจริงให้เห็นเลยเหรอ”
ลุงหัวเราะออกมา“ฮ่าๆ แน่นอนว่ามันเป็นของจริง แต่จะเป็นของที่บรรพจารย์มอบให้เองหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่แน่ใจ ตอนลุงเข้ามา ลุงได้รับหมั่นโถวที่กินเหลือครึ่งหนึ่ง อาจารย์ของลุงบอกว่าหมั่นโถวถือเป็นอาหาร จึงถ่ายทอดวิชา ‘อาหารคนตาย’ให้ลุง”
ผมฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจ
ผมเคยหาข้อมูลเกี่ยวกับบรรพจารย์จากอินเทอร์เน็ตมาแล้ว
ว่ากันว่า ‘จักรพรรดิเฟิงตู’หรือ ‘ราชายมโลกเฟิงตู’ เป็นผู้ปกครองแดนวิญญาณและเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของนรก
พวกเรายกให้ท่านเป็นบรรพจารย์ถือว่ามีเกียรติอย่างยิ่ง
แต่ทำไมพรที่ลุงได้รับกลับเป็นหมั่นโถวที่กินเหลือ
มันถูกส่งมาจากยมโลกอย่างนั้นหรือ
ผมรู้สึกสงสัยเลยถามออกไป “ลุงอวี๋ แล้วหมั่นโถวของลุง บรรพจารย์มอบให้ยังไงหรือ อย่าบอกนะว่า…ท่านส่งมันมาจากขุมนรก?”
ผมถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจและข้องใจ
ลุงอวี๋สูบบุหรี่เข้าปอดลึกก่อนจะตอบ
“เป็นไปได้ที่ไหน!ลุงอยู่ในวงการนี้มาตั้งหลายสิบปี ยังไม่เคยเห็นยมทูตตัวเป็นๆ เลยแล้วจะไปเห็นระดับเทพอย่างบรรพจารย์ได้ยังไง”
“งั้นลุงอวี๋บรรพจารย์มอบพรให้เรายังไงกัน” ผมเริ่มสงสัยขึ้นมาทันที
ลุงพ่นควันออกมาก่อนจะอธิบายอย่างไม่เร่งรีบ “การรับพรจากบรรพจารย์เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง หลังจากทำพิธีกราบบรรพจารย์เสร็จพวกเราต้องไปที่ศาลหลักเมืองแห่งหนึ่ง จุดธูปถวาย แล้วเลือกทิศทางที่จะเดินไป เมื่อเดินไปถึงระยะที่กำหนดแล้ว ให้นั่งสมาธิเป็นเวลาตามจำนวนครั้งที่คำนับสิบนาทีต่อหนึ่งคำนับ พอลืมตาขึ้นมาของสิ่งแรกที่เห็นอยู่บนพื้นก็คือพรที่บรรพจารย์ประทานให้”
ลุงพูดจบแบบง่ายๆไม่ได้ลงรายละเอียดมาก
แต่ผมนี่ถึงกับตะลึงไปเลย
ผมเคยจินตนาการถึงหลายวิธีที่บรรพจารย์จะมอบพรให้
อะไรอย่างพวกการส่งของจากยมโลกยมทูตมาแจ้งรับพร หรือแม้แต่ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ
ไม่ก็ง่ายๆแบบเงินโอนเข้าบัญชีทันที
แต่ความจริงกลับไม่ใช่อย่างที่คิดเลยสักนิด
ไม่แปลกใจเลยที่ลุงอวี๋บอกว่าพรของเขาคือหมั่นโถวที่กินเหลือครึ่งหนึ่ง
บางทีของสิ่งนั้นอาจเป็นแค่ของที่ใครบางคนทิ้งไว้แล้วลุงบังเอิญเห็นมันเป็นอย่างแรกหลังจากลืมตา
ไหนจะเรื่องสิบนาทีต่อหนึ่งคำนับนั่นอีก ผมเล่นคำนับไปตั้งสิบแปดครั้งเท่ากับว่าผมต้องนั่งอยู่อย่างนั้นสามชั่วโมง! แค่คิดก็รู้สึกเมื่อยขึ้นมาแล้ว
แต่นี่คือกฎของสายเราผมก็ทำได้แค่ทำตาม
ลุงอวี๋เห็นผมดูผิดหวังก็หัวเราะเบาๆ
“ไม่ต้องคิดมากหรอกถือซะว่าเป็นพิธีกรรมให้ครบขั้นตอน พวกเราทุกคนก็ผ่านมันมาแบบนี้กันทั้งนั้น”
พูดจบลุงยังตบไหล่ผมเบาๆ
ผมพยักหน้ารับ “อืม”ถือว่าเป็นการกราบบรรพจารย์ตามธรรมเนียมก็แล้วกัน
แต่แล้วลุงอวี๋ก็ถามขึ้นมาอีก “ว่าแต่นายคำนับไปกี่ครั้งล่ะ”
“สิบแปดครั้ง”ผมตอบไปอย่างมั่นใจ
ทันทีที่ลุงอวี๋ได้ยินสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันที ดวงตาแทบถลนออกมา
เขาสูดหายใจลึกก่อนจะอุทานออกมา
“อะไรนะ!สิบแปดครั้ง!?”
“ใช่ครับ!ผมว่ากระดาษยันต์คงชื้นไปหน่อย เลยเผาไหม้ช้า”
แต่ลุงอวี๋กลับส่ายหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “เป็นไปไม่ได้!ซ่งเต๋อไฉไม่ได้เป็นพวกหลอกลวงแบบนั้น”
ลุงอวี๋พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อีกอย่างไฟที่ใช้เผานั้นเป็น ‘ไฟยันต์’ ไม่ต้องพูดถึงความชื้นเลยต่อให้เปียกน้ำก็ยังเผาไหม้อย่างรวดเร็ว เสี่ยวเจียงดูท่าดวงชะตาของนายจะไม่ธรรมดาเลย”
ขณะที่ลุงพูดเขาก็มองสำรวจผมตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยความประหลาดใจ
ผมฟังแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดมันเหนือธรรมชาติไปหน่อยแต่ก็ไม่รู้จะตอบอะไรดี
หลังจากตั้งสติได้ลุงอวี๋ก็พูดขึ้นอีก “ลุงชักอยากรู้แล้วสิว่าบรรพจารย์จะประทานอะไรให้นาย
“ต้องรู้ไว้ว่าอาจารย์ของฉันหรืออาจารย์ปู่ของนายตอนเข้าพิธียังคำนับไปแค่แปดครั้งเท่านั้น ส่วนฉันกับอาจารย์ของนายคำนับไปสามครั้ง แต่นายกลับคำนับไปถึงสิบแปดครั้ง…นี่มันต้องเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาแน่”
สายตาของลุงอวี๋เต็มไปด้วยความตื่นเต้นทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ
เห็นผมยังดูลังเลไม่มั่นใจลุงอวี๋ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่บอกว่าถ้าผมได้รับพรจากบรรพจารย์เมื่อไร ให้รีบบอกเขาทันทีว่าได้อะไรมา
ผมพยักหน้ารับคำแล้วเดินไปตรวจดูธูปหน้าห้องเพื่อให้แน่ใจว่ายังไม่ดับ
เวลาผ่านไปประมาณชั่วโมงครึ่งลมเย็นยะเยือกพัดโชย
จากนั้นวิญญาณทั้งสามก็ทยอยกันกลับมา
เมื่อพวกเขาเห็นผมก็พากันโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้งใจ
พวกเขาบอกว่าได้พบหน้าครอบครัวและเข้าฝันเพื่อบอกลาครั้งสุดท้ายแล้ว ทำให้ญาติไม่ต้องเป็นห่วงอีกต่อไป
เมื่อเห็นวิญญาณทั้งสามกลับมาลุงอวี๋ก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ! ไปส่งพวกเขาให้เรียบร้อย พวกเราจะได้เลิกงาน”
ผมพยักหน้ารับแล้วนำพวกเขาเดินลงไปชั้นล่าง
ก่อนออกจากห้องอาถรรพ์ผมหันกลับไปมองมันอีกครั้ง
เศษกระจกแตกกระจัดกระจายไปทั่วแต่บรรยากาศเย็นยะเยือกและพลังอาฆาตที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้ได้หายไปหมดแล้วไร้ซึ่งวี่แววของผียายเฒ่าแสนร้ายกาจ
คืนนี้ถือว่าราบรื่นกว่าที่คิด
ผมกับลุงอวี๋พาวิญญาณทั้งสามเดินไปยังสี่แยกหน้าหมู่บ้าน
จากนั้นผมปักธูปสามดอกลงกับพื้น
ผมมองไปยังวิญญาณทั้งสามก่อนกล่าว
“เดี๋ยวผมจะเรียกชื่อพวกคุณพอผมพูดจบ ก็ให้เดินไปทางทิศตะวันตกพร้อมกัน ไม่นานก็ถึงปรโลกแล้วบนเส้นทางนั้นพวกคุณจะไม่เดียวดาย ขอให้พวกคุณหมดเคราะห์หมดกรรมและได้เกิดใหม่ในภพที่ดี”
วิญญาณทั้งสามพยักหน้ารับพร้อมกัน
ผมไม่รอช้าเริ่มท่องส่งวิญญาณทันที
“ธุลีคืนสู่ธุลีดินคืนสู่ดิน ผู้ล่วงลับเดินทางสู่ปรภพ หวังโป๋ เฉินต้าจู่หลี่เค่อ…จงไปสู่สัมปรายภพ”
เสียงของผมทุ้มต่ำและต่อเนื่อง
ลุงอวี๋ยืนพิงต้นไม้ใกล้สี่แยกจ้องมองผมขณะส่งดวงวิญญาณ
เมื่อสิ้นเสียงของผมวิญญาณทั้งสามก้มศีรษะคำนับให้ผมและลุงอวี๋
“ขอบคุณอาจารย์ทั้งสอง”
“ขอบคุณท่านนักพรต”
“คนดีต้องได้ดีขอบคุณพวกคุณมาก”
ผมพยักหน้า “ไปเถอะ”
ลุงอวี๋ก็ส่งเสียงตอบรับสั้นๆก่อนจะเงียบไป
เมื่อวิญญาณทั้งสามเห็นดังนั้นก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
พร้อมกับเปลวธูปที่ค่อยๆเผาไหม้ พวกเขาดูเหมือนจะรู้สึกถึงทางที่ต้องไป
ทั้งสามจับกลุ่มกันแล้วเดินไปทางทิศตะวันตก
พวกเขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวลมเย็นยะเยือกก็พัดผ่าน
จากนั้นร่างของพวกเขาก็ค่อยๆจางหายไป ณ สี่แยกนั้น…