หลังทานข้าวต้มในงานศพของย่าใหญ่หรือยายของรัตน์ ภัทรอยู่เป็นเพื่อนรัตน์ ที่กำลังยืนส่งผู้ร่วมงาน ส่วนใหญ่แล้วแขกที่มาร่วมงานมีแต่ชนชั้นสูงและเหล่านักธุรกิจ เพราะย่าใหญ่ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ในอดีตนั้นท่านเป็นหญิงแกร่งที่บริหารธุรกิจค้าเพชรพลอย ทำให้ธุรกิจมั่นคงจนกระทั่งสืบต่อถึงลูกหลานในปัจจุบัน
ทรรศนัยเดินไปส่งอันน่า ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันและได้เดินผ่านหน้ารัตน์และภัทร แต่สักพักอันน่าก็จับแขนทรรศนัยเพื่อหยุดคุยกับเพื่อน
“ขอโทษค่ะ พี่ทรรศ ขออันน่าคุยกับรัตน์สักครู่นะคะ” อันน่าอยากอวดให้รัตน์เห็นว่าเธอกับทรรศนัยอาจพัฒนาเป็นแฟนกัน
“งั้นพี่ขอตัวไปส่งญาติผู้ใหญ่ก่อนนะครับ เชิญคุยกันตามสบาย”
“เดี๋ยวสิคะ พี่ทรรศ” อันน่ากำลังจะรั้งตัวชายหนุ่ม แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะทรรศนัยรีบเดินดุ่มๆ ออกไปอย่างไม่สนใจใคร
“ขอบใจที่มาร่วมงานนะอันน่า” รัตน์แอบยิ้มให้กับพฤติกรรมพี่ชาย
“พวกเราเป็นคนกันเองอยู่แล้วนี่ ว่าแต่ฉันต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้มาทักเธอตั้งแต่แรก ฉันเพิ่งเห็นเธอน่ะรัตน์” อันน่ารีบพูดกลบเกลื่อน
“แต่รัตน์ยืนต้อนรับแขกอยู่หน้าศาลาตลอดเลยนะคะ ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะมองไม่เห็น” ภัทรพลั้งปาก จนรัตน์ต้องรีบบีบแขนเพื่อน เพื่อยั้งไม่ให้ภัทรพูดต่อ
“เอ่อ งั้นหรอ ฉันสายตาไม่ดีน่ะ” อันน่ารีบแก้ตัว
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองต่างหากที่มัวแต่ยุ่งๆ คุยกับญาติผู้ใหญ่” รัตน์กล่าวอย่างใจเย็น
อันน่าพูดกับหญิงทั้งคู่ก็จริง แต่สายตาของเธอยังคงมองไปที่ชายในดวงใจตลอดเวลา และยิ่งเธอเห็นชายหนุ่มกำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน เธอก็เลยรีบกล่าวขอตัวกับสองสาว แล้วเดินเร็วแทบจะเปลี่ยนเป็นวิ่ง แม้อันน่าจะสวมรองเท้าส้นสูง แต่ก็ไม่อาจเป็นอุปสรรค ทำให้สาวเปรี้ยวมาดมั่นเดินไปหาชายหนุ่มทันเวลาพอดี ไม่เพียงเท่านั้นยังขึ้นรถชายหนุ่มและขับออกไปด้วยกัน
รัตน์ส่ายหน้ากับเพื่อนสาว
“อีกหน่อยเธอก็จะมีพี่สะใภ้ที่อยู่ในวงการนางแบบเหมือนเธอนะรัตน์” ภัทรทัก
“เธอไม่เสียใจหรอภัทร” รัตน์เป็นห่วงความรู้สึกเพื่อน
“รัตน์! ฉันบอกแล้วไงว่าฉันลืมแล้วว่าเคยหลงรักชายคนนั้น” ภัทรไม่อยากรื้อฟื้น
“อะ อะ โทษที งั้นกลับกันเถอะ” รัตน์รีบเปลี่ยนเรื่อง
****************************
แต่ทว่าเหตุการณ์อันเลวร้ายของครอบครัวอาจองค์ดำรงธรรมก็ยังไม่จบ เพราะสัปดาห์ต่อมา อยู่ดีๆ พ่อของรัตน์ก็ปวดท้องรุนแรง ยศวินทร์ซึ่งเป็นพี่ชายของรัตน์ต้องรีบขับรถพาพ่อไปโรงพยาบาล
ณ หน้าห้อง ICU
ยศวินทร์รีบโทรติดต่อให้รัตน์พาแม่มาที่โรงพยาบาลโดยด่วน ผ่านไปเพียง 15 นาที สองแม่ลูกก็มาถึง
“มันเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ งั้นหรอลูก” แม่ถามเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้
“นั่นสิคะ พ่อออกกำลังกายเป็นประจำ ทำไมถึงป่วยกะทันหันแบบนี้ได้” รัตน์รีบถาม
“พี่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องรอหมอออกมาเท่านั้น” ยศส่ายหน้า
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง หมอก็เดินออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“สามีของดิฉันเป็นอย่างไรบ้างคะหมอ” แม่ถามอย่างมีความหวัง
“ทำใจดีๆ นะครับ คุณรวิทย์เสียชีวิตแล้ว พวกเราช่วยจนสุดความสามารถแล้วจริงๆ” หมอกล่าว
ใบหน้าของราวรรณซีดเผือด สักพักก็หมดสติเพราะช็อคจากการจากไปของสามี ยังไม่ทันได้ร้องไห้ฟูมฟายใดๆ
พยาบาลและยศวินทร์ช่วยกันพยุงตัวราวรรณไปนั่ง เพื่อรอบุรุษพยาบาลนำเตียงมารับราวรรณและพาไปอีกแผนกหนึ่ง
แม้รัตน์จะช็อคจากการจากไปของพ่อ แต่เธอก็พยายามเข้มแข็งเพื่อสอบถามสาเหตุการตายของพ่อ
น้ำตาของรัตน์ไหลพรากแต่ไร้เสียงสะอื้น เธอบังคับเสียงตัวเองให้พูดปกติแล้วถามหมอ “พ่อของฉันตายเพราะอะไรคะ”
“พ่อคุณป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายครับ” หมอกล่าว
“อะไรนะคะ นี่พ่อฉันเป็นมะเร็งงั้นหรอคะ เป็นไปได้ยังไง พ่อของฉันไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เลย”
“เอ่อ ผมมีเรื่องจะถามคุณครับ” หมอสงสัย
“คะ” รัตน์รอฟัง
“จากผลการตรวจเลือด พ่อคุณไม่ได้เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ ไม่มีประวัติดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ แต่พ่อคุณมีระดับสารตะกั่วในเลือดสูงกว่าปกติมาก ไม่ทราบว่าพ่อคุณทานอาหารที่มีสารตะกั่วปนเปื้อน หรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารตะกั่วหรือเปล่าครับ”
“ไม่นะคะ พ่อฉันทำงานบริหารแถมทานอาหารชีวจิตอีก” รัตน์กล่าวตามจริง
“หมอคาดว่าพ่อคุณได้รับสารตะกั่วสะสมเป็นเวลานาน ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุโรคมะเร็งได้ครับ” หมอแค่พูดคาดการณ์เท่านั้น เขาไม่อาจฟันธงได้ว่ามะเร็งนั้นเกิดจากสารตะกั่วจริงๆ
“งั้นฉันจะลองไปตรวจสอบดูค่ะ” รัตน์สงสัยว่าพ่อได้รับสารตะกั่วได้ยังไง
“หมอขอตัวก่อนนะครับ”
และแล้วเพียงไม่ถึงเดือนครอบครัวอาจองค์ดำรงธรรมก็สูญเสียสมาชิกไปอีกคนเสียแล้ว
ภัทรสงสารเพื่อนที่สูญเสียพ่อ เธอจึงเข้าไปกอดปลอบเพื่อนในงานศพ
รัตน์กอดเพื่อนตอบและร้องไห้อีกครั้ง
แขกที่มาร่วมงานศพทำได้เพียงมองหญิงสาวทั้งคู่ด้วยความสงสาร
****************************
หลังพิธีศพ รัตน์ขับรถพาภัทรไปคุยที่ร้านข้าวต้มเครื่องแห่งหนึ่ง
“เอ่อ นี่รัตน์หิวงั้นหรอ” ภัทรถามเพราะทั้งคู่เพิ่งทานก๋วยจั๊บงานศพด้วยกัน
“เปล่าหรอก ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ” รัตน์สั่งข้าวต้มไปอย่างนั้นเอง ความจริงอยากคุยกับเพื่อน
“เรื่องอะไรน่ะ” ภัทรรอฟัง
“หมอบอกว่าพ่อมีสารตะกั่วในเลือดสูงมาก เลยสงสัยว่าอาจปนเปื้อนมาจากอาหารน่ะ”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตัวเธอกับครอบครัวก็ต้องลองไปตรวจนะ เพราะยังไงพ่อเธอก็ทานอาหารพร้อมกับเธอด้วยอยู่แล้ว”
“นั่นสิ งั้นฉันก็เสี่ยงเป็นมะเร็งด้วยน่ะสิ” รัตน์เริ่มกังวล
“เห็นว่าพวกเธอทานอาหารชีวจิตไม่ใช่หรอ ธัญพืชที่นำมาทำอาหารก็ไม่ได้ปนเปื้อนสารเคมีจากยาฆ่าแมลงนี่” ภัทรสงสัย
“ฉันเองก็สงสัยเหมือนกัน ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วพ่อฉันจะได้รับสารตะกั่วได้ยังไง” รัตน์คิดไม่ออก
“เอาเป็นว่าพวกเธอไปตรวจก่อนก็แล้วกัน” ภัทรกล่าวอย่างจนปัญญา
****************************
เพื่อไม่ให้ครอบครัวรัตน์แตกตื่น รัตน์จึงชวนพี่ชายไปตรวจหาสารตะกั่วในเลือดด้วยกัน ก็พบว่าเลือดของทั้งคู่มีสารตะกั่วน้อยมาก ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปกติ รัตน์จึงนำผลเลือดไปให้ภัทรดู
ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ
ภัทรนั่งดูผลเลือดของเพื่อนและพี่ยศก็พบว่าสารตะกั่วอยู่ในระดับปกติหรือแทบจะไม่มีเลย เลยว่า “แสดงว่าพ่อเธอได้รับสารตะกั่วมาจากแหล่งอื่น”
“ฉันเองก็สงสัยเหมือนกัน หรือว่าจะมีคนวางยาพิษ” รัตน์คาดการณ์
“แล้วจะเป็นใครล่ะ ครอบครัวเธอก็รักใคร่กันดีนี่” ภัทรรู้จักครอบครัวรัตน์มานานแล้ว
“อาจเป็นอริของพ่อก็ได้” รัตน์สงสัย
“คงต้องสืบต่อไป เอาอย่างนี้ดีมั้ย ให้พี่คมสันช่วยสืบสิ” ภัทรเสนอ
“พี่เขาเป็นตำรวจ งานยุ่งแบบนั้นจะมีเวลางั้นหรอ” รัตน์เกรงใจ
“พี่เขารู้จักคนเยอะ อาจแนะนำคนมาช่วยก็ได้” ภัทรกล่าวเพราะรู้ว่าพี่คมสันมีน้ำใจ
“ดูเธอสนิทกับพี่คมสันมากเลย อย่าบอกนะ ว่าแอบคบกัน” รัตน์สงสัย
“เปล่าเสียหน่อย พวกเราคุยกันด้วยเรื่องงานล้วนๆ เวลามีคดียาพิษพี่เขาก็มาปรึกษาน่ะ” ภัทรรีบแก้ตัว
****************************
แต่ทว่าผ่านไปเพียงหนึ่งเดือนก็เกิดเรื่องขึ้นอีกจนได้
หลังรัตน์ถ่ายแบบที่สตูดิโอเสร็จพอดี ยศก็โทรมา
“ค่ะพี่ยศ” รัตน์กดรับ
“รัตน์ ทำใจดีๆ ไว้นะ แม่สิ้นใจแล้วด้วยโรคหัวใจล้มเหลว” ยศทำใจบอกน้องสาว
รัตน์ช็อคทำมือถือตก แล้วเธอก็เป็นลม
“รัตน์ รัตน์ เป็นอะไรหรือเปล่ารัตน์” ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด
ผู้จัดการส่วนตัวของรัตน์รีบพารัตน์ไปส่งโรงพยาบาล
ในวันเผาศพของแม่ราวรรณ รัตน์ร้องไห้คร่ำครวญอย่างคนไร้สติ ภัทรช่วยกอดประคองเพื่อนไว้
“แม่ แม่ ฮือ ฮือ แม่ขา” รัตน์คร่ำครวญไม่หยุด
นับว่าเป็นเหตุการณ์การสูญเสียติดๆ กันของครอบครัวค้าเพชรพลอย
สัปดาห์ต่อมา
ในวันอาทิตย์ ณ สวนหลังบ้าน รัตน์นั่งอยู่ที่ม้านั่ง เธอดูเซื่องซึมและมีอาการตาบวมจากการร้องไห้อย่างหนัก
วันนี้เป็นวันหยุดของภัทร เธอจึงไปเยี่ยมเพื่อนสาวถึงบ้าน
สองสาวนั่งคุยกัน ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น
“หักห้ามใจบ้างนะรัตน์ เธอต้องเข้มแข็งรู้มั้ย” ภัทรปลอบใจเพื่อน
“ฉันรู้ ฉันจะพยายามก็แล้วกัน” รัตน์รับคำ
“แต่ฉันสงสัย แม่เธอไม่ได้เป็นโรคหัวใจไม่ใช่หรอ” ภัทรสงสัยว่าราวรรณหัวใจล้มเหลวได้ยังไง
“แม่ฉันเองก็มีสารตะกั่วในเลือดสูงมากเหมือนกัน” รัตน์ยอมบอก
“ห๊า อะไรนะ” ภัทรตกใจ
“ฉันเองก็ประมาทเกินไป ฉันเห็นว่าตัวฉันกับพี่ไม่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว ก็เลยไม่ได้บอกให้แม่ไปตรวจ” รัตน์รู้สึกผิด
“ถ้าเช่นนั้น แม่เธอได้รับพิษตะกั่วจากที่ไหนล่ะ” ภัทรคิดไม่ออก
“ฉันไม่รู้ ตอนนี้ฉันกับพี่ยศก็แอบติดกล้องวงจรปิดในบ้าน ฉันอยากรู้ว่ามีใครคิดร้ายกับครอบครัวฉันหรือเปล่า” รัตน์ไม่ยอมปล่อยผ่าน
“คนร้ายอาจไม่ได้อยู่ที่บ้านก็ได้นะ” ภัทรคาดการณ์
“กันไว้ก่อนไง”
สักพักสองสาวก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย
“ไป ไป ชิ่ว ชิ่ว อย่าเข้ามาอีกนะ” เสียงตะโกนมาแต่ไกล
“ใครไล่อะไรน่ะ” ภัทรสงสัย
“คงเป็นพี่ทรรศ เขากำลังไล่แมวที่แอบเข้ามาในบ้านน่ะสิ” รัตน์บอกทั้งๆ ที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ เนื่องจากพี่ชายทำแบบนี้ประจำ
“อุ้มมันออกไปดีๆ ก็ได้นี่” ภัทรเริ่มไม่พอใจ
“พี่ทรรศเขาเกลียดแมว แถมเป็นเพราะน้าศรีพรรณเลี้ยงหนูแฮมสเตอร์ที่บ้านท้ายสวนด้วย เลยไล่ให้น้าเขาน่ะ” รัตน์อธิบาย
“ช่างไม่อ่อนโยนเอาเสียเลย” ภัทรกล่าว
“ฉันก็เลยว่า เธอกับพี่ทรรศเข้ากันไม่ได้หรอก” รัตน์กล่าวตามจริง
“ต้องขอบคุณพี่ทรรศเขานะ ที่ 5 ปีที่แล้วยอมพูดกับฉันตามตรง ฉันเลยตัดใจได้เสียก่อน” ภัทรรู้ดีว่าตัวเธอใช้ชีวิตอยู่กับคนเกลียดแมวไม่ได้จริงๆ
“อะ ฉันไม่พูดถึงพี่เขาแล้วก็ได้ วันนี้เธอทานข้าวเย็นที่นี่ด้วยกันนะภัทร” รัตน์ชวน
“ฉันขอตัวนะรัตน์ ฉันไม่อยากร่วมทานอาหารกับคนเกลียดแมวหรอก” ภัทรพูดตามตรง