ตอนที่ 5 เศรษฐี
ตอนที่ 5 เศรษฐีเริ้นเสี่ยวออกจากสถานีโทรทัศน์ซีจิงด้วยความเศร้าสลด สำหรับคนส่วนมากแล้วนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ควรยินดีอย่างยิ่งอันดับแรก ตำแหน่งหัวหน้าแผนกการผลิตก็ว่างขึ้นมา คนที่มีคุณสมบัติก็สามารถรับตำแหน่งได้อันดับสอง หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมของเริ้นเสี่ยวขึ้นแล้ว ชื่อเสียงของเขาก็ป่นปี้ลง เพื่อนร่วมงานผู้หญิงหลายคนก็ไม่ยินยอมที่จะทำงานร่วมกับเริ้นเสี่ยว ซึ่งการออกไปของเขานั้น ทำให้ลูกน้องหญิงหลายคนโล่งใจขึ้นมากแต่สำหรับหลินเฟิงแล้ว นี่กลับเป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่ง การกำจัดเริ้นเสี่ยวออกไปถือเป็นเพียงการเริ่มต้นของหลินเฟิงเท่านั้น ในการแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีครั้งนี้ยังเหลือคู่แข่งอีกหนึ่งคน ถ้าหากไม่บีบคู่แข่งคนนี้ออกไป ก็เกรงว่าตัวเองจะไม่สามารถนั่งตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีได้ตามที่ใจต้องการ“เริ้นเสี่ยว ถึงแม้คุณจะอาวุโส แต่ก็ไม่ควรจะมาขวางทางผม ต่อไปก็เป็นหวังเป่าหลงแล้ว หวังเป่าหลง ถ้าคุณฉลาดพอที่จะยอมถอนตัวออกจากการแข่งชิงตอนนี้ คุณก็จะไม่เจ็บตัว หากไม่อย่างงั้นล่ะก็ อย่ามาโทษว่าผมทำอะไรไม่เกรงใจละกัน!”หลินเฟิงยืนอยู่ริมหน้าต่าง แล้วมองดูวิวทิวทัศน์รอบวงแหวนของเมืองซีจิง ที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเนื่องจากหลายวันมานี้หวังซินล้วงความลับของหลินเฟิงได้ ดังนั้นจึงไม่ได้ไปจับตามองหลินเฟิงและเฉินอี๋ แต่ในทางกลับกันก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเอาจริงเอาจังหวังเป่าหลงก็สุขใจที่ได้เห็นหวังซินทุ่มเทให้กับการเรียน เพราะว่าหวังซินเองก็ทบทวนมาตลอดทั้งปี หากสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยทีี่สำคัญได้อีก ก็จะถือว่านั่นเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังที่สุดสำหรับเขาพ่อแม่ยังคงทำงานต่อไป และวันที่ประกาศคำสั่งนับวันก็ยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ในระหว่างนี้หวังเป่าหลงก็รู้สึกประหม่าเช่นกันท้องฟ้าในช่วงปลายเดือนมีนาคมมีฝนตกติดต่อกันไม่หยุด ณ โรงเรียนมัธยมต้นแห่งแรกของเมืองซีจิง กว่าหวังซินจะเลิกเรียนก็สามทุ่มกว่าแล้ว เขาค่อย ๆ เอาร่มที่ถืออยู่ในมือออก แล้วปล่อยให้ฝนตกลงบนหน้าของตัวเอง สูดอากาศภายนอกบริเวณโรงเรียน พร้อมกับมองขึ้นไปบนท้องฟ้า และบ่นพึมพำว่า :“หากไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายก็คงจะเกิดเรื่องขึ้นวันนี้แล้ว”ที่มุมปากของหวังซินก็มีรอยยิ้มที่เย็นชา เพราะเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วได้เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ก่อนที่ครอบครัวจะเจอกับเหตุการณ์โชคร้าย เขาถึงได้จดจำวันเวลานี้ได้อย่างชัดเจนเมื่อหวังซินกลับถึงบ้าน ในห้องรับแขกก็มีชายอ้วนคนหนึ่งอายุประมาณสี่สิบปีนั่งอยู่ ใส่ชุดสูทสีดำทั้งตัว ไว้ผมทรงสลิคแบค ซึ่งผมทรงนี้กำลังเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เศรษฐีโดยส่วนใหญ่ก็ชอบที่จะแต่งตัวแบบนี้เขาใส่สร้อยคอทองคำที่หนาประมาณนิ้วก้อย จงใจปลดกระดุมเสื้อไว้หนึ่งเม็ด และทำให้คนรู้สึกว่าเขาจงใจอวดสร้อยคอทองคำของตัวเองอยู่“หนาประมาณนิ้วก้อย ก็เอามาใช้เป็นเชือกจูงสุนัขได้เลยนะ”หวังซินวิจารณ์ แล้วกวาดสายตาไปที่กระเป๋าเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะชุดน้ำชา ด้านในนั้นดูตุงตุง และคาดว่าเงินน่าจะอยู่ในนั้นไม่น้อยในปีนั้นก็เป็นเพราะหลังจากที่เศรษฐีคนนี้มาที่บ้านของเขา จึงทำให้ครอบครัวเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น“พ่อครับ แม่ครับ ผมกลับมาแล้วครับ!” เมื่อหวังซินเข้ามาในบ้าน แล้วเห็นชายอ้วนที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก ใบหน้าของเขาก็มีรอยยิ้มที่เย็นชาหวังเป่าหลงและหวังจวนไม่รู้ถึงปัญหาของเศรษฐีคนที่อยู่ตรงหน้านี้อย่างแน่นอนเศรษฐีแซ่เฉินคนนี้ มาจากเมืองเป่ยไห่ ครั้งนี้เขามาเพื่อหาหวังเป่าหลง ต่อหน้าก็บอกว่าสนับสนุน แต่ลับหลังกลับมีบางสิ่งที่ปิดบังอยู่ เรื่องพวกนี้หวังซินรู้ดี จะมีก็แต่พ่อแม่ของเขานั่นแหละที่ไม่รู้ในเวลานี้หวังเป่าหลงกำลังพูดคุยกับเศรษฐีเฉินอยู่ที่ห้องรับแขก ส่วนหวังจวนก็กำลังเตรียมมื้อค่ำที่เยอะแยะมากมาย เพื่อต้อนรับเศรษฐีที่มาไกลคนนี้หวังซินก็ยังคงเป็นเหมือนเมื่อก่อน ที่แกล้งทำเป็นอ่านหนังสืออยู่ด้านข้าง แต่ลับหลังกลับตั้งใจฟังบทสนทนาของสองคนนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเศรษฐีเฉินคนนี้เป็นคนที่รอบรู้มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็เอามาคุยกับหวังเป่าหลง ทั้งสองคนคุยกันได้สักพัก ก็รู้สึกเป็นกันเองมากขึ้นมองดูพ่อที่คุยกับเศรษฐีเฉินคนนี้แล้วทั้งสองยิ่งพูดก็ยิ่งถูกคอกัน แต่ในใจของหวังซินก็ยิ่งรู้สึกดูถูกเศรษฐีคนนี้ ตอนนี้เขาแทบทนไม่ไหวที่จะเปิดโปงเศรษฐีคนนี้ แต่พอเขาได้เห็นพ่อที่กำลังคุยเพลินอยู่นั้น หวังซินจึงล้มเลิกความคิดในใจของตัวเองไป“เหอะ เงื่อนไขที่จำเป็นของคนโกหกคนหนึ่ง จริง ๆ แล้วทุกส่วนก็เชื่อมโยงกันหมด”ถึงแม้หวังซินจะไม่พอใจเศรษฐีเฉินคนนี้ แต่ก็จำเป็นต้องพูดออกไป หัวข้อทั้งหมดที่หวังเป่าหลงได้พูดไปนั้น เขาก็สามารถคุยต่อได้ทั้งหมด ทั้งยังคอยแก้ไขในส่วนที่หวังเป่าหลงตั้งใจพูดผิดอีกด้วย นี่จึงทำให้หวังเป่าหลงยิ่งนับถือความรู้ที่กว้างขวางของเศรษฐีคนนี้เมื่อเห็นพ่อที่ตอนนี้คุยกับเศรษฐีเฉินอย่างถูกคอ ในใจหวังซินก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อในปีนั้นก็ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งการเชื่อใจคนแปลกหน้าคนหนึ่งมากเกินไป จะต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่ ๆ เศรษฐีแซ่เฉินกับหวังเป่าหลงยังพูดคุยกันต่อ จริง ๆ แล้วหวังซินทนฟังต่อไปไม่ไหว เพราะทั้งสองคนไม่ได้พูดถึงเนื้อหาสาระสำคัญอะไรเลย หัวข้อก็ยังวนเวียนอยู่ที่เรื่องเดิม ๆ และหวังซินก็ไม่ได้สนใจที่จะฟังต่อแล้วเขาวางหนังสือที่อยู่ในมือลง และไปที่ห้องครัว เพื่อช่วยหวังจวนเตรียมอาหาร ใบหน้าของหวังจวนก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เพราะว่าการมาของเศรษฐีเฉินนั้น คือตั้งใจมาช่วยหวังเป่าหลงโดยเฉพาะตอนนี้หวังเป่าหลงก็ยังแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีเมืองซีจิงอยู่ ซึ่งเริ้นเสี่ยวเองก็ถูกกำจัดออกไปแล้ว ส่วนตอนนี้ก็เหลือหลินเฟิงอีกคนเดียวต่อให้ตอนนี้หวังเป่าหลงเทียบกับหลินเฟิงแล้วจะไม่มีความหวังในการแข่งชิงใดใดเลยก็ตาม แต่หวังจวนก็ยังว่าหวังเป่าหลงจะสามารถเพิ่มแต้มขึ้นมาได้อีกหน่อย การมาของเศรษฐีเฉินนี้ จึงถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์ เพราะก่อนหน้านี้เศรษฐีเฉินคนนี้ก็ได้แอบช่วยสนับสนุนในการออกความคิดให้กับหวังเป่าหลง“แม่ครับ ชายอ้วนคนนั้นมาทำอะไรน่ะ ทำไมปกติแล้วไม่เคยเจอมาก่อนเลย?” เมื่อหวังซินเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของแม่ จึงเรียกเธอเบา ๆ จากด้านหลัง“พ่อของลูกเพิ่งรู้จักน่ะ ตอนนี้ทั้งคู่กำลังคุยกันถูกคอเลย หลังจากนี้ลูกก็เรียกเขาว่าคุณอาเฉินแล้วกันนะ” เมื่อน้ำเสียงของหวังจวนเบาลง ในใจของหวังซินก็เกิดอาการทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาก็อาจจะเชื่อคำพูดของแม่ไปแล้ว แต่พอได้รู้เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ หวังซินก็ทนไม่ได้ที่จะไล่เขาออกไปตอนนี้ แล้วยังจะให้เรียกเขาว่าคุณอาได้ยังไงกันล่ะ?ในเวลานี้เมื่อหวังซินเห็นว่าพ่อและแม่ของเขาเชื่อในตัวเศรษฐีเฉินคนนี้ว่าจะมาช่วยพ่อของเขาจริง ๆ หวังซินจึงได้พูดออกไปด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยว่า :“แม่ครับ ผมว่าทำไมพ่อแม่ถึงได้เชื่อคนนอกที่ไม่เคยติดต่อกันง่ายขนาดนี้ล่ะครับ? อ้วนเฉินนี่พูดสะเปะสะปะไปเรื่อย ดูเหมือนว่าอะไรก็เข้าใจไปหมด พ่อแม่ไม่รู้สึกเหรอครับว่าสิ่งที่เขารู้มันจะดูมากเกินไป?”“ก็คนลงทุนทำธุรกิจ เป็นถึงเถ้าแก่ใหญ่ เจออะไรมาก็มากมาย ยังไงก็รู้เยอะเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”เมื่อได้ยินหวังจวนตอบ หวังซินก็ค่อย ๆ ลูบหน้าผากของตัวเอง หมดกัน ทำไมแม่ถึงได้เชื่อเศรษฐีเฉินคนนี้กันนะ?“แม่ครับ ที่เขามาบ้านเรา จริง ๆ แล้วจะทำอะไรกันแน่ ”หวังซินเปลี่ยนเรื่องคุย และพ่อแม่ก็เชื่ออีกฝ่าย แต่เขาก็ต้องคิดหาวิธีให้ได้ เพื่อที่จะให้พ่อแม่ระวังเขาสักหน่อยอ้วนเฉินคนนี้เป็นคนไม่จริงใจมีแต่ความจอมปลอม การมาของอ้วนเฉินในตอนนี้ ก็ยังไม่ได้แสดงจุดประสงค์ที่ชัดเจนออกมา เมื่อสักครู่ตอนที่อยู่ในห้องรับแขก หวังซินก็ได้ฟังเนื้อหาที่พ่อและอ้วนเฉินคุยกัน แต่กลับไม่พูดเรื่องที่เป็นสาระสำคัญขึ้นมาสักเรื่องเลย สิ่งนี้จึงทำให้ในใจของหวังซินต้องคิดเกี่ยวกับอ้วนเฉินมากขึ้นถ้าหากพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน แล้วเขาเองได้เจอกับอ้วนเฉินก่อนละก็ จะจัดการอ้วนเฉินให้สาสมแน่นอนแต่ว่าหวังจวนที่อยู่ในห้องครัวก็ไม่ทันได้สังเกตสีหน้าที่ไม่พอใจของหวังซิน ในใจยังคงมีความสุขกับการทำอาหาร เมื่อคิดว่าหวังเป่าหลงสามีของเธอมีผู้จัดการเฉินคนนี้คอยช่วยเหลือ อีกไม่นานก็จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์แล้ว แค่คิดดูก็รู้สึกมีความสุขแล้วเมื่อได้ยินคำพูดของหวังซินที่ไม่พอใจต่ออ้วนเฉิน หวังจวนก็รู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย แล้วพูดว่า "ลูกซิน ให้ความเคารพเถ้าแก่เฉินหน่อยสิลูก อยู่ต่อหน้าเขา ก็อย่าทำท่าทีที่ไม่พอใจเขา การมาในครั้งนี้ เขาก็มาเพื่อช่วยพ่อของลูกนะ”หลังจากพูดเสร็จ ก็นึกถึงคำถามที่หวังซินถาม เธอคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า "เขาจะช่วยพ่อลูกยังไงนั้น แม่ก็ยังไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัดเลย เดี๋ยวอีกสักพักว่าจะคุยกันอยู่"พอแล้ว หวังซินรู้ว่าเขาไม่มีวิธีอื่นแล้วที่จะเตือนแม่และพ่อ ว่าอ้วนเฉินคนนี้เป็นคนหลอกลวง เขาจึงกลับไปอ่านหนังสือที่ห้องของตัวเองการอ่านหนังสือก็เป็นแค่ฉากบังหน้า ก็แค่นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในปีนั้นเท่านั้นเอง“ผู้ชายคนนี้ก็เป็นคนของหลินเฟิง แต่หลังจากที่เขาปรากฏตัวในปีนั้น พ่อก็ถูกสงสัยว่ามีปัญหาทางการเงินจึงถูกควบคุมตัวถึงสองครั้ง หรือว่านี่จะเป็นเพราะเขากันนะ?”ในขณะที่หวังซินกำลังนึกความทรงจำอยู่นั้น แต่ในหลายช่วงเวลา ที่เขาไม่ทราบรายละเอียดอย่างแน่ชัด เขาขมวดคิ้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ในใจของหวังซินจึงอดไม่ได้ที่จะเริ่มเป็นกังวลแทนพ่อเขาขึ้นมาเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในปีนั้น ถ้าอิงตามเหตุการณ์ในอดีต และหากไม่มีผลกระทบจากภายนอก เหตุการณ์นี้ก็อาจจะไปถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้เหมือนกับปีนั้นไม่นานอาหารก็ทำเสร็จ แล้วหวังจวนก็เรียกหวังซินให้ออกมารับประทานอาหารด้วยกันก่อนที่หวังซินจะเดินผ่านห้องรับแขก อ้วนเฉินคนนี้แค่พยักหน้าให้กับหวังซิน ก็ถือว่าเป็นการทักทายกันแล้ว ตอนนี้พอเห็นหวังซินออกมา จึงเห็นว่าสายตาของหวังซินดูเหมือนจะมีความหมายแฝงอยู่ สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ และจงใจมองไปที่เขา เหมือนกับจะบอกว่าเขารู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่"คุณหวัง ปีนี้ลูกชายคุณอายุเท่าไหร่? ดูจากความกระตือรือร้นแล้วน่าจะเก่งมากนะ โดยปกติแล้วคนในวัยเดียวกันจะไม่เป็นแบบนี้นี่นา" อ้วนเฉินรู้สึกว่าหวังซินดูเหมือนจะมองเกมของตัวเองออก ในใจก็แอบหวั่นเล็กน้อย จึงได้ถามหวังเป่าหลงอย่างมีลับลมคมในในฐานะคนโกหกคนหนึ่งที่โกหกมานานหลายปีโดยไม่ถูกจับได้ และสามารถโกหกหัวหน้าแผนกทั่วไปของสถานีโทรทัศน์ได้ต่อไป ก็นับว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัวจริงๆเขาทำเรื่องต่าง ๆ ตามกฎระเบียบโดยไม่ปล่อยให้รายละเอียดใดใดพลาดไป เพื่อที่จะไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้น จึงต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ มิฉะนั้นก็คงจะไม่สามารถทำให้เขาโกหกอยู่ในธุรกิจนี้ได้เป็นเวลาหลายปี และยังไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกด้วย"ฮ่า ๆ ปีนี้เด็กหนุ่มคนนี้ก็อายุสิบแปดปีแล้ว และเป็นผู้ใหญ่ละด้วย แต่ความคิดของเขาในทุก ๆ วันก็มีแต่เรื่องเที่ยวเล่น เอาแต่เที่ยวเล่นทุกวันอย่างมีความสุข อารมณ์ถึงได้ดีไงล่ะ โธ่ ถ้าเขาเอาใจใส่ในการเรียนได้แบบนี้บ้างนะ ฉันก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว” เมื่อหวังเป่าหลงได้ยินอ้วนเฉินพูดชมลูกชายของเขา ก็รู้สึกดีใจ แต่ก็รู้สึกเสียใจการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในตอนนั้นยังจำเป็นต้องคอยทบทวน ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าอายมากเรื่องหนึ่งเมื่อหวังซินได้ยินพ่อพูดแบบนี้ ก็รีบพูดจากด้านข้างไปว่า : “ พ่อครับ พ่อสบายใจได้เลย ปีนี้ผมสอบเข้าได้แน่นอน พ่อก็อย่ากังวลให้มากไปเลย ผมรับรองได้ครับ!”“พ่อก็หวังว่าลูกจะมุ่งมั่นกับการทบทวน ใช้เวลาทบทวนไปหนึ่งปี ถ้าสอบไม่ติดอีก คนที่ขายหน้าไม่ใช่แค่ลูก แม้แต่พ่อเองก็ไม่มีหน้าจะไปเจอญาติและเพื่อน ลูกคิดเอาเองละกันว่าจะทำยังไง" เมื่อพูดถึงการทบทวน หวังเป่าหลงก็รู้สึกไม่พอใจหวังซินเล็กน้อย ความวิตกกังวลบนใบหน้าจึงเพิ่มขึ้นมาเมื่ออ้วนเฉินได้ยินว่า จริง ๆ แล้วเขาก็เป็นแค่เด็กที่ชอบเที่ยวเล่น งั้นก็เลยไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว...