เสิ่นเย่ว์เฉินไม่ชอบการลงโทษบ่าวไพร่เช่นนี้เลย แต่บางครั้งก็ไม่ทำไม่ได้
เมื่อนางกล่าวจบ แม้จะไม่เต็มใจแต่ชุนิกับชุนเอ๋อก็ทำได้เพียงคุกเข่าอย่างอดสู“บ่าวผิดไปแล้วเ้าค่ะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินกวาดตามองทุกคนที่เอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จาอย่างชืดชา ทันใดนั้นก็หันไปกำชับชุ่ยซิน“เ้าเก็บกวาดเศษกระเบื้องก่อน อย่าใช้มือจับ เดี๋ยวจะบาดเอา”ในน้ำเสียงไม่มีเจตนาตำหนิใดๆ อยู่เลย กลับเต็มไปด้วยความห่วงใยเสียหลายส่วน
แม้ชุ่ยซินอายุยังน้อย แต่เวลาทำงานไม่เคยทำลวกๆเมื่อก่อนตอนอยู่ที่เรือนทักษิณนางมักรับงานหนักที่ต้องใช้แรงอย่างซักผ้าหรือหาบน้ำไปทำ และทำได้ดีด้วย
เสิ่นเย่ว์เฉินกระจ่างแจ้งแก่ใจ รู้ว่าเื่ถ้วยชานี้ชุนเอ๋อจงใจทำให้แย่ดังนั้นจึงให้พวกนางรับโทษด้วยกันทั้งหมดเพื่อให้พวกนางตระหนักว่าอย่าคิดว่าตัวเองเป็คนที่ฮูหยินผู้เฒ่าจัดสรรมาแล้วจะทำสิ่งใดก็ได้ไม่มีความเคร่งครัดแม้แต่น้อย บ่าวไพร่ก็คือบ่าวไพร่ต่อให้ได้รับความโปรดปรานมากเพียงใดก็ไม่อาจข้ามหัวเ้านายตนได้
เสิ่นเย่ว์เฉินพูดจริงทำจริง เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวันและอาหารเย็นกระทั่งโจ๊กสักคำก็ไม่มีให้พวกนาง
ตอนนี้เป็่ที่ร้อนที่สุดของปี อากาศร้อนระอุขยับร่างกายเพียงเล็กน้อยก็เหงื่อออกแล้ว การต้องทนหิวยิ่งเป็ไปไม่ได้ที่สุดเพียงไม่ได้กินอาหารกลางวันก็ทำให้พวกนางแต่ละคนอ่อนระโหยโรยแรงแล้วเมื่อไม่ได้กินอาหารเย็นอีกก็ยิ่งทำให้พวกนางหิวโซ การทนหิวทั้งวันเช่นนี้ความลำบากย่อมไม่น้อยไปกว่าการลงโทษคุกเข่าเลยสักนิด
อู๋มามาไม่ค่อยเห็นเสิ่นเย่ว์เฉินเคร่งครัดจริงจังเช่นนี้ยังคิดไปว่านางมีโทสะแล้วจริงๆ ใจก็อยากพูดช่วยชุ่ยซินสักหลายประโยคแต่เห็นนางคลี่ยิ้มบางๆ เช่นนั้น ทั้งยังเรียกชุ่ยซินมานอนเฝ้าเหมือนเดิมท่าทางดูไม่ได้โกรธเคืองเลย
กลางดึกเสิ่นเย่ว์เฉินนั่งตากลมอยู่ตรงหน้าต่าง เวลานี้นางยังไม่รู้สึกง่วงหน้าต่างของห้องปีกตะวันตกเคยซ่อมแซมปรับเปลี่ยนมาก่อน ทำให้หน้าต่างมีขนาดใหญ่มากลมพัดผ่านสะดวก ไม่เหมือนตอนอยู่เรือนทักษิณที่หน้าต่างค่อนข้างเล็กพอติดมุ้งหน้าต่างก็ทำให้ห้องอบอ้าวไม่ระบายอากาศ
ชุ่ยซินนั่งปักผ้าอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ สลับกับเงยหน้ามองเสิ่นเย่ว์เฉินเป็ระยะพร้อมสำรวจสีหน้านางอย่างละเอียด
เสิ่นเย่ว์เฉินมองจันทร์ดับบนท้องฟ้า เหม่อลอยไปพักใหญ่ครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นเดินไปนั่งลงข้างเตียง มองชุ่ยซินที่กำลังปักผ้าพลางเอ่ยถามเสียงแ่“ตอนกลางวันหิวมากหรือไม่”
ชุ่ยซินได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองนาง กัดฟันเม้มปากแล้วสั่นศีรษะตอบไปอย่างสัตย์จริง “ที่จริงก็ไม่หิวเ้าค่ะ…่อาหารกลางวันอู๋มามาแอบเอาแป้งย่างมาให้บ่าวกินสองแผ่น…”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็คลี่ยิ้มบางเห็นนางใช้สายตาน่าสงสารมองตนก็ได้แต่บอกไปว่า“เื่ตอนกลางวันข้ารู้ว่าเ้าไม่ผิดแต่พูดไปแล้วก็เป็เพราะเ้าไม่ระวังตัวเองให้มากพอ ทำให้คนอื่นฉวยโอกาสเล่นงานได้ดังนั้นการรับโทษก็นับว่าสมควรแล้ว”
ชุ่ยซินผงกศีรษะ วางงานปักผ้าในมือลง หยัดกายลุกขึ้นเดินไปเบื้องหน้าเสิ่นเย่ว์เฉินแล้วคุกเข่าคารวะ“บ่าวโง่เขลา มักทำให้คุณหนูเป็ห่วง…”
เสิ่นเย่ว์เฉินเอ่ยเสียงเรียบ “เื่วันนี้เป็บทเรียนอย่างหนึ่งดังคำกล่าวที่ว่า ‘ไม่ควรมีใจคิดร้ายต่อผู้อื่น แต่จงพึงระวังผู้อื่นคิดร้ายเรา’ ”
ชุ่ยซินเม้มปาก นางไม่ค่อยเข้าใจนักจึงถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา“บ่าวไม่เข้าใจเ้าค่ะ…ทุกคนล้วนเป็บ่าวไพร่ของคุณหนูเหตุใดพวกนางต้องเพ่งเล็งบ่าวด้วยเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินลูบศีรษะชุ่ยซินเบาๆ พลางเอ่ย“เพราะเ้าเป็สาวใช้เก่าแก่ที่อยู่ข้างกายข้า พวกนางอยากปีนป่าย ย่อมต้องเหยียบย่ำเ้าขึ้นไป”
ชุ่ยซินอายุยังน้อย จิตใจบริสุทธิ์ไร้เดียงสา จึงฟังอย่างมึนๆ งงๆในใจกลับเข้าใจไปว่าคุณหนูกำลังตักเตือนตนจึงรีบพูดว่า“คำพูดของคุณหนูบ่าวจะจำใส่ใจ วันหน้าจะระวังให้มากๆจะไม่ยอมให้คนอื่นมารังแกตามใจ จะไม่ทำให้คุณหนูต้องขายหน้าอีก”
เสิ่นเย่ว์เฉินนอนลงบนเตียงทั้งๆ ที่ยังสวมชุดเดิม หลับตาลง มุมปากหยักยิ้ม“จำที่ข้าบอกไว้ก็ดี ส่วนขนมบนโต๊ะนั่น หากเ้าอยากกินก็กินเถิด”
เช้าวันต่อมา พวกชุนิที่ทนหิวหนึ่งวันหนึ่งคืนยังคงปรนนิบัติเสิ่นเย่ว์เฉินเหมือนเคยแต่ละคนทำงานโดยสังเกตสีหน้านางอย่างระมัดระวังไม่กระตือรือร้นแสดงผลงานเหมือนก่อนหน้านี้อีก
ชุนิอายุมากที่สุดในหมู่พวกนางสามคน ในใจย่อมคิดมากที่สุดเดิมทีนางนึกว่าคุณหนูใหญ่เป็คนดีที่ไม่รู้จักโมโหสิ่งใดคิดไม่ถึงว่านางจะมีด้านวาจาเฉียบคมไม่ไว้ไมตรีเช่นนี้ด้วย
อู๋มามาเป็ผู้เตรียมอาหารเช้าวันนี้ สีสันของอาหารงดงามและพิถีพิถันรสชาติอ่อน เสิ่นเย่ว์เฉินกินอย่างเอร็ดอร่อยส่วนพวกชุนิที่ยืนอยู่ข้างหลังล้วนมีท่าทางน้ำลายสอ
เมื่อกินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วเสิ่นเย่ว์เฉินก็ไปที่เรือนฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเพิ่งเดินเข้าไปก็ได้กลิ่นคาวของนม
ตอนนี้เสิ่นิฟางอยู่หน้าฮูหยินผู้เฒ่า และได้รับการปกป้องดูแลจากทุกคนประหนึ่งดาวล้อมเดือนทว่าเขากลับบิดตัวไปมา เบะปากเล็กๆ คร่ำครวญพลางใช้มือผลักช้อนที่หลี่หมัวมัวยื่นมาท่าทางเหมือนจะร้องไห้ออกมาอย่างไรอย่างนั้น
เสิ่นเย่ว์เฉินเดินเนิบนาบเข้าไป มองนมแพะในถ้วยหลี่หมัวมัว ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อยตนก็ไม่ชอบกลิ่นนี้เช่นกัน
เสิ่นิฟางมีนิสัยเลือกกินมาตลอดสาเหตุล้วนเป็เพราะเซียวซื่อเลี้ยงเขามาอย่างพิถีพิถันเกินไป
เสิ่นเย่ว์เฉินคารวะฮูหยินผู้เฒ่าจากนั้นก็มองเสิ่นิฟางที่กำลังเบะปากกล่าวยิ้มๆ ว่า “ฟางเกอเอ๋อร์เป็อะไรไป เบะปากแต่เช้าเชียวเอาขวดซีอิ๊วมาแขวนได้แล้วกระมัง”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินคำพูดหยอกล้อของนางก็อารมณ์ดี ปล่อยมือเล็กๆ ของเสิ่นิฟางแล้วพูดคล้ายทอดถอนใจ“เขากินอาหารเช้าไม่มาก ข้าจึงสั่งให้ห้องครัวอุ่นนมให้เขากินปรากฏว่าเขาบิดพลิ้วอีกแล้ว”
เสิ่นิฟางเห็นเสิ่นเย่ว์เฉินมาก็ยืดขาป้อมสั้นลงจากเตียงเดินตรงไปข้างหน้าเสิ่นเย่ว์เฉิน พูดด้วยสีหน้าอัดอั้นตันใจ “ฉางเจียอุ้มๆ”
เสิ่นเย่ว์เฉินร่างกายอ่อนแอ หากจะอุ้มเขาต้องใช้แรงมากจริงๆไม่ง่ายเลยกว่าจะอุ้มขึ้นมาได้ พออุ้มขึ้นก็ยังยืนไม่มั่นคงจนได้แต่นั่งลงที่ม้านั่งจากนั้นก็วางเขาลงบนตักตนเอง
เสิ่นิฟางซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดนางอย่างเหนียวแน่นราวกับลูกลิงดมกลิ่นไม้จันทน์บนร่างพี่สาวพร้อมจ้องมองนมแพะที่ยังอุ่นร้อนในมือหลี่หมัวมัวใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความไม่พอใจ
แม้ปกติเขาจะชอบเข้ามาทำตัวติดหนึบออดอ้อน แต่ก็รู้จักสังเกตสีหน้าคน หากมีฮูหยินผู้เฒ่าอยู่จึงจะกล้าเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจแต่หากมีเซียวซื่ออยู่ตรงหน้า เขาย่อมไม่กล้าทำเช่นนี้
เสิ่นิฟางเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำคู่นั้นจ้องมองเสิ่นเย่ว์เฉินคล้ายกำลังรอนางใจอ่อนจนต้องช่วยพูดให้ตน
ทว่าเสิ่นเย่ว์เฉินไม่หลงกลเขา นางหัวเราะ รับนมแพะในมือหลี่หมัวมัวมาถือไว้“ฟางเกอเอ๋อร์อย่าดื้อ เด็กที่ไม่เลือกกิน วันหน้าถึงจะตัวสูง”
เสิ่นิฟางยังคงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่ลดละ
เสิ่นเย่ว์เฉินกลอกตา ทันใดนั้นก็ตักนมขึ้นมาเป่าแล้วยื่นใส่ปากตนละเลียดชิมรสชาติ “อืม หอมหวานจริงๆ! ของอร่อยเช่นนี้ หากไม่ชิมสักหน่อยคงเสียดายแย่”กล่าวจบก็ตักขึ้นมาอีกช้อนหนึ่งแล้วลิ้มชิมไปอย่างเอร็ดอร่อย
แรกเริ่มเดิมทีเสิ่นิฟางยังไม่ขยับเขยื้อน แต่เมื่อเสิ่นเย่ว์เฉินดื่มเข้าไปเป็ช้อนที่สามเขาก็เริ่มนั่งไม่ติดที่มองนมแพะที่เหลือครึ่งถ้วยใหญ่ตาปริบๆทันใดนั้นก็พูดขึ้นเบาๆ “ให้ข้าชิมด้วย...”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็คลี่ยิ้มรีบตักขึ้นมาช้อนหนึ่งแล้วจ่อไปที่ปากเขา เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ฟางเกอเอ๋อร์ถ้ากินนมแพะถ้วยนี้หมด พี่สาวจะวาดปลาหลี่ตัวใหญ่ให้เ้าดีหรือไม่”
เสิ่นิฟางเงยหน้ามองนาง ผงกศีรษะอย่างยินดีแล้วดื่มนมแพะติดกันสามคำท่าทางพึงพอใจยิ่งนัก
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ มองพวกเขาสองคน แย้มยิ้มจนตาหยี “เป็เพราะเ้าที่มีวิธีดีๆไม่ทันไรก็จัดการเ้าเด็กน้อยน่าเป็ห่วงนี่ได้แล้ว”
เสิ่นเย่ว์เฉินยิ้มแย้มไม่เอ่ยคำใด เดิมทีนางชื่นชอบเด็กน้อยอยู่แล้วเพราะรู้สึกว่าตนจะผ่อนคลายที่สุดตอนอยู่กับพวกเขา
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมองใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆ ของเสิ่นเย่ว์เฉินพลางเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง
ไม่ทราบว่าเป็เพราะ่นี้ใกล้ชิดกันมากขึ้นหรือไม่ ทุกครั้งที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นเด็กคนนี้มักคิดว่านางรื่นหูรื่นตาขึ้นมากความรู้สึกก็เริ่มเปลี่ยนไป ทำให้ผู้อื่นรักใคร่ขึ้นมาแล้ว