บทที่215ตัวตนที่แท้จริงของสตรีไร้ใจ
น้ำตาที่เอ่อนองราวกับไม่มีวันเหือดแห้งนั้นยิ่งมายิ่งหยาดไหลชั่วชีวิตของหลงฮูหยิน สิ่งที่ทำให้นางเสียใจมาโดยตลอดจนแทบหาความสุขมิได้นั่นคือ การปล่อยให้บุตรีของนางอีกผู้ตกตายต่อหน้าหากไม่ติดว่ายังเหลือบุตรีอีกผู้ให้เลี้ยงดู นางคงกระโดดเหวลึกตกตายไปพร้อมกับบุตรีเมื่อครานั้นแล้วแต่ทว่าวันนี้เรื่องราวที่เกินกว่าคำว่าปาฏิหาริย์ได้เกิดขึ้น บุตรีที่นางคิดว่าตกตายไปแล้วกลับมาอยู่ตรงหน้าอย่างไม่นึกฝันนางมั่นใจอย่างแน่ชัดว่าดรุณีนางนี้คือทารกน้อยในวันนั้นไม่ผิดแน่ นางมีลูกแฝด ดรุณีตรงหน้าไม่มีที่ใดแตกต่างจากบุตรีนางที่เหลืออยู่แม้เพียงเสี้ยวจะมีแตกต่างก็แค่รอยแผลเป็นบนคิ้วซ้าย ทว่ารอยแผลเป็นนี้กลับเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันอย่างดีเป็นรอยแผลอันเนื่องมาจากถูกพิษของคนชั่วจากนิกายเทวะวจนะนั่น
หลงฮูหยินยังคงร่ำไห้ยินดีอย่างหาที่สุดมิได้นางมิอาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้ในตอนนี้ นางเพียงโผกอดร่างที่แข็งค้างตรงหน้าด้วยความรักนางเป็นแม่แต่ไม่เคยมีโอกาสได้มอบความรักแก่บุตรีผู้นี้เลย วันนี้เมื่อมีโอกาสฟ้าประทานนางจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ทิ้งไป
“เจ้าทำอะไรปล่อยข้าเดี๋ยวนี้"
แม้วาจาแสดงความแข็งกร้าวต่อต้านทว่าหัวใจที่เย็นชากลับคล้ายได้รับความอบอุ่นเข้าเติมเต็ม ไป๋เหิ่นซินนางไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้คือสิ่งใดน้ำตาที่มิเคยไหลมานานมากแล้วจู่ๆ ก็หยดไหล นางแสดงสีหน้าสงสัย พลางถามตัวเองในใจ
“เหตุใดข้าต้องหลั่งน้ำตา"
ความอบอุ่นที่ยากอธิบายนี้ส่งให้ไป๋เหิ่นซินนิ่งค้างอีกรอบแต่นี่มิใช่ผลกระทบจากสายฟ้าที่ผ่าฟาด เพราะผลกระทบนั่นนางสามารถสลัดหลุดไปแล้ว ไป๋เหิ่นซินในตอนนี้สามารถขยับร่างกายได้อีกครั้งสามารถที่จะทำร้ายสตรีตรงหน้าได้ แต่ความรู้สึกนางในตอนนี้เตือนตนมิให้ทำ
ครานั้นฟ้าขัดขวางนางครานี้หัวใจนางกำลังขัดขวางตนเอง
มือที่เงื้อขึ้นของไป๋เหิ่นซินนิ่งค้างกลางอากาศนางมองแผ่นหลังที่เริ่มแก่ชราของสตรีตรงหน้า มองผมดำที่เริ่มมีสีขาวดอกเลาแซมอยู่ มองอ้อมแขนที่รัดกอดตนแน่นพร้อมเสียงสะอื้นจนร่างนั้นสั่นเทิ้มภาพนี้ทำให้ไป๋เหิ่นซินอดสะท้อนใจขึ้นมาไม่ได้ มือที่เงื้อขึ้นคิดทำร้ายกลับกลายเป็นความต้องการที่จะสวมกอดสตรีกลางคนคืนกลับเพียงแต่ตอนนี้นางมิอาจทำได้ ภายในหัวกับภายในใจขัดแย้งกันเหลือเกิน นางกำลังสับสนจนยากจะอธิบาย
เนิ่นนานหลงฮูหยินจึงกล่าวเสียงสั่นเครือแผ่วเบา
“ลูกแม่ แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน…”
ได้ฟังคำของสตรีกลางคนเรียกหาไป๋เหิ่นซินก็ยิ่งวุ่นวายสับสน นางเป็นเด็กกำพร้า ถูกทิ้งให้มีชะตากรรมชีวิตที่โหดร้ายถูกพิษติดตัวมาแต่เด็ก แรกจำความได้ก็มีแต่พี่ฮุ่ยจวินและท่านลุง นางไม่เคยเข้าใกล้หรือเคยได้รับความรู้สึกที่เรียกว่ามารดาเลยจะมีใกล้เคียงที่สุดก็เป็นความรู้สึกที่ธรรมบาลมุทราอาจารย์นางมอบให้ เช่นนั้นเมื่อได้ฟังคำว่าแม่นางจึงผงะจากการสวมกอดของสตรีกลางคนนางนั้น
“เจ้า…ว่าอะไร”
เห็นแววตาที่สับสนของบุตรีหลงฮูหยินก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เพราะอยู่ๆ สตรีแปลกหน้าที่เคยเป็นศัตรูผู้หนึ่งมาแสดงตัวเป็นแม่ผู้ใดก็ยากทำใจเชื่อ หลงฮูหยินจึงไม่คะยั้นคะยอที่จะแสดงตนหรือหาเหตุผลมากล่าวอ้างว่าตนเป็นแม่ของนางสตรีกลางคนเพียงเช็ดคราบน้ำตา มองท้องฟ้าพลางเล่าเรื่องราวในอดีต
“เมื่อสามสิบปีก่อนข้าได้แต่งงานกับคุณชายปลายแถวแห่งตระกูลหลงซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ที่มีเกียรติประวัติอันยาวนานนับพันปี แต่เพราะสามีข้าไร้ความทะเยอทะยานชอบชีวิตอันสมรรถะ พวกเราจึงเลือกที่จะหนีจากความวุ่นวายในตระกูลใหญ่ มาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพียงสองสามีภรรยาที่เขาเถาหมิงซานนับหลายปีพวกเรามีความสุขกันมาก ทั้งยังมีบุตรีฝาแฝดสองผู้เป็นสักขีพยานรัก แต่ทั้งที่ปลีกหนีจากผู้คนและไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครแล้วแท้ๆนิกายเทวะวจนะที่โฉดชั่วก็ยังมาตามรังควานพวกเรา เพียงเพราะเหตุผลที่ว่าสามีและบุตรีทั้งสองของข้าสืบสายโลหิตแห่งตระกูลหลง…เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล พวกมันหมายเข่นฆ่าอย่างไร้ปราณี ข้าผิดอันใดสามีข้าผิดอันใด บุตรีแฝดที่พึ่งลืมตาดูโลกผิดอันใด เหตุใดพวกมันถึงไล่ล่าคิดสังหารล้างอย่างไร้มโนธรรมราวกับว่าในสายตาพวกมัน ชีวิตพวกเราเป็นดั่งมดปลวก"
หลงฮูหยินสูดลมหายใจเข้าลึกนึกถึงสามีที่ยอมสละชีวิตให้ตนและบุตรีหนีรอดก็มีน้ำตาหยาดไหล
“สามีข้าใช้ชีวิตตนเองเพื่อให้ข้าพาบุตรีทั้งสองหลบหนีแต่สุดท้ายก็มิวายถูกคนชั่วแห่งนิกายเทวะวจนะตามทัน มันนอกจากชั่วช้ายังมีใจที่โหดเหี้ยมอำมหิตขนาดใช้พิษกลืนชีพจรเล่นงานพวกเราสามมารดาบุตรทั้งที่ไร้ทางสู้…”
ได้ยินชื่อพิษร้ายพิษที่ถูกปกปิดจนไร้ชื่อในปฐพี พิษที่ไม่ควรมีใครรู้ แต่สตรีกลางคนตรงหน้ากลับเอ่ยออกมาได้อย่างไม่ผิดแผกไหล่ของไป๋เหิ่นซินจึงสะท้านขึ้น ด้านหลงฮูหยินยังกล่าวต่อ
“…ข้าถูกพิษกลืนชีพจรเล่นงานเจียนตายยังไม่เท่าไหร่แต่ที่เจ็บปวดเจียนขาดใจที่สุดเป็นเพราะพิษนั่นได้ถูกบุตรีคนโตของข้าด้วย ทั้งที่นางยังเป็นทารกแรกลืมตาดูโลกแต่นางกลับต้องมาแบกรับรอยบาดแผลที่คิ้วซ้าย ซ้ำบาดแผลนั่นยังมีพิษร้ายที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสข้าที่เป็นแม่จะทำใจได้อย่างไร และสิ่งที่ทำให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานอย่างเจ็บปวดมาโดยตลอดนั่นก็คือการมองเห็นทารกน้อยที่ไร้ซึ่งความผิดตกลงหุบเหวลึกต่อหน้าต่อตา!”
ได้ฟังมาถึงตอนนี้ในหัวของไป๋เหิ่นซินยิ่งลั่นอึงอน สมัยเด็กนางจดจำได้ พี่ฮุ่ยจวินมิได้ปกปิดเรื่องความเป็นมาเป็นไปของตัวตนนางชายหนุ่มเคยเล่าให้นางฟัง มันเก็บนางได้จากกองฟางใต้หุบเขา มันเล่าเหตุการณ์นั้นว่าหากพิจารณาดูจากร่องรอยของกองฟาง อาจเกิดจากคนใจร้ายโยนนางลงมาจากหน้าผา นอกจากจะทำให้นางถูกพิษอันแสนสาหัสยังทิ้งนางลงมาอย่างไม่ใยดี คราแรกที่นางได้ฟังฮุ่ยจวินเล่า นางยังคิดว่าเป็นเพราะนางมิได้เกิดจากความต้องการจึงถูกกำจัดเช่นนี้ทว่านับแต่ได้ฟังสตรีกลางคนบอกเรื่องราว นางก็เริ่มได้คิดว่าแท้จริงแล้วนางคิดผิดมาตั้งแต่ต้นนางมิใช่คนที่ไม่มีใครต้องการ เพียงแต่โชคชะตาผลักใสนางให้ต้องมีชะตากรรมเช่นนี้เท่านั้น
“ไม่จริง"
ไป๋เหิ่นซินกล่าวเสียงสั่นเครือด้วยความสับสนแลไม่อยากจะเชื่อเหตุใดเหตุการณ์ที่นางกำลังประสบดูจะประจวบเหมาะไปเสียทุกอย่าง สิ่งที่นางไม่คิดว่าจะพบพานจู่ๆ เหตุใดถึงมาปรากฏในลักษณะนี้ เหตุใดต้องเป็นสตรีนางนี้ สตรีคนที่ตนมีความคิดที่จะแก้แค้นเอาคืน
เห็นความสับสนบนนัยน์ตาของไป๋เหิ่นซินหลงฮูหยินก็ยิ่งมองนางด้วยความเป็นห่วง จะให้บุตรีผู้หนึ่งที่พลัดพรากเกือบยี่สิบปีเชื่อโดยพลันมิใช่เรื่องง่ายยิ่งเป็นคนที่เคยมีความบาดหมางกันด้วยแล้วยิ่งยากไปกันใหญ่ นางจึงไม่พยายามแสดงตนว่าเป็นมารดานางเพียงกล่าวต่อไปว่า
“ผ่านมาเกือบยี่สิบปีที่ข้าสูญเสียบุตรีคนโตและเฝ้าดูแลบุตรีคนเล็กเติบใหญ่ เวลามองบุตรีคนเล็กเมื่อใดข้าก็ต้องเห็นเงาร่างของบุตรีคนโตซ้อนทับเสมอความเจ็บปวดทรมานนี้ยากที่ข้าจะรับได้ ข้าไม่มีวันลืมเลือนบุตรีคนโตผู้โชคร้าย มิอาจทำใจยอมรับถึงการตายของนางได้ชื่อของนางข้ายังคอยเรียกหาอยู่ทุกคืนวัน...”
“…ผิงอิงคือตัวแทนแห่งความรักพวกเราสองสามีภรรยา ผิงนั้นมอบให้แก่บุตรีที่เป็นแฝดผู้น้องส่วนอิงมอบให้แก่บุตรีที่เป็นแฝดผู้พี่ วันแรกเกิดของเด็กทั้งสอง ผู้เป็นบิดาล้วนมอบป้ายสลักแบ่งครึ่งผิงกับอิงแก่ทารกทั้งสองคำว่า ผิง อยู่ที่บุตรีคนเล็ก จึงแทนชื่อนางว่า หลงผิง ส่วนป้ายสลักอีกชิ้นคำว่าอิงเป็นความหมายแห่งนาม หลงอิง ป้ายสลักนี้อยู่กับทารกผู้พี่…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ไป๋เหิ่นซินก็มิอาจหาความคิดใดมาหักล้างความเป็นจริงได้อีกป้ายสลักติดตัวมาแต่ทารก นี่คือสิ่งติดตัวของนางที่นอกจากฮุ่ยจวินแล้วก็ไม่เคยมีใครได้เห็นอีกทั้งข้อความสลักคำว่าอิงที่คล้ายถูกแบ่งครึ่งนั่นก็ด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทราบได้ทว่าสตรีกลางคนตรงหน้ากลับเอ่ยออกมาถูกต้องราวตาเห็น นี่จะไม่ชี้ชัดได้อย่างไร
จิตใจของไป๋เหิ่นซินเต้นระทึกความสับสนแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งค้างงงงัน จากสตรีที่ไร้ใจเย็นชา จากอัจฉริยะที่โดดเด่นด้านสติปัญญาไม่เป็นสองพอเจอเหตุการณ์ไม่นึกฝันเช่นนี้ก็ได้ทำให้นางกลับกลายเป็นคนโง่งมในบัดดล ไม่รู้แม้กระทั่งจะแสดงความรู้สึกเช่นไรไม่รู้ควรแสดงท่าทีอย่างไร และไม่รู้ว่าจะมองหน้าสตรีกลางคนผู้ซึ่งเป็นมารดาตนได้หรือไม่
ไป๋เหิ่นซินดวงตาสั่นพร่ามองมารดาด้วยความรู้สึกผิดมหันต์ ก่อนหน้านั้นนางคิดร้ายต่อมารดา ก่อนหน้านั้นนางเกือบพลั้งมือทำร้ายมารดานางเกือบจะทำให้ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมารดาเจ็บปวดแสนสาหัส ไป๋เหิ่นซินนึกถึงชะตากรรมอันโหดร้ายที่มารดาเคยได้รับได้เห็นความเจ็บปวดแสนสาหัสผ่านแววตาที่จริงใจคู่นั้น ได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับตนได้รู้แล้วว่าแท้จริงนั้นเพื่อปกป้องตน มารดาและบิดาต้องยอมแลกทุกสิ่งอย่างเพียงไหนแต่ขนาดนั้นแล้วตนยังเคยมีความคิดที่จะทำให้มารดาต้องเจ็บปวดทรมานอีก เช่นนี้ตนก็คงมิต่างจากคนชั่วช้าที่ไร้กมลสันดารแม้เพียงนิด!
“ไม่!”
ไป๋เหิ่นซินรู้สึกผิดไปถึงก้นบึ้งของจิตใจความรู้สึกผิดนี้เป็นความรู้สึกผิดที่นางมิอาจจะอภัยให้แก่ตนเอง การกระทำที่ผ่านมาหลายเรื่องย่อมเป็นผลกรรมที่ก่อแก่มารดาทั้งสิ้น นางมิอาจมองหน้ามารดาหรือแม้แต่มองตัวตนที่แท้จริงของตนเองได้
“ตัวข้าเองก็อำมหิตไร้จิตใจข้ามิต่างจากเทวะวจนะเหล่านั้น ข้าไม่สมควรจะเป็นบุตรีของใคร!”
หลงฮูหยินผายมือออกมาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่เจือไปด้วยน้ำตา
“ไม่จริงเจ้าคือลูกแม่ เจ้าคือบุตรีแห่งตระกูลหลง เจ้าคือกล่องดวงใจของพวกเรา มาเถอะ พวกเราจะอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง"
ไป๋เหิ่นซินน้ำตาหยาดไหลมิอาจควบคุมจิตใจถวิลหาอ้อมแขนนั้นอย่างไม่รู้ตัว แต่ความผิดที่หมายทำร้ายมารดายังฝังลึกอยู่ในใจหากมิใช่เกิดเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ หากฟ้าไม่ผ่ากลางธรณี นางคงได้ชื่อว่าเป็นหญิงโฉดชั่วทำร้ายมารดาไปแล้วไป๋เหิ่นซินจึงมิอาจทำใจเข้าหาอ้อมอกนั้น นางคุกเข่าโขกศีรษะหนึ่งคราพลางร่ำไห้ ก่อนที่นางจะตัดสินใจพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าโดยไม่หันหลังกลับไม่มีใครรู้ว่าไปเหิ่นซินจะไปที่ใด
“หลงอิง อย่าจากแม่ไปอีก"
หลงฮูหยินตะโกนร่ำร้องราวขาดใจตามหลังนางพยายามรั้งตัวไป๋เหิ่นซินไว้ แต่นั่นก็มิอาจกระทำได้แล้ว
แม้หลงฮูหยินจะมิอาจรั้งตัวไป๋เหิ่นซินได้แต่ลึกๆ ตอนนี้นางก็ยินดีอย่างสุดแสน เพราะบุตรีที่นางคิดว่าตกตายตั้งแต่ทารก แท้จริงนางยังไม่ตายนางยังเติบโตเติบใหญ่มาจนถึงตอนนี้ ทว่าน่าเสียดายที่นางถูกชุบเลี้ยงด้วยเหล่าคนชั่วร้ายมารในคราบเทพเหล่านั้นสร้างนางเป็นเครื่องสังหาร ทำให้บุตรีของตนกลับกลายเป็นคนเลือดเย็นไร้จิตใจเช่นนั้นหลงฮูหยินจึงยิ่งต้องการปลดปล่อยบุตรี จะต้องหาทางกำจัดนิกายเทวะวจนะออกไปจากปฐพีให้จงได้
ตอนนี้แม้มิอาจรั้งตัวไป๋เหิ่นซินแต่ด้วยตัวตนของบุตรีที่เป็นแสงสังหารแห่งวจนะ อย่างไรก็ไม่กล้ามีใครทำอะไรนางได้ แตกต่างจากหลงผิงแฝดผู้น้องที่ถูกจับตัวนางเป็นตายร้ายดีประการใดยังมิอาจทราบแน่ชัด เช่นนั้นหลงฮูหยินจึงต้องกัดฟันตัดสินใจที่จะไปร่วมกับอวิ๋นเซี่ยวซุนเพื่อช่วยบุตรีคนเล็กก่อน
“แล้วแม่จะรีบกลับมาตามหาเจ้ารอก่อนนะ อิงเอ๋อร์ลูกแม่”
คิดเช่นนี้หลงฮูหยินจึงมุ่งเป้าเดินทางไปหาอวิ๋นเซี่ยวซุนทันใดแม้ขนาดเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดนางก็ไม่หยุดชะงักหรือคิดพักผ่อนแม้เพียงกระผีก เมื่อรู้ว่าบุตรีคนโตยังมีชีวิตพลังงานบางอย่างที่ก่อรวมจากพลังใจยิ่งเอ่อล้น หลงฮูหยินกลับกลายเป็นผู้ที่มีชีวิตชีวาและมีความมุ่งมั่นขึ้นมาทันตาราวกับเป็นคนละคนกับหลงฮูหยินที่ผ่านมาเลยก็ปาน