นี่จะเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของมู่ไห่เฉิน ตอนนี้เขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะอยู่ที่เมืองอู่หลินไปก่อน อย่างน้อยก็หกเดือนตามที่มือปราบเถี่ยได้ทาบทามไว้ และแน่นอนว่าหกเดือนนี้เขาจะต้องขยับตัวเองไปอยู่ระดับขั้นก่อแก่นปรานให้จงได้
มู่ไห่เฉินขนสัมภาระที่มีอันน้อยนิดบอกลาเถ้าแก่ที่พักก่อนจะมุ่งตรงไปยังที่ศาลาว่าการ
เมื่อเขาไปถึงประตูหน้าก็ได้พบกับมือปราบสี่คนเฝ้ายามประตูอยู่ เขาแจ้งการเรื่องนัดหมายกับมือปราบเถี่ยไว้ให้มือปราบฟัง
มือปราบผู้หนึ่งหลังจากรับฟังเสร็จก็หายเข้าไปในศาลาว่าการ และไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับเชิญมู่ไห่เฉินให้ติดตามเข้าไป
มู่ไห่เฉินก้าวผ่านประตูศาลาว่าการเข้าไป ภายใน ภายในร่มรื่นผิดคาด ท่ามกลางเมืองที่แทบไร้พื้นที่ต้นไม้สีเขียว แต่ในเขตศาลาว่าการกลับมีต้นหลิวเรียงราย สระน้ำเล็กสะท้อนแสงแดดยามบ่าย ลมพัดเอื่อยพาเงาใบไม้ไหวระริก คล้ายเป็นอีกโลกหนึ่งที่ถูกแยกออกจากความวุ่นวายภายนอก
เขาเดินตามมือปราบผู้หนึ่งลัดเลาะไปตามทางหินที่ทอดผ่านสวน จนมาหยุดหน้าอาคารไม้สองชั้น ตัวอาคารเก่าแต่ดูมั่นคง มือปราบผู้นั้นผายมือเชิญ
“เชิญเข้าไปด้านใน”
กล่าวจบก็หมุนตัวจากไป ปล่อยให้มู่ไห่เฉินยืนอยู่เพียงลำพัง
เมื่อผลักประตูเข้าไป กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกลอยแตะจมูกทันที ภายในโถงยาวถูกขนาบด้วยชั้นเอกสารสูงท่วมหัว แฟ้มคดีและม้วนตำราวางเรียงแน่นจนแทบไม่มีช่องว่าง แสงจากหน้าต่างส่องเป็นลำ ตัดผ่านฝุ่นบางเบาที่ลอยอยู่ในอากาศ
ปลายโถง มีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ยาว มือปราบเถี่ยกำลังก้มอ่านตำราอย่างตั้งใจ แผ่นหลังตรง สีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาคมกริบไม่ต่างจากตอนชักดาบออกจากฝัก ความนิ่งของเขากลับกดบรรยากาศให้หนักแน่นโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา
มู่ไห่เฉินก้าวเข้าไป ค้อมกายคำนับอย่างสุภาพ
มือปราบเถี่ยเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นมู่ไห่เฉิน สีหน้าที่เคร่งขรึมคลายลงเล็กน้อย
“เจ้าตัดสินใจแล้วหรือ”
น้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความคาดหวังชัดเจน
“เจ้าจะรับตำแหน่งมือปราบ… ใช่หรือไม่”
มู่ไห่เฉินประสานมือคำนับ “ข้ายินดีรับตำแหน่งมือปราบ แต่ขอเวลาเพียงหกเดือน หากพบว่านี่มิใช่เส้นทางของข้า ข้าก็คิดจะลาไปโดยไม่ให้เป็นภาระผู้ใด”
มือปราบเถี่ยฟังแล้วหัวเราะเบา ๆ พลางพยักหน้า
“หกเดือนก็หกเดือน ขอเพียงเจ้าทำหน้าที่เต็มกำลัง ข้าก็พอใจแล้ว”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้กดดัน มีเพียงความยินดีที่อีกฝ่ายตอบรับ
ขณะนั้นเอง มือปราบหนุ่มห้าคนก้าวเข้ามาพร้อมกัน ก่อนค้อมกายคำนับอย่างพร้อมเพรียง
“คารวะหัวหน้ามือปราบ”
มือปราบเถี่ยเห็นดังนั้นก็ยิ้มกว้าง สีหน้าที่เคร่งขรึมเมื่อครู่ผ่อนคลายลงทันตา
“มาพร้อมกันพอดี”
แท้จริงแล้วทั้งห้าคนล้วนเป็นมือปราบใหม่ วันนี้เป็นวันแรกที่ต้องเข้าศึกษาตำรากฎหมายและระเบียบราชการ เพื่อให้เข้าใจกรอบของอำนาจและหน้าที่
มือปราบเถี่ยหันมาทางมู่ไห่เฉิน
“ส่วนเจ้า ไม่ต้องทดสอบอะไรอีก ข้ารู้ระดับฝีมือเจ้าอยู่แล้ว”
คำพูดนั้นทำให้มือปราบใหม่ทั้งห้าชำเลืองมองอย่างอดสงสัยไม่ได้
“เริ่มอ่านตำรากฎหมายตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้ค่อยมารับชุดและตราประจำตัว”
ตามระเบียบแล้ว การข้ามขั้นตอนทดสอบย่อมไม่อาจทำได้ง่าย ๆ ทว่าเมื่อหัวหน้าเหล่ามือปราบเป็นผู้รับรองด้วยตนเอง ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้ง
มู่ไห่เฉินรู้สึกว่าทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วเกินคาด คล้ายถูกผลักเข้าสู่กระแสน้ำเชี่ยวโดยไม่ทันตั้งตัว แต่ในเมื่อเลือกแล้ว ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป
เขาก็สูดลมหายใจลึก ก่อนหยิบตำราขึ้นมาเปิดอ่านร่วมกับมือปราบหน้าใหม่ทั้งห้า
ส่วนมือปราบเถี่ยหลังสั่งงานเสร็จก็มีทีท่าพอใจก่อนจะเดินจากไป
“เถี่ยเจิ้นไห่ ระยะเวลาดาวน์โหลดระดับปราณก่อแก่นปราณ ยี่สิบสองวัน ห้าชั่วโมง”
มู่ไห่เฉินจำแนกวิชาก่อนจะดูระยะเวลาดาวน์โหลดระดับลมปราณมือปราบเถี่ยอีกครั้ง แน่นอนว่าการมาที่นี่นั้น มือปราบเถี่ยก็คือเป้าหมายในการเพิ่มระดับปราณของตนเอง แต่ระยะเวลานานเช่นนี้ เขาจะทำเช่นไร ยามนี้ก็ยังนึกวิธีไม่ออก
การท่องจำกฎหมายนั้นก็ไม่ได้ง่ายนัก แต่ก็มีเรื่องที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น เรื่องในยุทธภพทางการจะไม่เกี่ยวข้อง แต่ก็ต้องห้ามเรื่องในยุทธภพนั้นมากระทบกับผู้บริสุทธิ์หรือชาวบ้าน
อีกอย่างก็กฎหมายเมืองอู่หลินมีพื้นที่ลานประลองยุทธ์สำหรับชาวยุทธ์ที่ตรอกยอดยุทธ์ แน่นอนว่านั้นเป็นสถานที่มู่ไห่เฉินก็เคยไปมาแล้ว
ลานประลองที่ตรอกยอดยุทธ์มีไว้ให้ผู้คนในยุทธภพมาประลองฝีมือกัน หรือหากมีเรื่องกันก็ต้องเป็นเวทีประลองยอดยุทธ์เท่านั้น หากเกิดการฆ่าฟันให้ประลองกันนอกสถานที่ภายในเมืองถือว่าผิดกฎหมายทันที
กฎหมายมีรายละเอียดปริย่อยอีกมากมาย แน่นอนว่ามู่ไห่เฉินและคนอื่น ๆ ก็ล้วนอ่านเพียงให้พอเข้าใจเท่านั้น ถ้าให้จำทั้งหมดนี่ก็คงเป็นไปไม่ได้
พอถึงเที่ยงมือปราบเถี่ยก็กลับมาอีกครั้ง เขาพาทุกคนออกจาศาลาว่าการก่อนจะมู่ตรงไปยังร้านบะหมี่เนื้อแห่งหนึ่ง
นี่ถือว่าเป็นการเลี้ยงต้อนรับมือปราบใหม่ทุกคน บรรยากาศแม้ดูสบาย ๆ แต่มือปราบหน้าใหม่หลายคนยังคงรู้สึกเกรงใจมือปราบเถี่ยอยู่บ้าง
สำหรับมู่ไห่เฉินแล้ว มือปราบเถี่ยแม้จะเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในเมือง มู่ไห่เฉินก็ไม่ได้รู้สึกหวาดเกรงแต่อย่างใด อาจจะด้วยเมื่อก่อนเขานั้นเคยนำเสนอผลงานต่อหน้าเหล่าผู้นำและซีอีโอบริษัทใหญ่ ๆ มานักต่อนักแล้ว
หลังจากมื้อเที่ยงทุกคนก็ต้องกลับไปท่องตำรากฎหมายต่อ สำหรับมู่ไห่เฉินแล้วนี่ก็นับว่าเป็นอะไรที่เพลิดอยู่ไม่น้อย เหมือนกลับไปทบทวนเรื่องการวางโครงสร้างโค้ดที่ซับซ้อน
ช่วงเย็นหัวหน้ามือปราบเถี่ยก็กลับมาหาทุกคน เขากล่าวชื่นชมในความพยายามของทุกคน น้ำเสียงคำพูดของเขานั้นต้องยอมรับว่ายามฟังแล้วรู้สึกฮึกเหิมมากเลยทีเดียว
ระหว่างที่ทุกคนกำลังเดินทางกลับมือปราบเถี่ยก็ได้รั้งมู่ไห่เฉินไว้ เขามอบชุดมือปราบและตราประจำตัวมือปราบให้ พรุ่งนี้ยามซื่อ (ประมาณเก้าโมงเช้าถึงสิบเอ็ดโมงเช้า) มือปราบใหม่ทุกคนจะต้องไปรายงานตัวรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการกับท่านเจ้าเมือง
มู่ไห่เฉินรับชุดและตรามาก่อนจะสำรวจตราประจำตำแหน่งที่มีชื่อของตนเองอยู่ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไม่ถึงวันตราประจำตัวของเขาก็พร้อมแล้ว ดูแล้วมือปราบเถี่ยคงจะรีบเร่งทำมาให้
มู่ไห่เฉินกล่าวขอบคุณและเดินจากอกมาจากที่ว่าการด้วยความรู้สึกหนักอึ้งอีกครั้ง เส้นทางครั้งนี้ดูเหมือนไม่ได้ราบรื่นเช่นนี้ไปตลอดเป็นแน่
พอมาถึงยามนี้พึงจะนึกได้ว่าตนนั้นยังไม่มีที่พัก ส่วนที่พักเดิมก็ครบกำหนดแล้ว อีกทั้งยังเป็นที่พักชั่วคราว หากเราจะอยู่ยาวถึงหกเดือนก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่หากจะหาที่พักใหม่ราคาถูกอันนี้ก็ยากเย็นไม่ใช่น้อย
คิดไปคิดมามู่ไห่เฉินก็อยากลองกลับไปเจรจากับเถ้าแก่อีกครั้ง เผื่อว่าจะสามารถอนุโลมให้เขาได้
มู่ไห่เฉินมุ่งสู่ตรอกแคบ ๆ เดิมอีกครั้ง ทันทีที่เปิดประตูออกเถ้าแก่ก็ทักขึ้นมาทันที
“เจ้าอ่านหนังสือไม่ออกหรือ ที่นี่คือที่พักชั่วคราว รองรับแค่นักเดินทางเพียงเท่านั้น”
นี่ไม่นับว่าเกินความคาดหมายของมู่ไห่เฉินนัก อย่างไรเสียก็อยากลองเจรจาดูสักครั้ง
“เถ้าแก่ข้าขออยู่สักหกเดือนได้หรือไม่ หกเดือนนั่นก็ยังนับว่าพักชั่วคราวอยู่นะ”
ทันทีที่เถ้าแก่ได้ยินก็ชายตามองด้วยแววตาเยือกเย็น นั้นทำให้มู่ไห่เฉินรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที ดูทรงแล้วคงจะต้องไปหาที่พักอื่น
“พักห้องเดิม ขึ้นค่าเช่าสิบอีแปะ รับได้ก็เชิญ รับไม่ได้ก็ใสหัวไป”
มู่ไห่เฉินได้ยินถึงกับประหลาดใจ เถ้าแก่ผู้นี่นอกจากประหลาดแล้วยังทำให้รู้สึกประหลาดใจได้มากถึงขนาดนี้ นับว่ามีความเหนือความคาดหมายทุกอย่าง
มู่ไห่เฉินรีบคว้าเงินจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าทันทีหนึ่งเดือน ก่อนจะมุ่งตรงไปยังที่พักเดิมของตนเอง
และเมื่อถึงห้องพักก็มีเรื่องให้ประหลาดใจอีก สภาพห้องนั้นเหมือนว่าตั้งแต่เช้าที่เขาจากไป สภาพเป็นอย่างไรก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น แปลว่าไม่มีผู้ใดเข้ามาแตะต้องข้าวของภายในห้องเลยแม้แต่น้อย ปกติแล้วเมื่อลูกค้าออกไปอย่างน้อยก็ต้องมีคนมาสำรวจห้อง ทำความสะอาด หรือแม้กระทั้งเปลี่ยนผ้าปูที่นอน นี่มันเหมือนกับว่าเถ้าแก่รู้อยู่แล้วว่ามู่ไห่เฉินจะกลับมา
มู่ไห่เฉินได้แต่คิด แต่เมื่อรู้สึกว่าคิดมากไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร เถ้าแก่ประหลาดผู้นี้ก็ปล่อยไปเถอะ แค่ต่างคนต่างอยู่ก็เพียงพอแล้ว