รุ่งสาง
หุบเขาอันเงียบสงบพลันคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ชายฉกรรจ์นับสิบกระชับอาวุธในมือแน่น เดินควานหาทั่วป่าทึบ
เหนือผาสูงชันที่ถูกแมกไม้บดบัง คือที่ตั้งของคฤหาสน์ตระกูลเยี่ยน
ชายหญิงคู่หนึ่งยืนคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้
ฝ่ายชายคือ เยี่ยนซู่ ผู้นำตระกูลเยี่ยน ใบหน้าทะมึนทึบแฝงแววเหนื่อยล้าคล้ายไม่ได้หลับนอนมาทั้งคืน
ส่วนฝ่ายหญิงเกล้าผมมวย สวมชุดยาวบางเบาและใช้ผ้าปิดบังใบหน้า แต่งกายทะมัดทะแมงคล้ายบุรุษ ทว่าทรวดทรงและน้ำเสียงกังวานใสกลับเปิดเผยเสน่ห์ของอิสตรีอย่างชัดเจน
"โลกโสมม โจรชั่วถึงได้เหิมเกริม!"
"อย่างที่แม่นางไป๋ว่า พวกมันทำลายสุสานบรรพชน สังหารลูกหลานข้าไปตั้งเท่าไหร่ กำเริบเสิบสานนัก!"
"ในเมื่อเป็เช่นนี้ จะปล่อยพวกมันหนีไปได้ยังไง?"
แม่นางไป๋ผู้นี้คือ ไป๋จื่อ
วันนี้นางมาเยือนตระกูลเยี่ยน อ้างว่าออกท่องยุทธภพและแวะมาเยี่ยมเยียนด้วยความเลื่อมใส
พอเยี่ยนซู่รู้ว่านางเป็ศิษย์เขาเสวียนฮวง ซึ่งนับเป็สหายร่วมมรรคาเดียวกับบรรพบุรุษ จึงต้อนรับขับสู้เป็อย่างดี
ประจวบเหมาะกับที่บ้านเพิ่งถูกปล้น เขาจึงพานางมาดูที่เกิดเหตุ หวังพึ่งพาบารมียอดฝีมือ
"เฮ้อ... เห็นมูลกับรอยเท้าม้านั่นไหม?" เยี่ยนซู่ถอนหายใจพลางชี้ไปที่พื้น "พวกมันเตรียมม้าฝีเท้าดีไว้ล่วงหน้า แล้วหนีลงใต้ไปจากตรงนี้ ข้าส่งคนควบม้าตามไปหลายสิบลี้ กลับเจอแค่ม้าตัวเดียว ส่วนโจรสองคนนั่นหายเข้ากลีบเมฆ"
ลานกว้างกลางป่ามีทั้งมูลม้า เศษหญ้า และรอยเท้าสะเปะสะปะ บนพื้นโคลนปนหิมะยังมีหยดเืทิ้งร่องรอยให้เห็นประปราย
ไป๋จื่อจ้องรอยเืบนพื้น พลางใช้ความคิด โจรที่หนีไปมีเด็กหนุ่มอยู่คนหนึ่ง เขาชื่ออะไร มาจากที่ไหน?
"ไอ้เด็กนั่นอายุน้อยก็จริง แต่ไม่ใช่คนดีแน่ พวกพ้องมันสารภาพว่าไม่มีใครรู้ชื่อแซ่หรือหัวนอนปลายเท้ามันเลย" เยี่ยนซู่เอ่ยด้วยความกังวล
"ส่วนอีกคนชื่อเฝิงเหลาชี เป็มหาโจรอาละวาดไปทั่ว ชอบสะสมของวิเศษ สุสานบรรพชนข้าเป็ความลับ แต่มันกลับบุกเข้ามาถูกทาง แถมยังขโมยผลโสมม่วงไป"
"ข้าเกรงว่าศัตรูเก่าของบรรพบุรุษจะชักใยอยู่เื้ั แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็ใคร แม่นางไป๋มาจากสำนักเซียน วิชาอาคมแกร่งกล้า หากช่วยชี้แนะได้ ตระกูลเยี่ยนจะซาบซึ้งเป็ล้นพ้น!" พูดจบ เขาก็ประสานมือโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
ไป๋จื่อพยักหน้ารับ พึมพำกับตัวเอง "ผลโสมม่วง... ข้าเคยได้ยินอยู่บ้าง ว่ากันว่าใช้หลอมปราณสร้างรากฐาน ขจัดปัดเป่าพิษร้ายได้..."
เยี่ยนซู่คิดว่านางรับปากช่วย จึงรีบเล่าความจริงโดยไม่ปิดบัง
"ข้าฟังจากผู้ใหญ่ ว่าผลโสมม่วงมาจากสำนักเซียนโพ้นทะเล บรรพบุรุษยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อให้ได้มา แต่ท่านไร้วาสนาบนเส้นทางเซียน จึงเก็บไว้ให้ลูกหลาน ทว่าคนตระกูลเยี่ยนกลับโง่เขลา ไม่มีใครบำเพ็ญเพียรได้สักคน!"
เขากางมือออกอย่างจนปัญญา ก่อนจะขบกรามแน่น "ใครจะคิดว่าผลไม้วิเศษในสุสานจะโดนโจรปล้นไป ข้ามันอกตัญญู ไม่มีหน้าไปพบิญญาบรรพบุรุษแล้ว!"
"บรรพบุรุษท่านเคยบำเพ็ญเพียรที่ใด?"
"เขาเป่ยฉี"
"อ้อ..."
เื่ราวของตระกูลเยี่ยน ไป๋จื่อพอได้ยินมาบ้าง แต่สิ่งที่นางสนใจในตอนนี้ คือโจรหนุ่มคนนั้นมากกว่า
"ผู้นำตระกูลเยี่ยน ข้าขอตัวก่อน!" ไป๋จื่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือบอกลาอย่างกะทันหัน
เยี่ยนซู่ชะงัก รีบเอ่ยท้วง "แม่นางไป๋ เื่ที่ข้าขอร้อง..."
"วางใจเถอะ พวกมันไม่กลับมาแล้วล่ะ"
ไป๋จื่อหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวมอง แต่ก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวก็เอ่ยถามขึ้น "ได้ยินว่าพวกโจรถูกล่ามโซ่ตรวนที่มือเท้าด้วยหรือ?"
เยี่ยนซู่ที่กำลังผิดหวังรีบตอบ "เป็โซ่เหล็กดำ แข็งแกร่งมาก แต่พวกมันร้ายนัก ดันหนีรอดไปได้ทั้งคู่"
ไป๋จื่อไม่พูดอะไรอีก ร่างบางพลิ้วไหวลับหายไป
ห่างจากคฤหาสน์ตระกูลเยี่ยนไปทางเหนือราวสองสามลี้ มีแอ่งหุบเขาแห่งหนึ่ง
แม้อยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์ แต่กลับเต็มไปด้วยดงหนามและกองหินระเกะระกะ กอปรกับอากาศหนาวเหน็บจนน้ำแข็งเกาะ จึงแทบไม่มีใครย่างกรายเข้ามา
ทว่าตอนนี้ ในดงหินซากปรักหักพังกลับมีคนสองคนซ่อนตัวอยู่
คนหนึ่งคือ เฝิงเหลาชี สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่นอาบชุ่มเื มือเท้าถูกล่ามด้วยโซ่เหล็ก ร่างหนาพิงโขดหินหมดสติไม่รู้เื่ราว
อีกคนคือ อวี๋เย่ สภาพสะบักสะบอมไม่ต่างกัน ต่างตรงที่เขายังลืมตา และกำลังจ้องมองเพื่อนร่วมชะตากรรมเงียบๆ
เมื่อนึกถึงเื่ราวที่เพิ่งเกิดขึ้น จิตใจเขายังคงสั่นสะท้าน สงบลงไม่ได้
เมื่อวานนี้ เฝิงเหลาชีถูกซ้อมปางตาย อวี๋เย่เห็นแล้วทนไม่ไหวจึงเข้าไปดูแล ใครจะคิดว่าจู่ๆ มันก็ลืมตาตื่นขึ้นมา คว้าคอเสื้อเขาแน่น แล้วกระซิบเสียงเหี้ยม
"ไอ้หนู ตามข้าแหกคุกออกไป"
ตอนนั้นอวี๋เย่ใจนพูดไม่ออก เพื่อลบความหวาดระแวง เฝิงเหลาชีจึงยอมเปิดปากเล่าต้นสายปลายเหตุ สถานการณ์เฉียดตาย และแผนการขั้นสุดท้ายอย่างหมดเปลือก
ปฏิบัติการนี้ เฝิงเหลาชีรับหน้าที่ดูลาดเลา ส่วนเจียงสยงหาคน ตอนนัดเจอกันดันบังเอิญเจออวี๋เย่ เห็นเป็เด็กเมื่อวานซืนจึงหลอกใช้และบีบบังคับให้เข้าร่วม
ตอนบุกเข้าคฤหาสน์ตระกูลเยี่ยนทุกอย่างราบรื่นดี แต่กลับพลาดท่าในสุสานจนถูกจับกุมทั้งห้าคน และโดนทรมานแสนสาหัส
เจียงสยงทนเจ็บไม่ไหวก็เริ่มบ่นด่าหาว่าเฝิงเหลาชีโดนหลอก แถมยังทวงส่วนแบ่งบ้าบอ เฝิงเหลาชีน้ำท่วมปาก ได้แต่เงียบไม่ตอบโต้
เฝิงเหลาชีรู้ดีว่า ตราบใดที่ไม่มีใครปริปาก พวกมันก็ยังพอรักษาชีวิตไว้ได้ชั่วคราว แต่หลังเจอทัณฑ์ทรมาน ในห้าคนมีแค่เขากับอวี๋เย่ที่ไม่ยอมร้องขอชีวิต จึงโดนหนักสุด
วันต่อมาพอถูกลากไปซ้อมเรียงตัว เจียงสยงกลับรอดตัว ส่วนหลูไคกับเฝิงเอ้อร์หายหัวไป เฝิงเหลาชีโดนซ้อมหนักปางตาย โชคดีที่ร่างกายมันถึกทน แถมยังแกล้งสลบ จึงรอดมาได้หวุดหวิด
หลังจากนั้นแทนที่จะถึงคิวอวี๋เย่ กลับกลายเป็เจียงสยงที่ถูกลากออกไปอีกรอบ เฝิงเหลาชีจึงมั่นใจว่า ลางสังหรณ์ร้ายของตัวเองกลายเป็ความจริงแล้ว
เจียงสยงคายความลับหมดแล้ว
พอเจียงสยงสารภาพ ตระกูลเยี่ยนก็รู้ไส้รู้พุงพวกเขาทุกคน หลูไคกับเฝิงเอ้อร์ที่ก่อคดีไว้เยอะเตรียมลงนรกได้เลย
อวี๋เย่ที่หัวนอนปลายเท้าไม่ชัดเจนอาจอยู่รอดไปได้อีกสองสามวัน แต่ตัวมันที่เป็หัวหน้าโจร แถมยังรับงานคนอื่นมา มีสมบัติที่ปล้นมาซ่อนไว้เพียบ ทั้งเจียงสยงและตระกูลเยี่ยนไม่มีทางปล่อยมันไว้แน่
มันจึงต้องวัดดวง แหกคุกหนีตาย แต่ลำพังคนเดียวคงไม่รอด เลยต้องดึงอวี๋เย่มาช่วย
ทุกอย่างเป็ไปตามคาด พอเค้นถาม เจียงสยงก็หลุดปากเผยพิรุธ เพราะมันไม่ควรจะรู้เื่ความเป็ตายของหลูไคกับเฝิงเอ้อร์
หลังเฝิงเหลาชีลงมือฆ่าเจียงสยงทิ้ง อวี๋เย่ก็ทำตามแผนทันที...
อวี๋เย่นึกถึงตรงนี้ก็ส่ายหัว
เป็โจรนี่ไม่ง่ายเลย นอกจากเอาหัวไปแขวนบนเส้นด้ายแล้ว ยังต้องระวังเพื่อนร่วมแก๊งแทงข้างหลังอีก
เฝิงเหลาชีคนนี้ ฆ่าคนตาไม่กะพริบ แต่ถึงจะเหี้ยมเกรียม ก็ไม่ใช่พวกไร้หัวใจซะทีเดียว
ระหว่างที่อวี๋เย่ทอดถอนใจ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็หวนกลับมาอีกครั้ง
เฝิงเหลาชีลากสังขารโชกเืเข้าปะทะกับศัตรูนับสิบ สู้ยิบตาจนหยดสุดท้าย แม้ในวินาทีเป็ตาย มันก็ยังบอกให้อวี๋เย่หนีไปก่อน
ตอนร่วงลงไปในป่าทึบ ทั้งคู่เจอม้าที่ซ่อนไว้ แต่ติดโซ่ตรวนที่ขาทำให้ขี่ไม่ได้ จึงตีม้าให้วิ่งหนีล่อเป้าไปอีกทาง ส่วนจะหนีไปทางไหนต่อ นั่นก็เป็อีกเื่
ตามที่เฝิงเหลาชีว่าไว้ ยิ่งที่ไหนอันตราย ที่นั่นยิ่งปลอดภัย
แถมอาการาเ็ของมันก็สาหัสขึ้นเรื่อยๆ คงทนได้อีกไม่นาน ต้องหาที่ซ่อนตัวก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่
ดังนั้น พอออกจากป่า พวกเขาจึงไม่ได้หนีไปไกล แต่เดินอ้อมย้อนทางเดิม อาศัยความมืดคลำทาง
จนรุ่งสางก็มาถึงที่นี่ แล้วรีบมุดเข้าดงหิน ทว่ายังไม่ทันได้พักหายใจ เฝิงเหลาชีก็ทรุดฮวบ สลบเหมือดไปแล้ว...
"เฮ้อ..." อวี๋เย่ถอนหายใจยาว มองเฝิงเหลาชีที่นอนไม่ได้สติในซอกหินแคบๆ ด้วยสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่นและโซ่ตรวนล่ามแขนขา
แม้ที่นี่จะพอซ่อนตัวได้ชั่วคราว แต่อากาศหนาวเหน็บ ข้าวปลาอาหารก็ไม่มี ถ้าหิมะตกลงมาอีกรอบ ชะตากรรมคงบัดซบกว่านี้แน่
รอฟ้ามืด ค่อยหาที่ซ่อนใหม่ดีไหม?
แต่เฝิงเหลาชียังไม่ฟื้น จะทิ้งมันไว้ที่นี่ก็ไม่ได้ ส่วนอาการาเ็ เมื่อคืนมันไม่ยอมให้ดู ไม่ยอมให้ถาม เกรงว่าคงสาหัสเอาการ...
"อึก..." เสียงครางด้วยความเ็ปดังขึ้น เฝิงเหลาชีค่อยๆ ลืมตา
อวี๋เย่รีบขยับเข้าไปหมายจะพยุง
แต่เฝิงเหลาชีส่ายหน้า พลางล้วงถุงหนังสัตว์ออกจากอกเสื้อ
การขยับตัวเพียงเล็กน้อยดึงพลังไปมหาศาล หน้าอกมันกระเพื่อม หอบหายใจรุนแรง เืสดๆ ซึมทะลักออกจากาแ่เอว
อวี๋เย่จำถุงหนังสัตว์ใบนี้ได้ เฝิงเหลาชีซ่อนม้าไว้ในป่า บนหลังม้ามีห่อสัมภาระ
ตอนนั้นมันล้วงถุงใบนี้ออกมา หยิบมีดสั้นแทงบั้นท้ายม้าจนเตลิดหนีไป แล้วยัดถุงเก็บไว้ในอกเสื้อ จนกระทั่งหยิบออกมาอีกครั้งตอนนี้
มือที่สั่นเทาของเฝิงเหลาชีควานหาน้ำเต้าสุราออกจากถุง เปิดจุกแล้วกรอกเข้าปาก
อึก! อึก!
สุรากระเด็นออกตามมุมปาก ไหลอาบเคราลงมาเปียกชุ่มหน้าอก เืที่ยังไม่แข็งตัวถูกชะจนแดงฉานไปทั่ว
ทันใดนั้นมันก็โยนน้ำเต้าทิ้ง พ่นลมหายใจกลิ่นสุราคลุ้ง ใบหน้าซีดเซียวพลันปรากฏรอยยิ้มบาง แววตาที่หม่นหมองกลับมามีประกายอีกครั้ง
ดูจากสภาพ หรือว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว?
อวี๋เย่คล้ายเห็นความหวัง จิตใจโล่งขึ้นเป็กอง เขาลุกขึ้นชะโงกหน้ามองรอบๆ อย่างระแวดระวัง เมื่อไม่เห็นสิ่งผิดปกติ จึงนั่งยองลงถาม "เป็ไงบ้าง?"
"ฮะ..." เฝิงเหลาชีหัวเราะเสียงแหบพร่า
แววตาเริ่มคมกริบ ล้ำลึก แฝงไว้ทั้งความโล่งใจ ลังเล สิ้นหวัง และเด็ดขาด ผสมปนเปจนยากคาดเดา มันหยุดพักหายใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงลึก "ข้ากับเอ็งก็ถือว่าร่วมเป็ร่วมตายกันมาแล้ว แต่ข้ายังไม่รู้ชื่อเอ็งเลย"
"ข้าชื่ออวี๋เย่ มาจากหมู่บ้านสกุลอวี๋ในหุบเขาซิงหยวน พ้นหน้าหนาวนี้ไป ข้าก็อายุสิบหกแล้ว" อวี๋เย่ตอบตามตรง ไม่คิดปิดบัง
เฝิงเหลาชีพาเขาแหกคุก ฝ่าวงล้อม และช่วยชีวิตเขาไว้
แต่ก็เป็คนคนนี้นี่แหละ ที่หลอกเขา บังคับให้ร่วมหัวจมท้าย จนต้องโดนทรมานเจียนตายในคุกใต้ดิน
ทว่าหากตัดความแค้นเคืองทิ้งไป ตอนนี้ทั้งสองคนก็เหมือนสหายร่วมสาบานที่ฝ่าฟันความตายมาด้วยกันจริงๆ
"หุบเขาซิงหยวนห่างจากนี่ตั้งหลายร้อยลี้ ทำไมเอ็งถึงรอนแรมมาไกลขนาดนี้?"
"ข้า..."
"ที่บ้านเกิดเื่ เลยต้องระเหเร่ร่อนสู้ชีวิตล่ะสิ?"
"อืม..."
"แค่กๆ... ช่างเถอะ!" เฝิงเหลาชีอาจอยากเปิดอกคุยกันดีๆ แต่ท่าทีอึกอักของอวี๋เย่ทำให้มันหมดความอดทน
มันกลั้นไอ พลางกัดฟันพูด "เอ็งจะเชื่อข้าไหมก็ช่าง แต่ฟังให้ดี ข้าเฝิงเหลาชีได้ชื่อว่าเป็มหาโจร แต่ก็ไม่ได้เลวระยำจนกู่ไม่กลับ ถ้าไม่จวนตัวจริงๆ ข้าไม่เคยฆ่าใครพร่ำเพรื่อ"
"ที่บุกบ้านตระกูลเยี่ยนหนนี้ ข้ารับงานคนอื่นมา เป้าหมายคือผลโสมม่วงในสุสาน แต่ข้าดันตาถั่วดูของวิเศษไม่ออก เอ็งเลยเก็บกินไปซะงั้น"
"แล้วการที่เอ็งกินผลไม้วิเศษไปแล้วยังรอดตายได้ แสดงว่าร่างกายเอ็งไม่ธรรมดา ข้าเคยรู้จักพวกนักพรตอยู่บ้าง เลยพอรู้เื่พวกนี้มาหน่อย..."
มันสูดหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดโพล่งขึ้นมา "บ้านข้าอยู่หมู่บ้านเป่ยมัง เมียกับลูกสาวข้ายังอยู่ที่นั่น เอ็งช่วยไปที่นั่นแทนข้า ฝากบอกข่าวพวกนางหน่อยได้ไหม?"
ฝากบอกข่าว?
อวี๋เย่ไม่รู้จะตอบยังไง และไม่รู้จะปฏิเสธยังไง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับคำ
แววตาร้อนรนของเฝิงเหลาชีอ่อนแสงลง มันชูถุงหนังสัตว์ขึ้นมา "เปิดดู..."
อวี๋เย่รับถุงมา ล้วงของข้างในออกมาสองสามอย่าง
ชิ้นแรกคือมีดสั้นที่ใช้แทงก้นม้า ยาวราวสามชุ่น ตัวมีดสีม่วงคล้ำ หนักอึ้ง ไม่มีด้ามจับ และยังไม่ได้เปิดคม
ชิ้นที่สองคือแผ่นหนังสัตว์ขนาดเท่าฝ่ามือ วาดลวดลายูเาแม่น้ำพร้อมสัญลักษณ์ตัวอักษร และยังมีเศษหินสีเหลืองอมขาวอีกสองสามก้อน
"กระบี่เล่มนี้ได้มาจากสุสานโบราณ ไม่ใช่ของธรรมดาแน่ ข้ายังหาคนซื้อไม่ได้ เลยพกติดตัวตลอดเวลา เพราะทำงานต้องเผื่อทางหนีทีไล่ ของชิ้นนี้เลยรอดมาได้"
ทางหนีทีไล่ที่มันพูดถึง คือม้าตัวนั้น หรือหมายถึงอย่างอื่น?
พรานป่าอย่างเขาคุ้นเคยกับของมีคมดี ไม่ว่าจะเป็กระบี่ยาว กระบี่สั้น ล้วนต้องมีด้ามจับ มีคมกระบี่ แม้แต่อาวุธอาคมของเฉินฉี่ก็ยังเป็แบบนั้น
แต่ไอ้มีดสั้นหน้าตาประหลาดนี่น่ะรึ เรียกว่ากระบี่?
ขณะที่อวี๋เย่กำลังสงสัย เฝิงเหลาชีก็พูดต่อ "กระบี่นี่ตัดเหล็กหั่นหินได้สบาย อาจช่วยตัดโซ่ตรวนที่มือเท้าเอ็งกับข้าได้..."
ตัดเหล็กหั่นหิน?
อวี๋เย่คว้ากระบี่จิ๋วมากรีดลงบนโซ่เหล็กที่เท้า
กริ๊ก!
รอยบากตื้นๆ ปรากฏขึ้นทันที พอลงน้ำหนักมือเพิ่ม รอยบากก็ลึกตาม เขาใจเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น รีบคว้าโซ่ที่ข้อเท้าเฝิงเหลาชีมาลองหั่นดู
ปลายโซ่ทั้งสองด้านมีกุญแจเหล็กคล้องอยู่ แค่ตัดข้อต่อวงใดวงหนึ่งออก มือเท้าก็เป็อิสระแล้ว
เสียงหอบของเฝิงเหลาชีหนักหน่วงขึ้น คำพูดกระท่อนกระแท่นรีบร้อน
"อย่าทำแผนที่เขาลู่ิหายล่ะ บนนั้นมีสัญลักษณ์ลับอยู่ ถ้าเอ็งเจอสมบัติที่ข้าซ่อนไว้ แบ่งให้เมียข้าสักส่วนสองส่วน ที่เหลือถือเป็ค่าเหนื่อย... ฝากบอกพวกนาง... แค่ก..."
อวี๋เย่ก้มหน้าก้มตาหั่นโซ่จนไม่มีเวลาตอบ จู่ๆ เขาก็ััได้ถึงความผิดปกติ จึงหยุดมือ
เฝิงเหลาชีไอโขลก เืสดๆ พุ่งทะลักออกจากปาก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง มันหอบหายใจรวยริน
"แฮ่ก... แฮ่ก... ฝากบอกแม่ของหว่านเอ๋อร์... หาผัวใหม่หาคนดีๆ ซะ..."
เมื่อพูดประโยคสุดท้ายจบ ราวกับได้ปลดเปลื้องภาระทุกอย่างในชีวิต รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้า มันพึมพำเสียงแ่ "ข้า... ง่วงแล้ว... ขอนอนหน่อย..."
สองตายังคงเบิกกว้าง ริมฝีปากยังคงเปื้อนยิ้ม ทว่าไร้ซึ่งลมหายใจ ราวกับว่ามันแค่หลับไปจริงๆ
อวี๋เย่นิ่งอึ้งไปเนิ่นนาน ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปเลิกเสื้อคลุมของอีกฝ่ายขึ้น
บริเวณหน้าอกและหน้าท้องของเฝิงเหลาชี มีรูโหว่ชุ่มเืเพิ่มขึ้นมาสองจุด
ลูกธนูสองดอกแทงทะลุจากหลังทะลวงออกหน้า เผยให้เห็นหัวลูกศรคมกริบโผล่พ้นเนื้อออกมา...