“ ผมเอง ” เสียงหนึ่งพูดขึ้นขณะเดินออกมาจากห้องครัว
ทุก ๆ สายตาจับจ้องมายังเสียงนั้น เชฟเจียงหนาน และเชฟลิ่วอูได้แต่งุนงง เด็กหนุ่มอายุประมาณ 20ปี เพิ่งจะกล่าวออกมาว่าตัวเองนั้นเป็นผู้ทำอาหารเหล่านี้
เชฟเจียงหนาน และเชฟลิ่วรู้สึกคาดไม่ถึงเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรสกลิ่นสีหรือแม้กระทั่งการจัดวางตำแหน่งของอาหารเรียกได้ว่าไร้ที่ติ พวกเขาทั้งสองต่างต้องการที่จะรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้
แต่ผิดกับลุงโจวซือเขารู้จักเด็กหนุ่มคนนี้เป็นอย่างดี แต่ถึงแม้จะกล่าวว่ารู้จักเป็นอย่างดีในตอนนี้เขาอาจจะรู้จักหยางหลิวแค่ผิวเผินเท่านั้น ลุงโจวไม่เคยคาดคิดเลยว่าหยางหลิวคืออัจฉริยะ
“ เป็น..เจ้า ? ” ลุงโจวพยายามกล่าวด้วยเสียงสงบ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าน้ำเสียงมีอาการสั่นเล็กน้อยแทรกออกมา
หยางหลิวยังไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่ม เพียงแต่เสียงหญิงสาวนางหนึ่งก็ได้กล่าวขึ้น“ ถูกต้องแล้วเถ้าแก่โจว เป็นเขาจริง ๆ หนูเห็นมากับตา และท่านเถ้าแก่โจวสามารถถามชิงฉือได้ ”
ทุก ๆ สายตาจับจ้องไปทางฉิงเยว่พร้อมกับชำเลืองไปทางชิงฉือ
“ เป็นเช่นนั้น ” ชิงฉือกล่าวเสริม
แต่ละคนต่างสูดลมหายใจลึก
นี่แสดงว่าเด็กหนุ่มอายุประมาณ 20ปี ยังสามารถทำอาหารออกมาได้ระดับนี้ ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าในอนาคต หรือแม้กระทั่งตอนนี้เขาต้องกลายเป็นบุคคลสำคัญในด้านวงการอาหารเป็นแน่แท้
เหล่าผู้มีประสบการณ์ทั้งสามต่างมองหน้ากันอย่างล้ำลึก เด็กหนุ่มผู้นี้จะต้องนำพาชื่อเสียงมาให้แก่ภัตตาคารโจวซือมาอย่างไม่ต้องสงสัย
“ อาหารของเธอนั้นยอดเยี่ยมที่สุดตั้งแต่ฉันเคยกินมา ” เชฟเจียงหนานเป็นบุคคลแรกในที่นี้ซึ่งได้ออกมากล่าวยกย่องหยางหลิวอย่างตรงไปตรงมา เขานั้นชื่นชมหยางหลิวอย่างสุดหัวใจ แม้ว่าหยางหลิวจะเด็กกว่าเขาเกือบครึ่งชีวิตเขาก็ตามแต่ เขาไม่ได้รู้สึกอับอายเลยแม้แต่น้อย
“ ถูกต้อง ถึงแม้ว่าจะเป็นอาหารของฉัน ก็คงจะเทียบไม่ติด ” เชฟลิ่วอูก็ออกมายอมรับเช่นกัน
ในที่แห่งนี้มีคนหนึ่งจ้องมองไปยังเชฟลิ่วอู และเชฟเจียงหนานด้วยสายตาภาคภูมิใจ เขาเลือกคนไว้ไม่ผิดจริง ๆ คนทั้งสองแม้ว่าจะมาอยู่ทำงานที่นี่สิบกว่าปี แต่ทั้งสองต่างเป็นคนที่ไม่ถือตัว และไม่มีความคิดที่จะอิจฉาเด็กที่หนุ่มกว่า ลุงโจวซือหันหน้ากลับไปมองยังหยางหลิวและพยายามจะพูดบางอย่าง
“ หยางหลิวเจ้านั้นยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก เมื่อก่อนหน้านี้ลุงเข้าใจหลานรักผิดไปไกลโขเลยทีเดียว ” ลุงโจวกล่าวด้วยท่าทางอาย ๆ เขาเกือบที่จะพลาดยอดฝีมือด้านการทำอาหารคนนี้ไปเสียแล้ว
“ นั้นไม่ใช่ความผิดของลุงโจวแม้แต่น้อย ” หยางหลิวกล่าวออกมา และยิ้มให้กับลุงโจวซือ
ในตอนนี้ทั้งลุงโจวซือ เชฟเจียงหนาน เชฟลิ่วอู และผู้จัดการหยานไห่ต่างรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากการมาในครั้งนี้ของหยางหลิวไม่เพียงจะแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น นี่อาจจะเป็นการเพิ่มพูนชื่อเสียงจนสามารถเข้าไปติดทำเนียบหนึ่งในร้อย ร้านอาหารชื่อดังซึ่งถูกจัดการประเมินโดยสมาคมได้
“ ช่างเป็นคนที่สุดยอดนัก ” เสียงหนึ่งดังขึ้น เถ้าแก่เซี่ยวได้พูดออกมา นี่ทำให้ทุกคนหันไปมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร“ เชฟหยางหลิวสนใจที่จะเข้าร่วมภัตตาคารเซี่ยวหรือไม่ ? ในส่วนของเรื่องเงินเดือนนั้นเชฟหยางหลิวไม่ต้องเกรงใจเพียงแค่เอ่ยออกมา ข้า เซี่ยวเฟิงยินดีที่จะจ่ายให้ทั้งหมด ”
ในตอนนี้เองลุงโจวได้จ้องมองไปยังเถ้าแก่เซี่ยวด้วยสายตาที่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เป็นที่แน่นอนว่าเถ้าแก่เซี่ยวคนนี้นอกจากจะจ้องที่จะทำลายภัตตาคารของเขาแล้ว ยังพยายามที่จะดึงตัวเชฟคนสำคัญของเขาไปอีก
“ ต้องขออภัยด้วย กระผมนั้นเพียงแค่เป็นหลานของลุงโจวซือไม่ได้มีฝีมือมากมายถึงขนาดนั้น ” ถึงแม้หยางหลิวที่เพิ่งจะเดินเข้ามาถึง ก็สามารถรับรู้ได้ว่าชายคนนี้กับลุงโจวซือไม่ได้เป็นมิตรกันอย่างแน่นอนที่สุด
ลุงโจวมองไปยังหยางหลิวด้วยสายตาอบอุ่น ไม่คาดคิดเลยว่าหยางหลิวจะไม่เห็นแก่เงิน อีกทั้งยังกล่าวปฏิเสธไปอย่างแนบเนียน
ส่วนทางด้านเถ้าแก่เซี่ยว หรือเซี่ยวเฟิงนั้นเข้าใจได้ทันทีว่าหยางหลิวไม่ต้องการที่จะทำงานให้กับเขา และเขายังรู้อีกว่าโจวซือกับหยางหลิวเป็นญาติกันด้วยเหตุนี้ทำให้เขาไม่สามารถที่จะดึงหยางหลิวเข้ามาได้เป็นแน่
“ ถ้าเช่นนั้นคงต้องขอตัว ” เซี่ยวเฟิงเดินจากไปด้วยความรู้สึกเสียดาย เขาได้พบเจอกับเพชรเม็ดงามที่มีมูลค่าสูงส่ง แต่เขาไม่แม้แต่จะได้มีโอกาสคว้ามันไว้
ลุงโจวซือหันมาทางหยางหลิว“ ฝีมือด้านการทำอาหารของหลานหยางหลิวนั้นสูงส่งนัก แม้แต่ลุงในตอนหนุ่มก็ยังไม่สามารถเทียบได้ ” ลุงโจวพูดกับหยางหลิวด้วยความรู้สึกอบอุ่น
“ ท่านลุงกล่าวเกินไปแล้ว หลานเพียงมีฝีมือนิดหน่อยเท่านั้นเอง ” หยางหลิวตอบด้วยความนอบน้อมถ่อมตน
แม้จะเป็นเพียงความถ่อมตน แต่เชฟทั้งสอง และลุงโจวต่างก็หัวใจกระตุกวูบ‘ มีฝีมือนิดหน่อย ? ’ ถ้าหยางหลิวกล่าวออกมาว่าเขามีฝีมือนิดหน่อย แล้วพวกเขาทั้งสามล่ะจะเรียกว่าอะไรได้
“ ลุงโจวผมมีเรื่องบางอย่างอยากจะขอคุยกับลุงโจวเป็นการส่วนตัว ” หยางหลิวพูดขึ้นมาในขณะที่คนอื่น ๆ ได้แต่จ้องมองหยางหลิว
“ ตกลง งั้นเดี๋ยวเราขึ้นไปคุยที่ชั้นบนกัน ” ลุงโจวตอบรับคำขอของหยางหลิว
ทั้งลุงทั้งหลานเดินขึ้นบันไดไปตาม ๆ กัน
หลังจากได้ยินแต่เสียงลมหายใจของกันและกันในที่สุดก็มีเสียงดังขึ้น“ ผู้จัดการหยานไห่ นั่นหรือคือหลานเถ้าแก่โจว ? ” เชฟลิ่วอูอดที่จะสงสัยไม่ได้ เขาได้ยินเถ้าแก่โจวบอกกับเขาว่าอาจจะนำหลานให้มาอยู่ที่นี่ และให้เชฟลิ่วอูสั่งสอนหยางหลิวแทน ซึ่งในความจริงแล้วควรจะเป็นหยางหลิวมาสอนเขาแทนมากกว่า
“ ใช่ แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ แม้แต่เถ้าแก่โจวก็คงเพิ่งทราบฝีมือที่แท้จริงของเขาเช่นกัน ”
“ อืม ไม่นึกเลยว่าทั้ง ๆ ที่อายุยังน้อยขนาดนี้จะมีความสามารถได้ราวกับเป็นปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพี ” เชฟเจียงหนานกล่าวเสริม
“ ถูกต้องเพียงครึ่ง แต่ว่าเขาไม่น่าเป็นปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพี ” “ ถ้าจะพูดให้ถูกความสามารถของเขานั้นแทบจะอยู่ในระดับปรมาจารย์อาหารแห่งแดนสวรรค์ ” เชฟลิ่วอูกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่นอย่างที่สุด
“ ปรมาจารย์แห่งแดนสวรรค์ !! ” เป็นผู้จัดการหยานไห่ที่อุทานออกมาถึงเขาไม่มีความสามารถที่จะรู้ถึงระดับของหยางหลิว แต่เขาก็คิดว่าคงอยู่เพียงระดับปรมาจารย์แห่งแดนปฐพีซ้ำอาจจะด้อยกว่า แต่ทว่าจากคำพูดของเชฟลิ่วอูนั้นราวกับฟ้าผ่าที่ฟาดลงมา
จะไม่ให้เขาตื่นตระหนกได้อย่างไร
ระดับของปรมาจารย์แห่งแดนสวรรค์นั้นถือว่าเป็นสุดยอดของสุดยอด ปกติแล้วการแข่งขันจากทางสมาคมจะจัดขึ้นปีละครั้งก็จริง แต่นอกจากงานนี้ยังมีงานหลักอีกงานหนึ่ง
นั่นก็คือการจัดแข่งขันของเหล่าบุคคลผู้ที่ได้ลำดับหนึ่งในแต่ละรุ่นของปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพี กลุ่มคนเหล่านี้จะถูกเรียกว่าปรมาจารย์อาหารแห่งแดนสวรรค์และจะมีการแข่งขันขึ้นทุก 5ปี บุคคลคนใหญ่คนโตของประเทศ หรือแม้แต่บุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกต่างต้องการเข้าร่วมชมรายการนี้ และแม้แต่เถ้าแก่โจวซือยังไม่สามารถที่จะถูกเรียกว่าปรมาจารย์อาหารแห่งแดนสวรรค์ได้