่เวลาที่ผ่านพ้นไปจากนาทีกลายเป็ชั่วโมงจากชั่วโมงกลายเป็วัน และจากวันก็ผ่านล่วงเข้ามาแล้วหนึ่งสัปดาห์หนึ่งสัปดาห์นับั้แ่เปิดเทอมที่แซมได้ใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนนวอร์พิกซิสแห่งนี้เป็หนึ่งสัปดาห์ที่ได้ปรับตัว รับรู้เื่ราวแต่ก็ยังมีหลายอย่างที่ยังไม่เข้าใจ หรือจะเรียกให้ถูก ทำใจให้ยอมรับได้ยาก
เช้าตื่นลืมตามาให้พร้อมกับการเรียนตามตารางบางวันใน่บ่ายต้องไปตามวิชาเสรีที่เลือกเอาไว้ แซมไปที่เรือนกระจกส่วนจีเซลแยกไปที่ห้องเวทมนตร์หรือบางครั้งก็หายไปในห้องสมุด คงจะไปในบางที่ที่แซมหมดความสามารถที่จะตามเข้าไปแม้ในบางครั้งเธอจะพยายามพังกำแพงห้องสมุดเพื่อจะหาทางเข้าไปก็ตามก็พอจะเข้าใจอยู่ว่าปราสาทแบบนี้มักจะมีทางลับประตูกล แต่ก็ไม่คิดว่าจะพังกำแพงเข้าไปไม่ได้และบ่อยครั้งที่แซมเดินผ่านห้องน้ำบนปราสาทก็จะมักเจอฮิโรกิเดินออกมาจากห้องน้ำชายนั่นไม่ใช่เื่แปลกที่เขาจะออกมาจากห้องน้ำชายแต่ที่สะดุดใจคงจะเป็สภาพที่เปียกโชกไปทั้งตัว เขามักจะสะดุ้งในตอนที่สบตากับเธอแล้วก็รีบปลีกตัวออกไปแน่นอนว่าคนที่ออกมาหลังจากเขาก็เป็โชตะและผองเพื่อนอยู่เสมอสุดท้ายแซมก็มักจะทำเป็มองไม่เห็นเื่ราวที่เกิดขึ้น เหมือนกับที่ฮิโรกิมักจะทำเป็มองไม่เห็นเธอ
“ถ้ายังไม่เลิกพังกำแพงห้องสมุดอีกนะฉันจะฟ้องฟินน์แน่” จีเซลเดินไปบ่นไปในระหว่างที่เธอและแซมกำลังเดินออกมาจากปราสาทใน่บ่ายที่เป็เวลาว่างของทั้งสอง
“อะ ๆ รอบต่อไปเป็ครั้งสุดท้ายแล้วก็ได้”
อากาศดี ลมพัดเย็นสบาย พื้นหญ้าที่ถูกตัดใหม่ส่งกลิ่นดินลอยมาให้คนเดินผ่านไปมารู้สึกสดชื่นถึงชีวิตชีวารู้สึกสดชื่นจนแซมอดที่จะกวนบาทาฝ่าาคนสนิทไม่ได้
“ไม่มีรอบต่อไป! นี่สุดท้ายแล้ว!” จีเซลหยุดฝีเท้าลง กระแทกเสียงต่ำให้รู้ว่าเธอเอาจริงแน่ถ้าแซมยังไม่หยุดก่อกวน“ทำลายสถานที่สำคัญของโรงเรียนเลยนะแซม! ไม่ใช่เื่เล่นสักหน่อย”
“ไม่ทำแล้วก็ได้ แค่อยากรู้ทางเข้าเฉย ๆ อย่าขึ้นเสียงสิทำแล้วไม่เหมาะกับแกหรอก” แซมหยุดเดินตามทำท่ายกมือสองข้างขึ้นยอมแพ้ “เธอควรภูมิใจนะที่องครักษ์ถึงขั้นจะพังกำแพงเข้าไปช่วยน่ะ”
“ไปเรียนไม่ได้โดนลักพาตัว!”
แซมเย้าหยอกกวนบาทาจีเซลไปต่อตามทางเดินจนเมื่อพวกเธอเดินผ่านพุ่มดอกลาเวนเดอร์ก็ต้องเจออะไรที่มากกว่าดอกไม้สีม่วงเพราะมีใครบางคนกำลังทำท่าก้ม ๆ เงย ๆ เหมือนกับกำลังหาของอยู่และใครบางคนที่ว่านั้นก็ช่างคุ้นตาเสียจริง แซมชะลอฝีเท้าลงอย่างไม่ตั้งใจเมื่อรู้ว่าเป็ฮิโรกิ
คงจะโดนแกล้งอีกละสินะ
ราวกับรู้ตัวว่ากำลังโดนจ้องมองอยู่ฮิโรกิหันหลังมา สองสายตาสบประสานกัน ั์ตาสีฟ้าใสกับั์ตาสีน้ำตาลเป็ฝ่ายฮิโรกิที่เลื่อนสายตาออกไปมองที่ไฝใต้ตาขวาของแซมแทน
“เอ่อ…อืม….” แซมจึงรู้ตัว แต่ก็ราวกับว่าน้ำลายจากไหนไม่ทราบได้กำลังท่วมปากถึงได้พูดอะไรไม่ออกทั้งที่เมื่อกี้กำลังจ้อจนไม่มีช่องไฟ
ฮิโรกิเบือนออกลงมาสนใจพื้นที่ปกคลุมด้วยดอกลาเวนเดอร์ต่อถือเป็โชคดีของแซม เพราะเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำตัวอย่างไรได้แต่จูงแขนจีเซลให้รีบเดินออกมา
“แซม ขอถามหน่อยสิ” ในขณะที่ทั้งสองเดินย่ำเท้าบนพื้นหญ้านุ่มนิ่มมุ่งหมายตรงกลับไปยังหอพักจีเซลถูมือไปมาอย่างไม่สบายใจในตอนที่ตัดสินใจถาม “คิดยังไงกับเื่นี้จะหลับหูหลับตาไปได้จริง ๆ หรอ”
แซมหยุดฝีเท้าในตอนที่ทั้งสองเข้ามาอยู่ใต้เงาเชิงชายหลังคากระเบื้องของอาคารหอพักใบหน้าเรียวสวยได้รูปของจีเซลถูกทาบทับด้วยเงาของหลังคาพอดี ผมสีบลอนด์ทองทอประกายต้องแสงตะวันผิดกับอีกฝั่งที่แลดูเป็สีซีดภายใต้เงาหลังคา ดวงตาสีฟ้าใสที่ฉายแววสับสนภายในใจไม่ต่างกับดวงตาสีฟ้าที่เธอจ้องมองคาดหวังเอาคำตอบอยู่แซมหลุบตาลงต่ำอย่างตั้งใจหลีกเลี่ยงคำตอบของคำถามที่ทำให้ว้าวุ่นในใจ
“จะทำไงได้ละ มันไม่ใช่เื่ของเรา ฉันไม่คิดจะหาเื่เข้าตัวหรอกกฎข้อนึงที่ฟินน์เคยบอกคือ อย่าเอาตัวเองไปยุ่งกับเื่คนอื่น” แม้คำพูดจะดูเฉยชาไม่ยินดียินร้าย แต่แซมกลับพูดออกมาด้วยท่าทีหนักใจอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วโชตะมันเป็ลูกใคร แกก็รู้ ถ้าฉันไปยุ่ง กลัวมันจะกระทบแก”
“แล้วจะดีจริงหรอ ปล่อยผ่านไปแบบนี้”
น้ำเสียงอ้อยอิ่งของจีเซลดังสะท้านอยู่ในใจแซม
จะดีจริงหรอปล่อยผ่านไปแบบนี้ นี่มันว้าวุ่นใจ ว้าวุ่นใจสุด ๆ
คำพูดของจีเซลยังดังอยู่ในใจของแซมมันทำให้เธอว้าวุ่นจนอยู่ในห้องตัวเองไม่ได้ เลยต้องมานั่งเท้าคางบนโซฟาข้างหน้าต่างในห้องนั่งเล่นรวมแบบนี้
สายตาเหม่อลอยไปทั่วห้องอย่างไม่ปักความตั้งใจไปที่มุมใดมุมหนึ่งท่ามกลางเพื่อนๆ คนอื่นที่จับกลุ่มกันพูดคุยกันหน้าเตาผิง แต่แล้วสายตาก็มองเห็นผมสีแดงคนคุ้นตาที่ยืนพิงขอบชั้นหนังสือในมุมเงียบอยู่คนเดียวราฟาเอลกำลังยืนอ่านกระดาษอะไรบางอย่างในมือ คงจะเป็ข้อความหรือสารจากบางคนที่น่าหนักใจพอตัวเขาขมวดคิ้วจนแทบจะชิดกัน ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน ใบหน้าแสดงความเป็กังวลออกมาอย่างชัดเจนจนแซมรู้สึกอดสงสัยไม่ได้
ราฟาเอลรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องเขาอยู่แล้วสบประสานเข้ากับสายตาของแซมที่มองมาอยู่พอดีราฟาเอลยัดกระดาษเข้าในกระเป๋ากางเกงอย่างลวก ๆ เขายักคิ้วใส่แซมไปทีเพราะทั้งคู่อยู่กันคนละมุมห้อง การคุยด้วยเสียงทำไม่ได้ง่ายและยิ่งในห้องที่เพื่อนคนอื่นกำลังพูดคุยกันออกรสออกชาติอีกด้วย ราฟาเอลทำปากขมุบขมิบไม่ออกเสียงแซมจ้องที่ปากอ่านได้ว่า มองทำไม
แซมกลอกตาไปมาเบะปากแล้วหันกลับไปที่หน้าต่างเป็คำตอบอีกอย่างที่รู้ได้จากเปิดเทอมมาหนึ่งสัปดาห์ คือไอ้หมอนี่ก็ยังเป็คนที่ไม่น่าคบด้วยเหมือนเดิม แม้จะพูดคุยกันตลอดแต่นั่นก็แค่ตอนอยากต่อปากต่อคำกับใครสักคนเท่านั้น ส่วนบทสนทนาดี ๆ มีสาระจรรโลงใจยังหาได้ยากจากราฟาเอลแซมได้แต่ถอนหายใจออกมา สายตาเบนออกมองไปที่พื้นหญ้าสีเขียวขจีแซมไปด้วยพุ่มดอกลาเวนเดอร์สีม่วงข้างล่างฮิโรกิยังคงอยู่ที่เดิมตรงนั้น แต่เหมือนจะหยุดหาของแล้วผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับเพื่อนผู้ชายตัวโตที่ตามกันมาติด ๆ เป็ยัยนาโอมิกับเพื่อนสักคนทั้งสามคนพูดคุยอะไรกันสักอย่างก่อนจะเดินออกไปด้วยกัน
แซมถอนหายใจออกมาแรงกว่าเดิมอีก“นั่นสินะ จะปล่อยไปแบบนี้ได้จริงหรอ”
“พูดกับใครงั้นหรอ”
“เฮ้ย!”
แซมสะดุ้งเฮือกจนหัวโขกกับกระจกหน้าต่างจนเสียงดังไปทั่วห้องเรียกความสนใจชั่วคราวจากเพื่อนทั้งห้องให้หันมาครู่หนึ่งและเบาเสียงลงเมื่อรับรู้แล้วว่าตอนนี้มีอาจารย์แดเนียลอยู่ในห้องถึงแม้ว่าไม่พากันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาเข้ามาตอนไหนแต่ยังดีที่ทั้งกระจกและหัวไม่ได้มีส่วนไหนแตก
“อาจารย์!?”
สาวน้อยหัวดำที่ลูบคลำหัวป้อย ๆ เอ่ยทักอาจารย์ที่ปรึกษาต้นเสียงที่ทำให้เธอใจนเอาหัวโขกหน้าต่าง
“อ้าว แล้วนี่คุยกับใครละเห็นพึมพำอยู่ คิดจะปล่อยอะไรไปหรอ” อาจารย์แดเนียลลากเก้าอี้ที่ว่างอยู่เข้ามานั่งเขามองตามสายตาของแซมที่มองไปข้างนอกหน้าต่าง
แซมเป่าลมออกมาเมื่อรู้แล้วว่าความส่วนตัวที่ข้างหน้าต่างตรงนี้มีคนมาบุกรุกแล้วแซมชั่งใจอยู่สักพักว่าจะพูดคุยกับอาจารย์แดเนียลอย่างตรงไปตรงมาหรือจะหลีกเลี่ยงคำถามของเขาดีเื่อะไรกันที่เธอจะเล่าสิ่งที่เจอให้เขาฟังอย่างไรเสียเขาก็เป็อาจารย์อยู่ที่นี่ดังนั้นเขาย่อมต้องเคยเจอเื่นี้มาอยู่แล้ว แต่ถ้ามันยังเกิดขึ้นอยู่แบบนี้ก็แน่ชัดแล้วว่าไม่มีใครจัดการอะไรได้ แม้แต่เขาเองก็ตาม
แต่ลองดูหน่อยก็ไม่เสียหาย
“ถ้าเกิดว่ามีคนทำเื่โง่ ๆ ต่อหน้าเรา หนูควรจะทำตัวยังไงดีละคะอาจารย์”
“ที่ถามมานี่ ไม่ใช่ว่าตัดสินใจทำลงไปแล้วหรือไง”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นละคะ” แซมหันขวับมามองคนอายุมากกว่าข้างตัวเขาพูดโดยที่สายตายังมองออกไปที่นอกปราสาท เบื้องล่างมีนักเรียนหนุ่มสาวหลายคนกำลังเดินไปมา
“เธอดูหนักใจมากกว่าคนที่ยังตัดสินใจเลือกไม่ได้เธอดูเหมือนคนที่หนักใจหลังจากเลือกทำไปแล้วมากกว่าน่ะสิ” เขาหันกลับมาสบตาลูกศิษย์ในประโยคสุดท้ายั์สีเทาอมฟ้านั่นดูผ่านโลกมามากในยามที่แซมจ้องมองและยังแฝงความเอ็นดูออกมาถึงเธอให้ความรู้สึกเดียวกันเมื่อเธอมองตาสีดำสนิทของผู้เป็พ่อ ที่เธอยังเฝ้าคิดถึง
“เฮ้อ นี่หนู….ดูออกง่ายขนาดนั้นเลยหรอคะ” แซมยิ้มออกมาในที่สุด แม้จะเป็ยิ้มที่ดูเหนื่อยล้าจากภาระความหนักใจก็ตาม
“คงจะเพราะประสบการณ์เป็ครูของผมมากกว่าที่ทำให้เห็นอะไรหลายอย่างได้ลึกกว่าที่แสดงออกมา”แดเนียลขยับตัวเอาหลังพิงพนักพิงเก้าอี้ในท่าทีที่สบายใจเมื่อเห็นว่าแซมเริ่มมีสีหน้าที่ดีขึ้น…เล็กน้อย “ว่าแต่เื่โง่ ๆ ที่ว่านั่นคืออะไรกัน”
แซมเบนสายตาออกไปด้านนอก รอยยิ้มจางหายไปจ้องมองไปยังพุ่มดอกลาเวนเดอร์หวนให้นึกภาพใครบางคนเมื่อ่บ่ายอีกครั้งภายในลำคอรู้สึกตีบตันราวกับมีก้อนอะไรจุกอยู่
“มันก็เื่ไม่มีอะไรมากหนักหรอกค่ะ…หมายถึงที่คนอื่นคิดน่ะนะแต่ตัวหนูกลับรู้สึกว่าเื่นี้มันไม่ถูกใจเอาเสียเลย” เพราะเธอเลือกที่จะเมินเฉยไปแล้วถึงได้มานั่งหนักใจคิดไม่ตกอยู่ตรงนี้ แซมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ติดขัดหายใจหนักและถี่ “แล้วที่เป็อยู่ตอนนี้มัน…มันก็ผิดไปหมด”
“แซม…คนที่ทำผิดมันมีสองแบบ อย่างแรกคือลงมือทำเองกับคนที่เห็นแล้วยังทำเมินเฉย”
แดเนียลเว้นวรรคดูท่าทีของแซมที่ดูเหมือนจะเลิกจ้องออกไปนอกหน้าต่างแล้ว
“แล้วเธอละเลือกที่จะทำแบบไหนกัน” แดเนียลลุกยืนขึ้นแซมเงยหน้ามองตามด้วยแววตาที่คิดไม่ตกก่อนจะเริ่มคลายกังวลออกเมื่อเขายิ้มอ่อนให้แซมคลี่ยิ้มออกมา
“ขอบคุณนะคะ”
“มันเป็หน้าที่ของผมอยู่แล้ว อย่าเลือกทำอะไรที่ตัวเองจะเสียใจในภายหลังก็แล้วกัน”
แดเนียลโบกมือลาให้ลูกศิษย์ แต่ยังห่างออกไปไม่ถึงสองก้าวก็หยุดเพราะคำถามปิดท้ายของแซม
“ว่าแต่ว่าอาจารย์เข้ามาั้แ่ตอนไหนหรอคะ”
ไม่เห็นจะจับการเคลื่อนไหวได้เลย แม้แต่นิดเดียว
แดเนียลหันมาไม่ตอบเพียงแค่ยิ้มแล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปทิ้งให้สาวน้อยได้ต้องสงสัยว่าตัวเองอ่อนหัดจริงหรือเขาเก่งกาจจนเธอไม่สามารถรับรู้การมาถึงของเขาได้เลยกันแน่
ในดึกคืนนั้นแซมต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาในสภาพเหงื่อท่วมตัวลมหายใจแรง หัวใจเต้นถี่จนกลัวจะหลุดออกมา แซมค่อย ๆ หายใจเข้าออกเป็จังหวะ เสยผมที่ปรกหน้าออกตบหน้าตัวเองเบา ๆ ่นี้เธอฝันอะไรแปลก ๆ ที่ซ้ำวนไปมาหลายคืนเธอวิ่งในสถานที่ไม่คุ้นเคย ป่า ซากปรักหักพังของอาคารสักแห่ง หรือแม้แตู่เาสายลมหวนอันเป็ที่ตั้งถิ่นฐานของเอลฟ์สายลมแต่ที่ประหลาดคือ เธอรู้สึกไม่คุ้นเคยกับมุมมองที่เธอมองเห็นภาพเ่าั้ในความฝันราวกับว่าตัวเธอเตี้ยลง ว่องไวขึ้น ปราดเปรียว หูตาไวเหมือนตัวเธอเองกลายเป็สัตว์ป่า แซมส่ายหน้าไปมาไล่ความคิดนี้ให้พ้นออกจากสมองเธอปีนบันไดลงจากเตียง คว้าเหยือกน้ำรินน้ำใส่แก้วน้ำบนโต๊ะหวังว่าน้ำนี้จะช่วยชโลมจิตใจที่ฟุ้งซ่านให้กลับมาสงบเหมือนกับต้นไม้ที่ยืนต้นไม่ไหวติงยามลมพัดผ่านไม่ว่าจะแรงแค่ไหนกิ่งก้านเ่าั้ก็ไม่สั่นคลอน
แซมทอดสายตาไปนอกหน้าต่างในเวลานี้อะไรหลายอย่างกลับดูชัดเจนท่ามกลางแสงจันทร์ที่เงียบสงบกว่าพระอาทิตย์ที่สดใสในตอนเช้านกฮูกที่บินโฉบลงมาหวังจากหนูตัวจิ๋วที่อยู่ข้างปราสาท ธงตราโรงเรียนที่พลิ้วไหวเบาๆ เมื่อสายลมพัดผ่าน เสียงของสัตว์บางชนิดที่ไม่อาจทราบได้ดังออกมาจากชายป่าตามสายลมขอบคุณสายลมที่ทำให้แซมรู้สึกนึกถึงบ้านเกิด ถึงแม้ว่าสายลมที่นี่มักจะมีกลิ่นอื่นปนมามากกว่ากลิ่นดอกไม้ป่าและผืนดินแซมรู้สึกสงบใจขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะปีนขึ้นกลับไปนอนบนเตียงของตนก็มิวายมองออกไปนอกหน้าต่างในทิศตะวันตกยอดปราสาทเก่าอันเป็ที่แห่งหอคอยที่ถูกไฟเผาอะไรบางอย่างที่นั่นชวนให้รู้สึกกระตุกจิตกระชากใจเหลือเกิน
การกระทำเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดการแปรเปลี่ยนครั้งใหญ่ได้เพียงปีกผีเสื้องามกระพือเปลี่ยนทิศทางโบยบินก็อาจนำไปสู่คลื่นลูกใหญ่ที่สามารถดูดกลืนผืนดินให้จมลงสู่ใต้สมุทรได้เช่นเดียวกับการตัดสินใจของแซมที่อาจเปลี่ยนชะตาของเธอและคนอื่นในอนาคต
“งำๆ”
เสียงกัดและเคี้ยวแอปเปิลในปากอย่างเอร็ดอร่อยของแซมดังออกมาจนคนที่เดินข้างรู้ซึ้งถึงความกรอบของเนื้อผลไม้จีเซลเหล่ตามองอย่างไม่ถูกใจ
“เคี้ยวเบา ๆ หน่อยสิ หรือควรอย่าเดินไปกินไปมากกว่า”
“ช่วยไม่ได้นี่ อย่าเข้มนักสิ” แซมยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจคำแนะนำจีเซลทั้งสองพูดคุยกันไปพลางเดินหลบนักเรียนคนอื่นที่เดินสวนกันบนทางเดินปราสาทเพราะเป็่เปลี่ยนคาบเรียนทำให้นักเรียนจากทุกห้องต้องออกมาที่บริเวณระเบียงทางเดิน
แซมชะลอฝีเท้าพลางมองหาถังขยะบนทางเดินแอปเปิลที่กัดกินเนื้อหมดแล้วเหลือเพียงแกนจำเป็ต้องทิ้ง แต่แล้วสายตาที่สอดส่องนำพาให้เธอต้องหยุดยืนไม่ใช่เพราะเจอถังขยะ แต่เพราะอย่างอื่นแทน
“หยุดทำไม เจอถังขยะแล้วหรอ” จีเซลยังคงรับบทนางเดินตามแล้วหยุดเดินเพราะชนหลังคนนำหน้าจีเซลมองตามสายตาของแซม มองไปยังต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องหยุดเดิน
“แซม…”
แซมกำแอปเปิลที่เหลือแต่แกนแน่น ในใจเต้นรัวอย่างสับสนกับภาพตรงหน้าและความคิดในหัวที่ไปกันคนละทางฮิโรกิยืนอยู่ตรงนั้นกำลังโดนโชตะกำคอเสื้อของฮิโรกิ กดเสียงต่ำพูดจาข่มขู่ดูถูกดูแคลนอย่างที่ชอบทำ โดยมีนักเรียนชายปีสองเพื่อนของเขายืนมองดูด้วยหนึ่งในนั้นมีคนหนึ่งที่มีสีหน้าไม่พอใจที่โชตะเริ่มลงไม้ลงมือ เขาเป็คนเดียวกันกับที่ห้ามโชตะในโรงอาหารแม้ว่าแซมจะอยู่ห่างจนไม่ได้ยินเสียงของอันธพาลคนนั้น แต่ก็พอจะรับรู้ได้เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ บนทางเดินที่รับรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นแต่ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะยื่นมือเข้าไป
แซมหวนนึกถึงสายตาของฟินน์ที่พยายามห้ามในโรงอาหารเธออยู่ที่นี่มาแล้วหนึ่งสัปดาห์ทำให้รู้ว่าโรงเรียนนี้น่าอยู่ทั้งด้วยอาจารย์และสถานที่ แต่เว้นไว้อย่างหนึ่งเพื่อนร่วมสถาบัน หรือจะบอกให้ถูกคือ นักเรียนในโรงเรียนนี้มีทั้งพวกชอบสอดรู้สอดเห็น พวกขี้โม้อวดฉลาด พวกชอบบุลลี่ ทั้งที่อาจารย์ชอบโอ่ว่าเป็สถานที่แห่งความเท่าเทียมก็ตามและพวกชอบหาเื่ใส่ตัวอย่างเธอเอง เพราะมันอดไม่ไหว อดไม่ได้
จีเซลแตะที่ไหล่ของแซมเบามือหวังให้เพื่อนสนิทใจนิ่งขึ้น เธอสังเกตเห็นมือที่กำแน่นของแซม
“คิดดี ๆ แล้วกันนะ”
แซมผ่อนลมหายใจออกแล้วยิ้มเยาะอย่างพอใจเมื่อตัดสินใจได้แล้วหนำซ้ำยังมีคำพูดทิ้งของจีเซลที่ทำให้เธอเลือกเส้นทางได้ง่ายขึ้น
แกนแอปเปิลเปื้อนน้ำลายลอยอยู่บนฝ่ามือขวาดวงตาสีฟ้าใสวาวโรจน์ด้วยความพอใจชำเลืองมองคนรอบตัวที่ไม่มีใครสนใจแล้วเบือนสายตาไปเป้าหมายอยู่ข้างถังขยะ มุมปากยิ้มยกบิดโค้งอย่างมีเลศนัย
“อย่าคิดนะว่าการที่แกได้มาเรียนที่เดียวกับฉันจะมันเปลี่ยนแปลงอะไรไปได้ สถานะของแกก็ยังต่ำเหมือนเดิม”โชตะกำคอเสื้อกระชากโชตะเข้ามาให้ใกล้พอที่จะได้ยินเสียงกดต่ำของเขาฮิโรกิยังคงมีท่าทีสงบจิตใจ ดวงตาเหม่อมองลงต่ำราวกับว่าโชตะไม่ได้อยู่ในสายตาเขา
“ทำเป็นิ่งไปเถอะ อย่างแกจะทนอยู่ได้อีกกี่ปี”โชตะเย้ยยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ ก่อนจะเอ่ยบางอย่างออกมาพร้อมโน้มตัวลงพูดข้างหูฮิโรกิ “ลืมไปเลยว่าแกมันด้าน ความหน้าด้านมันมาตามสายเืจากแม่แกไง”
คำพูดยั่วยุของโชตะได้ผลทันตาฮิโรกิหันมาจ้องตา ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่เคยเมินเฉยในตอนนี้เปลี่ยนแปลงกลายเป็แววตาที่มีไฟโทสะปะทุริมฝีเม้มข่มความโกรธไว้ในใจ มือกำแน่นสั่นไหวด้วยอารมณ์เดือดดาลที่กำลังรอคอยปะทุออกมา
ฟิ้ว~ ตุบ!
วงแตก!
อะไรบางอย่างลอยมาด้วยความเร็วจนไม่ทันมองว่าคืออะไรลอยผ่านแทรกผู้คนเข้ามาผ่ากลางวงมาลงที่กลางกระหม่อมหัวของโชตะอย่างจัง
โชตะปล่อยมือที่กำคอเสื้อนักเรียนหันไปด้านหลังตามสัญชาตญาณส่วนฮิโรกิที่กำลังโมโหเดือดในใจก็ต้องเบรกหน้าแทบคว่ำเพราะใครสักคนโยนอะไรสักอย่างมาใส่หัวโชตะฮิโรกิก้มลงมองพื้นก็เห็นแกนแอปเปิลกลิ้งมาที่เท้าเขา
แอปเปิลในโรงอาหารมื้อเช้านี่?
“ใครวะ!!”
โชตะหันไปตวาดเสียงดังลั่นเล่นเอาคนทั้งระเบียงต้องหันมาสนใจ เขาหันกลับหลังมาเจอคนก็ตามที่อยู่ด้านหลังก็ทำตาขว้างใส่นักเรียนคนอื่นพยายามเดินหลบออกมาจากจุดศูนย์กลางของเื่แต่ก็ยังคงล้อมเป็วงตามมารยาทของคนสนใจเื่ชาวบ้าน
“ใครมันโยนไอ้แอปเปิลโง่นี่ใส่ฉัน!”
“อ๋อ ฉันเอง”
ขวับ!ทุกสายตาหันมามองต้นเสียงที่ยกมือขึ้นแล้วหลีกทางให้สายตาของโชตะได้เข้าไปทิ่มแทงได้เต็มที่แซมยกมือขึ้นด้วยท่าทีไม่เดือดเนื้อร้อนใจราวกับไม่ใช่เื่ของตัวเอง รวมถึงไม่ได้สะทกสะท้านกับสายตาโกรธเคืองเต็มร้อยให้ล้านของโชตะด้วย
“ขอโทษทีนะ ว่าจะโยนใส่ถังขยะข้าง ๆ น่ะสงสัยจะพลาด” คำพูดแก้ตัวขุ่น ๆ กับท่าเกาหัวแบบไม่สำนึกของแซมทำเอาจีเซลอมยิ้มขึ้นมาอย่างรู้ทันเพื่อนสนิท
โชตะได้ยินดังนั้นก็คลี่ยิ้มออกมาต้องเรียกว่าแสยะยิ้มถึงจะถูก แววตาของเขายังคงมีประกายความโกรธอยู่ข้างใน
“ยืนอยู่ไกลขนาดนั้น มันจะลงได้ไงโง่หรือเปล่า” โชตะผละออกมาจากฮิโรกิแล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้แซมสองสายตามองประสานกันไปมาอย่างไม่ยอมลดราวาศอก โชตะประกาศกล้าอย่างท้าทาย “ทีหลังก็เดินเข้ามา”
แซมกระตุกยิ้มเหี้ยม หัวเราะออกมาเบา ๆทำเอาเด็กหนุ่มที่ตัวสูงใหญ่กว่าตรงหน้าต้องยิ้มเจื่อน
“กลัวว่าถ้าเดินเข้าไปแล้วจะมีคนหนีน่ะสิ”
“หึ แล้วมายุ่งอะไรด้วยละ”
จู่ ๆ แซมก็ยิ้มใส่โชตะอย่างกวนประสาท ก่อนจะพูดทิ้งท้ายเสียงดังให้ได้ยินกันทั่วแล้วจับมือจีเซลให้เดินออกจากที่นี่
“ฉันแค่มาทิ้ง…ขยะ”
น้ำเสียงในคำและพยางค์สุดท้ายเน้นหนักพร้อมจิกสายตาส่งให้โชตะราวกับว่ากำแพงความอึดอัดใจของแซมต่อเื่ราวคนอื่นได้ถูกทุบพังทลายลงด้วยวาจาอวดดีของตัวเธอเองวาจาที่เอ่ยออกมาเพื่อประกาศศึกกับรุ่นพี่อันธพาลที่ไม่ว่าใครในโรงเรียนก็ไม่คิดจะไปเสียเวลายุ่งด้วยเว้นแต่เธอที่ความอดทน(ต่อเื่ชาวบ้าน)ต่ำ
โชตะโกรธจนเืแทบขึ้นหน้าแต่ก็ถูกคุมกำเนิดด้วยเพื่อนตัวสูงคนหนึ่งในกลุ่มที่ดึงแขนเขาเอาไว้พร้อมคำเตือน
“อย่าไปยุ่งเลยกับริคาร์โด้เลย”
สองสาวเพื่อนสนิทเดินกันออกมาจนถึงหน้าห้องเรียนวิชาภาษาจีเซลมองมองของแซมที่ยังกำมือเธอแน่น มันชุ่มไปด้วยเหงื่อแม้แซมยังทำใจนิ่งใจเย็นสู้เสือแค่ไหน แต่ก็ยังเป็เพียงเด็กสาวคนนึงเท่านั้นทั้งสองปล่อยมือจากกัน
“ก็ไหนกฎเหล็กบอกว่าจะไม่ยุ่งเื่คนอื่นไง”
“มันน่าหงุดหงิดนะ พวกนั้นดันมาตัวโง่กันใกล้สายตาเกินไป”
“ทนไม่ได้ละสิ” จีเซลยิ้มหยอกดันไหล่กระแทกเพื่อนสนิท
“ถ้ายังต้องทนมากกว่านี้คงได้กลายเป็พระอิฐพระปูนแน่ๆ”
“ห๊ะ! อะไรนะ นะ…นี่แซมทำทำอะไรลงไป”
เกวนร้องเสียงหลงกลางวงโต๊ะทำงานในห้องสมุด จนบรรณารักษ์แว่นหนาต้องเดินมาทำตาแข็งใส่พวกเธอเด็กนักเรียนปีหนึ่งห้องหนึ่งทิศเหนือใน่เวลาบ่ายที่มีคาบว่างบางคนมารวมตัวกันนั่งทำงานในห้องสมุดแต่ในตอนนี้กลับกำลังซักถามแซมกับจีเซลเกี่ยวกับหัวข้อแซมปาขยะใส่หัวรุ่นพี่โชตะเมื่อเช้านี้
“เบาเสียงหน่อยสิยะ เดี๋ยวก็โดนไล่เพิดออกไปกันหมด”ลิลลี่หันไปวีนเบา ๆ ใส่เกวนที่ยิ้มแห้งขอโทษ “แล้วไงต่อละ”
“ก็ไม่ไงอะ ฉันก็เดินออกมากับจีเซล”
แซมยักไหล่ตอบมองมันเป็เื่เล็กน้อยโดยที่จงใจข้ามส่วนท้ายของเื่ที่เธอกดคำด่าโชตะเอาไว้
“ทะ.. ทำ ทำแบบนั้นมันจะดีหรอแซม” น้ำเสียงของเกวนเต็มไปด้วยความกังวลแม้ว่าเธอจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่กลับดูเป็ห่วงแซมจนเห็นได้ชัด “นั่นน่ะมัน โชตะ อะคิมะยะ เ้าชายแห่งลูมินเลยนะคะ”
“มหาอำนาจตะวันออก รัชทายาทตัวเป้งเลยแหละ”
ราฟาเอลที่นั่งเงียบฟังอยู่นานออกเสียงพูดคุยบ้าง ทำเอาคนอื่นใหันไปมองตามเสียงเพราะพึ่งรู้ตัวว่าเขาก็นั่งฟังด้วย
“แต่มันก็สมควรโดนละ ไม่รู้ทำตัวงี้มาั้แ่ตอนไหน”
เสียงหนึ่งดังมาจากบรรดาเพื่อนที่นั่งล้อมวงฟังกันอยู่ เสียงรอยยิ้มให้กลับคืนสู่ใบหน้าคนก่อเื่ในใจของทุกคนต่างรู้ดีว่าอะไรถูก อะไรผิด เช่นเดียวกันกับที่รับรู้ว่าอันธพาลในคาบรุ่นพี่นักเรียนคนนั้นคือใครเื้ัคือสายเืสีน้ำเงินอันสูงศักดิ์ เพราะสูงศักดิ์และมีอำนาจจึงไม่มีใครอย่าจะไปยุ่งด้วย ไม่มีใครอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยฮิโรกิ เพราะเกรงในอำนาจของโชตะและเลวร้ายสุดที่จะเกิดขึ้นในรั้วโรงเรียน อาจจะกลายเป็เป้าหมายของโชตะเอง
แซมได้แต่ทบทวนในใจกับสิ่งที่เธอเบนเข็มทิศในวันนี้หนำซ้ำยังเป็การลากจีเซลให้ลงมาอยู่ด้วยกัน แซมนึกถึงคำพูดของอาจารย์แดเนียลในห้องสมุดคนที่ทำผิดมันมีสองแบบ อย่างแรกคือลงมือทำเอง กับคนที่เห็นแล้วยังทำเมินเฉยในตอนนี้เธอได้เลือกข้างยืนแล้ว แซมยิ้มพอใจกับการกระทำของตัวเอง
จีเซลคว้ามือของแซมมากุมเอาไว้เอนศีรษะพิงบนไหล่คนสนิท
เพราะถูกสอนมาตลอดว่าการตัดสินใจกระทำบางอย่างขององครักษ์อาจส่งต่อราชวงศ์ผู้เป็นายได้โดยเฉพาะเมื่อมันอาจนำไปสู่สายสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่ใคร ๆถึงได้วางตัวแสดงออกมาแบบนี้ ไม่มีใครอยากเอาเท้าไปแกว่างหาเสี้ยน ยิ่งในเมื่อคนนั้นเป็หน่อเนื้อกษัตริย์สายตรงผู้สืบทอดลำดับที่1 แต่ทำไงได้ละ เธอตัดสินใจทำลงไปแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันก็จะเกิด
ในมื้อเย็นวันนั้นที่โรงอาหาร แซมต้องเผชิญกับสายตานับสิบนับร้อยที่จับจ้องมาที่เธอแล้วหันไปจับกลุ่มคุย ข่าวลือเื่เธอปาแกนแอปเปิลใส่หัวโชตะแถมยังเรียกเขาว่าขยะกลางสาธารณชนคงจะแพร่กระจายกันไปทั่วโรงเรียนภายในไม่ถึงวันสินะแซมไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนก ผิดแต่รู้สึกว่าทุกอย่างเป็ไปตามอย่างที่หวังเพราะหวังให้ทุกคนมีความคิดที่ต่างออกไปพฤติกรรมอันธพาลของไอ้รัชทายาทนี่ไม่ควรถูกปล่อยให้เติบโตเหมือนเห็ดราที่กระจายออกบนซากพืชซากสัตว์
แซมนั่งอยู่โต๊ะประจำของฝั่งนักเรียนห้องทิศเหนือที่แบ่งกันเองอย่างไม่เคร่งครัดตามคนหมู่มากสายตาดุดันเอาเื่ของดวงตาสีฟ้าใสจ้องกลับใส่โชตะที่นั่งกับคนละฝั่งห้องเพราะั้แ่ที่มาถึงหมอนี่ถลึงตาใส่เธออย่างจะกินเืกินเนื้อพอจะมองข้ามทำเป็ทองไม่รู้ร้อนกับสายตาคนอื่นได้อยู่หรอก แต่กับสายตาหาเื่ของโชตะมันอดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่คืน
“กินได้แล้วน่าแซม เลิกจ้องได้แล้ว” จีเซลเอาศอกกระทุ้งสีข้างแซมเพราะเห็นว่าเพื่อนเอาแต่ใช้ส้อมจิ้มลงบนอาหารเล่นแต่ตาไม่ได้มองในจานเลยแม้แต่นิด
“ถลึงตาใส่กันขนาดนั้น ถ้าไอ้หมอนั่นมันะโมาฟาดจะยังไง” ราฟาเอลที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเลิกพยายามแขวะ พูดจากวนบาทาแซมแล้วมานั่งอยู่โต๊ะเดียวกันเขาโบกมือไปมาหน้าแซม ทดสอบความอดทนทางสายตาของแซม
“ไอ้บ้านี่ เอามือออกไปเลย แล้วนี่เรามาสนิทกันตอนไหน” การเรียกความสนใจได้ผลทันตา แซมเลื่อนสายตาออกจากโชตะมามองราฟาเอล
“โต๊ะนี่เขียนชื่อเธอไว้หรือไงละ” ราฟาเอลสวนหมัดคำพูดใส่
แซมกลอกตามองบนแล้วกลับมาสนใจเส้นพาสต้าในจานของตัวเองแต่ยังไม่ทันที่จะม้วนเส้นเข้าปากก็ต้องอ้าค้างไว้เพราะกลุ่มคนที่เดินผ่านมายังโต๊ะของพวกเธอแก๊งต้นหนประจำหอทิศเหนือที่มีฟินน์อยู่ด้วย
“ไงยัยหนู! เื่เมื่อเช้าใช้ได้เลยนี่!”
รุ่นพี่นักเรียนหญิงปี 3 ชาวตะวันออก ที่ผมสั้นซอยเอ่ยพูดขึ้นอย่างถูกใจ แซมได้แต่ยิ้มกลับเพราะจำชื่อรุ่นพี่ไม่ได้
“เฮ้ ยูริออกหน่อยอย่ายืนบัง” ที่พยายามแทรกเข้ามากลางบทสนทนาคือรุ่นพี่ปี3 ผู้ชายที่มีผมหยักศกมัดไว้ครึ่งหัว ถ้าแซมจำไม่ผิดสองคนนี้คือคนที่อยู่ข้างพี่ชายบ่อยที่สุดเท่าที่เธอจะเห็นและจำได้คงจะเป็กลุ่มของเพื่อนสนิท “นิสัยเหมือนกับฟินน์เปี๊ยบ แต่ยัยหนูนี่ของจริงกว่าวะสะใจโคตร”
“ไปได้แล้วน่าทุกคน ไปนั่งโต๊ะถัดไปกัน” มือเรียวเล็กของประธานหอเรเน่ ผลักหลังของรุ่นพี่ทั้งสองให้เดินไปด้านหน้า “ระวังตัวไว้ด้วยนะแซมคนอย่างหมอนั่นน่ารำคาญพอตัว” เรเน่บอกเตือนแล้วยิ้มให้แซมอย่างอ่อนโยน
“อะ เอ่อ ขอบคุณมาก ๆ นะคะรุ่นพี่” แซมยิ้มแห้งให้กับแก๊งต้นหนทิศเหนือที่เดินผ่านมาพูดเล่นเธอรู้สึกรับมือไม่ถูกกับการจู่โจมกะทันหันแบบนี้ เช่นเดียวกับในตอนนี้…
ตุบ!
เสียงกระแทกก้นลงที่นั่งตรงข้ามกับแซมบ่งบอกความไม่พอใจขั้นสุดของเ้าตัว ราฟาเอลที่เห็นว่าท่าไม่ดี รีบเขยิบออกจากพื้นที่ให้ไวแซมสะดุ้งโย่งจนแทบจะะโหนีออกจากวงเมื่อรู้ว่าเป็ฟินน์เพราะตอนที่พวกรุ่นพี่พูดฟินน์อยู่หลังสุด ไม่มีท่าทีอะไรแซมเลยไม่คิดว่าเขาจะมานั่งตรงนี้ตอนนี้เลยทำได้แต่คว้าแขนของจีเซลที่ทำท่าจะลุกเอาไว้
“แกจะรีบไปไหนวะ”
“อิ่มแล้ว ง่วงนอน”
ง่วงกับผีน่ะสิ ไหนว่าจะหนุนหลังให้ พอเจองี้จะหนีก่อนเลยแซมคิดในใจพลางแยกเขี้ยวใส่จีเซล
“เคยบอกแล้วนี่ว่าไปยุ่งกับโชตะ ไอ้หมอนั่นมันงี่เง่า!”
ฟินน์พูดเข้าประเด็นอย่างไม่รีรออันที่จริงแซมก็พอจะเดาทางออกอยู่แล้วนิดหน่อยที่พี่ชายเธอจะหูออกควันกับเื่นี้ เขาชอบห้ามไม่ให้เธอยื่นจมูกเข้าไปสอด
“พี่บอกตอนไหน ฉันไม่เห็นจะได้ยิน” ไม่ได้ยินแต่รับรู้ทางสายตาแซมยังนึกถึงสายตาสื่อสารของฟินน์ที่บอกเธอในโรงอาหารวันนั้น เธอทำได้แต่รับรู้แต่ไม่รับเื่ “ถ้าพ่อรู้คงจะยกนิ้วโป้งให้ฉันแน่เลย”
“ส่วนฉันจะยกนิ้วกลางให้แกเอง แล้วนี่จีเซลว่าไงบ้าง ไปหาเื่ชาวบ้านหมายเลขหนึ่งแบบนี้”
“ยัยนั่นบอก ยอดไปเลย” แซมไม่เปิดโอกาสให้จีเซลพูด สาวน้อยผมทองเลยได้แต่ยิ้มเจี้ยมเจี๊ยมไปที
“บัดซบน่ะสิ!นี่เป็ไปด้วยกันหมดแล้วหรือไง มีแต่เด็กเท่านั้นแหละที่ไปหาเื่ไอ้คนปัญญาอ่อนแบบอะคิมะยะ”
“ก็ฉันยังไม่แก่นี่แล้วไอ้ปัญญาอ่อนนั่นมันก็ควรโดนของจริงบ้าง พี่จะมาบ่นฉันทำไม เห็นมันทำเก่งใส่แต่ไอ้ไก่อ่อนนั่น”
แซมอดบ่นออกมาไม่ได้อย่างหงุดหงิดที่พี่ชายไม่เห็นดีเห็นงามกับการกระทำของเธอส้อมหมุนวนเอาเส้นตักเข้าปาก แล้วเคี้ยวแก้มตุ่ย ฟินน์เห็นท่าทีงอนของน้องสาวก็ถอนหายใจออกมาพยักหน้านึกเห็นด้วยกับคำพูดของแซม
“แล้วใครคือไอ้ไก่อ่อนที่แกว่า” ฟินน์ที่เลิกเอ็ดแซมแล้วใส่ส้อมจิ้มเอาเส้นพาสต้าในจานน้องมาชิม
“ก็คนที่หน้าตี๋ ตัวซีด ๆ คนนั้นไงที่เคยดวลดาบแพ้ฉัน”
คำนิยามบุคคลของแซมที่ไม่ได้ช่วยจำกัดขอบเขตรายชื่อนักเรียนในหัวของฟินน์เลยแม้แต่น้อยฟินน์เอามือลูบหน้าตัวเองอย่างปลงใจกับน้องสาว นอกจากที่ชอบยุ่งเื่ไม่ควรยุ่งแล้วมันไม่ได้เื่เลยสักเื่
“ชื่อ ฮิโรกิ ต่างหาก พูดถึงเขาแล้วก็ต้องจำชื่อให้ได้ด้วยสิ”
สุดท้ายก็ไม่พ้นจีเซลที่เป็คนไขข้อสงสัยของฟินน์ฟินน์จดจำชื่อของไอ้ไก่อ่อนของแซมไว้ในสมอง พลางประมวลผลเข้ากับสิ่งที่เคยได้ยินมาตระกูลอะคิมะยะเหมือนจะมีอะไรมากกว่ารัชทายาทงี่เง่าเ้าปัญหาสุดท้ายแล้วสามพี่น้องก็นั่งกินมื้อค่ำพลางพูดคุยไปเรื่อยไปเปื่อยตามประสาพี่น้องที่สนิทกัน
สวัสดีค่าาาา รอบนี้หายไปนานเลยพึ่งจะกลับมาจากสัปดาห์ที่หนักหน่วงเอาการ ตอนนี้กลับมาอัพแล้วนะคะ อิ_อิ