***ผู้กล้าสมองกล้าม [เอรีส]
“ยังหรอก! ”
ง้าวที่ควรจะเฉือนคริสตัลออกเป็นสองส่วนได้ถูกหยุดเอาไว้ด้วยแขนของฉัน
คลื่นกระแทกระหว่างคมง้าวกับแขนข้างนั้นได้กระจายออกเป็นวงกว้างจนแอร์บาส์รปลิวกระเด็นออกไปไกล
ถึงจะดูเหมือนว่าไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ข้างในนี้นะแขนหักไปแล้วละ
แต่ว่าฉันยังมีกล้ามเนื้อเพื่อใช้ประคองแขนที่กระดูกหักได้อยู่
กล้ามเนื้อจงเจริญ!
ก่อนขอพูดถึงสาเหตุที่ฉันตัดสินใจกลับมาสวมชุดนี้อีกครั้งก่อน
เมื่อวานตอนที่ใส่ชุดเกราะนี้ครั้งแรก ฉันรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่แปลกออกไป แต่เพราะว่ายังไม่คุ้นกับมัน เลยทำให้จบลงด้วยความตายในการทดลอง
แต่วันนี้นับว่าเป็นการสวมใส่ครั้งที่สองของฉัน
ซึ่งมันต่างไปจากเมื่อวานราวฟ้ากับดิน
รู้สึกได้ว่าความเป็นมนุษย์ของตัวเองกำลังจะหมดไป
เห็นยะมะโตะบอกว่านี่คือชุดเกราะที่สร้างโดยดึงเอาจุดเด่นของทุกเผ่ามารวมเข้าด้วยกัน
การรับรู้ภัยอันตรายของเผ่ามนุษย์นก
พละกำลังของเผ่ายักษ์
การรับรู้ที่ว่างของเผ่ามนุษย์มด
และพลังในการควบคุมธรรมชาติของเผ่าภูติ
รู้สึกได้เลยว่าตัวเองกำลังรับรู้ที่ว่างโดยรอบตัวได้กว้างไกลถึงสองร้อยเมตร
รู้สึกได้ถึงสามารถในการควบคุมธรรมชาติรอบตัวเองได้ดั่งใจนึก
รับรู้ได้แม้แต่ภัยอันตรายราวกับมองเห็นอนาคต
ชุดเกราะนี้มัน… สุดยอด
ถึงจะมีรูปร่างอุปบาทตาไปหน่อยก็ตามเถอะนะ
"เข้ามา"
"..."
ศัตรูตรงหน้าหอบหายใจอย่างรุนแรงพร้อมกับดึงอาวุธทิ้งระยะห่างออกไป
ดูแล้วอีกไม่นานเคียวยมทูตคงจะคร่าเอาชีวิตของเขาไปอย่างแน่นอน
แต่จิตใจของเขายังไม่ยอมแพ้
ห้องโถงคริสตัลที่เต็มไปด้วยเสียงดังได้ฉับพลันเงียบลงราวกับดินแดนคนตาย
พวกเราทั้งสองคนต่างจับจ้องไปที่ศัตรูตรงหน้าอย่างไม่วางสายตา
หยาดเหงื่อกาฟของผู้ชมเริ่มไหลย้อยไปตามผิวแก้ม ก่อนจะไหลหยดลงสู่พื้นหินเป็นดั่งสัญญาณเปิดการต่อสู้
ทั้งฉันและศัตรูต่างพุ่งเข้าปะทะกันโดยตรง
ง้าวขนาดใหญ่ยาวสามเมตรถูกวาดเป็นวงกว้างโดยเล็งมาที่คอของฉัน
ฉันจัดมุมฝ่าเท้าตัวเอง หมุนตัวผลิกออกข้าง แล้วใช้แขนข้างซ้ายหนีบด้ามของง้าวเอาไว้จนแน่น
"! "
ก่อนจะใช้ศอกขวากระแทกด้ามเต็มแรงจนหักครึ่งลงมา
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงห้าวินาที
ศัตรูโยนง้าวทิ้งแล้วใช้แขนทั้งสี่ข้างหยิบมีดพร้าออกมาวาดลวดลายใส่
มีดพร้าทั้งสี่เล่มของเขามีแสงสีฟ้าเรืองขึ้นที่คมของมีด
แสงสีฟ้าที่เหวี่ยงนั้นรุนแรงและเฉือนผิวเกล็ดของชุดเกราะจนเป็นบาดแผลยาว
ฉันรีบล้มตัวนอนราบ แล้วใช้ขาของตัวเองเกี่ยวขาของศัตรูที่บอบบาง
ร่างของศัตรูเริ่มเสียศูนย์และล้มตัวลง
แต่ทว่าเขาสามารถใช้แขนทั้งสี่ข้างยันพื้น แล้วพลิกตัวกลับขึ้นมายืนได้อย่างรวดเร็วก่อนที่ฉันจะบุกเข้าไปคร่อมตัวมันได้
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาห้าวินาที
พวกเราทั้งคู่ต่างจ้องท่าร่างเป็นเวลาหนึ่งวินาที
พริบตานั้นก็มีอะไรบางอย่างถูกเหวี่ยงออกมาเป็นวงกว้าง
ศัตรูใช้ขาเกี่ยวด้ามง้าวที่ตกบนพื้นมาโจมตีใส่ช่วงเอวของฉัน
ฉันกระโดดถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนจะกระแทกเท้าดันตัวเองเข้าคลุกวงใน
ปล่อยหมัดกระหน่ำใส่สี่ข้างของมัน แล้วตามด้วยศอกเข้าที่ใต้คางของศัตรู
ศัตรูใช้มีดพร้ารับหมัดที่หุ้มชุดเกราะอย่างเร็ว แต่เขาพลาดท่าในตอนศอกสุดท้ายที่เสยเข้าตรงคางเต็มแรง
ชั่วพริบตานั้นฉันคิดว่าศัตรูคงชะงักงันชัวขณะและเป็นโอกาสให้ฉันได้ฟาดหางจระเข้ใส่
แต่ทว่าสิ่งนั้นทำให้ฉันเผลอลดการระวังตัว
แขนทั้งสี่ข้างนั้น มีอยู่สองข้างที่ยกขึ้นมาดึงความสนใจไปจากสายตาของฉัน
ดังนั้นช่วงท้องของฉันจึงถูกมีดพร้าจากแขนอีกสองข้างแทงเข้าจากมุมอับ
ปลายมีดแทงเข้าใส่สี่ข้างของฉันเต็มแรง
แต่ด้วยความทนทานของชุดเกราะ จึงทำให้มีดพลังงานของอีกฝ่ายแทงไม่เข้า
แต่แรงกระแทกอันรุนแรงยังคงส่งถ่ายผ่านเข้ามาในชุดจนกระดูกแถวซี่โครงเป็นผุยผง
ฉันรีบดึงความรู้สึกที่เรียนรู้จากการใส่ชุดเมื่อวาน ใช้พลังของภูติควบคุมร่างกายตัวเองตัวเองโดยตรง
ควบคุมกระบวนการฟื้นฟูของร่างกายให้เร็วขึ้นผิดธรรมชาติ
ฉันรู้สึกได้ว่ากระดูกที่แตกร้าวกับลังคืนสภาพ อีกทั้งยังมีอะดรีนาลีนหลังไหลออกมาจนหายเจ็บ
ศัตรูเริ่มบุกโจมตีอีกครั้งในสองวินาทีหลังจากการปะทะเมื่อกี้
มันเหวี่ยงพร้าเข้าใส่ฉันอีกครั้ง
แต่คราวนี้การเคลื่อนไหวของศัตรูเริ่มช้าลงอย่างมาก
บางที่ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเหนื่อย ก็อาจจะเป็นเพราะบาดแผลสะสมที่เกิดขึ้นกับตัวเขา
ฉันงอแขนกำหมัด แล้วปัดป้องมีดพร้าออกด้วยการเบี่ยงตัว
พุ่งตัวคลุกวงใน ฟันศอกขวาเป็นวงเข้ารอยต่อช่วงส่วนหัวกับลำตัวของมันเต็มแรง
ศัตรูตัวโค้งงอด้วยความเจ็บปวด
ฉันรีบฟันศอดซ้ายตาม แต่ทว่ามันเร็วกว่า
ในจังหวะที่ฉันหมุนตัวเพื่อฟันศอกนั้น ได้ถูกแขนข้างหนึ่งหวดเข้าใส่ลำตัวเต็มแรงจนกระเด็น
เท่านั้นไม่พอ ศัตรูยังรีบถีบพื้นพร้อมกับแทงมีดทั้งสี่เล่มมาที่ฉันในระหว่างที่กระเด็นออกมา
มันหมายที่จะซ้ำฉันให้ตายคาที่
แต่ยังพอมีช่องว่างให้สวนกลับไปได้อยู่
ฉันรีบงอเข่าแล้วสปริงตัวสวนกลับไปด้วยเข่าลอย
ใช้แขนทั้งสองข้างยกขึ้นมาปิดจุดตายของตัวเอง ยอมให้ถูกเฉือนแขนเพื่อแลกกับเข่าลอยใส่หน้าท้องของมันเต็มแรง
พริบตาที่เข่าของฉันกระทบกับร่างของมัน ก็บังเกิดคลื่นลมกระแทกกระจายออกเป็นวงกว้างไปทั่วโดม
ร่างของศัตรูที่ตัวใหญ่กว่าได้ถูกส่งลอยข้ามห้องโถงไปกระแทกกับผนังโค้งตรงหน้า
ควันฟุ้งกระจายไปทั่วพร้อมกับแรงสั่นไหวประดุจยิงปืนใหญ่
เขาจมฝังลงไปในเนื้อเหล็กและแน่นิ่งลง
อาวุธในมือของเขาหล่นสู่พื้นที่ห่างลงไปสิบเมตร
"ชนะแล้ว…"
เหตุการณ์การต่อสู้ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายเวลาเพียงสามสิบวินาทีเท่านั้น
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันถูกเรียกว่า [ผู้กล้าเอรีส]
ในเวลาเดียวกัน
***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]
"เข้าระยะโจมตีของอาวุธแล้วครับท่านผู้กล้าสเลบ"
"แล้วกองทัพของฮอร์เนสยังมีชีวิตรอดอยู่หรือเปล่า? "
"จากรายงานแล้ว เห็นว่าแพ้ราบคาบเลยครับ แต่อย่างน้อยก็คิดว่าทำให้ศัตรูเผยไพ่ทุกอย่างออกมาหมดตามแผนการ รวมไปถึงทำลายแนวป้องกันทั้งหมดได้ครับ"
"อย่างงั้นหรือ… ดี งั้นเตรียมโจมตีได้! "
ระยะห่างระหว่างปราการเคลื่อนที่กับเมืองหลวงของพวกจอมมารนั้นอยู่ที่สามสิบห้ากิโลเมตร
มันเป็นระยะที่พวกเราสามารถโจมตีถล่มด้วยระเบิดแรงโน้มถ่วงได้ไม่มีทางพลาดเป้า
"รุกฆาต"
ว่าแล้วกระสุนทั้งเก้านัดก็ถูกยิงออกไป
เป้าหมายคืออาคารทรงแปดเหลี่ยมสูงสี่สิบเมตรที่ตั้งใจกลางเมือง
แน่นอนว่าจากตรงนี้มองไม่เห็นหรอก
แต่พวกเรามีข้อมูลมากพอที่จะคำนวณระยะยิงได้อย่างแม่นยำ
กระสุนสีดำทั้งเก้าวิ่งตัดผ่านผืนฟ้ากว้าง ก่อนจะไประเบิดที่เส้นขอบฟ้าไกล
แสงสีดำที่กำลังกลืนกินตรงเส้นขอบฟ้านั้น กำลังทำลายฐานบัญชาการกับคริสตัลของไปพร้อมกัน
นั่นคือสิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้
"ยืนยันจากหน่วยสังเกตุการในแนวหน้า กระสุนทั้งเก้ากระทบเป้าหมาย เป้าหมายถูกทำลายราบ พวกเราชนะแล้วครับ เผ่าปีศาจน้อยจบสิ้นแล้วครับท่านผู้กล้าสเลบ"
ทุกคนในห้องบัญชาการต่างโห่ร้องดีใจกับพลลัพธ์นี้
"... ง่ายไปหรือเปล่า? เตรียมบรรจุกระสุนชุดที่สองซะ เราจะยิงซ้ำอีกสามรอบ"
"เออ ท่านสเลบครับ? "
" แค่ถล่มฐานได้ใช่ว่าคริสตัลจะถูกทำลายไป พวกเราต้องยิงซ้ำจนกว่าจะแน่ใจว่าถูกทำลายจริง อีกอย่าง อย่าลืมให้หน่วยรบเฝ้าระวังด้วย เพื่อว่าพวกมันมีการขนย้ายหนีไปก่อน"
"คะ-ครับผม! "
ใช่แล้ว มันยังเร็วไปที่จะดีใจตอนนี้
อีกอย่าง มันยังมีอีกเรื่องที่ผมรู้สึกเป็นกังวลอยู่
นั่นคือการเคลื่อนไหวของพวกปีศาจแสง
แผนการรบทุกอย่าง หากดูผ่าน ๆ แล้วจะเหมือนว่าเป็นการร่วมมือทำสงครามของพวกเรา
แต่ถ้าหากดูให้ถ่องแท้แล้ว ล้วนแต่เป็นแผนการตัดกำลังรบของพวกเราไม่ใช่หรือ?
ทั้งจำนวนทัพที่ออกไปในแนวหน้า ทั้งการจัดรูปขบวนที่เหมือนจะจงใจใช้พวกเราเป็นกำแพงเนื้อแบบนี้
"เจ้าพวกนี้จะเชื่อใจได้หรือเปล่านะ…"
ผมพึมพำกับตัวเองก่อนจะหันไปมองกองทัพของพันธมิตรที่อยู่ขนาบซ้ายขวาของป้อมปราการเคลื่อนที่
จากห้องบัญชาการที่อยู่จุดสูงสุดของป้อมปราการ ผมสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบตัวได้อย่างชัดเจน
ผมเห็นเจ้าพวกตัวจิ๋วเหล่านั้นกำลังเปล่งแสงสว่างออกมาจากปีกของพวกมันกันอยู่ แถมยังหันหน้าเข้าหาพวกเราที่อยู่ตรงกลางกองทัพของพวกมันด้วย
เฮ้ย!?
"ทุกคนหาที่ยึดเอาไว้! "
ในตอนนั้นเองที่เกิดระเบิดรุนแรงขึ้นมา
ป้อมปืนและทหารที่เฝ้าโดยรอบกำลังถูกโจมตีขนาบข้าง
เปลวไฟกับผืนแผ่นดินยกตัวขึ้นสูงจากใต้ป้อมปราการเคลื่อนที่ [ผู้ทำลายล้าง-ดีเวสธาดอร์ส] สิ่งนั้นได้ทำลายฐานยืนของพวกเราจนตัวปราการล้มครืนลงมา
โลกทั้งใบเริ่มหมุนเอียงไปในทิศทางที่ผมไม่ต้องการ
"เกิดขึ้นขึ้นจริง ๆ ด้วยสินะ"
ใช่แล้ว กรณีที่เลวร้ายที่สุดที่ผมเคยคาดการเอาไว้ คือการถูกแทงหลังโดยพวกปีศาจแสงทันทีที่พวกเราได้รับชัยชนะ
"ท่านสเลบครับ! มีแจ้งรายงานด่วนจากเมืองหลวง… เมืองหลวงของพวกเรา… ถูกทำลายไปแล้ว…ครับ..."
"องค์ราชินีปลอยภัยมั้ย? "
"ตอนนี้ขาดการติดต่อกับเมืองหลวงใต้ดินไปแล้ว คาดว่าคงตาย… กันหมดแล้วครับ..."
"อย่างงั้นหรือ"
เมืองหลวงใหม่ที่พวกเราย้ายหนีจากทางใต้ขึ้นเหนือนั้น มันอยู่ช่วงตอนกลางของทวีปที่เป็นทุ่งหญ้ากว้าง
หรือก็คือพวกเราย้ายหนีการกลืนกินของเงามืดกลับมาที่ดินแดนดั้งเดิมของพวกเรานั่นละ
ผมไม่รู้ว่าพวกปีศาจแสงมันใช้วิธีไหนตรวจจับพวกเราที่ซ่อนอยู่ใต้ดินได้ แต่มันเกิดขึ้นไปแล้ว
"ถึงสเลบกับพวกอาร์โธร์โพดาทุกคน ขอบคุณมากที่ช่วยทำลายศัตรูของพวกเรา และตอนนี้พวกเจ้าคงรู้แล้วสินะ ใช่แล้ว ตอนนี้พวกเราได้ทำลายเมืองหลวงของพวกเจ้าไปแล้ว คริสตัลของพวกเจ้านะพังไปแล้ว ดังนั้นจงทิ้งอาวุธและยอมแพ้ซะดอง! "
ที่ด้านนอกห้องบัญชาการนั้นมีภาพของเอสเทอบินอยู่บนท้องฟ้ากว้าง
เธอแผ่แสงสว่างออกจากปีกแผ่กว้างกว่าห้าเมตร และแผดเสียงดังอย่างน่าเกรงขาม
อย่างงั้นหรือ พวกมันวางแผนทรยศมาตั้งแต่แรกแล้วสินะ
"กองทัพฝั่งเราเหลือเท่าไหร? "
"ถ้าไม่นับพวกที่อยู่ข้างนอกปราการเคลื่อนที่ซึ่งโดนสังหารไป… ตอนนี้มีแค่หนึ่งหมื่นนายเท่านั้นเองครับ ส่วนพวกที่อยู่เมืองหลวงสองแสนห้าหมื่นนายยังไม่รู้ชะตากรรมครับ"
"..."
น่ากลัวจริง ๆ
"ว่ายังไงละสเลบ? ยังอยากจะสู้ต่อ หรทอว่ามีชีวิตต่อไปภายใต้การดูแลของเราดะละดอง? "
เป็นไปตามที่คาดการไว้จนน่ากลัวเลยละ
“คิดว่าพวกแพ้ราบคาบไปแล้วสินะเอสเทอ? หึ หึ หึ ฮะ ฮะ ฮะ วะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”
ผมรู้สึกอดที่จะขำออกมาไม่ได้
ทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมกับราชินีเฟตคาดการเอาไว้หมดเลย
"อะไรกัน เป็นไปตามแผนเลยไม่ใช่หรือยังไง? "
"ครับ? "
ลูกน้องหันมาทางผมด้วยสีหน้าที่งุนงงไม่เข้าใจ
คนที่รู้แผนนี้มีแค่องค์ราชินีเฟตกับลูกน้องคนสนิทผมเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนในหอบัญชาการตรงนี้จะรู้สึกสับสน
"ส่งสัญญาณรหัสดำออกไป ได้เวลาเปิดตัว [ผู้ทำลายล้าง-ดีเวสธาดอร์ส] ที่เหลือได้"
"เออ.. ครับผม! "
[ผู้ทำลายล้าง-ดีเวสธาดอร์ส] ปราการเคลื่อนที่อีกสองลำที่หายไปนั้น ความจริงมันถูกส่งไปรออยู่ที่ภาคตะวันออกพร้อมกับกองทัพที่เหลืออีกสองแสนคนมาตั้งแต่แรกแล้ว
สรุปคือที่หน้าบ้านของพวกมันนะมีกองทัพของผมซึ่งเตรียมพร้อมที่จะขย้ำคอหอยเตรียมรอเอาไว้อยู่แล้วยังไงละครับ
ที่อยู่เฝ้าเมืองหลวงจริง ๆ นะมีแค่หนึ่งหมื่นคน ส่วนอีกสี่หมื่นคนนะคงกำลังขนย้ายคริสตัลไปที่ไหนสักที่พร้อมกับองค์ราชินีนั่นละ
ผมไม่รู้หรอกว่าตำแหน่งที่ตั้งของคริสตัลใหม่อยู่ที่ไหน เพราะการจะหลอกศัตรูได้ต้องหลอกพวกเดียวกันก่อน ข้อมูลสำคัญนั้นจึงไม่มีการเปิดเผยบอกใครนอกจากกลุ่มของราชินีกันเอง
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอาไว้เวลาที่ถูกจะถูกทรยศอย่างที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้
อีกเรื่องหนึ่ง ผมนะยังคิดว่าคริสตัลของพวกจอมมารยังไม่ถูกทำลายหรอกนะ
พวกมันตายยากเหมือนกับแมลงสาบเลยละ
เอสเทอนะใจร้อนเกินไป ความจริงมันน่าจะรอให้พวกเรายิงซ้ำอีกสองถึงสามรอบก่อนแล้วค่อยเริ่มแผนทรยศนะรู้ตัวไหม
เธอทำให้พวกเราพลาดโอกาสที่จะขยี้เผ่าจอมมารไปแล้ว
เอสเทอ เธอนะเดินเกมส์ผิดแล้วละ
***ผู้กล้าสมองกล้าม [เอรีส]
"เจ็บ… ทำไมถึงเกิดระเบิดขึ้นมาได้เนี่ย? "
มีระเบิดเกิดขึ้นที่ด้านนอกของอาคารเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ล้มศัตรูได้
ระเบิดนั้นทำให้เพดานถล่มลงมาทับพวกเรา
โชคดีที่โครงสร้างถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี เลยทำให้เวลาถล่มลงมานั้น ตัวโครงจะกลายเป็นค้ำยันทรงพีระมิดเหนือคริสตัลเอาไว้ เลยทำให้รอดมาได้อย่าวฉิวเฉียด
"ไม่เป็นไรนะมิลเลอร์"
"ปี้…"
โชคดีที่ทั้งฉันกับเจ้ามังกรน้อยมิลเลอร์อยู่ใกล้คริสตัล เลยทำให้มันไร้ซึ่งบาดแผลใด ๆ
"เอรีส… อั๊ก…"
"แอร์บาส์ร!? รอเดียวก่อนนะ ฉันจะช่วยเดียวนี้เอง"
ที่ด้านขวานั้นมีร่างของแอร์บาส์รกำลังถูกซากอาคารทับนอนแนบพื้นอยู่
เลือดจำนวนมากกำลังไหลออกมาจากช่วงเอวของเขา
"ไม่ต้องสนใจ… รีบไป… ศัตรู…"
"แต่ว่า"
"ตอนนี้...มีแค่เธอ… ปกป้อง…คริสตัล… ด้วย"
"... เข้าใจแล้ว"
แอร์บาส์รพูดถูก
ตอนนี้ฉันควรให้ความสำคัญกับการปกป้องคริสตัลมากกว่า
ถึงไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ถ้าลองออกไปดูก็น่าจะทราบได้ว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้น
ฉันหันหน้าไปทางเจ้ามิลเลอร์
มันพยักหน้าให้ทีหนึ่งพร้อมกับหันแผ่นหลังให้ขึ้นขี่
มังกรน้อยแผ่ปีกออกกว้าง แล้วพุ่งทะยานขึ้นสูง ผ่านรูกว้างหลังคาโดมที่ถล่มลงมา สู่ท้องฟ้ากว้างข้างนอก
แล้วฉันก็ได้พบกับตัวต้นเหตุที่อยู่เส้นขอบฟ้าในทางทิศเหนือ
มันมีรูปร่างคล้ายกับเรือประจัญบานขนาดใหญ่ที่ถูกยกขึ้นมาวิ่งบนพื้นดิน
"นั่นสินะคือตัวการ รีบไปกันเถอะมิลเลอร์! "
"ปี้! "
ว่าแล้วพวกเราก็มุ่งตรงไปที่สิ่งนั้นในทันที
***นักรบยันเดเระ [แครอท]
"การต่อสู้จบแล้วเรอะ? "
ฉันเงยหน้าออกมาจากถังขยะพร้อมกับบานา
การต่อสู้ที่วุ่นวายข้างนอกนั้นได้สงบลงทันทีที่เกิดเสียงระเบิดนั้นขึ้นมา
"ดูนั่น… ฐานพวกมัน… พังพินาจ… แค๊ก! "
"เจ้าอย่าพึ่งผืนตัวเองสิ! "
บานาชี้ไปที่อดีตอาคารซึ่งเคยสูงตระหง่านด้วยสภาพที่ไม่ดีนัก
อดีตอาคารที่ดูสำคัญและมีการป้องกันหนาแน่น ได้กลายสภาพเป็นซากไปเรียบร้อยแล้ว
หรือว่าคริสตัลของเผ่ายักษาน้อยจะถูกทำลายไปแล้วด้วย? พวกมันแพ้แล้วหรือเนี่ย?
"... หนีกันเถอะ"
ฉันเป่าแตรเขาสัตว์อีกอันเพื่อเรียกเจ้าโทเมมารับในเมือง
หากเป็นเวลานี้คงไม่มีการตอบโต้จากพวกยักษาน้อย
ได้เวลากลับบ้านของพวกเราแล้ว
"แครอท… แล้วฝูงอสูรที่เธอเรียกมา… แค๊ก! "
"ทำไมหรือ? "
"ช่วยหยุดพวกมัน… ที…. ไม่มีความจำเป็น… ต้องฆ่า"
"บานา…"
ยังเป็นชายที่อ่อนโยนและอ่อนหัดเหมือนเคยเลยนะบานา
มันไม่มีอะไรรับประกันเสียหน่อยว่าพวกยักษาน้อยจะไม่แว้งกลับมากัดพวกเรา ต่อให้ถูกทำลายคริสตัลไปแล้วก็ตาม
"อือ ฉันสั่งให้พวกมันถอยไปแล้วละ"
ดังนั้นฉันจึงพูดโกหกออกไป
มาทำร้ายบานาขนาดนี้แล้ว คิดว่าฉันจะปล่อยพวกมันไปหรือยังไง?
เผ่ายักษาน้อยต้องถูกลบทิ้งไปจากโลก นั่นละคือสิ่งที่ฉันต้องการ
ที่บนท้องฟ้ามีเงาขนาดห้าเมตรบินลงมารับพวกเรา
อสูรปีกที่มีเกล็ดสีเขียวทั้งตัวเจ้า [โทเม] ที่น่ารักของฉัน
*โกรว! *
มันคำรามอย่างดีใจที่เห็นพวเราปลอดภัย
“เอากลับกันเถอะ”
ฉันอุ้มบานาขึ้นไปบนแผ่นหลังของมัน แล้วขี่เจ้าโทเมบินขึ้นท้องฟ้า
เนื่องจากไม่อยากให้เสียงเวลามากนัก ฉันเลยให้มันบินตัดตรงไปทิศเหนือเลย
แน่นอนว่าตอนนั้นฉันไม่รู้เลยว่าการที่เรียกกองทัพอสูรออกมา และบินกลับไปในทิศเหนือโดยไม่คิดอ้อมผ่านทางหุบเขานั้น จะทำให้ฉันต้องพบกับเรื่องที่น่าหวาดกลัวในอนาคตอันใกล้นี้