
....ในยามอรุณฟ้าเริ่มเปิด เสียงลมพัดวังเวงไปทั่วซากสำนักร้าง ก้อนอิฐแตกพังทลาย กำแพงแตกร้าวราวกับเล่าขานถึงอดีตที่หายไป แต่ในความเงียบงันนี้ กลับมีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่กลางลานฝึกกว้าง
หลี่หานเหวิน ดวงตาของเขาแน่วแน่ มือข้างหนึ่งกำกระบี่สนิมเขรอะที่เก็บได้จากใต้ซากอาคาร แม้จะโบราณไร้ค่า แต่สำหรับผู้เริ่มต้นแล้ว มันคือครูคนแรก ในตำราเขียนไว้ว่าวิชานี้มีทั้งหมด 4 ขั้น
1. กระบี่มีลักษณ์
2. กระบี่ไร้ลักษณ์
3. ใจไร้กระบี่
4. กระบี่คือสรรพสิ่ง
ขั้นที่ 1 กระบี่มีลักษณ์
.....เสียงหินกลิ้งเบาๆใต้ฝ่าเท้าของหลี่หานเหวิน เขายืนท่ามกลางแสงอรุณที่เพิ่งสาดส่อง ขยับร่างกายเข้าสู่ท่วงท่าแรกของกระบี่พื้นฐาน
ขาทั้งสองก้าวออกมั่นคง แขนขวายกกระบี่ขึ้นระดับอก สายตาจ้องตรงไปข้างหน้า
นี่คือ “ท่าแรก” ฟันตรงเบื้องหน้า
เสียงหวดอากาศดัง ฟู่ววว
กระบี่แม้เก่า แต่แรงฟันที่ประกอบด้วยปราณในร่าง ทำให้ลมรอบตัวสั่นสะเทือนเล็กน้อย
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รับรู้ถึงการไหลเวียนของปราณจากตันเถียน ผ่านเส้นลมปราณสู่แขน แล้วพุ่งเข้าสู่คมกระบี่
“รู้จักรูปก่อน จึงทำลายรูปได้”
สุภาษิตที่เขาจำได้แม่นยำดังเสียงครูที่ไม่เคยมีตัวตน
กระบวนท่าต่อมา “ปัดซ้าย”
กระบี่สะบัดออกเป็นครึ่งวงกลม ปราณที่แฝงอยู่ปลดปล่อยออกด้านข้าง
แขนและไหล่ตึงเครียด แต่เขาฝืนฝึกซ้ำ ร่างกายเริ่มจดจำทางเดินของปราณโดยไม่รู้ตัว
วันแล้ววันเล่า หานเหวินฝึกกระบี่ทุกเช้าและทุกเย็น
ฟัน แทง ปัด เบี่ยง วาดโค้ง ตวัดกลับ
แต่ละท่าไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหว แต่คือการดึงปราณออกจากร่างกายให้สัมพันธ์กับจังหวะ
เขาล้มลงนับครั้งไม่ถ้วน
แขนสั่นจนกระบี่แทบร่วง
ฝ่ามือแตกพองเพราะด้ามกระบี่หยาบกร้าน
แต่เขาไม่หยุด
กลางดึกในบางคืน เขายังลุกขึ้นมาฝึกท่าเดิม
ดวงจันทร์ส่องผ่านก้อนเมฆ เงาของเขาฟาดกระบี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเหงื่อหยดลงบนพื้นหิน
เสียงกระบี่กรีดอากาศคล้ายเสียงเพลงโบราณที่ไม่จบสิ้น
“พันครั้งคือเริ่มต้น หมื่นครั้งคือพื้นฐาน”
นี่คือหนทางของกระบี่ที่แท้จริง
เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน ร่างกายของเขาเปลี่ยนไป
จากชายหนุ่มผอมบาง กลับกลายเป็นผู้มีแววตาคมกล้า
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาดูมั่นคงราวกับภูผา แต่ลื่นไหลราวสายน้ำ
ปราณในกายเริ่มตอบสนองต่อท่ากระบี่ได้เอง
เพียงเขายกกระบี่ขึ้น ปราณก็ไหลเข้าสู่แขนโดยไม่ต้องบังคับ
เพียงเขาแทงตรงไป ปราณก็พุ่งออกมาพร้อมคมกระบี่ ทำให้ลมเบื้องหน้าถูกผ่าออกเป็นสองสาย
กระบวนท่าแม้จะยังตายตัว แต่เขาเริ่มเข้าใจว่า “รูปแบบ” คือกรอบที่ทำให้ใจหยั่งถึงแก่นแท้
เหมือนกับต้องเรียนรู้ตัวอักษรทีละตัว ก่อนจะเขียนบทกวีได้
ชายชราหน้ากากเหล็กให้เขานั่งสงบ หายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ
รับรู้ว่า ปราณคือรากฐาน หากขาดปราณ กระบี่ก็เป็นเพียงเหล็กทื่อ
แต่หากปราณมั่นคง กระบี่แม้จะเป็นกิ่งไม้ ก็สามารถฟาดฟันได้ไม่ต่างกัน
หานเหวินก็เชื่อฟังและปฏิบัติตามอย่างดี โดยการสิ่งที่ชายชราหน้ากากเหล็กให้หานเหวินฝึกคือการใช้ปราณควบคู่ไปด้วยมี 3 ขั้นคือ
1. ปราณคือพื้นฐาน - ทุกการเคลื่อนไหว ต้องขับเคลื่อนด้วย ปราณที่แปรเปลี่ยน บางครั้งเบาดุจสายลม บางครั้งหนักดั่งพายุ
2. ปราณไร้ลักษณ์ - สามารถแปรปรวน เปลี่ยนทิศทางได้ทันทีตามใจ ทำให้ศัตรูอ่านวิถีพลังแทบไม่ได้
3. กระบี่คือสื่อกลางของปราณ - เมื่อปราณเคลื่อนไปตามกระบี่ ความว่างเปล่าจะกลายเป็นแรงสังหาร
เมื่อกระบวนท่าเริ่มชำนาญ เขาลองเชื่อมโยงพวกมันเข้าด้วยกัน
ฟันตรงตามด้วยปัดซ้าย
แทงตามด้วยตวัดกลับ
ทุกการเปลี่ยนท่าเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ร่างกายไม่ติดขัดอีกต่อไป
ครั้งหนึ่ง เขาฝึกกระบี่จนเหนื่อยล้าและล้มลงกับพื้น
เขามองไปทางอวี้เฟิงที่ยังเหมือนคนนอนหลับอยู่เช่นเดิมแล้วยิ้มบาง ๆ แล้วพึมพำเบาๆ
“กระบี่มีลักษณ์ มิใช่เพราะคม แต่เพราะใจที่ยังยึดติดในรูปแบบ”
เสียงสายลมพัดผ่านราวกับตอบรับ
ในความเหน็ดเหนื่อยนั้น เขากลับสัมผัสได้ว่าตนเองกำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางใหม่
แม้จะยังอยู่ใน “ขั้นแรก” แต่รากฐานนี้ คือสะพานที่จะนำไปสู่ “กระบี่ไร้ลักษณ์” ในวันข้างหน้า
และในลานสำนักร้างที่เงียบงัน เงาร่างของชายหนุ่มยังคงยืนอยู่
ฝึกท่าเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ทุกครั้งที่กระบี่กรีดผ่านอากาศ
ลึกลงไปใต้ดินของสำนักร้างที่ไม่เคยมีผู้ใดคิดว่ามีสถานที่นั้น
ได้มีดวงตาหนึ่งค่อยๆลืมตาขึ้น....