เสียงระฆังทองกังวานก้องเป็นสัญญาณเปิดฉากการประลองที่สั่นสะเทือนทำเนียบศิษย์หลัก บนเวทีศิลาที่บัดนี้ปกคลุมด้วยไอเย็นจางๆ เซี่ยชิงหลัว ยืนสงบนิ่งประดุจรูปสลักหยกหิมะ ท่ามกลางสายตาเผาผลาญของ หลิวอวี้ ศิษย์หลักอันดับสิบห้าผู้เลื่องชื่อด้านกระบี่คู่ปลิดวิญญาณ
“ศิษย์น้องเซี่ย แม้เจ้าจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมกายได้ในเวลาอันสั้น แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น... ข้าจะสั่งสอนเจ้าเองว่าความต่างระหว่างศิษย์หลักเเละศิษย์ทั่วไปเป็นเช่นไร!”
หลิวอวี้คำรามกึกก้อง ไอพลังสีม่วงเข้มระเบิดออกจากร่าง นางสะบัดข้อมือเพียงคราเดียว กระบี่คู่ในมือพลันหมุนวนประดุจกงจักรปีศาจ พุ่งเข้าจู่โจมเซี่ยชิงหลัวจากสองทิศทางพร้อมกัน ท่วงท่านั้นรวดเร็วและดุดันจนเกิดเสียงฉีกกระชากอากาศ
เซี่ยชิงหลัวนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง นางเพียงขยับนิ้วเรียวงามลูบผ่านแหวนมิติที่สวมอยู่ พริบตานั้น ‘กระบี่ไป่เสวี่ย’ กระบี่บางเฉียบที่มีลำตัวใสประดุจผลึกน้ำแข็งพลันปรากฏขึ้นในมือ รังสีความเย็นที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงจนผู้ชมแถวหน้าถึงกับต้องโคจรพลังป้องกันความหนาว
“เคร้ง!!!”
เสียงปะทะของโลหะและผลึกน้ำแข็งดังสนั่น เซี่ยชิงหลัวต้านรับกระบี่คู่ได้อย่างแม่นยำ ทว่าแรงกระแทกจากศิษย์หลักทำให้เท้าของนางครูดถอยหลังไปสามก้าว
“ดูนั่นสิ! หลิวอวี้ยังคงเหนือกว่าในด้านพละกำลัง!” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเปรยขึ้น “แต่กลิ่นอายของเซี่ยชิงหลัว... แปลกจริงๆ พลังหยินของนางหนาแน่นเกินกว่าระดับหลอมรวมกายขั้นต้นทั่วไปจะพึงมี!”
เมื่อเห็นคู่ต่อสู้เริ่มโถมเข้าใส่ด้วยเพลงกระบี่คู่ที่ซับซ้อน เซี่ยชิงหลัวก็ไม่คิดจะปะทะตรงๆ อีกต่อไป นางวาดกระบี่เป็นวงโค้งก่อนจะเริ่มโคจรเคล็ดวิชา “สายลมเหมันต์พัดพราย”
ร่างของนางพลันเลือนรางประดุจละอองหิมะที่ถูกลมพัดปลิว ทุกครั้งที่กระบี่คู่ของหลิวอวี้กำลังจะถึงตัว ร่างของเซี่ยชิงหลัวกลับเบี่ยงหลบไปได้อย่างพิลึกพั่น ทิ้งไว้เพียงไอเย็นเยือกที่จับตัวเป็นฝ้าขาวตามวิถีกระบี่ของศัตรู
“หายไปไหนแล้ว!” หลิวอวี้เริ่มรนลาน นางร่ายรำกระบี่คู่จนกลายเป็นกำแพงเหล็กสีม่วง ทว่าเซี่ยชิงหลัวกลับปรากฏกายอยู่ด้านหลังของนางอย่างเงียบเชียบประดุจวิญญาณหิมะ
“ศิษย์พี่หลิว... ท่านช้าไปก้าวหนึ่ง”
กระบี่น้ำแข็งแทงออกไปดุจสายฟ้าฟาด หลิวอวี้จำต้องบิดกายหลบอย่างทุลักทุเล คมกระบี่กรีดผ่านชายเสื้อของนางจนขาดวิ่นและทิ้งรอยน้ำแข็งเกาะกุมผิวหนังจนชาหนึบ
หลิวอวี้ที่เริ่มเสียหน้าโกรธจนดวงตาแดงฉาน นางรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่กระบี่คู่ก่อนจะฟาดฟันออกมาเป็นรูปกากบาทมรณะ “เพลงกระบี่ม่วงทลายฟ้า!”
พลังกระบี่ขนาดมหึมาพุ่งเข้าใส่เซี่ยชิงหลัวในระยะประชิด ทว่าหญิงสาวชุดขาวกลับไม่ได้หลบหนี นางหลับตาลงชั่วครู่ พลังจิตอันกล้าแข็งผสานกับพลังหยินสุดขั้วควบแน่นอากาศเบื้องหน้าให้กลายเป็น “ม่านน้ำแข็งพิสุทธิ์”
“ตูม!!!”
แรงระเบิดทำให้ฝุ่นตลบไปทั่วเวที ทว่าเมื่อควันจางลง ทุกคนกลับต้องอ้าปากค้าง! เซี่ยชิงหลัวยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่มีรอยขีดข่วน เบื้องหน้านางมีโล่ผลึกน้ำแข็งกึ่งโปร่งใสที่ดูบอบบางแต่กลับไร้รอยร้าวแม้แต่นิดเดียว
“ใช้พลังจิตสร้างเกราะน้ำแข็งไร้รูปร่าง!” ไป๋เหวินเทียน เจ้าตำหนักมังกรเมฆาที่นั่งเฝ้าดูอยู่ถึงกับนัยน์ตาเป็นประกาย “เด็กสาวคนนี้ได้รับวาสนาธาตุหยินมาสูงนัก พลังของนางบริสุทธิ์จนแทบจะเทียบเท่ากับผู้บ่มเพาะเเดนเหนือได้เลย!”
อาจารย์หลายท่านเริ่มซุบซิบด้วยความตื่นเต้น “หลอมรวมกายขั้นต้นรับมือขั้นกลางได้อย่างสูสี... ไม่ใช่สิ นางกำลังกุมความได้เปรียบอยู่ด้วยซ้ำ!”
เกล็ดน้ำแข็งที่เกาะกุมอยู่บนพื้นเวทีเริ่มหนาตัวขึ้นจนเสียงฝีเท้าของศิษย์หลักอันดับสิบห้าเริ่มติดขัด หลิวอวี้พยายามโคจรลมปราณธาตุไฟในกายเพื่อขับไล่ความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกถึงกระดูก ทว่าพลังหยินของเซี่ยชิงหลัวกลับรุกคืบประดุจเงามืดที่ไร้เสียง
เซี่ยชิงหลัวลดกระบี่ลงเล็กน้อย ดวงตาสีนิลที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ทอประกายเย็นเยียบดุจขุนเขาหิมะไร้ก้นบึ้ง นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานไปทั่วลานประลอง
“หากศิษย์พี่มีดีเพียงเท่านี้... ตำแหน่งอันดับที่สิบห้า ข้าคงต้องขอรับไปละนะ”
“โอหัง!”
หลิวอวี้คำรามออกมาด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน นางเป็นถึงศิษย์หลักผู้ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน จะมายอมแพ้แก่ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่สำนักได้อย่่างไร! หลิวอวี้กัดฟันกรอดจนเลือดซึมออกมาจากไรฟัน นางกำลังใช้ ‘จิตปณิธาน’ อันแรงกล้าขยี้ขีดจำกัดของตนเอง
พริบตานั้น ไอพลังสีม่วงรอบกายหลิวอวี้ที่เคยหม่นแสงพลันระเบิดออกเป็นเปลวเพลิงที่ร้อนระอุสู้กับความเย็น! กระบี่คู่ในมือของนางสั่นสะเทือนจนเกิดเสียงครางโหยหวน
“อย่าเพิ่งดีใจไป! เพลงกระบี่คู่ปลิดวิญญาณ... สังเวยหมื่นมายา!”
ร่างของหลิวอวี้ทะยานเข้าหาประดุจพยัคฆ์ติดปีก กระบี่คู่ในมือวาดผ่านอากาศทิ้งรอยแยกของพลังสีม่วงนับร้อยสายพุ่งเข้าหาเซี่ยชิงหลัวจากทุกองศา นี่คือการโจมตีที่รุนแรงและรวดเร็วกว่าครั้งไหนๆ จนผู้ชมเบื้องล่างเห็นเพียงเงาสีม่วงมหาศาลโถมเข้าใส่สตรีชุดขาวประดุจคลื่นยักษ์
เซี่ยชิงหลัวไม่ได้ถอยร่นแม้แต่ก้าวเดียว นางสูดลมหายใจลึก พลังหยินในกายที่ได้รับจากการฝึกฝนในหุบเขาหมอกโลหิตพลันเดือดพล่านถึงขีดสุด พลังเย็นมหาศาลควบแน่นจนรอบตัวนางเกิดพายุหิมะขนาดย่อมหมุนวนปกป้องดุจเกราะกำบัง
“เคล็ดวิชาหิมะนิรันดร์... เหมันต์ผลาญวิญญาณ!”
นางสะบัดกระบี่เหมันต์นิรันดร์ออกไปเพียงครั้งเดียว ทว่าประกายกระบี่สีขาวพิสุทธิ์กลับพุ่งทะยานออกไปเป็นวงกว้าง ประดุจการคลี่พัดเหล็กของเทพธิดาหิมะ คมกระบี่น้ำแข็งเข้าปะทะกับรอยแยกไอพลังสีม่วงของหลิวอวี้จนเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง “ปัง! ปัง! ปัง!”
เศษน้ำแข็งและไอพลังสีม่วงแตกกระจายฟุ้งกระจายไปทั่วลานประลอง บดบังทัศนียภาพของผู้ชมจนทุกคนต้องชะเง้อคอมองด้วยความระทึกใจ
“นั่นมัน... การปะทะกันของหลอมรวมกายขั้นต้นและขั้นกลาง...รุนแรงขนาดนี้เชียวหรือ!” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตะลึง “เด็กสาวคนนั้นใช้พลังหยินบดขยี้พลังที่หนาแน่นกว่าได้จริงๆ!”
ท่ามกลางกลุ่มควันที่เยือกเย็น เยื่อบางๆ ของม่านน้ำแข็งพิสุทธิ์ยังคงลอยตัวเด่นสง่า เซี่ยชิงหลัวอาศัยจังหวะที่หลิวอวี้เพิ่งใช้พลังจนหมดสิ้นในกระบวนท่าเมื่อครู่ ทะยานร่างผ่านม่านหมอกประดุจพรายน้ำแข็งที่ไร้ร่องรอย
“ฉึบ!”
ความเร็วของนางในยามนี้เหนือชั้นกว่า ‘สายลมเหมันต์พัดพราย’ ขั้นเดิมไปไกลแสนไกล พริบตาเดียว ปลายกระบี่ใสประดุจคริสตัลของนางก็หยุดนิ่งอยู่ที่ลำคอขาวผ่องของหลิวอวี้ ไอเย็นจากคมกระบี่ทำให้ผิวหนังของศิษย์พี่สตรีเริ่มขึ้นเป็นสีม่วงคล้ำด้วยความหนาวจัด
หลิวอวี้ยืนแข็งค้าง กระบี่คู่ในมือสั่นระริกก่อนจะค่อยๆ ลดลงอย่างผู้ยอมจำนน นางหอบหายใจอย่างหนักจนอกกระเพื่อม แววตาที่เคยถือดีบัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและหวาดหวั่น
“ข้า... ข้าแพ้แล้ว”
เสียงประกาศความพ่ายแพ้แผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องเข้าไปในใจของผู้ชมนับพันที่เงียบกริบดุจป่าช้า
ไป๋เหวินเทียนที่ยืนทอดสายตาจากที่สูง ลูบคางแผ่วเบา ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
‘งดงาม… ทั้งกระบวนท่าและพลังหยินที่บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ ตำหนักมังกรเมฆาของข้า… คงได้กำเนิดยอดศิษย์อัจฉริยะผู้หนึ่ง ที่ฟ้าดินต้องจารึกแล้ว!’
เสียงโห่ร้องยินดีระเบิดขึ้นอีกครั้งประดุจเขื่อนแตก! เซี่ยชิงหลัวเก็บกระบี่อย่างสง่างาม นางไม่ได้แสดงความดีใจจนเกินไป เเค่เพียงหันไปสบตากับอวี้เหวินที่อยู่เบื้องล่าง แววตาของนางสื่อความหมายว่า... ถึงตาเจ้าแล้ว
...
หลังการประกาศพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของหลิวอวี้ บรรยากาศภายในลานมังกรทะยานพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ ก่อนที่กระแสความตื่นตะลึงจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงโห่ร้องที่สั่นสะเทือนไปถึงชั้นเมฆ เซี่ยชิงหลัวก้าวลงจากเวทีด้วยท่วงท่าที่เย็นตาเย็นใจประดุจเทพธิดาหิมะ นางหยุดยืนเบื้องหน้าอวี้เหวินเพียงอึดใจ แววตาที่จ้องมองสบกันนั้นไร้ซึ่งคำพูด ทว่าแฝงความหมายลึกซึ้งดุจห้วงมหาสมุทร
อวี้เหวินยิ้มบางตรงมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่แลดูขี้เล่นทว่ากลับเยือกเย็นจนน่าขนลุก เขาขยับกายเพียงแผ่วเบา ร่างทั้งร่างพลันเลือนรางประดุจเงาจันทร์ในน้ำ ก่อนจะไปปรากฏกายอยู่ใจกลางเวทีศิลาอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง การเคลื่อนไหวนี้สละสลวยจนแม้แต่ผู้อาวุโสบางท่านยังต้องหรี่ตาลงด้วยความฉงน
“หึ! รนหาที่ตาย!”
เสียงคำรามกึกก้องดุจฟ้าผ่าระเบิดออกมาจากอัฒจันทร์ศิษย์หลัก จ้าวชิงซานทะยานร่างลงมาดุจวิหคยักษ์ล่าเหยื่อ แรงกระแทกจากการลงสู่พื้นทำให้ศิลาเวทีถึงกับปริร้าวเป็นวงกว้าง หมอกควันพวยพุ่งออกมาจากร่างของเขาพร้อมกับไอพลังสีม่วงเข้มที่หนาแน่นจนบิดเบี้ยว จ้าวชิงซานในยามนี้เปรียบประดุจภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
ในมือของเขาปรากฏ ‘ทวนเขี้ยวอสรพิษม่วง’ อาวุธยาวที่แผ่ไอสังหารออกมาอย่างเข้มข้น หัวทวนสั่นสะเทือนส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็กบาดแก้วหู จ้าวชิงซานยกทวนชี้หน้าอวี้เหวิน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอาฆาตและเหยียดหยาม
“อวี้เหวิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการรอดตายจากหุบเขาหมอกโลหิตมาได้ จะทำให้เจ้ามีสิทธิ์มาวางอำนาจบาตรใหญ่ต่อหน้าข้า?” จ้าวชิงซานแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน “ในสายตาข้า เจ้ามันก็แค่เศษสวะที่มีดวงแข็งกว่าผู้อื่นเล็กน้อยเท่านั้น ขอบเขตกำเนิดกายรึ? ข้าจะบดขยี้กระดูกของเจ้าให้กลายเป็นผุยผง จนแม้แต่วิญญาณก็มิมีมูลให้อุบัติใหม่!”
อวี้เหวินยืนเอามือไพล่หลัง ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายประดุจกำลังเดินชมสวนดอกไม้ ทว่าหากสังเกตให้ดีจะพบว่าทุกจังหวะการหายใจของเขาประสานเข้ากับจังหวะของแผ่นดินอย่างสมบูรณ์
“ศิษย์พี่จ้าวชิงซาน ท่านพูดมากเกินไปแล้ว...” อวี้เหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แฝงแววอวดดีอยู่หลายส่วน “ศักดิ์ศรีของศิษย์หลักอันดับสิบเอ็ด มีดีแค่ที่ฝีปากอย่างนั้นหรือ? หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงต้องขอแสดงความเสียใจกับบรรพชนของท่านจริงๆ”
“โอหัง! โอหังยิ่งนัก!” ผู้อาวุโสคุมกฎถึงกับหนวดกระตุก “อวี้เหวินผู้นี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง จ้าวชิงซานนั้นอยู่ขอบเขตหลอมรวมกายขั้นกลางระดับสูงสุด พละกำลังต่างกันราวฟ้ากับเหว!”
“แต่ดูแววตาของเขาสิ...” ผู้อาวุโสอีกคนเปรยขึ้น สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่อวี้เหวิน “มันนิ่งสงบเกินไป... นิ่งเสียจนข้าสัมผัสไม่ได้ถึงความหวาดกลัว หรือว่าเจ้าเด็กนี่จะเก็บงำความลับบางอย่างไว้?”
บรรยากาศรอบลานประลองเริ่มตึงเครียดถึงขีดสุด ศิษย์ทั่วไปต่างพากันกลั้นหายใจ หลายคนเริ่มพนันกันว่าอวี้เหวินจะทานทนได้กี่กระบวนท่า ส่วนมู่หรงเซียวที่นั่งสงบนิ่งกลับเริ่มขมวดคิ้ว มือที่จับฝักกระบี่สั่นสะเทือนแผ่วเบาด้วยสัญชาตญาณเตือนภัย
“ตายซะ!”
จ้าวชิงซานหมดสิ้นความอดทน เขาโถมกายเข้าหาประดุจพายุหมุน ทวนเขี้ยวอสรพิษม่วงวาดผ่านอากาศเกิดเป็นเงาทวนนับพันสาย พุ่งเข้าหาจุดตายของอวี้เหวินทุกทิศทาง ไอพลังสีม่วงเข้มเริ่มมีเค้าโครงของพลังปราณม้วนตัวเป็นงูยักษ์ที่อ้าปากเขมือบเหยื่อ
พริบตานั้นเอง อวี้เหวินพลันเคลื่อนไหว!
“เตาอัสนีวิบัติ... เปิด!”
“ชิงกายตะวันคำรณ... ตะวันคำรณในโลหิต!”
“บึ้ม!!!”
อากาศรอบกายอวี้เหวินพลันระเบิดออกกัมปนาท กลิ่นอายความร้อนแรงประดุจลาวาหลอมเหลวพวยพุ่งออกจากทุกรูขุมขน โลหิตในกายเดือดพล่านราวกับเพลิงสุริยันแผดเผา ร่างกายที่เคยดูบอบบางกลับขยายพองขึ้นเล็กน้อย กล้ามเนื้อทุกมัดประสานเข้าด้วยกันจนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าด้วยผลของ ‘เกราะสังวาลย์ดำมืด’
เขามิได้หลบเลี่ยงเงาทวนที่แหลมคม ทว่ากลับพุ่งเข้าหาใจกลางพายุนั้นด้วยความเร็วที่เหนือชั้นของ ‘เงาไร้นาม’!
“เคร้ง!!!”
หมัดขวาของอวี้เหวินที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานอัดแน่นด้วย ‘หมัดอัคนีสังหาร’ ปะทะเข้ากับหัวทวนของจ้าวชิงซานตรงๆ! แรงปะทะส่งคลื่นความร้อนและสายฟ้าฟาดกระจายไปทั่วเวทีศิลาจนแตกละเอียดเป็นผุยผง
จ้าวชิงซานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง แรงสะท้อนมหาศาลทำให้ง่ามมือของเขาถึงกับฉีกขาด เลือดสีแดงสดซึมออกมาตามด้ามทวน ร่างของเขาที่เคยสง่างามกลับต้องเซถอยหลังไปหลายก้าว
“เป็นไปได้อย่างไร!” จ้าวชิงซานคำรามอย่างเสียขวัญ “เจ้า... เจ้าต้านรับหมัดข้าด้วยมือเปล่า? แถมยังเป็นแค่ขอบเขตกำเนิดกาย!”
อวี้เหวินสะบัดมือที่ร้อนระอุเบาๆ ควันสีขาวลอยกรุ่นออกมาจากกำปั้น แววตาของเขายังคงนิ่งสงบ ทว่ารอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้านั้นกลับดูอวดดีและเย้ยหยันยิ่งกว่าเดิม
“ศิษย์พี่จ้าว... พลังของท่าน มีเท่านี้เองหรือ?”