สาวน้อยตะลึงงันทันทีที่ข้อมือถูกจับและด้วยความแรงของการจับนั้นรุนแรงจนนางรู้สึกเจ็บปวดจนข้อมือแทบหักจากนั้นจึงร้องโหวกเหวกออกมา
“ใครก็ได้ช่วยด้วยค่า มีคนทำร้ายร่างกายคนของข้า ไม่พอยังคิดจะฉุดกระชากข้าด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย....”
“ห๊ะ... ทำร้ายคนของเจ้า?? ฉุดลากเจ้า??” เทียนคงอึ้งไปเมื่อได้ยินคำตอบของสาวน้อยคนนี้ที่จะว่าไป มันไม่น่าจะใช่คำตอบของคำถามของเขานะ
ผู้คนรอบข้างพลันส่ายหัวพวกเขารู้อยู่แล้วว่าหนุ่มสาวทั้ง 7 คนนี้เป็นใคร และรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรดังนั้นแล้วเมื่อตอนเกิดเหตุที่สาวน้อยคนนี้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือแล้วชี้ไปที่เทียนคงนั้น ต่างก็พากันคิดไปทางเดียวกันว่า “เอาอีกแล้วเหรอเนี่ยเจ้าหนุ่มนี่ซวยชะมัด”
แต่ที่ไม่มีใครไปห้ามปรามเลยก็เพราะใครจะกล้าล่ะในเมื่อนั่นมันคุณหนูเจ็ด ของตระกูลโจว ซึ่งถือว่าเป็นตระกูลพ่าค้าที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลอยู่มากในย่านนี้ แน่นอนว่าพวกพ่อค้าแม่ขายที่ไหนจะกล้าไปห้ามปราม และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยที่นางทำตัวแบบนี้ เที่ยวกลั่นแกล้งคนไปทั่ว โดยเฉพาะคนที่เดินทางไปมาที่ดูไม่มีพิษสงอะไรเพราะพวกเขาจะไม่มีเบื้องหลังอะไรที่นี่ อย่างมากก็ทำได้แค่แจ้งความ
แต่แล้วอย่างไรในเมื่อเจ้าหน้าที่ย่านนี้ถูกตระกูลเขาซื้อตัวไปเป็นข้ารับใช้แทบจะ 8 ใน 10 ส่วนแล้วใครจะทำอะไรนางได้
พูดถึงเจ้าหน้าที่เลวพวกเขาก็มาเลย ทันทีที่คุณหนูเจ็ดร้องโวยวาย ก็พากันวิ่งแจ้นกันเข้ามากว่าสิบคนทั้ง ๆที่ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เริ่มต้นจนก่อนจะถึงตอนนี้ ไปอยู่ที่ไหนกันมา ไม่เห็นแม้แต่เงา
เทียนคงถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะคลายข้อมือของสาวน้อยที่บีบแน่นอยู่ เขาไม่อยากเสียเวลากับคนเหล่านี้อีกต่อไปแล้วเขาพอเข้าใจแล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และเขาถูกคนเหล่านี้หลอกเข้าแล้ว เขาส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้จากนั้นจึงพูดว่า
“เอาล่ะช่างเถอะ ข้าไม่ยุ่งกับเจ้าแล้ว ข้าไปนะ” เทียนคงไม่อยากมีปัญหาใด ๆอีกแม้ในใจจะไม่พอใจที่นางตั้งใจทำร้ายเขา ถ้าไม่ใช่ว่าเขามีพลังสูงกว่าเขาคงต้องบาดเจ็บหนักจากฝ่ามือนั้นแล้ว แต่ใช่ว่าเทียนคงจะไปก็จะสามารถไปได้สาวน้อยตะโกนบอกเจ้าหน้าที่ที่กรูกันเข้ามาทันที
“ยืนเซ่ออะไรกันอยู่จับเขาสิ” คุณหนูเจ็ดตวาดอย่างเกรี้ยวกราด
พวกเจ้าหน้าที่ก็ได้แต่พยักหน้าจากนั้นก็พากันไปที่เทียนคงหมายจะจับเขาให้ได้
เทียนคงเห็นว่าหากอยู่แบบนี้มีแต่จะทำให้เรื่องยิ่งบานปลาย เขาตัดสินใจระเบิดจิตสังหารออกมาทันที
เจ้าหน้าที่สิบกว่าคนที่กรูกันเข้ามาต่างตกใจกับจิตสังหารที่แผ่ออกมานี้จนแข้งขาอ่อนและพากันคุกเข่าลงไปกับพื้นจากนั้นก็ตัวสั่นงันงกต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาแล้วขอร้องเทียนคงให้ไว้ชีวิตพวกเขา
ทางด้านคุณหนูเจ็ดก็ไม่ต่างกันนางหวาดกลัวจนเนื้อตัวสั่นเทาก่อนจะคุกเข่าลงไปเช่นกัน แต่ถึงจะหวาดกลัวจิตสังหารก็ใช่ว่า เพลิงแค้นจะดับลง นางตะโกนไปทางเทียนคงอย่างเดือดดาลว่า “เจ้าเจ้ากล้าทำร้ายข้า เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร เจ้าตายแน่ ไอเวร กลับมาเดี๋ยวนี้นะ”
เทียนคงที่ปลดปล่อยจิตสังหารออกไปเมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่สิบกว่าคนพากันคุกเข่าไปแล้วนั้นก็ไม่ได้สนใจใครอีกเขาหันหลังแล้วขึ้นยานพาหนะลำจิ๋วออกไป โดยไม่ได้สนใจคุณหนูเจ็ดที่ตะโกนโวยวายตามหลังเลยแม้แต่น้อยราวกับนางไม่ได้มีค่าอะไรให้เขาต้องเสียเวลาไปแม้แต่วินาทีเดียวอีกต่อไป
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันคิดในใจว่า เรื่องใหญ่แล้ว เรื่องใหญ่แล้ว และพากันแยกย้ายกันไปให้ไกล เพราะกลัวว่าจะติดร่างแหไปด้วย
เหตุการณ์ตั้งแต่คุณหนูเจ็ดตั้งใจซัดฝ่ามือไปที่แผ่นหลังของเทียนคงนั้นอยู่ในสายตาของคนสองคนที่ห่างออกไป
“ท่านพี่ข้าว่าท่านไม่ต้องไปช่วยเขาแล้วล่ะ ดูเหมือนเขาจะไม่ใช่คนเดินทางธรรมดาๆอย่างที่เราเข้าใจหรอก” เด็กหนุ่มคนหนึ่งกล่าวกับหญิงสาวที่แต่งตัวธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่รูปร่างหน้าตานั้นจัดว่าไม่ธรรมดา จนออร่าผู้สูงศักดิ์เล็ดลอดออกมา นับว่าเป็นสาวงามที่หาใครเปรียบได้ยากคนหนึ่งนางก็คือ กัวซินเหยียน และเด็กหนุ่มเมื่อครู่ก็คือ กัวไหเจินนั่นเอง
“อืมมคงเป็นอย่างนั้น ... แต่เมื่อกี้เขาทำได้ยังไงเจ้าเห็นหรือเปล่าว่าเขาใช้กระบวนท่าอะไรถึงล้มคู่ต่อสู้ได้ทีเดียวห้าคนแบบนั้น”กัวซินเหยียนมองดูแผ่นหลังของเทียนคงที่ค่อย ๆไกลออกไป แล้วถามน้องชายเพราะนางเป็นผู้รักษา และไม่ถนัดวิชาการต่อสู้ นางจึงมองท่วงท่าที่เทียนคงใช้ไม่ออก
“ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันท่านพี่......” กัวไหเจินเกาหัวแกรก เพราะเขาเองก็มองไม่เห็นเหมือนกัน
“หา.... เจ้าก็มองไม่ออกเหรอ” กัวซินเหยียนเลิกคิ้วเรียวนางมองไม่ออกไม่ใช่เรื่องแปลก แต่น้องชายเขาไม่ใช่ แม้จะยังเด็กแต่ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในอัจฉริยะของตระกูล ที่ร้อยปีจะมีสักคนหนึ่ง เขาอายุเพียง15 ปี ก็มีพลังระดับเชี่ยวชาญขั้นสองแล้ว มีพลังมากกว่าผู้ใช้พลังในรุ่นเดียวกันกว่า5 ขั้นย่อย และเป็นผู้ฝึกพลังรูปแบบส่งเสริม เป็นนักรบที่มีทักษะยอดเยี่ยม
แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเขาก็มองทักษะที่ชายคนนั้นใช้ไม่ออกนั่นหมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่าทักษะที่ชายคนนั้นใช้เหนือกว่าทักษะของตระกูลกัวน่ะสิเป็นไปได้ยังไง
“ดูจากทิศที่เขาไปแล้วน่าจะมุ่งหน้าที่เมืองเพชฌฆาตอสูร หากท่านพี่อยากรู้นักทำไมไม่ไปถามเขาเลยล่ะในเมื่อเราก็มีภารกิจที่นั่นอยู่แล้ว” ไหเจิน เองก็อยากรู้เช่นกันจึงชักชวนพี่สาวของนาง
“ไปถามตรงๆเลยมันจะดีเหรอ” ซินเหยียน นึกลังเล นางไม่เคยเป็นคนเข้าหาบุรุษเพศมาก่อนดังนั้นจึงมีความลังเลว่าควรจะทำตามที่น้องชายแนะนำดีไหม
“นี่ท่านพี่ท่านปลอมตัวเสียจนลืมไปแล้วเหรอว่าท่านเป็นใคร ไม่ว่าใครในดาวนี้ต่างก็อยากคุยกับท่านทั้งนั้นแหละหรือต่อให้ไม่อยากก็ต้องคุย ไปกันเถอะท่านพี่ เดี๋ยวจะคลาดสายตาแล้วตามเขาไม่ทัน”ไหเจิน พูดด้วยท่าทีหงุดหงิดเขาดึงมือพี่สาวเขาแล้วพุ่งตรงไปยังทิศทางที่เทียนคงเดินทางไป
ระหว่างที่เทียนคงเดินทางด้วยความเร็วไม่มากนักเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ เขากลับสัมผัสได้ว่ามีคนตามเขามาแถมยังเป็นคนที่มีพลังระดับเชี่ยวชาญด้วยทั้งสองคน เขาพลันคิดในใจ “จะไม่เลิกใช่ไหมก็ได้ ....”
เมื่อตระหนักได้ว่ามีคนตามมาเขาก็คิดไปว่าสองคนนี้เป็นคนของสาวน้อยหน้าไม่อายคนนั้นส่งมาเพื่อจับเขา เขาจึงออกนอกเส้นทางหลักแล้วเลี้ยวไปที่มุมหนึ่งข้างทางที่ไม่มีคน
“นั่นเขาจะไปไหนน่ะ”ซินเหยียนมองเทียนคงด้วยความงุนงง
“เขาปวดท้องกระทันหันหรือเปล่าหรือเขาจะไปปลดทุกข์” ไหเจินดูด้วยท่าทีขำเล็กน้อย
“โป้กกกกเจ้าบ้า ใครเขาจะมาปลดทุกข์กันข้างถนนแบบนี้ เจ้านี่มัน ....เอ๊ะหรือว่าเขาจะรู้ว่าพวกเราตามเขามา” ซินเหยียนแขกหัวน้องชายไปหนึ่งทีก่อนจะพลันคิดว่าพวกเขาถูกจับได้แล้ว
“เป็นไปไม่ได้หรอกท่านพี่โอยยย เจ็บ ... ท่านก็เห็นว่าพลังเขาอยู่แค่ระดับสูงขั้นเจ็ด จะเอาอะไรมารู้ว่าพวกเราติดตามเขาอยู่โอยยย โอยยย เจ็บ” ไหเจินตอบไปพลางลูบหัวตัวเองไปพลาง
“แล้วเจ้าคิดว่าผู้ใช้พลังระดับสูงขั้นเจ็ดจะสามารถล้มนักรบที่มีพลังระดับสูงขั้นต้นพร้อม ๆกันห้าคนในกระบวนท่าเดียวได้เหรอ”ซินเหยียนถามพร้อมกับครุ่นคิด
“ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะท่านพี่ถ้าหากว่าเขามีความเข้าใจในทักษะที่ใช้อย่างลึกซึ้งและสามารถประเมินจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้อย่างถ่องแท้ละก็ การจะทำแบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากข้าเองก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้นะท่านพี่” ไหเจินตอบอย่างผู้รู้และมั่นอกมั่นใจในตัวเอง
“ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่ได้หมายความว่าเขาก็เป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะเหมือนกับเจ้าหรือไงและถ้าเขาเป็นอัจฉริยะจริง เขาก็มีโอกาสที่จะรู้ว่าพวกเราติดตามเขามาไม่ใช่เหรอ”ซินเหยียนประเมินเหตุการณ์ และทำให้น้องชายของนางอดทึ่งในทักษะการวิเคราะห์ของพี่สาวไม่ได้
“เอ่ออก็จริงของท่าน .... ช่างเถอะ อย่ามัวแต่กระนั้นเลย เดี๋ยวข้าไปดูเองว่าเขาปลดทุกข์อยู่จริงๆหรือไม่” พูดจบไม่รอให้ซินเหยียนออกความเห็น เขาก็พุ่งออกไปข้างทางที่เทียนคงหลบมุมอยู่
“เดี๋ยวก่อนไหเจิน ..... ให้ตายสิ เจ้าเด็กบ้าเอ้ยยยย” ซินเหยียนตะโกนเรียกแต่ไหเจินก็ไม่ได้ฟังนางเลย ยังคงพุ่งออกไป นางได้แต่ถอดถอนใจนางใช่ว่าไม่อยากห้ามเขา แต่ห้ามไม่ได้เพราะถึงแม้นางจะมีระดับพลังสูงกว่าไหเจินถึง 5 ขั้นย่อย แต่เพราะนางเป็นผู้รักษา ทักษะด้านการต่อสู้จึงอ่อนด้อยกว่าน้องชายมากต่อให้อยากห้ามแค่ไหน ก็จนปัญญา หากเป็นก่อนหน้าที่ไหเจินยังมีพลังอยู่ที่ระดับสูงขั้นสูงนางก็ยังพอสามารถยับยั้งการกระทำต่าง ๆของไหเจินได้ แต่ตอนนี้นางทำไม่ได้แล้ว
ทันทีที่ไหเจินเลี้ยวเข้าไปตรงมุมลับตาคนแล้วเขาก็แปลกใจ เพราะชายหนุ่มตรงหน้าไม่เพียงไม่ได้ปลดทุกข์ แต่กลับยืนสองมือไขว้หลังแล้วจ้องมาที่เขาเหมือนกับว่ากำลังรอเขาอยู่ยังไงยังงั้น
“อีกคนไปไหนสะล่ะทำไมไม่เข้ามาพร้อมกันเลย” เทียนคงเอ่ยเสียงเย็น ใช่ว่าเขาอยากทำร้ายใครแต่ก็ใช่ว่าจะให้ใครมารังแกรังควานได้ สีหน้าเขาตอนนี้บ่งบอกได้เลยว่ากำลังหงุดหงิดอย่างสุด ๆ
“ห๊ะเจ้าพูดอะไรน่ะ เจ้ารู้เหรอว่าข้าตามเจ้ามา .... เวรแล้วไง” ไหเจินแทบไม่อยากเชื่อว่าพี่สาวเขาจะคิดถูกหมอนี่รู้ว่ามีคนตามมา เขาพลันเหงื่อตกนิดหน่อย ไม่ใช่ว่าเพราะกลัวแต่เพราะหน้าแตกยับต่างหาก เขามั่นใจเหลือเกินว่าหมอนี่จะต้องกำลังปลดทุกข์อยู่และทันทีที่เขาปรากฏตัว จะต้องมีฉากสนุก ๆให้ดูแน่ ๆ ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นแบบนี้และที่ทำให้เขาเหงื่อตกไม่หยุดคือ พี่สาวเขาจะต้องลงโทษเขาหนักแน่ ๆ ที่ทำตัวไร้มารยาทกับผู้อื่นแบบนี้....