เวลาเช้ามืดของวันที่ 37 ของเกมส์แห่งสงคราม
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
หลังจากจัดการเรื่องผู้ป่วยที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายวันก่อน กับเสริมกำลังจัดทัพใหม่เสร็จ ในที่สุดกองทัพจำนวนสองแสนก็พร้อมที่จะบุกพวกปีศาจน้อยได้อีกครั้ง
“แต่ทว่าดันฝนตกหนักนี่สิ”
ณ ป้อมปราการ [แฟต] ที่ตั้งอยู่หน้าสะพานข้ามแม่น้ำในทิศตะวันตกของทวีปนั้น กำลังเกิดฝนเทลงมาอย่างหนักอยู่
ตลอดสามสิบเจ็ดวันที่ได้เกิดมาในโลกใบนี้ ผมพึ่งจะเคยพบเคยเห็นฝนฟ้าที่รุนแรงขนาดนี้ก็วันแรกเนี่ยแหละ
ผมรู้สึกได้ถึงลางร้ายบางอย่างจากฝนที่ตกหนักนี้
บนเนินดินกำแพงของป้อมปราการที่สมบูรณ์แบบสูงสิบเมตร ได้ถูกม่านฝนบดบังจนแทบมองไม่เห็น
ทางระบายน้ำของหลุมในรังป้อมปราการได้เต็มไปด้วยหยาดน้ำฝนจนแทบล้นทะลัก
“ท่านสเลบครับ รบกวนมาที่กำแพงทีสิครับ มีเรื่องอยากให้ท่านตรวจสอบหน่อยนะครับ”
“? ได้สิ”
เสียงของลูกน้องที่เฝ้ายามอยู่ได้ดังแทรกเข้ามาภายในสมอง
ผมทิ้งงานวางแผนการรบบนแผนที่หนังสัตว์ตรงหน้า แล้วเดินออกจากห้องบัญชาการไปที่ข้างนอก
หยาดน้ำฝนได้เทกระหน่ำลงบนชุดเกราะสีดำของตัวเอง
“มีอะ---”
แต่ก่อนที่ผมจะได้ไถ่ถามออกไป ผมก็รู้แล้วว่าทำไมพวกเขาถึงได้เรียกผมมา
ท่ามกลางม่านน้ำฝนตรงหน้านี้ มีบางอย่างจำนวนมากกำลังเคลื่อนไหวตรงเข้ามาอยู่
หนวดสัมผัสตรงหัวได้บอกให้ผมรู้เช่นนั้น
“... ได้ส่งคนไปตรวจสอบหรือยัง? ”
“ยังครับ แนวหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ใต้ดินเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เป็นเพราะฝนมันรุนแรงมากครับ”
“... ส่งใครสักคนไปยืนยันด้วยสายตาทีสิ”
“ได้ครับ! ”
มดทหารเลวตรงหน้าได้รีบสั่งการออกไปในทันทีด้วยคลื่นสมอง
แล้วหลังจากนั้นสักพัก…
“สัญญาณขาดหายไป…”
คลื่นสมองของหน่วยขนาดเล็กที่ส่งออกไปยืนยันด้วยสายตาก็ขาดหายไป
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีศัตรูซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสายฝนนั้น
“ถึงทหารทุกหน่วยในป้อมปราการแฟต พบศัตรูจำนวนหนึ่งบุก! ขอให้ทหารทุกนายรีบเข้าประจำที่เดียวนี้! ”
มดทาส มดทหารเลว มดทหารระดับสูง และมดระดับองครักษ์ต่างรีบเร่งเข้าประจำที่บนยอดกำแพงดินในทันที
ธนูทดแรงที่ถืออยู่ในมือของเหล่ามดทาสได้ถูกตั้งเล็งออกไปท่ามกลางสายฝนที่ตกเป็นม่านหนาทึบ
ม่านที่หนาทึบนี้ ทำให้พวกเราไม่อาจรับรู้ได้ว่าไกลออกไปในระยะสิบเมตรมีอะไรซ่อนตัวอยู่บ้าง
ช่างเป็นฝนที่น่ารังเกียจเสียจริง
“เดียว… ทำไมพวกหน่วยที่ซ่อนใต้ดินถึงถูกโจมตีละ!? ”
ในระหว่างที่ทหารกำลังเข้าประจำตำแหน่ง บรรดากองกำลังมดทหารเลวที่ออกไปเฝ้าระวังใต้ดินโดยรอบป้อมปราการก็ได้เริ่มถูกโจมตีจากศัตรูที่ยังไม่เห็น
“ (พวกปีศาจน้อยหรือ? หรือว่าเป็นพวกปีศาจปีก? มันเกิดอะไรกันขึ้น รีบรายงานมาเดียวนี้!) ”
“ (ท่านขุนพลสเลบครับ พวกศัตรูมันใช้ควันพิษรมพวก---) ”
“ (ควันสีม่วง! พบควัน---) ”
สัญญาณจากหน่วยเฝ้าระวังใต้ดินเริ่มถูกตัดขาดไปอย่างรวดเร็ว
“หน่วยเฝ้าระวังใต้ดินให้ถอนทัพจากแนวหน้า! หากอุโมงค์ใต้ดินใช้งานไม่ได้ ให้ปรากฏตัวเหนือดินแล้วรับมือตามสถานการณ์ รีบถอยทัพกลับมาที่ป้อมเดียวนี้! ”
ผมพยายามจ้องและสัมผัสสิ่งที่อยู่ด้านหลังม่านสายฝนนี้
มีเสียงต่อสู้ดังก้องออกมาจากแนวรบที่ห่างไกลออกไปสองร้อยเมตรจากแนวกำแพง
ผมไม่อาจทราบได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่หลังม่านน้ำฝนตรงหน้า แต่พอจะรู้ได้ว่านักรบกว่าหนึ่งหมื่นชีวิตกำลังจะจบลงอยู่ที่นั่น
ผมรู้สึกเจ็บปวดที่แขนซ้ายซึ่งขาดหายไปในสงครามเมื่อวันก่อนขึ้นมา
เสียรู้ศัตรูแล้วยังไงละ…
“ปิดเส้นทางใต้ดิน เดียวนี้เลย”
“ท่านสเลบ แต่ว่ายังมีพรรคพวก…”
“ไม่มีใครกลับมาแล้วละ เจ้าเองก็น่าจะรู้ได้จากคลื่นคสมองแล้วไม่ใช่หรือไง”
“...ครับท่าน ทุกหน่วย ปิดตายปากอุโมงค์เดียวนี้! ”
เนินดินรังมดจำนวนสามหลุมที่เชื่อมต่อเส้นทางใต้ดินเข้าด้วยกัน ได้ถูกปิดลงด้วยการพังเสาค้ำหลักของผนังถ้ำ
ด้วยการออกแบบอย่างแยบยล ทำให้การพังเสาจากภายนอกเพียงต้นเดียว ก็สามารถทำให้ปากทางเข้าถูกดินถล่มพังทับปิดตายลงไป
สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุด
แถวยาวหน้ากระดานจำนวนสามแถวได้ถูกจัดเรียงอยู่บนแนวกำแพงดินสูงสิบเมตรที่ทอดตัวยาวตลอดแนวแม่น้ำ
เนินดินที่นูนสูงราวกับขุนเขา มีมดทหารจำนวนมากซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวเพื่อดักลอบโจมตี
เสียงหยาดฝนได้ตกกระทบชุดเกราะสีดำจนกลบเสียงเดินทัพของผู้บุกรุกที่ไม่ได้นัดหมาย
ทุกคนต่างยืนนิ่งเป็นรูปปั้นราวกับว่าเวลาได้หยุดลง
จนกระทั้งท้องฟ้าที่มืดมิดได้เลือนหายไป
หยาดฝนได้หยุดลง ม่านสีเทาตรงหน้าได้ถูกคลี่ออก
แล้วผมก็ได้เห็น---
“นี่มันบ้าอะไร (วะ) เนี่ย”
---ได้เห็นกองทัพที่ทอดตัวยาวไปจนสุดขอบฟ้า
ปีกซ้ายคือกองทัพของพวกปีศาจน้อยที่สวมชุดเกราะโลหะแวววาวหลากสีสันบาดตา
ปีกขวาคือกองทัพของพวกปีศาจปีกในชุดคลุมที่ทำจากใบไม้สีเขียว
กองทัพทั้งสองต่างเดินคู่ขนานมาอย่างพร้อมเพรียงราวกับว่านัดหมายกันมา
อาวุธแปลกตาที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนของปีศาจน้อย ได้ถูกขนเรียงขึ้นมาที่ข้างหน้าของเนินกำแพงดิน
บรรดาปีศาจปีกต่างสะบัดหยาดน้ำฝนที่เปียกปอนออก และเริ่มบินทะยานขึ้นฟ้า
ทั่วน่านฟ้าได้ถูกย้อมไปด้วยสีเขียวของกองทัพจากปีกศาจปีก
เป็นกองทัพที่เกรียงไกรจนมิอาจคาดคะเนจำนวนด้วยสายตาได้
“เหวอ!? ท่านสเลบครับ จะเอายังไงดีครับ? ”
“สเก็ต สเต็บ สเล็บ สเล็ด เจ้าสี่คนนำทัพหนึ่งแสนห้าหนีกลับไปที่ป้อมอีกฟากของแม่น้ำเดียวนี้ หากผมไม่อาจกลับไปได้ ให้ทำลายสะพานทิ้งไปเลย สเต็ก เจ้าจงฆ่าตัวตายแล้วรีบเอาข่าวไปแจ้งให้องค์ราชินีทราบซะ สเล็ต สเล็ก พวกเจ้าสองคนมาช่วยผมทำสงครามป้องกัน พวกเราต้องถ่วงเวลาให้นานที่สุด! ”
ผมรีบตัดสินใจออกคำสั่งไปในทันที
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าป้อมนี้คงแตกเป็นที่แน่นอน
กองกำลังสองแสนไม่สามารถต้านทานกองกำลังที่เหนือกว่าอย่างล้นหลามได้
แทนที่จะดันทุรังตั้งรับ สู้ถ่วงเวลา แล้วตัดเส้นทางบุกเพื่อรอกำลังเสริมจะดีกว่า
“อย่างน้อยควรทำให้ได้เจ็ดวัน”
ระยะทางไปกลับรังหลวงต้องกินเวลาถึงห้าวัน หากรวมเวลาเกิดใหม่เพื่อส่งข่าว กับรวมทัพเร่งด่วน อย่างเร็วสุดก็ต้องถ่วงเวลาให้ได้นานเจ็ดวัน
“... โจทย์โหดหินชะมัด ทหารทุกนาย โจมตี! ”
ธนูทดแรงได้ถูกยิงออกไป
ห่าฝนลูกศรโลหะที่แหลมคมได้ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
แต่กระนั้นกลับหาได้สั่นคลอนกองทัพของมนุษย์ไม่
“รูปขบวนทัพกระดอง! ”
หนุ่มผมทองที่สวมชุดเกราะน้อยชิ้น แต่มีโล่ทรงกล่มสีทองขนาดใหญ่ได้กู่ก้องเสียงดัง
[กองทัพสปาร์ตั้น] ที่ยืนอยู่แนวหน้าต่างยกโล่อันแสนภาคภูมิสูงขึ้นฟ้าพร้อมกับผ้าคลุมสีแดงที่เด่นเป็นสง่า
กองทัพอันเป็นระบบระเบียบนั้น ไม่อาจมองเห็นช่องว่างให้ลูกธนูร้ายเล็ดลอดเข้าไปได้
เสียงกระทบลูกธนูได้ดังก้องยาวนานกว่าหนึ่งนาที
“พวกมันร่วมมือกันจริง ๆ ด้วย… ”
สเลบพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวัง
ปราการโล่อันน่ากลัวของมนุษย์ ได้เข้าปกป้องกองทัพของเผ่าปักษาเอาไว้ด้วยเช่นกัน
“หน่วยปืนใหญ่ ยิง! ”
ชายผิวคล้ำชาวเอเซียได้ตะโกนกู่ก้องจากที่แนวหลัง
กองทัพแมมมอธอันแสนภูมิใจของชาวเอเชียได้เริ่มเปิดฉากโจมตี
กระสุนปืนใหญ่ได้พุ่งกระแทกเข้ากับเนินดินสูงสิบเมตรพร้อมกับกลุ่มก้อนของเปลวไฟ
พุ่งทะลวงและฝังลึกลงไปพร้อมกับบดขยี้พวกมดทหารที่ดักรออยู่ใต้ดิน
มนุษย์ที่เคยลิ้มรสชาติการถูกดักโจมตีจากใต้ดินมาหลายครั้ง ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าบนเนินนั้นต้องมีพวกศัตรูดักเฝ้ารออยู่
“ยิงหน้าไม้ยักษ์ เป้าหมายคือสัตว์ขนสีน้ำตาลพวกนั้น! พวกที่ดักรอใต้ดิน ให้ถอนกำลังกลับมาเดียวนี้! ”
ถึงจะถูกรู้ล่วงหน้า แต่สเลบคงคิดไม่ถึง ว่าในโลกนี้จะมีอาวุธที่สามารถขุดหน้าดินขึ้นมาได้แบบนี้
บัลลิสต้าของเผ่าอาร์โธร์โพดาได้ถูกเล็งเป้าไปทางกองทัพช้างอันโดดเด่นตรงหน้า
สายรั้งได้ถูกดึงลงมาพร้อมกับลูกธนูไม้ที่ยาวสามเมตร
“ยิง! ”
ลูกธนูไม้ขนาดยักษ์จำนวนหนึ่งได้พุ่งแหวกม่านอากาศออกไป
แต่ทว่าอาวุธร้ายเหล่านั้นกลับมิอาจเอื้อมไปถึงกองทัพช้างแมมมอธปืนใหญ่ของมนุษย์ได้
“ยิงสกัดด้วยธนูระเบิด ยิง! ”
ไฮเจน จ่าฝูงหน่วยธนูได้ลั่นคำสั่งออกไป
หลังจากที่ถูกจ่าฝูงสูงสุดออกเซอร์ จับไปปรับทัศนคติใหม่จากเหตุการณ์ครั้งก่อน เลยทำให้ไฮเจนมีความใจเย็นและเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น
ธนูระเบิดได้ถูกยิงเข้าสกัดธนูไม้จนกระจุยเป็นชิ้นกลางอากาศ
“ปืนใหญ่แรงดันน้ำระรอกสอง ยิง! ”
กระสุนปืนใหญ่จากหลังช้างแมมมอธได้ถูกลั่นยิงออกไปอีกครั้ง
เนินดินของป้อมปราการได้สั่นไหวจากแรงกระแทกและระเบิดอย่างน่ากลัว
“ให้ตายสิ แพ้เรื่องระยะยิงเสียได้”
สเลบพึมพำกับตนเองพร้อมกับคิดหาทางออกจากสถานการณ์ที่เสียเปรียบนี้
อาวุธของเผ่าอาร์โธร์โพดาไม่ค่อยเน้นไปที่การโจมตีระยะไกลเท่าไหรนัก
เพราะธรรมชาติเดิมของโลกเขา ขอเพียงแค่มีเขี้ยวอันทรงพลัง มันก็เพียงพอต่อการออกล่าแล้ว
ด้วยความคุ้นชินเช่นนั้น พวกเขาจึงเน้นไปกับการต่อสู้ระยะประชิดแทน
ขนาดบัลลิสต้าของอาร์โธร์โพดายังมีคุณภาพห่วยแตกอย่างเห็นเลย
และในเมื่อรู้ว่าอาวุธที่ตนมีมันไร้ประโยชน์ต่อหน้าปืนใหญ่ไอน้ำกับทัพของชาวปักษาที่โบยบินบนฟ้า สเลบจึงได้ตัดสินใจ---
“เผาหน้าไม้ยักษ์แล้วทิ้งลงเนินใส่พวกศัตรูไปพร้อมกับหินไฟเลย! ”
-ตัดสินใจใช้พวกมันโจมตีด้วยวิธีเช่นนี้แทน
บัลลิสต้าไม้ขนาดสามเมตรได้ถูกจุดไฟจนลุกท่วม
ล้อไม้ทั้งสี่เริ่มหมุนเกลียวลงจากเนินดิน เป็นดั่งรถสายมรณะจากนรก
พร้อมกันนั้น ณ ที่ยอดเนินก็มีก้อนเหล็กทรงกลมขนาดสี่เมตรจำนวนมาถูกยกขึ้นมาวางเรียงคู่กัน
พวกมันถูกหุ้มด้วยถ่านหินเอาไว้อีกชั้น
ก้อนกลมสีดำได้ถูกจุดไฟจนลุกโชนแล้วปล่อยกลิ้งลงมา
ลูกไฟที่ไหลลงมาจากเนินนั้น ช่างราวกับคลื่นสึนามิที่พร้อมจะพัดกวาดเอาทุกสิ่งให้หายจากโลกนี้ไป
“ตั้งแนวรับ! เตรียมรับแรงกระแทก! ”
“ปืนใหญ่แรงดันน้ำ ยิงสกัด! ”
“ธนูระเบิดยิงสกัด! ”
กระสุนปืนใหญ่จากมนุษย์ กับธนูระเบิดจากเผ่าปักษาได้ถูกลั่นยิงออกไปสกัดมหาคลื่นอัคคีนั้น
บัลลิสต้ากับลูกเหล็กบางส่วนที่กลิ้งลงมาได้ถูกทำลายจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
แต่ใช่ว่าจะสามารถทำลายทิ้งได้ทั้งหมด
“เตรียมรับแรงกระแทก! ”
กองทัพสปาร์ตั้นต่างยืนนิ่งไม่หวั่นไหว ยกโล่ตรงหน้าตั้งมั่นอย่างห้าวหาญไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อลูกไฟยักษ์ตรงหน้า
“โอ้ววว! ”
เลือดสีแดงได้สาดกระเซ็นนองเป็นทางลากยาวเกือบยี่สิบเมตร
ความแข็งแกร่งอันภาคภูมิใจได้ถูกบดขยี้ด้วยลูกเหล็กไฟอันน่ารุนแรงที่กลิ้งทับลงมา
แต่ถึงกระนั้นมันก็หยุดลงที่ระยะยี่สิบเมตร ก่อนที่จะทำความเสียหายไปมากกว่านี้ให้กับมนุษย์ได้
“จัดแนวรบ! เตรียมพร้อมรับมือระลอกสอง! ”
บนยอดเนินกำแพง พวกอาร์โธร์โพดาเริ่มที่จะจุดไฟใส่ลูกเหล็กยักษ์ชุดที่สองแล้ว
คลื่นอัคคีชุดที่สองได้ถูกทิ้งลงจากเนินเข้าบดขยี้กองทัพของมนุษย์อีกครั้ง
“อ๊าก!? ”
“ยันมันเอาไว้! ”
“โอ้ววว! ”
แนวโล่ของมนุษย์ได้ล้มตายไปเป็นจำนวนมากเกือบห้าพันคนได้
ถึงจะหาทางโต้กลับได้ แต่สเลบกลับไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังได้เปรียบเลยแม้แต่น้อย
ลูกเหล็กยักษ์ที่เตรียมเอาไว้ใช้ทำศึกป้องกัน พวกมันเหลือพอใช้ได้อีกเพียงแค่ห้าครั้งเท่านั้น
แล้วสเลบก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังมองอะไรบางอย่างไปอยู่
หากมีกองทัพที่มากกว่าอย่างล้นหลาม ทำไมพวกเขาถึงไม่โถมโจมตีบุกเข้ามากันละ?
จะมามัวเสียเวลาโจมตีจากระยะไกลไปเพื่ออะไรกัน?
“หรือว่า… ข้างบน! ”
สเลบใช้หนวดของตัวเองตรวจจับขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ว่างเปล่า
ไม่สิ มันไม่ได้ว่างเปล่าเลย
เพราะมัวแต่สนใจกองทัพที่เห็นตรงหน้า พวกเขาเลยลืมที่จะสนใจในสิ่งที่อยู่ข้างบนของตนเอง
กองกำลังปักษาอีกสองแสนนายที่นำโดยอัศวินสีแดง [โซเดียม] ได้บินทะยานลงมาจากระดับเหนือเมฆ
“ทิ้งสารระเบิดปูพรม! ”
ไตรไนโตรโทลูอีน หรือก็คือ [TNT] ได้ถูกทิ้งปูพรมลงมาจากฟากฟ้า
แร่สีเหลืองจำนวนนับตันได้ถูกทิ้งลงมาทุกตารางนิ้วบนป้อมปราการของฝ่ายอาร์โธร์โพดา
“บินออกนอกระยะระเบิด! ”
“ยิงธนูสายฟ้าจุดฉนวน! ”
ทันทีที่กองทัพของโซเดียมบินแหวกอากาศออกมาจากรัศมีระเบิด ไฮเจนก็ลั่นค่ำสั่งโจมตีออกไป
ลูกธนูที่ติดผลสีเหลืองซึ่งมีฤทธิ์ประจุไฟฟ้าไหลอยู่ภายในได้ถูกยิงออกไปดั่งห่าฝน
“ทุกหน่วย ดำดินให้ลึกที่สุด เดียวนี้! ”
สเลบได้กรีดเสียงสัญญาณคลื่นสมองสั่งการออกไป
เขารู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าเจ้าก้อนสีเหลืองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนี้ มันต้องมีอันตรายร้ายแรงมากแน่นอน
กองทัพของอาร์โธร์โพดาต่างรีบขุดดินหนีให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้
แล้วระเบิดสีดำขนาดยักษ์ก็ได้พวยพุ่งขึ้นสู้ท้องฟ้าในท้ายที่สุด
ในเวลาเดียวกัน ณ แนวกำแพงตลอดเส้นแม่น้ำทางทิศเหนือของอาณาเขตฝ่ายอาร์โธร์โพดา
***ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]
ช่างน่าเบื่อ
ข้าที่ได้รับภารกิจเฝ้าแนวปราการริมแม่น้ำทางเหนือได้บ่นกับตัวเองเช่นนั้น
ข้า [ฮอร์เนส] ขุนพลไร้พ่ายผู้นี้ ทำไมถึงต้องมารับงานน่าเบื่อเช่นนี้ด้วย?
ข้าที่เป็นขุนพลซึ่งแข็งแกร่งที่สุดของเผ่าผู้นี้ ทำไมถึงต้องมารับหน้าที่เฝ้าแนวปราการอันน่าเบื่อเช่นนี้ด้วย?
ผิดกับขุนพลสเลบที่ได้ออกไปรบในแนวหน้าทิศตะวันตก หรือขุนพลอลูฟที่ออกไปสำรวจทรัพยากรณ์ในทิศตะวันออก งานเฝ้ายามมันช่างน่าเบื่อยิ่งนัก
“อยากออกรบจังเลยโว้ย”
ดังนั้นข้าจึงบนกับตัวเองอยู่บนยอดกำแพงเนินดินที่สร้างขนานไปกับแม่น้ำตรงหน้าแบบนี้
ในตอนนั้นเอง---
“ (ท่านฮอร์เนส ศัตรู! พวกปีศาจยักษ์มันบุกแล้วครับท่าน!) ”
---ในตอนนั้นเองที่ดูท่าเทพเจ้าจะขานรับคำขอร้องของข้า
“ (เตรียมรับศึก! ทหารทุกนายเข้าประจำที่ได้!) ”
ฮะ ฮ่า!? ได้เวลาสนุกของข้าแล้วสินะ!