Age of war

    ตอนที่ 36 สงครามพันธมิตร-ทิศตะวันตก

    เวลาเช้ามืดของวันที่ 37 ของเกมส์แห่งสงคราม

    ***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

    หลังจากจัดการเรื่องผู้ป่วยที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายวันก่อน กับเสริมกำลังจัดทัพใหม่เสร็จ ในที่สุดกองทัพจำนวนสองแสนก็พร้อมที่จะบุกพวกปีศาจน้อยได้อีกครั้ง

    “แต่ทว่าดันฝนตกหนักนี่สิ”

    ณ ป้อมปราการ [แฟต] ที่ตั้งอยู่หน้าสะพานข้ามแม่น้ำในทิศตะวันตกของทวีปนั้น กำลังเกิดฝนเทลงมาอย่างหนักอยู่

    ตลอดสามสิบเจ็ดวันที่ได้เกิดมาในโลกใบนี้ ผมพึ่งจะเคยพบเคยเห็นฝนฟ้าที่รุนแรงขนาดนี้ก็วันแรกเนี่ยแหละ

    ผมรู้สึกได้ถึงลางร้ายบางอย่างจากฝนที่ตกหนักนี้

    บนเนินดินกำแพงของป้อมปราการที่สมบูรณ์แบบสูงสิบเมตร ได้ถูกม่านฝนบดบังจนแทบมองไม่เห็น

    ทางระบายน้ำของหลุมในรังป้อมปราการได้เต็มไปด้วยหยาดน้ำฝนจนแทบล้นทะลัก

    “ท่านสเลบครับ รบกวนมาที่กำแพงทีสิครับ มีเรื่องอยากให้ท่านตรวจสอบหน่อยนะครับ”

    “? ได้สิ”

    เสียงของลูกน้องที่เฝ้ายามอยู่ได้ดังแทรกเข้ามาภายในสมอง

    ผมทิ้งงานวางแผนการรบบนแผนที่หนังสัตว์ตรงหน้า แล้วเดินออกจากห้องบัญชาการไปที่ข้างนอก

    หยาดน้ำฝนได้เทกระหน่ำลงบนชุดเกราะสีดำของตัวเอง

    “มีอะ---”

    แต่ก่อนที่ผมจะได้ไถ่ถามออกไป ผมก็รู้แล้วว่าทำไมพวกเขาถึงได้เรียกผมมา

    ท่ามกลางม่านน้ำฝนตรงหน้านี้ มีบางอย่างจำนวนมากกำลังเคลื่อนไหวตรงเข้ามาอยู่

    หนวดสัมผัสตรงหัวได้บอกให้ผมรู้เช่นนั้น

    “... ได้ส่งคนไปตรวจสอบหรือยัง? ”

    “ยังครับ แนวหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ใต้ดินเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เป็นเพราะฝนมันรุนแรงมากครับ”

    “... ส่งใครสักคนไปยืนยันด้วยสายตาทีสิ”

    “ได้ครับ! ”

    มดทหารเลวตรงหน้าได้รีบสั่งการออกไปในทันทีด้วยคลื่นสมอง

    แล้วหลังจากนั้นสักพัก…

    “สัญญาณขาดหายไป…”

    คลื่นสมองของหน่วยขนาดเล็กที่ส่งออกไปยืนยันด้วยสายตาก็ขาดหายไป

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีศัตรูซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสายฝนนั้น

    “ถึงทหารทุกหน่วยในป้อมปราการแฟต พบศัตรูจำนวนหนึ่งบุก! ขอให้ทหารทุกนายรีบเข้าประจำที่เดียวนี้! ”

    มดทาส มดทหารเลว มดทหารระดับสูง และมดระดับองครักษ์ต่างรีบเร่งเข้าประจำที่บนยอดกำแพงดินในทันที

    ธนูทดแรงที่ถืออยู่ในมือของเหล่ามดทาสได้ถูกตั้งเล็งออกไปท่ามกลางสายฝนที่ตกเป็นม่านหนาทึบ

    ม่านที่หนาทึบนี้ ทำให้พวกเราไม่อาจรับรู้ได้ว่าไกลออกไปในระยะสิบเมตรมีอะไรซ่อนตัวอยู่บ้าง

    ช่างเป็นฝนที่น่ารังเกียจเสียจริง

    “เดียว… ทำไมพวกหน่วยที่ซ่อนใต้ดินถึงถูกโจมตีละ!? ”

    ในระหว่างที่ทหารกำลังเข้าประจำตำแหน่ง บรรดากองกำลังมดทหารเลวที่ออกไปเฝ้าระวังใต้ดินโดยรอบป้อมปราการก็ได้เริ่มถูกโจมตีจากศัตรูที่ยังไม่เห็น

    “ (พวกปีศาจน้อยหรือ? หรือว่าเป็นพวกปีศาจปีก? มันเกิดอะไรกันขึ้น รีบรายงานมาเดียวนี้!) ”

    “ (ท่านขุนพลสเลบครับ พวกศัตรูมันใช้ควันพิษรมพวก---) ”

    “ (ควันสีม่วง! พบควัน---) ”

    สัญญาณจากหน่วยเฝ้าระวังใต้ดินเริ่มถูกตัดขาดไปอย่างรวดเร็ว

    “หน่วยเฝ้าระวังใต้ดินให้ถอนทัพจากแนวหน้า! หากอุโมงค์ใต้ดินใช้งานไม่ได้ ให้ปรากฏตัวเหนือดินแล้วรับมือตามสถานการณ์ รีบถอยทัพกลับมาที่ป้อมเดียวนี้! ”

    ผมพยายามจ้องและสัมผัสสิ่งที่อยู่ด้านหลังม่านสายฝนนี้

    มีเสียงต่อสู้ดังก้องออกมาจากแนวรบที่ห่างไกลออกไปสองร้อยเมตรจากแนวกำแพง

    ผมไม่อาจทราบได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่หลังม่านน้ำฝนตรงหน้า แต่พอจะรู้ได้ว่านักรบกว่าหนึ่งหมื่นชีวิตกำลังจะจบลงอยู่ที่นั่น

    ผมรู้สึกเจ็บปวดที่แขนซ้ายซึ่งขาดหายไปในสงครามเมื่อวันก่อนขึ้นมา

    เสียรู้ศัตรูแล้วยังไงละ…

    “ปิดเส้นทางใต้ดิน เดียวนี้เลย”

    “ท่านสเลบ แต่ว่ายังมีพรรคพวก…”

    “ไม่มีใครกลับมาแล้วละ เจ้าเองก็น่าจะรู้ได้จากคลื่นคสมองแล้วไม่ใช่หรือไง”

    “...ครับท่าน ทุกหน่วย ปิดตายปากอุโมงค์เดียวนี้! ”

    เนินดินรังมดจำนวนสามหลุมที่เชื่อมต่อเส้นทางใต้ดินเข้าด้วยกัน ได้ถูกปิดลงด้วยการพังเสาค้ำหลักของผนังถ้ำ

    ด้วยการออกแบบอย่างแยบยล ทำให้การพังเสาจากภายนอกเพียงต้นเดียว ก็สามารถทำให้ปากทางเข้าถูกดินถล่มพังทับปิดตายลงไป

    สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุด

    แถวยาวหน้ากระดานจำนวนสามแถวได้ถูกจัดเรียงอยู่บนแนวกำแพงดินสูงสิบเมตรที่ทอดตัวยาวตลอดแนวแม่น้ำ

    เนินดินที่นูนสูงราวกับขุนเขา มีมดทหารจำนวนมากซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวเพื่อดักลอบโจมตี

    เสียงหยาดฝนได้ตกกระทบชุดเกราะสีดำจนกลบเสียงเดินทัพของผู้บุกรุกที่ไม่ได้นัดหมาย

    ทุกคนต่างยืนนิ่งเป็นรูปปั้นราวกับว่าเวลาได้หยุดลง

    จนกระทั้งท้องฟ้าที่มืดมิดได้เลือนหายไป

    หยาดฝนได้หยุดลง ม่านสีเทาตรงหน้าได้ถูกคลี่ออก

    แล้วผมก็ได้เห็น---

    “นี่มันบ้าอะไร (วะ) เนี่ย”

    ---ได้เห็นกองทัพที่ทอดตัวยาวไปจนสุดขอบฟ้า

    ปีกซ้ายคือกองทัพของพวกปีศาจน้อยที่สวมชุดเกราะโลหะแวววาวหลากสีสันบาดตา

    ปีกขวาคือกองทัพของพวกปีศาจปีกในชุดคลุมที่ทำจากใบไม้สีเขียว

    กองทัพทั้งสองต่างเดินคู่ขนานมาอย่างพร้อมเพรียงราวกับว่านัดหมายกันมา

    อาวุธแปลกตาที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนของปีศาจน้อย ได้ถูกขนเรียงขึ้นมาที่ข้างหน้าของเนินกำแพงดิน

    บรรดาปีศาจปีกต่างสะบัดหยาดน้ำฝนที่เปียกปอนออก และเริ่มบินทะยานขึ้นฟ้า

    ทั่วน่านฟ้าได้ถูกย้อมไปด้วยสีเขียวของกองทัพจากปีกศาจปีก

    เป็นกองทัพที่เกรียงไกรจนมิอาจคาดคะเนจำนวนด้วยสายตาได้

    “เหวอ!? ท่านสเลบครับ จะเอายังไงดีครับ? ”

    “สเก็ต สเต็บ สเล็บ สเล็ด เจ้าสี่คนนำทัพหนึ่งแสนห้าหนีกลับไปที่ป้อมอีกฟากของแม่น้ำเดียวนี้ หากผมไม่อาจกลับไปได้ ให้ทำลายสะพานทิ้งไปเลย สเต็ก เจ้าจงฆ่าตัวตายแล้วรีบเอาข่าวไปแจ้งให้องค์ราชินีทราบซะ สเล็ต สเล็ก พวกเจ้าสองคนมาช่วยผมทำสงครามป้องกัน พวกเราต้องถ่วงเวลาให้นานที่สุด! ”

    ผมรีบตัดสินใจออกคำสั่งไปในทันที

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าป้อมนี้คงแตกเป็นที่แน่นอน

    กองกำลังสองแสนไม่สามารถต้านทานกองกำลังที่เหนือกว่าอย่างล้นหลามได้

    แทนที่จะดันทุรังตั้งรับ สู้ถ่วงเวลา แล้วตัดเส้นทางบุกเพื่อรอกำลังเสริมจะดีกว่า

    “อย่างน้อยควรทำให้ได้เจ็ดวัน”

    ระยะทางไปกลับรังหลวงต้องกินเวลาถึงห้าวัน หากรวมเวลาเกิดใหม่เพื่อส่งข่าว กับรวมทัพเร่งด่วน อย่างเร็วสุดก็ต้องถ่วงเวลาให้ได้นานเจ็ดวัน

    “... โจทย์โหดหินชะมัด ทหารทุกนาย โจมตี! ”



    ธนูทดแรงได้ถูกยิงออกไป

    ห่าฝนลูกศรโลหะที่แหลมคมได้ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า

    แต่กระนั้นกลับหาได้สั่นคลอนกองทัพของมนุษย์ไม่

    “รูปขบวนทัพกระดอง! ”

    หนุ่มผมทองที่สวมชุดเกราะน้อยชิ้น แต่มีโล่ทรงกล่มสีทองขนาดใหญ่ได้กู่ก้องเสียงดัง

    [กองทัพสปาร์ตั้น] ที่ยืนอยู่แนวหน้าต่างยกโล่อันแสนภาคภูมิสูงขึ้นฟ้าพร้อมกับผ้าคลุมสีแดงที่เด่นเป็นสง่า

    กองทัพอันเป็นระบบระเบียบนั้น ไม่อาจมองเห็นช่องว่างให้ลูกธนูร้ายเล็ดลอดเข้าไปได้

    เสียงกระทบลูกธนูได้ดังก้องยาวนานกว่าหนึ่งนาที

    “พวกมันร่วมมือกันจริง ๆ ด้วย… ”

    สเลบพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวัง

    ปราการโล่อันน่ากลัวของมนุษย์ ได้เข้าปกป้องกองทัพของเผ่าปักษาเอาไว้ด้วยเช่นกัน

    “หน่วยปืนใหญ่ ยิง! ”

    ชายผิวคล้ำชาวเอเซียได้ตะโกนกู่ก้องจากที่แนวหลัง

    กองทัพแมมมอธอันแสนภูมิใจของชาวเอเชียได้เริ่มเปิดฉากโจมตี

    กระสุนปืนใหญ่ได้พุ่งกระแทกเข้ากับเนินดินสูงสิบเมตรพร้อมกับกลุ่มก้อนของเปลวไฟ

    พุ่งทะลวงและฝังลึกลงไปพร้อมกับบดขยี้พวกมดทหารที่ดักรออยู่ใต้ดิน

    มนุษย์ที่เคยลิ้มรสชาติการถูกดักโจมตีจากใต้ดินมาหลายครั้ง ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าบนเนินนั้นต้องมีพวกศัตรูดักเฝ้ารออยู่

    “ยิงหน้าไม้ยักษ์ เป้าหมายคือสัตว์ขนสีน้ำตาลพวกนั้น! พวกที่ดักรอใต้ดิน ให้ถอนกำลังกลับมาเดียวนี้! ”

    ถึงจะถูกรู้ล่วงหน้า แต่สเลบคงคิดไม่ถึง ว่าในโลกนี้จะมีอาวุธที่สามารถขุดหน้าดินขึ้นมาได้แบบนี้

    บัลลิสต้าของเผ่าอาร์โธร์โพดาได้ถูกเล็งเป้าไปทางกองทัพช้างอันโดดเด่นตรงหน้า

    สายรั้งได้ถูกดึงลงมาพร้อมกับลูกธนูไม้ที่ยาวสามเมตร

    “ยิง! ”

    ลูกธนูไม้ขนาดยักษ์จำนวนหนึ่งได้พุ่งแหวกม่านอากาศออกไป

    แต่ทว่าอาวุธร้ายเหล่านั้นกลับมิอาจเอื้อมไปถึงกองทัพช้างแมมมอธปืนใหญ่ของมนุษย์ได้

    “ยิงสกัดด้วยธนูระเบิด ยิง! ”

    ไฮเจน จ่าฝูงหน่วยธนูได้ลั่นคำสั่งออกไป

    หลังจากที่ถูกจ่าฝูงสูงสุดออกเซอร์ จับไปปรับทัศนคติใหม่จากเหตุการณ์ครั้งก่อน เลยทำให้ไฮเจนมีความใจเย็นและเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น

    ธนูระเบิดได้ถูกยิงเข้าสกัดธนูไม้จนกระจุยเป็นชิ้นกลางอากาศ

    “ปืนใหญ่แรงดันน้ำระรอกสอง ยิง! ”

    กระสุนปืนใหญ่จากหลังช้างแมมมอธได้ถูกลั่นยิงออกไปอีกครั้ง

    เนินดินของป้อมปราการได้สั่นไหวจากแรงกระแทกและระเบิดอย่างน่ากลัว

    “ให้ตายสิ แพ้เรื่องระยะยิงเสียได้”

    สเลบพึมพำกับตนเองพร้อมกับคิดหาทางออกจากสถานการณ์ที่เสียเปรียบนี้

    อาวุธของเผ่าอาร์โธร์โพดาไม่ค่อยเน้นไปที่การโจมตีระยะไกลเท่าไหรนัก

    เพราะธรรมชาติเดิมของโลกเขา ขอเพียงแค่มีเขี้ยวอันทรงพลัง มันก็เพียงพอต่อการออกล่าแล้ว

    ด้วยความคุ้นชินเช่นนั้น พวกเขาจึงเน้นไปกับการต่อสู้ระยะประชิดแทน

    ขนาดบัลลิสต้าของอาร์โธร์โพดายังมีคุณภาพห่วยแตกอย่างเห็นเลย

    และในเมื่อรู้ว่าอาวุธที่ตนมีมันไร้ประโยชน์ต่อหน้าปืนใหญ่ไอน้ำกับทัพของชาวปักษาที่โบยบินบนฟ้า สเลบจึงได้ตัดสินใจ---

    “เผาหน้าไม้ยักษ์แล้วทิ้งลงเนินใส่พวกศัตรูไปพร้อมกับหินไฟเลย! ”

    -ตัดสินใจใช้พวกมันโจมตีด้วยวิธีเช่นนี้แทน

    บัลลิสต้าไม้ขนาดสามเมตรได้ถูกจุดไฟจนลุกท่วม

    ล้อไม้ทั้งสี่เริ่มหมุนเกลียวลงจากเนินดิน เป็นดั่งรถสายมรณะจากนรก

    พร้อมกันนั้น ณ ที่ยอดเนินก็มีก้อนเหล็กทรงกลมขนาดสี่เมตรจำนวนมาถูกยกขึ้นมาวางเรียงคู่กัน

    พวกมันถูกหุ้มด้วยถ่านหินเอาไว้อีกชั้น

    ก้อนกลมสีดำได้ถูกจุดไฟจนลุกโชนแล้วปล่อยกลิ้งลงมา

    ลูกไฟที่ไหลลงมาจากเนินนั้น ช่างราวกับคลื่นสึนามิที่พร้อมจะพัดกวาดเอาทุกสิ่งให้หายจากโลกนี้ไป

    “ตั้งแนวรับ! เตรียมรับแรงกระแทก! ”

    “ปืนใหญ่แรงดันน้ำ ยิงสกัด! ”

    “ธนูระเบิดยิงสกัด! ”

    กระสุนปืนใหญ่จากมนุษย์ กับธนูระเบิดจากเผ่าปักษาได้ถูกลั่นยิงออกไปสกัดมหาคลื่นอัคคีนั้น

    บัลลิสต้ากับลูกเหล็กบางส่วนที่กลิ้งลงมาได้ถูกทำลายจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    แต่ใช่ว่าจะสามารถทำลายทิ้งได้ทั้งหมด

    “เตรียมรับแรงกระแทก! ”

    กองทัพสปาร์ตั้นต่างยืนนิ่งไม่หวั่นไหว ยกโล่ตรงหน้าตั้งมั่นอย่างห้าวหาญไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อลูกไฟยักษ์ตรงหน้า

    “โอ้ววว! ”

    เลือดสีแดงได้สาดกระเซ็นนองเป็นทางลากยาวเกือบยี่สิบเมตร

    ความแข็งแกร่งอันภาคภูมิใจได้ถูกบดขยี้ด้วยลูกเหล็กไฟอันน่ารุนแรงที่กลิ้งทับลงมา

    แต่ถึงกระนั้นมันก็หยุดลงที่ระยะยี่สิบเมตร ก่อนที่จะทำความเสียหายไปมากกว่านี้ให้กับมนุษย์ได้

    “จัดแนวรบ! เตรียมพร้อมรับมือระลอกสอง! ”

    บนยอดเนินกำแพง พวกอาร์โธร์โพดาเริ่มที่จะจุดไฟใส่ลูกเหล็กยักษ์ชุดที่สองแล้ว

    คลื่นอัคคีชุดที่สองได้ถูกทิ้งลงจากเนินเข้าบดขยี้กองทัพของมนุษย์อีกครั้ง

    “อ๊าก!? ”

    “ยันมันเอาไว้! ”

    “โอ้ววว! ”

    แนวโล่ของมนุษย์ได้ล้มตายไปเป็นจำนวนมากเกือบห้าพันคนได้

    ถึงจะหาทางโต้กลับได้ แต่สเลบกลับไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังได้เปรียบเลยแม้แต่น้อย

    ลูกเหล็กยักษ์ที่เตรียมเอาไว้ใช้ทำศึกป้องกัน พวกมันเหลือพอใช้ได้อีกเพียงแค่ห้าครั้งเท่านั้น

    แล้วสเลบก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังมองอะไรบางอย่างไปอยู่

    หากมีกองทัพที่มากกว่าอย่างล้นหลาม ทำไมพวกเขาถึงไม่โถมโจมตีบุกเข้ามากันละ?

    จะมามัวเสียเวลาโจมตีจากระยะไกลไปเพื่ออะไรกัน?

    “หรือว่า… ข้างบน! ”

    สเลบใช้หนวดของตัวเองตรวจจับขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ว่างเปล่า

    ไม่สิ มันไม่ได้ว่างเปล่าเลย

    เพราะมัวแต่สนใจกองทัพที่เห็นตรงหน้า พวกเขาเลยลืมที่จะสนใจในสิ่งที่อยู่ข้างบนของตนเอง

    กองกำลังปักษาอีกสองแสนนายที่นำโดยอัศวินสีแดง [โซเดียม] ได้บินทะยานลงมาจากระดับเหนือเมฆ

    “ทิ้งสารระเบิดปูพรม! ”

    ไตรไนโตรโทลูอีน หรือก็คือ [TNT] ได้ถูกทิ้งปูพรมลงมาจากฟากฟ้า

    แร่สีเหลืองจำนวนนับตันได้ถูกทิ้งลงมาทุกตารางนิ้วบนป้อมปราการของฝ่ายอาร์โธร์โพดา

    “บินออกนอกระยะระเบิด! ”

    “ยิงธนูสายฟ้าจุดฉนวน! ”

    ทันทีที่กองทัพของโซเดียมบินแหวกอากาศออกมาจากรัศมีระเบิด ไฮเจนก็ลั่นค่ำสั่งโจมตีออกไป

    ลูกธนูที่ติดผลสีเหลืองซึ่งมีฤทธิ์ประจุไฟฟ้าไหลอยู่ภายในได้ถูกยิงออกไปดั่งห่าฝน

    “ทุกหน่วย ดำดินให้ลึกที่สุด เดียวนี้! ”

    สเลบได้กรีดเสียงสัญญาณคลื่นสมองสั่งการออกไป

    เขารู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าเจ้าก้อนสีเหลืองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนี้ มันต้องมีอันตรายร้ายแรงมากแน่นอน

    กองทัพของอาร์โธร์โพดาต่างรีบขุดดินหนีให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

    แล้วระเบิดสีดำขนาดยักษ์ก็ได้พวยพุ่งขึ้นสู้ท้องฟ้าในท้ายที่สุด



    ในเวลาเดียวกัน ณ แนวกำแพงตลอดเส้นแม่น้ำทางทิศเหนือของอาณาเขตฝ่ายอาร์โธร์โพดา

    ***ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]

    ช่างน่าเบื่อ

    ข้าที่ได้รับภารกิจเฝ้าแนวปราการริมแม่น้ำทางเหนือได้บ่นกับตัวเองเช่นนั้น

    ข้า [ฮอร์เนส] ขุนพลไร้พ่ายผู้นี้ ทำไมถึงต้องมารับงานน่าเบื่อเช่นนี้ด้วย?

    ข้าที่เป็นขุนพลซึ่งแข็งแกร่งที่สุดของเผ่าผู้นี้ ทำไมถึงต้องมารับหน้าที่เฝ้าแนวปราการอันน่าเบื่อเช่นนี้ด้วย?

    ผิดกับขุนพลสเลบที่ได้ออกไปรบในแนวหน้าทิศตะวันตก หรือขุนพลอลูฟที่ออกไปสำรวจทรัพยากรณ์ในทิศตะวันออก งานเฝ้ายามมันช่างน่าเบื่อยิ่งนัก

    “อยากออกรบจังเลยโว้ย”

    ดังนั้นข้าจึงบนกับตัวเองอยู่บนยอดกำแพงเนินดินที่สร้างขนานไปกับแม่น้ำตรงหน้าแบบนี้

    ในตอนนั้นเอง---

    “ (ท่านฮอร์เนส ศัตรู! พวกปีศาจยักษ์มันบุกแล้วครับท่าน!) ”

    ---ในตอนนั้นเองที่ดูท่าเทพเจ้าจะขานรับคำขอร้องของข้า

    “ (เตรียมรับศึก! ทหารทุกนายเข้าประจำที่ได้!) ”

    ฮะ ฮ่า!? ได้เวลาสนุกของข้าแล้วสินะ!