“ เจ้าบ้านี่ไม่รู้หรือไงว่า ข้าเป็นใคร เด็กๆ โยนมันลงไป”
อ๋องน้อยทักษินเอ่ยจบไม่ได้มองหน้าขจร กลับหันไปยิ้มอย่างหื่นกระหายกับ ธิดาเทพวังน้ำทิพย์ ผู้ติดตามสองคนเดินเข้ามาจับไหล่ขจร หมายจะโยนร่างของขจรลงจากชั้นสองไปทางหน้าต่าง แต่พอจะจับไหล่ ขจรก็กระแทกฝ่ามือเข้าปลายคางของมันสองคน ลอยลิ่วร่วงทะลุหน้าต่างไป ลงไปนอนร้องครวญครางที่ชั้นล่างแทน
ที่เหลือ 8 คนไม่ต้องรอคำสั่ง บุกเข้าหมายจับร่างของขจรเอาไว้ ขจรกระโดดถีบพวกมันสามคนปลิวลิ่วลงไปทะลุหน้าต่างอีกสามคน แล้วพุ่งตัวจับแขนของมันหักแล้วถีบกลิ้งตกบันไดไปอีกคน ที่เหลือยังงงอยู่ ถูกขจรเคลื่อนตัวเข้าหาแล้วหมุนตัวเตะตวัด 360 องศา เข้าปลายคาง ล้มกลิ้งไปโดนโต๊ะของร้านพังระเนระนาด
เหลืออ๋องน้อยทักษิน กับ ลูกน้องอีกคนดูเหมือนจะมีพลังยุทธ์กึ่งเซียน ขั้นราชันพรหมยุทธ์ ที่ถือกระบี่เป็นอาวุธ
“ อาลี่ ตัดแขนมัน” อ๋องน้อยทักษินสั่งการอย่างโหด อาลี่ที่มีสีหน้านิ่งเฉยก็ชักกระบี่ออกมา แล้วตวัดท่าร่ายรำ มองไม่ออกว่าร่ายรำอะไร ขจรเตะกาน้ำร้อนที่ชงชาหนวดมังกรที่อยู่บนโต๊ะเข้าใส่มัน แม้มันใช้กระบี่ปัดเอาไว้ ทำให้น้ำร้อนในกาแตกกระจาย แต่ก็ทำให้กระเด็นใส่ตัวเอง ต้องกระโดดหลบถอยห่างออกมาขจรพุ่งวาร์ปเข้าใส่ อาลี่กลับแทงกระบี่สวนเข้ามา แต่ขจรบิดตัวหลบไปทางขวานิดเดียว คมกระบี่เฉี่ยวร่างของขจรไป แล้วศอกขวาของขจร ก็จามไปที่กลางหน้าผากของอาลี่ จนหงายท้องล้มตึงเลือดอาบสลบไปในทันที
อ๋องน้อยทักษิน หน้าแดงโกรธมาก นำดาบสีทองออกมาแล้วบอกว่า
“ นี่คือดาบมังกรทองแห่งวังทักษิน หากมันชักออกมาแล้ว ต้องมีคนตาย แกบังคับข้าให้ต้องใช้มันเองนะ”
อ๋องน้อยทักษินทำท่าจะชักกระบี่ออกมา แต่ว่าชักออกมาได้ไม่ถึงครึ่งเล่ม มีดบินของขจรก็ปักเข้าที่แขนของอ่องน้อย จนแหกปากลั่นดาบมังกรทองไม่ทันชักออก
ขจรก็กระโดดเข่าลอย เข้ากลางหน้าอกของอ๋องน้อยทักษินไปกองแทบเท้าของ สาวๆ ศิษย์วังน้ำทิพย์ สลบเหมือด ขจรเดินเข้าไปดึงมีดเสือบินเอามาเก็บเอาไว้ แล้วเอ่ยว่า
“ ยินดีที่ได้รู้จัก ธิดาเทพ และ พี่สาวทั้งหลาย อีกไม่นาน ข้าหลิงเทียนจะไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์ของพวกท่าน ที่วังน้ำทิพย์” ขจรถอยหลังก้มโค้งตัวอย่างมีมารยาทที่สุด แล้วเดินลงจากชั้นสองไป
“ นี่เขาเป็นใคร เมื่อครู่เขาบอกว่า เขาเป็นหมอไม่ใช่เหรอ?” ศิษย์วังน้ำทิพย์เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา
“ เขาบอกว่า จะไปหาอาจารย์เพื่อขอคำชี้แนะด้วย”
“ เฮอะ งานนี้คนของวังทักษินเอาเขาตายแน่ๆ ไม่น่าเลยยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ”
“ รีบกลับสำนัก รีบรายงานอาจารย์ หากว่าเขาไปจริง ต้องให้แจ้งเรื่องนี้ให้กับวังทักษิน ว่าเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย” ธิดาเทพ รีบออกจากภัตตาคารยอดยุทธ์ไป ไม่สนอ๋องน้อยทักษิน ที่นอนแผ่หราสลบเหมือดอยู่อย่างนั้น
ส่วนขจรกับศิษย์หลานก็ขี่ม้าเดินทางออกนอกเมืองเล่ออัน ผ่านเข้าไปเขตเมืองฝอซันแล้ว
ก่อนที่จะขึ้นเขา ขจรก็เห็นท้องฟ้ามีเรือเหาะลำหนึ่ง ด้านข้างมีรูปที่เขียนภาพฉลามดำ บินมาขวางเอาไว้
“ แย่แล้ว นี่มันเรือฉลามดำ ของสำนักเทพโลหิตนี่” หยวนไคพูดจบ ก็มีศิษย์สำนักเทพโลหิต โผล่ออกมาให้เห็นประมาณ ห้าสิบคน มีคนหนึ่งดูเหมือนเป็นหัวหน้าเอ่ยออกมาว่า
“ เจ้าหนูนี่คงเป็น คนที่เจ้าอาวาสส่งพวกเจ้าไปรับ กลับมาที่สำนัก คงจะมีความสำคัญมากแน่ๆ บอกมาว่าเจ้าเป็นใครแล้วข้าจะไม่ทำอะไรเจ้า”
“ ข้าชื่อหลิงเทียนเป็นหมอ แค่มานิมนต์ ท่านไต้ซือเจ้าสำนักไปยังโลกมนุษย์ เพื่อรดน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลก็เท่านั้นเอง”
“ เจ้าคิดว่า ข้าเล่าฮู ผู้พิทักษ์กฏของสำนักเทพโลหิต จะโง่เชื่อเรื่องที่เจ้าพูดอย่างนั้นเหรอ จับมันมาเป็นๆ ส่วนหลวงจีนน้อยทั้งสองนี่ฆ่ามันทิ้งซะ”
ศิษย์สำนักเทพโลหิต ยี่สิบคน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าดำแดง ใช้มีดเคียวเป็นอาวุธ ลอยตัวจากเรือเหาะ พุ่งเข้ามาโจมตีใส่ทั้งสามคนพร้อมกัน ขจรเรียกพลังเพลิงกิเลนมาไว้ที่ฝ่ามือ แล้วปล่อยออกไปปทันที ยี่สิบคนที่ลอยตัวลงมา เท้ายังไม่ทันเตะพื้น ร่างก็กลายเป็นขี้เถ้าไปแล้ว
เล่าฮูตกใจมาก สั่งลูกน้องปล่อยฉลามดำ พุ่งออกไปทันที
ฉลามสีดำ พุ่งออกมาจากเรือเหาะ มันเคลื่อนไหวเหมือนฉลามเป็นๆ มีทั้งหมดสามตัว พุ่งตรงเข้ามาจากฟากฟ้า อ้าปากโชว์ฟันเลื่อย เข้างับร่างของคนทั้งสาม
“ ฉลามเวทย์ อาจารย์ลุงระวังด้วย” หยวนไค กับ หยวนตี้ เอาลูกประคำออกมาจากคอ แล้วก็เหวี่ยงใส่ฉลามทั้งสามตัว ตูม !! ฉลามดำทั้งสามตัว ถูกระเบิดลูกประคำ กระเด็นไปมา แต่มันหาเป็นไรไม่ มันสะบัดหัว แล้วเคลื่อนที่ดำดินเห็นแต่ครีบโผล่ออกมาเท่านั้น
“ หนีเร็ว อาจารย์ลุง” หยวนไค กับ หยวนตี้รีบวิ่งขึ้นไปบนเนินหิน ขจรไม่ได้หนี แต่ชักดาบสยบฟ้าออกมา แล้วกรีดเลือดของตนลงไป ดาบสยบฟ้าก็ส่องแสงประกายออกมา ขจรใช้ดาบสยบฟ้าปักลงไปที่พื้นดิน ฉลามตัวแรก ถึงกับระเบิดออกเป็นชิ้นๆ ส่วนอีกสองตัว ก็พุ่งขึ้นมาจากดินอ้าปาก งับ งับ แต่ถูกขจรฟันใส่ไปแนวระนาบ ฉลามสีดำทั้งสอง ถึงกับขาดครึ่ง แล้วสุดท้าย พวกมันก็กลายเป็นแค่ ดินเหนียวปั้นเป็นรูปปลาฉลาม ที่ตอนนี้ขาดเป็นส่องท่อนไปแล้ว
“ ไม่เลวนี่ แต่แค่มนุษย์โลก แค่ขั้นพลังเทพยุทธ์ จะสู้ขั้นเซียนอย่างข้าได้อย่างไง”
เล่าฮู พุ่งลอยตัวลงมาจากเรือ แล้วปล่อยฝ่ามือออกมา ใส่ขจรนับร้อยๆ ฝ่ามือ
“ ฝ่ามือร้อยโลหิต”
เงาฝ่ามือสีแดง พุ่งเข้ามาใส่ขจร แม้มียันต์เกราะเพชรคุ้มครอง ก็ไม่อาจต้านทานพลังขั้นเซียนได้ ถูกอัดกระเด็นกลิ้งไปหลายตลบ ลำตัวมีแต่รอยฝ่ามือโลหิตเต็มไปหมด
ขจรค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วถ่มเลือดออกมา
“ พลังเซียนเร๊อะ แน่จริงก็เข้ามาอีกซิวะ” ขจรกำหมัดแน่น ตอนนี้ไม่สนพลังยุทธ์ที่มี เพราะไม่อาจสู้ได้แน่ คงเหลือแต่พลังเพลิงกิเลนเท่านั้นที่ พอจะสู้กับมันได้
“ ได้เลยไอ้หนู”
เล่าฮูไม่เข้าหาระยะประชิด เล่นอยู่ต่อสู้ระยะไกล แล้วปล่อยพลังฝ่ามือร้อยโลหิตเข้าใส่ ขจรก็ปล่อย พลังเพลิงกิเลนออกไปต้าน เล่าฮูเห็นก็ตกใจ รีบหลบไปเพราะหากโดนไปเต็มๆ ละก็มีสิทธิ์ไหม้เกรียมได้ จึงอาศัยพลังขั้นเซียน เคลื่อนไหวเร็วกว่า และใช้พลังกดดัน ใส่ขจร ทำให้เขาต้องหยุดชะงักบ้าง จึงโดนฝ่ามือเงาโลหิตกระแทกใส่ไปอีกหนึ่ง ฝ่ามือ จนตัวปลิวกระดูกหักไปหลายท่อน ต้องรีบกินยาเม็ดกล้วยไม้ศักดิ์สิทธ์เพื่อช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ
เล่าฮูยังคงบุกอย่างต่อเนื่อง ขจรยังไม่เคยเจอผู้มีฝีมือสูงกว่า และเจ้าเล่ห์แบบนี้ จึงได้แต่ถูกอัด ไปหลายดอก จนกระทั่ง ถึงจุดที่ทนไม่อาจฝืนสู้ต่อไปได้ แสงที่หน้าผากของเขาก็ ส่องแสงขึ้นมา ดวงตาเขากลับมาเป็นสีเขียว ถูกวิญญาณของราชันหลิงเทียน ครอบงำอีกครั้ง ตอนนี้ร่างของขจรค่อยลอยขึ้นบนอากาศ มองหน้าเล่าฮูนิ่ง บุคคลิกเปลี่ยนไปจน เล่าฮูเอง ถึงกับขนลุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ แก..เป็นใครกันแน่?”
“ เศษสวะอย่างเจ้า ยังไม่คู่ควร”
เล่าฮูรวบรวมพลังขั้นเซียนของตน ปล่อยฝ่ามือเงาโลหิต ซึ่งเป็นวิชาที่โดดเด่นที่สุดของสำนักเทพโลหิต ปล่อยออกไปสุดแรงเกิด แต่ขจรในตอนนี้ กลับยกมือขวาขึ้นมา บรรยากาศรอบๆ รัศมีสิบลี้ พลันหยุดนิ่ง มีพลังขั้นมหาเซียนขั้นสูง พุ่งออกไปจากฝ่ามือขจร กระแทกเงาฝ่ามือโลหิตจนแตกสลาย แล้วยังพุ่งไปกระแทกใส่ร่างของ เล่าฮู จนลอยไปกระแทกกับ เรือเหาะสำนักเทพโลหิต จนเรือเหาะกับคนที่อยู่บนเรือ ระเบิดเป็นผุยผง เล่าฮูยังคงลอยคว้างไป แต่แล้วกลับหยุดนิ่งกลางอากาศ
“ นี่ข้าไม่เป็นอะไรเลยหรือนี่”
เล่าฮูพูดเหมือนดีใจ แต่ทว่าผิวหนังของตนนั้นค่อยๆแตกร้าวเหมือนกับแก้ว แล้วก็ระเบิดเป็นชิ้นๆ กลางอากาศสลายหายไปทันที
“ ทำไมเจ้าไม่ให้เจ้าหนูนี่มันฝึกวิชาหมัดทลายมิติ เสียที พลังที่ข้าจะช่วยมันมีจำกัด ไม่อาจออกมาช่วยมันได้ทุกครั้งไป”
ราชันหลิงเทียนเอ่ยกับ หินเจ้าปัญญา
“ ฝีมือเขาใกล้จะเข้าขั้น กึ่งเซียนแล้ว ข้าจะบอกให้เขาฝึกเอง”
“ ในหัวของมัน มีความทรงจำของศิษย์ท่านปรมาจารย์ตั๊กม๊ออยู่ อีกไม่นานมันก็คงจำความได้ บางทีมันอาจจะได้พลังแสงแห่งธรรมจากอัฐิธาตุและพลังเทพอรหันต์เข้ามาเพิ่มอีก ที่นี้เจ้าก็หาโอกาสพามันไปที่ดินแดนไร้ที่สิ้นสุด หวังว่าเมื่อมันก้าวสู่ขั้นเซียนได้เร็วขึ้น จะได้รับพลังจากหัวใจอมตะของข้าได้เสียที”
“ ราชันวางใจ ข้าจะหาโอกาสพาเขาไปที่ดินแดนไร้ที่สิ้นสุดให้ได้ หลังจากเขาก้าวสู่ขั้นเซียนแล้ว”
จากนั้นแววตาสีเขียวก็ค่อยกลับกลายเป็นขจรคนเดิม
“ คนในอดีตของผม จัดการมันแล้วใช่ไหม?”
“ ใช่” หินเจ้าปัญญาตอบ
“ มีปัญหา มีปัญหา ทำไมราชันหลิงเทียนเข้าร่างของผมแล้วทำไมผมถึงไม่รู้สึกตัวเหมือนคนอื่นๆ เลยนะ”
“ ราชันหลิงเทียนนั่นมีความคิดต่างกับคนทั่วไป หากท่านไม่อยากให้เจ้ารับรู้ก็คงเพราะหวังดีกับเจ้ามากกว่า”
ขจรไม่สนใจตอนนี้ จัดการพวกสำนักเทพโลหิตหมดแล้ว ก็พากันขึ้นเขาฝอซัน ที่มองจากตรงนี้เห็นพระพุทธรูปตั้งเด่นสง่า อยู่บนยอดเขา เหมือนกับพระใหญ่นอนปิงเลยทีเดียว
ทั้งสามคนขึ้นเขามาจนได้ แล้วขจรก็มาพบกับท่านเจ้าอาวาส ไต้ซือถงจื่อ
“ คำนับ ศิษย์พี่” ภาพไต้ซือที่อายุ 150 ปีทำความเคารพขจร แบบนี้ใครเห็นคงต้องสงสัยเป็นแน่ ซึ่งตัวของขจรเอง ก็ได้แต่รีบเข้าไปห้ามไต้ซือถงจื่อเอาไว้
“ ท่านไต้ซือ ข้ายังไม่ใช่คนๆนั้น ท่านไม่ต้องทำอย่างนี้กับข้าก็ได้”
“ ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญศิษย์พี่มาทางนี้เลย”
ขจรถูกพาเข้ามาที่หลังเขา ด้านหน้ามีถ้ำแห่งหนึ่ง ผนังถ้ำมีรอยเงาสีดำคล้ายกับรอยคนนั่งสมาธิ 2 คน หันหน้าเข้าที่กำแพงถ้ำ โดยมีเงาคนอีกคนนั้นไม่ค่อยเด่นชัดนัก แต่ที่เห็นชัดคือมีแขนข้างเดียว?
“ ที่นี่คือ?”
“ ศิษย์พี่คงยังจำไม่ได้ ภาพเงาสีดำคือ ท่านอาจารย์ตั๊กม้อ กำลังนั่งจำศีลสมาธิมองไปยังผนังถ้า ตลอดระยะเวลา 10 ปีจนท่านบรรลุนิพพาน แล้วภาพเล็กๆ ตรงนี้ก็คือตัวของศิษย์พี่ที่มานั่งตรงนี้ 10 ปี เช่นเดียวกัน”
“ เป็นข้า?”
“ เชิญเข้าไปด้านในถ้ำกันก่อน”
ไต้ซือถงจื่อ พาขจรมาแท่นพิธี ด้านหน้ามีรูปของปรมาจารย์ตั๊กม้อ ยืนบนต้นหลิวกำลังข้ามแม่น้ำ แล้วก็มีรูปชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่งชุดนักรบ มีแขนข้างเดียว ถือง้าวใหญ่ลายมังกร
“ นี่คือรูปท่านปรมาจารย์ กับ ศิษย์พี่ในอดีต”
“ ตอนนั้นข้าไม่ได้บวชเป็นพระหรอกรึ?”
“ ศิษย์พี่บวชเป็นเณรติดตาม ท่านปรมาจารย์มาตั้งแต่อินเดีย จนกระทั่งศิษย์พี่อายุได้ 20 ปี ก็สึกไป”
“ ทำไมข้าต้องสึกด้วย”
“ คือ..เรื่องนี้ศิษย์พี่ดูดซับพลังจากอัฐิธาตุของอาจารย์ก่อนดีกว่า แล้วศิษย์พี่ก็จะสามารถจดจำเรื่องราวในอดีตได้เอง”
ไต้ซือถงจื่อนำ ลูกประคำ ที่ข้างใน บรรจุอัฐิธาตุของปรมาจารย์ตั๊กม้อ มามอบให้ ขจรได้รับก็นั่งสมาธิต่อหน้ารูปปรมาจารย์ตั๊กม้อ ไต้ซือถงจื่อก็ค่อยๆ เดินออกไป นั่งเฝ้าหน้าถ้ำ เพื่อป้องกัน ไม่ให้ใครเข้ามารบกวน
ส่วนขจรนั้นก็เริ่มเห็นภาพของตนตอนเป็นเณรน้อย กำลังเดินทางกับอาจารย์ตั๊กม้อ จากอินเดียในโลกมนุษย์ มาสู่ดินแดนโลกเซียน โดยเผยแพร่ธรรมะ และแสวงบุญไปทั่ว ดินแดนทั้งห้า แล้วจากนั้นก็มาปักหลักสร้างพระใหญ่ที่ ฝอซันแห่งนี้ แล้วเริ่มรับศิษย์โดยมี เณรน้อยถงจื่อ มาเป็นศิษย์ต่อจาก เณรน้อยซ่านจื่อ ก็คือตัวของเขาเองในชาติก่อน
ตอนนั้น เกิดสงครามแย่งชิง อาณาเขตกัน ภัยสงครามวุ่นวาย แต่วัดฝอซันต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ เป็นวัดเทียนซาน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลก จนกระทั่งเณรน้อยซ่านจื่อโตเป็นหนุ่ม ก็ยังไม่ทันได้บวชเป็นพระ ก็เกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของเขา ไปตลอดกาล.....