สามคนยาย หลาน ก้าวเดินพ้นเรือนไผ่ไปไม่ไกลนัก
ก็หยุดยืนตรงหน้าบ้านไม้ หลังคามุงแผงใบตองกุงแห้ง
แม่เฒ่าป้องปากะโเรียก ขึ้นมาบนบ้าน
“เขียว ๆ เอ้ย อยู่บ่ ยายสิฝากห่อปลาย่างใส่บาตรนำแหน่!”
ไอ้ด่างสามตัวเห่าส่งสัญญาณ ว่ามีผู้มาเยือนจากใต้ถุนบ้าน
หญิงวัยกลางคน ผิวคล้ำฟันขาว เ้าของเรือน
ก้าวเท้าลงบันได มีกระติ๊บข้าวสานขัดลายงาม
คล้องสะพายไหล่ เดินตรงมารับห่อใบตองกล้วยมัดตอกจากมือย่น
“สิไปทางได๋น้อ มื้อนี่ยายหอม?”ปากนางถามกับแม่เฒ่า
ส่วนมือจัดห่มสไบผ้าขาวม้าใหม่ ตวัดพันเฉียงพร้อมรอเตรียมพระบิณฑบาต
“ยายสิขึ้นเลาะโคก เก็บผักหวาน หาเห็ด ตั๊วเขียว”
บอกหมุดหมายแล้ว มองหาหลานคนเล็กพลางกวักมือเรียกเด็กตัวหมึก
ที่เล่นคลุกหยอกกับหมาใต้ถุนบ้าน ให้รีบลุกติดตาม
“ฮิมา อีหล่า”
จึงพากันเดินตามเส้นถนน ทางออกตรงท้ายหมู่บ้าน
ด้านเ้าหัวแดงเร่งเท้าล่วงหน้า แว่วเสียงเห่าขรมของบรรดาไอ้ด่างจากคุ้มใต้
บักโด้ยที่เฝ้าเรือนอยู่ หูตั้งชัน มันอดใจไม่ไหว
“โอ้ง ๆ ๆ”ทิ้งหน้าที่ วิ่งตามกลิ่นเกลอ
ควบฝีตีนฝ่าวงล้อมหมาหมู่ระหว่างทาง ห้อตะกายจวนถึง
“ฮ่วย! บักโด้ยนำมาแมะ”เ้าหัวแดงเห็นก่อนจึงทัก
เด็กผิวหมึกท่าทางลิงโลด ปรบมือถูกใจ
“ทางพี้ ๆ”
เฮลั่นเป่าปากเรียกเพื่อน ที่กระดิกหางส่ายไหว ๆ ให้ตามทัน
“ว่าแล้ว มันต้องนำเฮามาถืก”เ้าหัวแดงชวนคุย
มีพยักหน้าชม“หมาบักโด้ย จังแม่นเก่งเนาะ”
เด็กผิวหมึกนึกหวั่น ยายเฒ่าจะตะเพิดมันกลับไปเฝ้าเรือน
เลยพูดผสมชงให้เห็นเป็สำคัญ
“แล่นกะหัน (วิ่งเร็ว)”
ทางนางหอมเห็นแล้วก็เฉย เพราะดูท่าทีของหลานน้อยออก
ต่างก้าวเท้าเดินเลาะเลียบ ผ่านข้างแปลงผักสวนท้ายบ้าน
ตัดลงทุ่งนาที่หมดฤดูเก็บเกี่ยว ตอนนี้เหลือเพียงตอชังข้าว
กลางไร่นากอแตกล้มเปื่อยยุ่ย รอวันสลายเป็ปุ๋ยเพื่อบำรุงพื้นดิน
แม่เฒ่าคายถ่มน้ำหมากรดยอดหญ้า เคลือบหยดน้ำค้างเกาะ
ก้านใบเขียวชะอุ่มชุ่มชื้น มองคล้ายมวลดวงดอกจานสีแดงชาด
หล่นร่วงเกลื่อนกลาด แต่งแต้มแซมประดับบนคันนา
ตะวันสาดแสงส่อง คูนปลายนาผลัดใบ เหลือเพียงดอกเหลืองอร่าม
พวงระย้าท้าลม ห้อยโตงเตง ยืนต้นข้างหนองน้ำที่จวนแห้งขอด
กิ่งตะโกเอนไหว อีกฟากลมหัวกุดพัดกรรโชก
หอบเอาเศษฟาง ปลิวตลบม้วนตามแรงหมุน
พอเสร็จสิ้นฤดูทำนา ฝูงควายจะถูกไล่ต้อนออกทุ่งในยามสายของวัน
บักโด้ยตระเวนสำรวจล่วงหน้า เ้าหัวแดงกับเด็กผิวหมึก
ล่าไล่ตะครุบตั๊กแตนตาใส แถวคันนาคดเคี้ยวแนวยาว
“ได่ อีกแล้ว”
ต่างเพลินกับการจับแมลง ครื้นเครงจนเขียดน้อยใ
เวลาเสียงเท้าเล็ก ลงส้นย่างเหยียบต้นหญ้าแหวก
“จ๋อม!”
มันรีบจ้ำะโลงแอ่งน้ำ หลุมหลบภัยแฝงตัวข้างกอตอชังข้าว
ปลาช่อนนาแตกตื่น มุดอำพรางปักโคลนตรงคันนามุมน้ำขัง
“มาเบิ่งทางพี้ ไว ๆ”
เด็กผิวหมึกกวักมือเรียกเ้าหัวแดง ให้มาดูฝูงลูกอ๊อดหางกุด
ขณะใกล้กลายเป็กบตัวน้อย ที่รวมกลุ่มสุมกันตามบ่อตม
ซึ่งกำลังจะระเหยเหือดแห้ง ไปตามฤดูเข้าสู่หน้าแล้ง
ถัดไปเป็ปลักโคลน สำหรับเ้าทุยเอาไว้นอนแช่เกลือกกลิ้ง
ทิ้งขี้มูลรอบบริเวณ ปรากฏร่องรอยแมงกุดจี่
เจาะทะลุชอนไช จับจองเป็หย่อม ๆ กองใครกองมัน
“ฮู้จังซี่ เอาสวิงมานำ สากะดี”
หัวแดงเด็กหญิง เ้าของดวงตาสีอำพัน นึกถึงห่อหมกอาหารโปรด
แอบเสียดายที่ไม่ได้หยิบติดมือมาด้วย
“บ่เป็หยังดอก เฮายังมีเสียมอยู่นั่นเด้”
เด็กผิวหมึกปลอบ“ไปขวยก่นแมงกุดจี่ แทนกะได่”จูงมาชี้จุด
“ฮ่วย! ทรงปวด ๆ น้อบาดหนิ”
รู้สึกท้องใส้ปั่นป่วน“บ่เอา หละเด้อ”เ้าหัวแดงบอกปฏิเสธ
เด็กผิวหมึกงุนงง“เอ้า คึเป็จังซี่?”ถามขึ้นกับอาการเร่งรุด
“ไปก่อนเด้อ”
ไม่รอช้าเมื่อโดนข้าศึกจู่โจมกะทันหัน เ้าหัวแดงกำด้ามเสียมรีบเผ่นแนบ
ลัดซุ่มเงียบเข้าป่า มองหาสุ่มพุ่มไม้บังตา ปลีกแยกตัวทำกิจธุระ
ปล่อยให้เด็กผิวหมึกยืนหงอย ด้วยยังไม่ได้รับอนุญาตพกเสียม
“ถ่าอีกบ่โดนดอก สิมีเสียมน้อย”
คล้ายพูดระบายกับลม พลันนึกถึงยายเฒ่า เลยขยับเท้าก้าวตรงดิ่งตามไป
...อีกฟากกลางโพนนา มีต้นกระโดนขึ้นข้างเถียง
สี่เสาเอนเอียงตามทิศทางกระแสลม ลำต้นกอไผ่เบียดกัน
จังหวะโบกสะบัด เหมือนดนตรีธรรมชาติเสียดสี อู้อี้
แม่เฒ่ายืนตำแหน่งเห็นชัด มาแต่ไกล อาศัย พักรอหลานน้อยให้ตามถูกทาง
“อ้าว ๆ อย่าพากันช้าหลาย จั๊กน่อยแดดกะสิแฮง”
คำเตือนเกรงว่าจะร้อน หากยังห่วงความสนุกของหลาน
“จ้า ๆ ยาย”ผิวหมึก เร่งสับเท้าเข้าหาเมื่อเจอหน้า
เ้าหัวแดงโล่งสบายอารมณ์ แบกด้ามเสียมมาสมทบทั้งออกปากชวน
“จังซั่น กะฟ้าวสา”
ละพ้นจากทุ่งมุ่งสู่ป่าไผ่ผืนกว้าง เสียงะโส่งสัญญาณเป็ระยะ
ทำให้รู้ว่าในดงกอไผ่ ไม่ได้มีแค่ยายกับหลาน
ยังมีพวกชาวบ้าน พากันเข้ามาหาหน่อไม้อีกหลายคน
แหล่งอาหารที่สามารถนำไปดอง แปรรูปกักเก็บไว้กินนอกฤดูกาล
“โฮ้ง ๆ ๆ”
บักโด้ยเห่ากระโจนไล่ ฝูงนกกระจิ๊บ กระจาบ แตกรัง
ถลาป่วนบินว่อน ย้ายขบวนจากไผ่ไปอีกกอ
งูเงี้ยวพลอยตื่นตระหนก เคลื่อนเลื้อยหนี เปิดทางให้เ้าหัวแดงมุดตัว
หลบหนามเกี่ยวเข้าประชิดใกล้ สอดเสียมด้ามเหมาะมือใช้เบิกงัด
ขุดคุ้ยเซาะขุดหน่อที่อวบสมบูรณ์ แทงยอดโผล่งอกทะลุดินอวดโฉม
เปลวแดดเปล่งแสงร้อน เหงื่อเม็ดผุดตามขมับน้อย
เ้าตัวผละสายตาจากกอไผ่หวาน จ้องยังปลายหางฟู่ชี้ฟ้า
แกว่งสะบัดของสหาย จึงลดด้ามเสียมลง
“ป่ะ! โด้ย”ไม่ลืมเรียกกัน
จัดแจงคอนตะกร้า ที่เด็กผิวหมึกยื่นให้ก่อนเข้าป่าไผ่
ซึ่งตอนนี้บรรจุเต็มแล้ว ่เดินออกมาตามรั้งท้าย
ยายเฒ่าหอมกับเ้าเด็กผิวหมึก ล่วงเข้าโคกป่ากุง
ขนาดไม้ยืนต้นลำใหญ่ ใบเท่ากระด้งสามารถบดบังแสงส่องกระทบถึง
เกิดความร่มรื่น ไอเย็นแผ่ปกคลุมทั่วผืนป่าทึบ
โคกชีขาวเก่าก่อนจะมีกลุ่มชี สงฆ์ ธุดงค์เดินผ่านเส้นทาง
และยังเลือกเป็ที่ปักกลด ความสงบเหมาะแก่การทำสมาธิ มุ่งแสวงหาสัจธรรม
กาลต่อมา บนูเาใหญ่ได้มีประกาศปักใบเสมา
เปิดเป็สำนักปฏิบัติธรรม ก่อร่างสร้างวัดวา อารามขึ้น
โดยชาวบ้านที่ตั้งหมู่บ้าน รอบบริเวณตีนเขาละแวกใกล้เคียง
เห็นดีงามจึงอัญเชิญเหล่านางชี ผู้เคยใช้ป่ากุงใหญ่เป็ที่ธรรมกิจ
ให้ย้ายไปอาศัยพำนักยัง ณ เคหะสถานอันเหมาะสม
ซึ่งเดิมถูกเรียกโคกชีขาว กลับกลายเพี้ยนไปเป็โคกอีขาว
ยายเฒ่ามักเล่าขานตำนานไพร ถ่ายทอดแก่สองหลานน้อยฟังจนคุ้นหู
เมื่อยามใบกุงเปลี่ยนสี จากเขียวเป็เหลืองแก่
ลำต้นขับปล่อยขี้ไต้ ยางเหนียวจับก้อนกองพูนรอบโคน
ชาวบ้านชนบท นำมาประยุกต์อัดรวมกันให้แน่น
แล้วใช้ตองกุงพันรอบมัดตอก ทำเป็แท่งยาว
เก็บสะสมใว้ใช้สอย ก่อเกิดเชื้อเพลิงให้แสงสว่าง
ภูมิปัญญาดั้งเดิม เรียกเ้าสิ่งประดิษฐ์นี้ ว่าลำตะบอง
สิ่งสำคัญอันดับสอง สำรองจากเกลือของครัวเรือน
ตามถิ่นชนบทที่ต้องมีติดตุนไว้ แทบจะทุกหลังคา
คราว่น้ำขึ้น ท่วมปาในบางท้องที่ขาดแคลน ข้าว ปลา
สามารถนำมาแลกเปลี่ยน ยังอีกหมู่บ้านเป็เกลือหรือปลาร้า แม้กระทั่งข้าวสาร
วิถีที่ยังหลงเหลือให้เห็นอยู่ ของชาวบ้านป่า โดยยึดหลักพึ่งพาเกื้อกูลกัน
ลมพัดตัดคั่วใบตองกุงร่วง ปลิวหล่นลงเบื้องล่าง
กองถับถมเป็ปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติ คืนตอบแทนบุญคุณพื้นดินมาตุภูมิ
รอยเท้าเล็ก ย่ำใบไม้แห้งเสียงดังกรอบแกรบเพลินหู
หมาบักโด้ยหอบแดด แลบลิ้นยาว
“แฮ่ ๆ ๆ”
คอยวิ่งนัวเนีย พันแข้งพันขาไม่ห่าง
เ้าหัวแดงคว้านหาตรงพุ่มต้นปรงกอสวย
“บ่ะ มันต้องอยู่ม่องนี่หละเนาะ”
พื้นดินร่วนแตกระแหง ก่อมั่นใจว่าต้องพบเจอสิ่งนั้นแน่นอน
มุมปากของเด็กหญิงขยับยกยิ้มกว้าง
“แม่นอีหลี!”เผยอุทานตอกย้ำ
สองมือแหวกเปิด มองเห็นมูลค่าจำนวนเม็ดเงินในหัวสมองทันที.