‘อีกสิบสองคน..’
มู่เชียนลอบนับจำนวนศัตรูอยู่ในใจ นางไม่คิดปล่อยคนร้ายเหล่านี้ให้รอดออกไปได้แม้แต่คนเดียว… เพื่อไม่ให้คนบงการที่ด้านนอกรู้ตัว ร่างบางขยับเท้าวูบเข้าหาปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นอีกคนหนึ่งที่ยืนหน้าซีดอยู่ไม่ไกล….
ชายปิดหน้าผู้ถูกเลือกผงะถอยไปด้านหลังก้าวหนึ่ง มือของเขารีบฟาดอาวุธที่เป็นแส้ปราณธาตุแสงเข้าใส่เพื่อหยุดยั้งนาง นี่คืออาวุธระดับดินที่เขาเพิ่งได้รับมาไม่นานนี้ โดดเด่นเรื่องความเร็วและปราณทำลายล้างอันแหลมคม เมื่อครู่เขายังสามารถใช้มันสังหารองครักษ์ของสี่ตระกูลไปคนหนึ่งอย่างง่ายดาย อาวุธเวทย์ชั้นเลิศนี้สร้างกระแสปราณบาดแหลมรุนแรงฝ่าอากาศเกิดเป็นเสียงดัง พุ่งเข้าโจมตีร่างบางอย่างรวดเร็ว
ทว่าความเร็วที่ผู้อื่นมองแทบไม่ทันนี้ ในสายตาของนางกลับเห็นทุกการเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจน มู่เชียนพลิกตัวไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อหลบแส้อย่างง่ายดาย ขณะที่ขาข้างหนึ่งตวัดรัวเข้าใส่ศัตรูเต็มแรง ปราชญ์ยุทธ์ผู้นั้นมองเห็นท่าร่างเพียงแวบเดียวก็รีบยกแขนขึ้นตั้งรับ ทว่าพลังมหาศาลที่แฝงมากับการโจมตีก็ทำให้ร่างของเขากระเด็นถอยหลังไป
เด็กสาวมิได้ก้าวตาม นางยกแขนขึ้นมาเพื่อเล็งใส่ร่างที่ยังตั้งตัวไม่ทันนั้น แล้วพ่นปราณอัคคีอันรุนแรงออกมาจากฝ่ามือ
“เพลิงประทับนภา …!!”
“ฟู่วววว……”
ทุกสายตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง เมื่อเห็นกลุ่มเพลิงมหาศาลพวยพุ่งออกจากมือเล็กข้างนั้น เพียงพริบตาเดียวปราณอัคคีก็รวมตัวกันเบื้องหน้าเป็นบอลเพลิงขนาดยักษ์ที่มีความสูงเกือบสิบเมตร แล้วพุ่งออกไป
เพลิงร้อนระอุพัดผ่านเงาร่างของเป้าหมายตลอดจนแนวไม้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงรอยไหม้ดำเป็นทางยาวที่แสนแปลกประหลาดเท่านั้น… ปราชญ์ยุทธ์อีกผู้หนึ่งดับสลายไปอย่างเงียบเชียบ
เพลิงประทับนภา คือกระบวนท่าสุดท้ายของเคล็ดวิชาเพลิงประทับ เป็นวิชาระดับดินที่ร้ายกาจอย่างมาก ยิ่งแสดงออกโดยผสานกับปราณธาตุจากเทพอสูรมังกรเพลิง …..ไม่มีปราชญ์ยุทธ์คนใดจะสามารถต้านทานได้…
‘สิบเอ็ดคน …’
ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองหาเป้าหมายถัดไป … ชายผู้นั้นเห็นดวงตามัจจุราชสาวมองมาก็คิดจะหันหลังวิ่งหนี ทว่าจะทันหรือ .. เท้าเล็กขยับวูบกลายเป็นเส้นแสงสีเขียวเส้นหนึ่งพุ่งเข้าจู่โจมเป้าหมายทันที
ปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางอีกผู้หนึ่งล้มลงกับพื้น..ศีรษะขาดหายไป.. ไม่อาจเอาชีวิตรอดจากเทือกเขาแห่งนี้ได้.. มู่เชียนสบัดมือสลายกระบี่ธาตุลมอันเป็นอาวุธสังหารทิ้ง เมื่อครู่นางสามารถเอาชนะได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเคล็ดวิชาหรืออาวุธวิเศษอย่างใดแม้แต่ชิ้นเดียว
“สง่างามเหลือเกิน !”
เว่ยผู่สงอุทานขึ้นด้วยความชื่นชม ซ่างกวนถงที่เหม่อมองมู่เชียนอยู่ไกลๆได้ยินเข้าก็รู้สึกไม่พอใจนัก แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว ทว่าอย่างไรนางก็เคยได้ชื่อเป็นคู่หมั้นของเขา… เป็นสตรีของเขา เขาย่อมไม่ยินดีให้ชายอื่นชมชอบนาง
“ระวังคำพูดหน่อย..” เสียงขุ่นเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้
“ขออภัย… สตรีที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ข้าไม่เคยพบมาก่อนจึงเผลอตัวไปบ้าง ทว่า…เกี่ยวอะไรกับท่านหรือ ?” เว่ยผู่สงเอ่ยพร้อมกับหันมาถามซ่างกวนถงด้วยท่าทางดูแคลน
“คนในสี่ตระกูลล้วนทราบดีว่าคุณชายซ่างกวนถงถอนหมั้นคุณหนูสามสกุลมู่ เพื่อมาขอหมั้นกับน้องสาวของนางที่ยามนั้นเป็นอัจฉริยะหญิงอันดับหนึ่งของตระกูลมู่แทน เป็นเจ้าเองที่ทิ้งนางไว้เบื้องหลังพร้อมกับความอับอาย มายามนี้เพิ่งคิดแสดงความหวงแหนหรือ… ?”
“เจ้า…!!” ซ่างกวนถงมิอาจเอ่ยคำใดได้ ความจริงที่น่าขบขันกดทับจิตใจเขาจนอึดอัดยิ่ง
“ฮ่าฮ่า… สายตามองคนของเจ้า.. ช่างน่านับถือจริงๆ” เว่ยผู่สงหัวเราะเสียงดัง ในใจเขาเต็มไปด้วยความยินดีและโล่งใจ
บุรุษธรรมดาไหนเลยจะคู่ควรกับสตรีล้ำเลิศนางนั้น
“ศิษย์น้องเรารีบหนีกันเถิด”
จ้าวหยวนไม่คิดสนใจความเก่งกาจของผู้อื่น รีบกระซิบเอ่ยกับมู่เยว่ด้วยท่าทีหวาดกลัว ทว่าคำพูดทั้งหลายนั้นกลับไม่เข้าหูนางเลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตเฝ้ามองติดตามเงาร่างของมู่เชียนที่โลดแล่นอยู่ระหว่างศัตรูเหล่านั้นอย่างเหม่อลอย
คนร้ายทั้งกลุ่มเพ่งมองหญิงสาวที่เก่งกล้าราวกับปีศาจค่อยๆพรากเอาชีวิตพรรคพวกของตนไปทีละคนอย่างง่ายดาย ในใจรู้สึกหวาดหวั่นอย่างมากจึงคิดจะถอนตัวหนี ทว่าเมื่อครู่นางก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่คิดปล่อยพวกเขาให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว
“พวกเราเข้าไปพร้อมกันเถิด ยิ่งรอช้าให้นางจัดการไปทีละคนอาจจะสายเกินไป” ปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางผู้หนึ่งทำใจกล้า ตะโกนขึ้น
ชายปิดหน้าที่เหลือทั้งสิบคนกัดฟันวิ่งกรูเข้าจู่โจมนางจากทุกทิศทาง อาวุธหลากหลายชนิดปรากฏขึ้นในมือพวกเขา ปราณธาตุในร่างเกือบทั้งหมดถูกรวบรวมขึ้นเพื่อทุ่มเทกับการโจมตีในครั้งนี้จนสิ้น
มู่เชียนที่ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมหลับตาลงแวบหนึ่ง ปราณธาตุลมถูกเรียกมาเพื่อสร้างพายุหมุนวนรอบกาย สายลมทวีความรุนแรงพัดพาเส้นผมสีน้ำตาลให้โบกสะบัดพลิ้วอย่างงดงาม วินาทีต่อมาร่างบางก็ลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน
“คมวายุ !”
สายลมที่พัวพันอยู่รอบกายพลันควบแน่นกลายเป็นวงแหวนคมกริบ แล้วฟาดฟันออกไปรอบด้านโดยมีร่างของมู่เชียนเป็นจุดศูนย์กลาง
“นี่มัน.. พวกเราถอยก่อน เร็วเข้า !!” ปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางคนหนึ่งเอ่ยเตือนแล้วรีบพาร่างกระโดดขึ้นสูงทันที
ปราณธาตุรุนแรงที่แผ่ออกมาจากวงแหวนวายุกดดันจนร่างของเขาเจ็บแสบทั้งที่ยังไม่ทันเข้าใกล้ด้วยซ้ำ … เคล็ดวิชาระดับนี้ตลอดชีวิตเขาเคยพบเพียงครั้งเดียว นี่ย่อมเป็นเคล็ดวิชาระดับฟ้าแล้ว..
ทว่าคำเตือนนั้นไม่ทันเอ่ยจบ วงแหวนแหลมคมก็ฟาดฟันออกมาเสียก่อน พรรคพวกของเขาสองคนที่อยู่ด้านหน้าถูกกระแสลมอันคมกริบตัดผ่านร่างจนขาดออกเป็นสองท่อน คนที่เหลือแม้จะอาศัยสัญชาติญาณกระโดดหนีไปได้ ทว่าก็ยังมีที่ทิ้งอวัยวะเอาไว้แทน
“อ้ากก ขาของข้า..”
ปราชญ์ยุทธ์อีกหนึ่งคนร่วงลงมากองบนพื้นพลางกลิ้งตัวไปมาด้วยความเจ็บปวด ขาสองข้างของเขา นับตั้งแต่เข่าลงไปถูกคมวายุตัดผ่านจนขาดออกแล้ว
“เพลิงประทับนภา….” ปราณอัคคีมหาศาลอีกก้อนพวยพุ่งออกมา เผาร่างสามร่างทั้งที่ตายและพิการทั้งหมดจนสิ้น
“โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว..!”
เสียงคำรามดังขึ้นจากบนฟ้า เจ็ดคนที่กระโดดหลบคมวายุขึ้นไปด้านบนรู้สึกโกรธแค้นอย่างมาก เห็นนางลงมือเด็ดขาดเช่นนี้ก็ตัดสินใจลืมความกลัวตาย พุ่งตัวลงมาคิดแลกชีวิตกับนาง
มู่เชียนเหลือบมองกลุ่มคนด้านบนอย่างเฉยชา หากมิใช่พวกเขาคิดฆ่านาง.. นางจะต้องลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้หรือ.. ?
ก่อนที่ร่างของคนเหล่านั้นจะถึงพื้น เด็กสาวก็ย่อกายลงดีดร่างถอยไปด้านหลังไปอีกสิบก้าว หลุดจากวงล้อมอย่างรวดเร็ว ดาบแสงวายุปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้วฟาดฟันออกไป ศีรษะของร่างหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าก็ขาดกระเด็น
หกคนที่เหลือหลบรัศมีดาบได้อย่างหวุดหวิด ธนูปราณนับสิบดอกถูกระดมยิงออกมา ในระยะประชิดเช่นนี้พวกเขามั่นใจว่านางย่อมมิอาจเก็บปราณของพวกเขาได้ทัน
มือเรียวงามยื่นออกไป เกิดลมพายุขนาดใหญ่หมุนวนอยู่เบื้องหน้า
“กำแพงวายุ !! ”
กระแสลมรุนแรงพลันเปลี่ยนเป็นปราการใสขวางกั้นการโจมตีไว้ได้ ธนูปราณหลายสิบดอกทันทีที่กระทบเข้ากับกระแสลมรุนแรงก็ถูกพัดกระเด็นออกไปจนสิ้น
“แข็งแกร่งอะไรเช่นนี้..”
กำแพงวายุนั้นมีอำนาจการป้องกันที่เหนือกว่าเกราะวารีอย่างมาก ทว่าการจะรวบรวมสายลมที่ไร้ตัวตนให้เกิดเป็นปราการแข็งแกร่งนั้น ย่อมต้องอาศัยปราณธาตุลมปริมาณมหาศาล ที่ผ่านมาจึงมีเพียงปราชญ์ยุทธ์ธาตุลมบริสุทธิ์หรือระดับจ้าวยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้นที่เรียกใช้ได้
ธนูปราณหลายสิบดอกถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว กำแพงวายุสลายไปพร้อมกับใบหน้าของเด็กสาวที่ปรากฏเป็นรอยยิ้มดูแคลน
“ธนูปราณอีกแล้ว…. ดูเหมือนปราชญ์ยุทธ์อย่างพวกเจ้าจะภาคภูมิใจกับสิ่งนี้มากสินะ !”
มู่เชียนรวบรวมปราณธาตุอัคคีเพียงครู่หนึ่ง ธนูเพลิงจำนวนมากก็ค่อยๆปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเขา
“นางเป็นยอดยุทธ์เหตุใดใช้ธนูเพลิงได้ !” ควรทราบว่ามีเพียงผู้สำเร็จปราชญ์ยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถควบคุมปราณธาตุเป็นรูปร่างเข้าโจมตีระยะไกลได้
ธนูเพลิงเหล่านี้สร้างมาจากปราณอัคคีของเสี่ยวจิ้ง ขอเพียงเป็นธาตุอัคคี นางสามารถควบคุมได้ดังใจไม่ต่างจากปราชญ์ยุทธ์คนหนึ่งนานแล้ว
เบื้องหน้าของมู่เชียน ธนูเพลิงยังคงถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว สิบดอก ยี่สิบดอก ห้าสิบดอก จนกระทั่งนับร้อยดอก มือเล็กสะบัดวูบ ธนูห่านั้นก็พุ่งเข้าสาดเข้าใส่กลุ่มคนที่เหลือทันที
“เกราะวารี !”
ไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดให้สัญญาณ ปราชญ์ยุทธ์ทั้งหกร่วมมือกันสร้างเกราะวารีขึ้นเบื้องหน้าสุดกำลัง ปราณธาตุน้ำขนาดใหญ่ครอบพวกเขาทั้งหมดไว้ภายใน ในเมื่อเป็นเกราะที่เกิดจากการรวมพลังของผู้ฝึกตนระดับปราชญ์ยุทธ์ถึงหกคนเกราะนี้จึงมีแข็งแกร่งอย่างมาก.. ทั้งความหนาแน่นของปราณธาตุน้ำก็พิเศษอย่างที่สุด ในเวลาสั้นๆคาดว่าแม้แต่ปราชญ์ยุทธ์ระดับสูงก็ไม่อาจทำลายลงได้
ไหนเลยจะคาดธนูเพลิงเหล่านั้นกลับพิเศษยิ่งกว่า พวกมันมิได้ดับลงเมื่อเจอกับปราณของธาตุน้ำ แต่กลับจมแช่อยู่ในน้ำได้อย่างสบาย ในขณะที่เกราะวารีของพวกเขาเริ่มมีร่องรอยของการเดือดปุด กำแพงน้ำหนาเกือบครึ่งจ้างกำลังค่อยๆจางลงเพราะน้ำบางส่วนที่กำลังระเหยกลายเป็นไอ !
มู่เชียนเปลี่ยนเป็นยกฝ่ามือขึ้นสูง ธนูเพลิงดอกแล้วดอกเล่าปรากฏขึ้นบนฟ้าแล้วพุ่งลงมาใส่เกราะวารีเหล่านั้นราวกับพายุฝน ฝนธนูเพลิงห่านี้รุนแรงมาก ทั้งยังเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างไม่หมดสิ้น
ในที่สุดเกราะวารีของพวกเขาก็เกิดรูรั่ว ธนูปราณบางส่วนทะลักเข้าไป กระทบร่างชายปิดหน้าด้านในคนหนึ่งอย่างไม่อาจเลี่ยง
“อ้ากกก..”
ชายคนหนึ่งถูกธนูเพลิงปักเข้าที่ไหล่ เขาล้มลงกลิ้งกับพื้นอย่างเจ็บปวด เปลวไฟจุดเล็กๆเริ่มลุกลามเผาผลาญร่างของเขามากขึ้นเรื่อยๆ
“เพลิงนี่ดับไม่ได้ ช่วยข้าที…. อ้ากกก….”
คนอื่นๆได้แต่มองพรรคพวกดิ้นรนทั้งที่ไฟลุกท่วมตัว แต่ก็ไม่อาจช่วยเหลือได้ เพราะพวกเขายังต้องควบคุมเกราะวารีต่อไป
ปราณธาตุไฟจากเทพอสูร ไหนเลยจะดับได้ง่ายๆ ไม่นานร่างที่ร้องโหยหวนนั่นก็กลายเป็นเถ้าถ่านกองหนึ่ง ตามมาด้วยร่างอื่นๆที่ไม่อาจหลบพ้นจากธนูเพลิงเช่นกัน
“ร้อนนนนน.. ใครก็ได้ช่วยด้วย…”
“อ้ากกกก….”
ภายในเกราะวารีนั้น กลุ่มคนร้ายค่อยๆตายตกไปทีละคน ที่สุดก็เหลือเพียงสามคนเท่านั้น
“ต้านไม่ไหวแล้ว… แยกย้ายกันหนีเถิด”
สามคนที่เหลือตัดสินใจสลายเกราะวารีออก ทั้งสามทุ่มเทปราณในร่างทั้งหมดปาระเบิดพลังเข้าใส่มู่เชียน ทว่าเด็กสาวก็สามารถสะบัดลูกแก้วหมุนปราณรับไว้ได้จนหมดสิ้น นางเริ่มวิเคราะห์ปราณธาตุด้านในลูกแก้วคิดจะจบการต่อสู้อย่างรวดเร็วด้วยเคล็ดหมื่นธาตุพิษ
ทว่าชายสองคนเห็นนางเก็บปราณธาตุไว้ได้ก็รู้ว่ามีเพียงการตายอย่างทรมานให้เลือกเท่านั้น พวกเขาตัดสินใจเสี่ยงตายพุ่งเข้าหานางกระบี่ปราณสองเล่มสะบัดเข้าใส่ร่างบางพร้อมกัน
มู่เชียนพลิกร่างกระโดดขึ้นสูง กระบี่ปราณในมือปรากฏขึ้น นางตวัดแขนฉับก็ตัดศีรษะหนึ่งลงมาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกมือก็ปลดปล่อยระเบิดปราณที่เก็บไว้ในลูกแก้วเข้าใส่ร่างอีกคน เมื่อถูกปราณที่รุนแรงกระทบเข้าร่างเนื้อที่เห็นก็แตกกระจายออกไปก่อนที่เศษซากที่เหลือจะสลายกลายเป็นละอองสีฟ้าไปอีกคน
หญิงสาวหันหน้ามองหาเป้าหมายสุดท้าย ทว่ากลับพบคนผู้นั้นกำลังยืนอยู่เบื้องหลังของมู่เยว่… กระบี่ในมือวางพาดลงบนลำคอของนางอย่างน่ากลัว
“ถอยไปซะ ไม่งั้นนางตาย…. ”