อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 82 ราวใบไม้ร่วง

    ‘อีกสิบสองคน..’ 


    มู่เชียนลอบนับจำนวนศัตรูอยู่ในใจ นางไม่คิดปล่อยคนร้ายเหล่านี้ให้รอดออกไปได้แม้แต่คนเดียว… เพื่อไม่ให้คนบงการที่ด้านนอกรู้ตัว   ร่างบางขยับเท้าวูบเข้าหาปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นอีกคนหนึ่งที่ยืนหน้าซีดอยู่ไม่ไกล….  


    ชายปิดหน้าผู้ถูกเลือกผงะถอยไปด้านหลังก้าวหนึ่ง  มือของเขารีบฟาดอาวุธที่เป็นแส้ปราณธาตุแสงเข้าใส่เพื่อหยุดยั้งนาง  นี่คืออาวุธระดับดินที่เขาเพิ่งได้รับมาไม่นานนี้ โดดเด่นเรื่องความเร็วและปราณทำลายล้างอันแหลมคม เมื่อครู่เขายังสามารถใช้มันสังหารองครักษ์ของสี่ตระกูลไปคนหนึ่งอย่างง่ายดาย   อาวุธเวทย์ชั้นเลิศนี้สร้างกระแสปราณบาดแหลมรุนแรงฝ่าอากาศเกิดเป็นเสียงดัง พุ่งเข้าโจมตีร่างบางอย่างรวดเร็ว



    ทว่าความเร็วที่ผู้อื่นมองแทบไม่ทันนี้ ในสายตาของนางกลับเห็นทุกการเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจน มู่เชียนพลิกตัวไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อหลบแส้อย่างง่ายดาย  ขณะที่ขาข้างหนึ่งตวัดรัวเข้าใส่ศัตรูเต็มแรง ปราชญ์ยุทธ์ผู้นั้นมองเห็นท่าร่างเพียงแวบเดียวก็รีบยกแขนขึ้นตั้งรับ ทว่าพลังมหาศาลที่แฝงมากับการโจมตีก็ทำให้ร่างของเขากระเด็นถอยหลังไป 


    เด็กสาวมิได้ก้าวตาม นางยกแขนขึ้นมาเพื่อเล็งใส่ร่างที่ยังตั้งตัวไม่ทันนั้น แล้วพ่นปราณอัคคีอันรุนแรงออกมาจากฝ่ามือ


    “เพลิงประทับนภา  …!!”


    “ฟู่วววว……”


    ทุกสายตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง เมื่อเห็นกลุ่มเพลิงมหาศาลพวยพุ่งออกจากมือเล็กข้างนั้น  เพียงพริบตาเดียวปราณอัคคีก็รวมตัวกันเบื้องหน้าเป็นบอลเพลิงขนาดยักษ์ที่มีความสูงเกือบสิบเมตร แล้วพุ่งออกไป


    เพลิงร้อนระอุพัดผ่านเงาร่างของเป้าหมายตลอดจนแนวไม้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงรอยไหม้ดำเป็นทางยาวที่แสนแปลกประหลาดเท่านั้น…   ปราชญ์ยุทธ์อีกผู้หนึ่งดับสลายไปอย่างเงียบเชียบ


    เพลิงประทับนภา คือกระบวนท่าสุดท้ายของเคล็ดวิชาเพลิงประทับ เป็นวิชาระดับดินที่ร้ายกาจอย่างมาก ยิ่งแสดงออกโดยผสานกับปราณธาตุจากเทพอสูรมังกรเพลิง …..ไม่มีปราชญ์ยุทธ์คนใดจะสามารถต้านทานได้… 


    ‘สิบเอ็ดคน …’ 


    ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองหาเป้าหมายถัดไป …   ชายผู้นั้นเห็นดวงตามัจจุราชสาวมองมาก็คิดจะหันหลังวิ่งหนี ทว่าจะทันหรือ ..​  เท้าเล็กขยับวูบกลายเป็นเส้นแสงสีเขียวเส้นหนึ่งพุ่งเข้าจู่โจมเป้าหมายทันที 



    ปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางอีกผู้หนึ่งล้มลงกับพื้น..​ศีรษะขาดหายไป.. ไม่อาจเอาชีวิตรอดจากเทือกเขาแห่งนี้ได้.. มู่เชียนสบัดมือสลายกระบี่ธาตุลมอันเป็นอาวุธสังหารทิ้ง  เมื่อครู่นางสามารถเอาชนะได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเคล็ดวิชาหรืออาวุธวิเศษอย่างใดแม้แต่ชิ้นเดียว


    “สง่างามเหลือเกิน !”  


    เว่ยผู่สงอุทานขึ้นด้วยความชื่นชม ซ่างกวนถงที่เหม่อมองมู่เชียนอยู่ไกลๆได้ยินเข้าก็รู้สึกไม่พอใจนัก   แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว ทว่าอย่างไรนางก็เคยได้ชื่อเป็นคู่หมั้นของเขา… เป็นสตรีของเขา เขาย่อมไม่ยินดีให้ชายอื่นชมชอบนาง


    “ระวังคำพูดหน่อย..”  เสียงขุ่นเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้


    “ขออภัย… สตรีที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ข้าไม่เคยพบมาก่อนจึงเผลอตัวไปบ้าง  ทว่า…​เกี่ยวอะไรกับท่านหรือ ?”  เว่ยผู่สงเอ่ยพร้อมกับหันมาถามซ่างกวนถงด้วยท่าทางดูแคลน 


    “คนในสี่ตระกูลล้วนทราบดีว่าคุณชายซ่างกวนถงถอนหมั้นคุณหนูสามสกุลมู่  เพื่อมาขอหมั้นกับน้องสาวของนางที่ยามนั้นเป็นอัจฉริยะหญิงอันดับหนึ่งของตระกูลมู่แทน  เป็นเจ้าเองที่ทิ้งนางไว้เบื้องหลังพร้อมกับความอับอาย    มายามนี้เพิ่งคิดแสดงความหวงแหนหรือ… ?”   


    “เจ้า…!!” ซ่างกวนถงมิอาจเอ่ยคำใดได้ ความจริงที่น่าขบขันกดทับจิตใจเขาจนอึดอัดยิ่ง


    “ฮ่าฮ่า… สายตามองคนของเจ้า.. ช่างน่านับถือจริงๆ”  เว่ยผู่สงหัวเราะเสียงดัง ในใจเขาเต็มไปด้วยความยินดีและโล่งใจ  


    บุรุษธรรมดาไหนเลยจะคู่ควรกับสตรีล้ำเลิศนางนั้น


    “ศิษย์น้องเรารีบหนีกันเถิด” 


    จ้าวหยวนไม่คิดสนใจความเก่งกาจของผู้อื่น รีบกระซิบเอ่ยกับมู่เยว่ด้วยท่าทีหวาดกลัว ทว่าคำพูดทั้งหลายนั้นกลับไม่เข้าหูนางเลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตเฝ้ามองติดตามเงาร่างของมู่เชียนที่โลดแล่นอยู่ระหว่างศัตรูเหล่านั้นอย่างเหม่อลอย


    คนร้ายทั้งกลุ่มเพ่งมองหญิงสาวที่เก่งกล้าราวกับปีศาจค่อยๆพรากเอาชีวิตพรรคพวกของตนไปทีละคนอย่างง่ายดาย  ในใจรู้สึกหวาดหวั่นอย่างมากจึงคิดจะถอนตัวหนี  ทว่าเมื่อครู่นางก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่คิดปล่อยพวกเขาให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว


    “พวกเราเข้าไปพร้อมกันเถิด  ยิ่งรอช้าให้นางจัดการไปทีละคนอาจจะสายเกินไป” ปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางผู้หนึ่งทำใจกล้า ตะโกนขึ้น


    ชายปิดหน้าที่เหลือทั้งสิบคนกัดฟันวิ่งกรูเข้าจู่โจมนางจากทุกทิศทาง   อาวุธหลากหลายชนิดปรากฏขึ้นในมือพวกเขา ปราณธาตุในร่างเกือบทั้งหมดถูกรวบรวมขึ้นเพื่อทุ่มเทกับการโจมตีในครั้งนี้จนสิ้น


    มู่เชียนที่ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมหลับตาลงแวบหนึ่ง ปราณธาตุลมถูกเรียกมาเพื่อสร้างพายุหมุนวนรอบกาย   สายลมทวีความรุนแรงพัดพาเส้นผมสีน้ำตาลให้โบกสะบัดพลิ้วอย่างงดงาม วินาทีต่อมาร่างบางก็ลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน


    “คมวายุ !”   


    สายลมที่พัวพันอยู่รอบกายพลันควบแน่นกลายเป็นวงแหวนคมกริบ แล้วฟาดฟันออกไปรอบด้านโดยมีร่างของมู่เชียนเป็นจุดศูนย์กลาง  


    “นี่มัน.. พวกเราถอยก่อน เร็วเข้า !!”  ปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางคนหนึ่งเอ่ยเตือนแล้วรีบพาร่างกระโดดขึ้นสูงทันที


    ปราณธาตุรุนแรงที่แผ่ออกมาจากวงแหวนวายุกดดันจนร่างของเขาเจ็บแสบทั้งที่ยังไม่ทันเข้าใกล้ด้วยซ้ำ …​ เคล็ดวิชาระดับนี้ตลอดชีวิตเขาเคยพบเพียงครั้งเดียว นี่ย่อมเป็นเคล็ดวิชาระดับฟ้าแล้ว.. 


    ทว่าคำเตือนนั้นไม่ทันเอ่ยจบ วงแหวนแหลมคมก็ฟาดฟันออกมาเสียก่อน พรรคพวกของเขาสองคนที่อยู่ด้านหน้าถูกกระแสลมอันคมกริบตัดผ่านร่างจนขาดออกเป็นสองท่อน คนที่เหลือแม้จะอาศัยสัญชาติญาณกระโดดหนีไปได้ ทว่าก็ยังมีที่ทิ้งอวัยวะเอาไว้แทน


    “อ้ากก ขาของข้า..” 


    ปราชญ์ยุทธ์อีกหนึ่งคนร่วงลงมากองบนพื้นพลางกลิ้งตัวไปมาด้วยความเจ็บปวด  ขาสองข้างของเขา นับตั้งแต่เข่าลงไปถูกคมวายุตัดผ่านจนขาดออกแล้ว 


    “เพลิงประทับนภา….”   ปราณอัคคีมหาศาลอีกก้อนพวยพุ่งออกมา เผาร่างสามร่างทั้งที่ตายและพิการทั้งหมดจนสิ้น


    “โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว..!” 


    เสียงคำรามดังขึ้นจากบนฟ้า เจ็ดคนที่กระโดดหลบคมวายุขึ้นไปด้านบนรู้สึกโกรธแค้นอย่างมาก  เห็นนางลงมือเด็ดขาดเช่นนี้ก็ตัดสินใจลืมความกลัวตาย  พุ่งตัวลงมาคิดแลกชีวิตกับนาง  


    มู่เชียนเหลือบมองกลุ่มคนด้านบนอย่างเฉยชา  หากมิใช่พวกเขาคิดฆ่านาง..  นางจะต้องลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้หรือ.. ?  


    ก่อนที่ร่างของคนเหล่านั้นจะถึงพื้น เด็กสาวก็ย่อกายลงดีดร่างถอยไปด้านหลังไปอีกสิบก้าว หลุดจากวงล้อมอย่างรวดเร็ว ดาบแสงวายุปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้วฟาดฟันออกไป  ศีรษะของร่างหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าก็ขาดกระเด็น 


    หกคนที่เหลือหลบรัศมีดาบได้อย่างหวุดหวิด ธนูปราณนับสิบดอกถูกระดมยิงออกมา  ในระยะประชิดเช่นนี้พวกเขามั่นใจว่านางย่อมมิอาจเก็บปราณของพวกเขาได้ทัน


    มือเรียวงามยื่นออกไป เกิดลมพายุขนาดใหญ่หมุนวนอยู่เบื้องหน้า


    “กำแพงวายุ  !! ”  


    กระแสลมรุนแรงพลันเปลี่ยนเป็นปราการใสขวางกั้นการโจมตีไว้ได้  ธนูปราณหลายสิบดอกทันทีที่กระทบเข้ากับกระแสลมรุนแรงก็ถูกพัดกระเด็นออกไปจนสิ้น


    “แข็งแกร่งอะไรเช่นนี้..”


    กำแพงวายุนั้นมีอำนาจการป้องกันที่เหนือกว่าเกราะวารีอย่างมาก   ทว่าการจะรวบรวมสายลมที่ไร้ตัวตนให้เกิดเป็นปราการแข็งแกร่งนั้น ย่อมต้องอาศัยปราณธาตุลมปริมาณมหาศาล  ที่ผ่านมาจึงมีเพียงปราชญ์ยุทธ์ธาตุลมบริสุทธิ์หรือระดับจ้าวยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้นที่เรียกใช้ได้


    ธนูปราณหลายสิบดอกถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว กำแพงวายุสลายไปพร้อมกับใบหน้าของเด็กสาวที่ปรากฏเป็นรอยยิ้มดูแคลน


    “ธนูปราณอีกแล้ว…. ดูเหมือนปราชญ์ยุทธ์อย่างพวกเจ้าจะภาคภูมิใจกับสิ่งนี้มากสินะ !”


    มู่เชียนรวบรวมปราณธาตุอัคคีเพียงครู่หนึ่ง ธนูเพลิงจำนวนมากก็ค่อยๆปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเขา


    “นางเป็นยอดยุทธ์เหตุใดใช้ธนูเพลิงได้ !”    ควรทราบว่ามีเพียงผู้สำเร็จปราชญ์ยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถควบคุมปราณธาตุเป็นรูปร่างเข้าโจมตีระยะไกลได้ 


    ธนูเพลิงเหล่านี้สร้างมาจากปราณอัคคีของเสี่ยวจิ้ง ขอเพียงเป็นธาตุอัคคี นางสามารถควบคุมได้ดังใจไม่ต่างจากปราชญ์ยุทธ์คนหนึ่งนานแล้ว


    เบื้องหน้าของมู่เชียน ธนูเพลิงยังคงถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว สิบดอก ยี่สิบดอก ห้าสิบดอก จนกระทั่งนับร้อยดอก   มือเล็กสะบัดวูบ ธนูห่านั้นก็พุ่งเข้าสาดเข้าใส่กลุ่มคนที่เหลือทันที


    “เกราะวารี !”


    ไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดให้สัญญาณ  ปราชญ์ยุทธ์ทั้งหกร่วมมือกันสร้างเกราะวารีขึ้นเบื้องหน้าสุดกำลัง  ปราณธาตุน้ำขนาดใหญ่ครอบพวกเขาทั้งหมดไว้ภายใน ในเมื่อเป็นเกราะที่เกิดจากการรวมพลังของผู้ฝึกตนระดับปราชญ์ยุทธ์ถึงหกคนเกราะนี้จึงมีแข็งแกร่งอย่างมาก..​  ทั้งความหนาแน่นของปราณธาตุน้ำก็พิเศษอย่างที่สุด ในเวลาสั้นๆคาดว่าแม้แต่ปราชญ์ยุทธ์ระดับสูงก็ไม่อาจทำลายลงได้ 


    ไหนเลยจะคาดธนูเพลิงเหล่านั้นกลับพิเศษยิ่งกว่า พวกมันมิได้ดับลงเมื่อเจอกับปราณของธาตุน้ำ แต่กลับจมแช่อยู่ในน้ำได้อย่างสบาย  ในขณะที่เกราะวารีของพวกเขาเริ่มมีร่องรอยของการเดือดปุด กำแพงน้ำหนาเกือบครึ่งจ้างกำลังค่อยๆจางลงเพราะน้ำบางส่วนที่กำลังระเหยกลายเป็นไอ !


    มู่เชียนเปลี่ยนเป็นยกฝ่ามือขึ้นสูง ธนูเพลิงดอกแล้วดอกเล่าปรากฏขึ้นบนฟ้าแล้วพุ่งลงมาใส่เกราะวารีเหล่านั้นราวกับพายุฝน   ฝนธนูเพลิงห่านี้รุนแรงมาก ทั้งยังเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างไม่หมดสิ้น 


    ในที่สุดเกราะวารีของพวกเขาก็เกิดรูรั่ว ธนูปราณบางส่วนทะลักเข้าไป  กระทบร่างชายปิดหน้าด้านในคนหนึ่งอย่างไม่อาจเลี่ยง


    “อ้ากกก..” 


    ชายคนหนึ่งถูกธนูเพลิงปักเข้าที่ไหล่  เขาล้มลงกลิ้งกับพื้นอย่างเจ็บปวด เปลวไฟจุดเล็กๆเริ่มลุกลามเผาผลาญร่างของเขามากขึ้นเรื่อยๆ


    “เพลิงนี่ดับไม่ได้  ช่วยข้าที…. อ้ากกก….” 


    คนอื่นๆได้แต่มองพรรคพวกดิ้นรนทั้งที่ไฟลุกท่วมตัว แต่ก็ไม่อาจช่วยเหลือได้ เพราะพวกเขายังต้องควบคุมเกราะวารีต่อไป


    ปราณธาตุไฟจากเทพอสูร ไหนเลยจะดับได้ง่ายๆ ไม่นานร่างที่ร้องโหยหวนนั่นก็กลายเป็นเถ้าถ่านกองหนึ่ง  ตามมาด้วยร่างอื่นๆที่ไม่อาจหลบพ้นจากธนูเพลิงเช่นกัน


    “ร้อนนนนน..  ใครก็ได้ช่วยด้วย…”


    “อ้ากกกก….”


    ภายในเกราะวารีนั้น กลุ่มคนร้ายค่อยๆตายตกไปทีละคน  ที่สุดก็เหลือเพียงสามคนเท่านั้น 


    “ต้านไม่ไหวแล้ว… แยกย้ายกันหนีเถิด”


    สามคนที่เหลือตัดสินใจสลายเกราะวารีออก  ทั้งสามทุ่มเทปราณในร่างทั้งหมดปาระเบิดพลังเข้าใส่มู่เชียน  ทว่าเด็กสาวก็สามารถสะบัดลูกแก้วหมุนปราณรับไว้ได้จนหมดสิ้น นางเริ่มวิเคราะห์ปราณธาตุด้านในลูกแก้วคิดจะจบการต่อสู้อย่างรวดเร็วด้วยเคล็ดหมื่นธาตุพิษ 


    ทว่าชายสองคนเห็นนางเก็บปราณธาตุไว้ได้ก็รู้ว่ามีเพียงการตายอย่างทรมานให้เลือกเท่านั้น พวกเขาตัดสินใจเสี่ยงตายพุ่งเข้าหานางกระบี่ปราณสองเล่มสะบัดเข้าใส่ร่างบางพร้อมกัน 


    มู่เชียนพลิกร่างกระโดดขึ้นสูง กระบี่ปราณในมือปรากฏขึ้น  นางตวัดแขนฉับก็ตัดศีรษะหนึ่งลงมาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกมือก็ปลดปล่อยระเบิดปราณที่เก็บไว้ในลูกแก้วเข้าใส่ร่างอีกคน  เมื่อถูกปราณที่รุนแรงกระทบเข้าร่างเนื้อที่เห็นก็แตกกระจายออกไปก่อนที่เศษซากที่เหลือจะสลายกลายเป็นละอองสีฟ้าไปอีกคน



    หญิงสาวหันหน้ามองหาเป้าหมายสุดท้าย ทว่ากลับพบคนผู้นั้นกำลังยืนอยู่เบื้องหลังของมู่เยว่…   กระบี่ในมือวางพาดลงบนลำคอของนางอย่างน่ากลัว  



    “ถอยไปซะ  ไม่งั้นนางตาย…. ” 


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน