บทที่ 10 ไม่มีหวัง
หนิงฮวนแต่งหน้าแปลงโฉมหรูหราแตกต่างจากพี่น้องบ้านรอง มือของนางถือร่มกันฝน เมื่อได้กลิ่นอับชื้นของบ้านหลังนี้ หนิงฮวนถึงกับไม่อยากก้าวเข้าไปข้างในเลยด้วยซ้ำ แค่เดินมาใกล้ก็รู้สึกว่าตัวเองดูต่ำต้อยลงกว่าเดิมแล้ว หากไม่ถูกท่านแม่กับท่านย่าบังคับให้มา นางไม่มีวันมาเหยียบที่นี่แน่นอน
“พี่ใหญ่ ออกมาหน่อย!” หนิงฮวนเรียกเสียงดัง
“มีอะไร?” หนิงเซวียนยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงของหนิงลั่ว เด็กสาวยังไม่ฟื้น เขาตั้งใจจะรอให้นางฟื้นก่อนแล้วค่อยออกไป
“พี่ใหญ่ ข้าเตือนท่าน อย่ามายุ่งเื่ของบ้านรองอีก! วันนี้ท่านก็ช่วยพวกนางมากพอแล้ว ท่านไม่รู้หรือว่าหนิงลั่วเป็คนอำมหิตมากเพียงใด นางถึงกับคิดจะฆ่าข้าซึ่งเป็น้องสาวแท้ๆ ของท่าน!”
“หนิงฮวน! ข้ารู้เื่ทั้งหมดแล้ว เ้าไม่ต้องกล่าวหาผู้อื่นอีก” หนิงเซวียนกล่าวเสียงเรียบ
ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่เห็นผลลัพธ์ของเหตุการณ์ก็รู้แล้วว่าใครเป็ฝ่ายเสียหาย และใครเป็ฝ่ายได้เปรียบ
“พี่ใหญ่ ท่านอ่านตำราจนโง่ไปแล้วหรือไร ท่านเป็พี่ชายของข้าหรือเป็พี่ชายของนางนั่นกันแน่? ข้าบอกไว้เลยว่าข้าเกลียดนาง หากท่านยังอยู่ที่นี่อีก ข้าจะไม่คุยกับท่านอีก!” หนิงฮวนกล่าวด้วยความขุ่นเคือง คิดว่าพี่ชายจะรีบออกมาปลอบใจนาง แต่รอแล้วรอเล่า ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
หนิงฮวนเริ่มร้อนใจ จึงกล่าวเสียงดังขึ้น “หนิงเซวียน! ท่านมัวทำอะไรอยู่ รีบออกมาเดี๋ยวนี้! หรือท่านจะปล่อยให้ข้ายืนหนาวตายอยู่ตรงนี้ ท่านใจร้ายเกินไปแล้ว!”
“ฮือๆ ข้าน่าสงสารจริงๆ พี่ชายแท้ๆ ยังไม่รักข้าเลย!” หนิงฮวนเริ่มร้องไห้เสียงดัง ใช้กลยุทธ์เดียวกับที่ท่านแม่กับท่านย่าใช้บ่อยๆ นางได้รับการอบรมมาดีเหลือเกิน
วิธีนี้แม้จะเก่าแก่ แต่กลับได้ผลดีเสมอ เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของน้องสาว หนิงเซวียนก็ลุกขึ้น กล่าวว่า “ไปกันเถอะ” แล้วเดินออกไปทันที
“เดี๋ยวสิ! ท่านจะทิ้งข้าไว้ข้างหลังหรือไร” หนิงฮวนเรียกพี่ชาย พลางเร่งฝีเท้าตามหลังเขาไป ทว่าเมื่อเดินไปได้สักพัก นางก็เปลี่ยนใจ
หนิงฮวนไม่ได้เดินกลับไปกับหนิงเซวียนทันที แต่หยุดอยู่หน้าประตูแล้วมองเข้าไปข้างใน นางขมวดคิ้วเมื่อเห็นสภาพบ้านที่ทั้งสกปรกและทรุดโทรม ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกชายเสื้อขึ้นปิดจมูก แล้วก้าวเข้าไปในห้อง
หนิงฮวนกวาดตามองไปรอบๆ และแล้วก็สังเกตเห็นบางสิ่งใต้หมอนของหนิงลั่ว มีมุมหนึ่งของถุงเงินโผล่ออกมาเล็กน้อย นางรีบดึงออกมาดู และพบว่าเป็ถุงเงินที่นางคุ้นเคยดี!
ท่านแม่พูดถูก! นางหนิงลั่วคิดจะยั่วยวนพี่ใหญ่จริงๆ!
“หนิงลั่ว! เลิกแกล้งตายแล้วลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” หนิงฮวนกล่าวพลางกระชากผ้าห่มของหนิงลั่วออก และพยายามลากตัวนางลงจากเตียง
แต่หนิงลั่วกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ หนิงฮวนจึงใช้มือจิกผมนางขึ้นมาเพื่อให้ใบหน้าหันมาทางตนเอง ทว่าสิ่งที่เห็นทำให้นางต้องช็อกสุดขีด
หนิงลั่วกลอกตาขึ้นจนเห็นเพียงตาขาว ศีรษะห้อยลงอย่างไร้เรี่ยวแรงราวกับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว!
“กรี๊ด! ผีหลอก!” หนิงฮวนกรีดร้องสุดเสียง รีบปล่อยมือจากหนิงลั่ว แล้ววิ่งหนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อวิ่งไปได้ไกลแล้ว หนิงฮวนก็หันกลับไปมองข้างหลังด้วยความหวาดกลัว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมา นางจึงค่อยหายใจโล่งขึ้นเล็กน้อย แต่ภาพใบหน้าซีดขาวและดวงตากลอกขึ้นของหนิงลั่วยังคงติดอยู่ในหัวไม่หาย
“มัวทำอะไรอยู่ข้างหลัง? ตอนแรกเ้าเป็ฝ่ายเร่งข้าเองไม่ใช่หรือ” หนิงเซวียนหันมาถามเมื่อเห็นว่าหนิงฮวนเดินช้า
“พี่ใหญ่! ทางนี้มันลื่น ข้าเดินยาก ท่านไม่รอข้าบ้างเลย!” หนิงฮวนกล่าวเสียงแหลม ทำเป็เดินลำบาก
“พอเถอะ รีบกลับกัน อย่าให้เป็หวัด” หนิงเซวียนตอบเสียงเรียบ
“พี่ชายของข้าใจดีที่สุด!” หนิงฮวนรีบเข้าไปเกาะแขนพี่ชาย พลางเดินกลับไปด้วยกัน
เมื่อกลับถึงบ้าน หนิงเซวียนเข้าไปอ่านหนังสือในห้อง ขณะที่เฉินซื่อผู้เป็มารดาก็รีบจัดเตรียมอาหารดีๆ ให้บุตรชายคนโปรด นางตักน้ำแกงไก่ร้อนๆ ให้ พร้อมกับจุดเตาผิงทำให้ห้องอบอุ่น
หนิงเซวียนมองรอบตัว เห็นห้องของเขาอบอุ่นและสะดวกสบาย แล้วภาพของบ้านรองที่หนาวเหน็บก็ผุดขึ้นมาในหัว เขารู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย สุดท้ายก็ตัดสินใจคว้าผ้าห่มหนาๆ จากเตียงของตนเอง แล้วเดินออกไปข้างนอก
สองแม่ลูกที่กำลังคุยกันอยู่ พอเห็นหนิงเซวียนปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ต่างก็มีสีหน้าตกตะลึงราวกับถูกบีบคอ ทำให้เสียงพูดขาดหายไปทันที
“ทำไมถึงเงียบกันไปล่ะ พูดต่อสิ” หนิงเซวียนรู้สึกว่าบรรยากาศในห้องดูแปลกประหลาดไปเล็กน้อย
เฉินซื่อรีบยิ้มพลางกล่าว “พวกข้าไม่ได้พูดอะไรหรอก แล้วนี่เซวียนเอ๋อร์ เ้ากำลังจะทำอะไรหรือ”
หนิงเซวียนรีบอธิบายเจตนาของตนเอง เฉินซื่อจึงรับผ้าห่มจากอ้อมแขนของเขามาถือไว้ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง นางกล่าวอย่างเร่งรีบ “เข้าใจแล้ว ข้ารู้แล้ว รอฝนหยุดตกเมื่อใด ข้าจะนำไปให้เอง ก็ไม่รู้ว่านางหนิงลั่วนั่นไปทำบุญมาอย่างไรถึงได้ทำให้เ้าดีกับนางถึงเพียงนี้”
“ท่านแม่ ท่านพูดอะไรน่ะ? พวกเราก็เป็ครอบครัวเดียวกัน นางก็เป็น้องสาวของข้าไม่ใช่หรือ อีกอย่าง ข้าไม่อยากให้ใครพูดว่าพวกเรารังแกน้องสาวของตนเอง หากเื่นี้แพร่ออกไปจะทำให้ชื่อเสียงของบ้านเราเสียหาย” หนิงเซวียนพูดด้วยความยินดี เพราะในที่สุดมารดาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อต้านอีก เขารู้ดีว่ามารดาของเขายังคงเป็คนที่เข้าใจเหตุผลอยู่
“เข้าใจแล้วๆ เ้าคุณชายตัวน้อย รีบกลับห้องไปเถอะ รอสักครู่ข้าจะนำไปให้เอง” เฉินซื่อกล่าว
“ต้องเอาไปให้จริงๆ นะ!” หนิงเซวียนย้ำ
“รู้แล้ว รีบกลับเข้าห้องได้แล้ว” เฉินซื่อรับปากอย่างดี
เมื่อได้ยินมารดารับปากหลายครั้ง หนิงเซวียนก็รู้สึกสบายใจ จึงกลับไปที่ห้องหนังสือเพื่ออ่านตำราอีกครั้ง
หนิงเวยต้องไปขอร้องหมอหลินอยู่นาน กว่าจะแบกหน้าไปขอยาลดไข้มาได้หนึ่งชุด พอรีบกลับถึงบ้าน ก็พบว่าสองพี่น้องในบ้านล้มป่วยกันหมด หนิงลั่วถึงขั้นนอนหมดสติบนพื้น ตัวเย็นเฉียบราวกับไร้ลมหายใจ
หนิงเวยใจนแทบสิ้นสติ นางรีบเขย่าแขนหนิงลั่วแรงๆ พร้อมกับเรียกชื่ออีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา
พอเห็นว่าหนิงลั่วได้สติแล้ว หนิงเวยจึงรีบพยุงนางขึ้นเตียง จากนั้นก็ไปต้มน้ำร้อน แล้วต้มยาลดพิษไข้ให้สองพี่น้อง
แม้ว่าจะได้ยามาเพียงชุดเดียว หากแบ่งให้ดื่มกันทั้งสองคน อย่างไรก็คงจะช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง
หนิงเวยยังเติมน้ำลงในน้ำยาเพื่อให้พอแบ่งดื่มกันได้สองวัน
อย่างไรก็ตาม สองวันต่อมา หนิงเสี่ยงเสี่ยงอาการดีขึ้นแล้ว แต่อาการหนิงลั่วกลับยังไม่ทรงตัว ไม่ดีขึ้นเลย
ตลอดสองวันที่ผ่านมา หนิงเวยแทบไม่ได้นอนเลย พอถึงเช้าก็ต้องไปต้มข้าวและทำงานที่บ้านใหญ่ มีแค่่กินข้าวเท่านั้น นางถึงจะมีเวลามาดูแลน้องชายกับน้องสาว
ไม่มีใครรู้เลยว่าหนิงเวยต้องอดทนฝืนตัวเองขนาดไหนตลอดสองวันนี้
กระทั่งวันที่สาม อาการของหนิงลั่วก็ยังไม่ดีขึ้น หนิงเวยรู้สึกว่าเื่นี้ไม่ปกติแล้ว
หนิงเวยไปขอร้องแม่เฒ่า แม่เฒ่ากลับไม่ยอมสนใจ มิหนำซ้ำยังแกล้งนอนป่วยบนเตียง บอกว่าถูกหนิงลั่วทำให้โกรธจนล้มป่วยแล้ว เฉินซื่อก็เห็นท่าไม่ดี จึงแอบซ่อนตัวอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกมา
ส่วนหนิงฮวนนั้นกลับมีท่าทีวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา กลัวว่าหากหนิงลั่วตายแล้วจะมาหลอกหลอนนาง เพราะวันนั้นเป็นางเองที่ผลักหนิงลั่วจนล้มลงกับพื้น หากอีกฝ่ายตายขึ้นมา นางคงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
แม้หนิงฮวนจะไม่ออกจากห้องเลย แต่ก็แอบจับตามองความเคลื่อนไหวของบ้านรองผ่านทางหน้าต่างเสมอ นางเห็นหนิงเวยไปขอร้องเพื่อนบ้าน อีกเดี๋ยวก็เห็นหวังเผา บุตรชายของอาสะใภ้หวังเดินเข้าออกกับหนิงเวย
พอเห็นหวังเผาอุ้มหนิงลั่วขึ้นไปวางบนเกวียนวัวของเขา หนิงฮวนก็อดเบ้ปากไม่ได้ “ถือว่าโชคดีไป”
หวังเผาอายุห่างจากพี่สาวของหนิงลั่วเพียงไม่กี่ปี เพราะมารดาของหนิงลั่วกับอาสะใภ้หวังมีความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งสองมักจะนั่งเย็บปักถักร้อยด้วยกันอยู่เสมอ ดังนั้นเด็กๆ ของทั้งสองบ้านจึงสนิทสนมกันเป็พิเศษ
ปกติหนิงเวยมักจะสนิทกับหวังเผามากกว่า ส่วนหนิงลั่วเป็คนขี้อาย เห็นใครก็ไม่กล้าพูดคุยด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเล่นกับเด็กผู้ชายในหมู่บ้านเลย
ตอนที่หนิงลั่วถูกส่งตัวขึ้นเกวียนวัว ไข้นางก็สูงขึ้นกว่าเดิมแล้ว ตัวนางร้อนจัด บริเวณข้อศอกที่ถูกคราดแทงเป็แผลเริ่มมีหนองและมีเืไหลออกมา
ผ่านมาสามวันแล้ว แต่ไม่มีใครทำแผลให้หนิงลั่ว ปล่อยให้แผลลุกลาม จึงทำให้ไข้นางสูงขึ้นเรื่อยๆ
หนิงเวยรู้เพียงว่าแขนของหนิงลั่วถูกท่านย่าใช้คราดแหลมแทงเข้าไป แต่ไม่คิดว่าจะร้ายแรงถึงเพียงนี้ พอมาถึงตัวเมือง หมอสั่งให้นางถอดเสื้อตัวนอกของน้องสาวเพื่อตรวจดูาแ ตอนนั้นเองที่นางถึงได้รู้ความจริง
“ดูเ้าสิ เป็พี่สาวประสาอะไร แขนของน้องสาวแทบจะเน่าไปทั้งแขนอยู่แล้ว” หมอชราดุ
“น่าเสียดาย สายเกินไปแล้ว” หมอชราส่ายหน้าพลางวางแขนของหนิงลั่วลง สีหน้าเต็มไปด้วยความเวทนา
“ท่านหมอ ข้าขอร้อง ช่วยน้องสาวของข้าด้วยเถิด พวกข้าฝ่าฟันลำบากกว่าจะมาถึงตัวเมืองได้” หนิงเวยร้องไห้พลางคุกเข่าลงต่อหน้าหมอชรา หัวใจที่เคยมีความหวังพลันตกลงไปสู่ก้นบึ้งของขุมนรก
หนิงเวยเคยคิดว่าแค่หาเงินมาพอ พอพาน้องสาวมาหาหมอ ทุกอย่างต้องดีขึ้นแน่ แต่ใครจะรู้ว่านอกจากอาการของหนิงลั่วจะรักษาไม่ได้ ท่านหมอกลับบอกว่าน้องสาวของนางไม่มีทางรอดแล้ว
“นี่ไม่จริง นี่ต้องไม่จริง ท่านหมอ ข้าขอร้อง ท่านช่วยดูอีกครั้งเถิด ข้าขอร้องท่านแล้ว” หนิงเวยอ้อนวอนทั้งน้ำตา
แม้หมอชราสงสาร แต่ก็ทำได้เพียงบอกความจริง “สายไปแล้ว หากเ้ามาเร็วกว่านี้สักสองวัน อาจยังมีทางช่วย แต่ตอนนี้แผลลามไปทั่วร่างแล้ว เว้นเสียแต่นางเป็เทพเซียนมาจุติ”
พูดจบ หมอชราก็โบกมือพลางกล่าวว่า “กลับไปเถอะ รอให้นางฟื้นขึ้นมา แล้วหาอาหารดีๆ ให้กินสักมื้อ ให้นางจากไปอย่างสงบเถอะ”
“ไม่! ท่านหมอ ข้าขอร้องท่านเถิด ท่านตรวจดูอีกครั้งเถอะ” หนิงเวยคุกเข่าร่ำไห้ราวกับใจจะขาด
แต่หมอชรากลับสะบัดมือนางออก เขาส่ายหน้าก่อนจะเดินไปตรวจคนไข้รายต่อไป
“หลีกทางหน่อย ถึงตาพวกเราแล้ว” ผู้ป่วยและญาติที่รออยู่ด้านหลังเบียดแซงเข้ามา ทำให้หนิงเวยกับหนิงลั่วต้องถอยไปอยู่ที่มุมห้อง
สุดท้ายภายใต้คำปลอบโยนของหวังเผา หนิงเวยจำต้องพาน้องสาวกลับขึ้นเกวียนวัวอีกครั้ง หวังว่ากลับไปแล้วจะดูแลดีๆ บางทีอาจเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นก็ได้
แต่สามวันผ่านไป จนถึงเย็นวันที่สี่ อาการของหนิงลั่วก็ดูเหมือนจะไม่ไหวแล้ว
แม่เฒ่าจึงออกปากว่า หากพรุ่งนี้เช้าหนิงลั่วยังไม่ฟื้น ก็ให้ซื้อเสื่อฟางมาห่อร่างแล้วนำไปทิ้งบนูเาเสีย
บนูเาตะวันออกมีฝูงหมาป่าอยู่มากมาย ตามคำของแม่เฒ่า เด็กที่ตายเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็การตายดี ควรโยนให้หมาป่ากินไปเสีย ยังดีกว่าตายอยู่ในบ้านแล้วนำโชคร้ายมาให้ครอบครัว “เ้ากำลังคิดว่าข้าจะทำอย่างไรน่ะหรือ บิดามารดาของพวกเ้าก็ตายอยู่บนูเาตะวันออก ให้เ้าสามไปอยู่กับพวกเขานับว่าเป็การทำหน้าที่ลูกที่ดีแล้ว”
“เว้นเสียแต่ข้าจะตายด้วย มิฉะนั้นพวกเ้าผู้ใดก็อย่าหวังจะพรากน้องสามไปจากข้า” หนิงเวยยกมีดขึ้นจ่อคอตัวเอง ขู่ให้ทุกคนถอยออกไป จากนั้นก็ลงกลอนประตูบ้านทุกบาน ใช้โต๊ะไม้ขวางประตูไว้
หนิงเวยไม่เคยหยุดป้อนยาให้หนิงลั่ว แม้จะป้อนไปไม่น้อย แต่หนิงลั่วก็กลืนได้น้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ล้วนถูกอาเจียนออกมา สุดท้ายหนิงเวยต้องใช้ปากป้อนยาเอง
หนิงเสี่ยงเสี่ยงยังเล็กนัก ทำอะไรได้ไม่มาก ได้แต่ช่วยหยิบจับเล็กๆ น้อยๆ ท้ายที่สุดเขาก็คุกเข่าลงอ้อนวอนพระโพธิสัตว์ วิงวอนขอให้เทพเซียนช่วยทำให้พี่สามของเขาหายป่วยโดยเร็ว
ศีรษะของเด็กน้อยโขกกระแทกพื้นจนแดงไปหมด หนิงเวยเห็นแล้วรู้สึกปวดใจ ได้แต่แอบเช็ดน้ำตาเงียบๆ