หมูป่าล้มลงบนพื้นเสียงดังตึงตายสนิท
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนก็โล่งอก
หลินเสวี่ยจู๋ลอบชมเชยในใจ‘สมกับเป็นพระเอก ถึงจะพิการทว่ายังสามารถต่อสู้ได้เก่งกาจถึงเพียงนี้ รัศมีที่มีนับว่าไม่ได้เสียเปล่าเลย!’
ผู้คุมเห็นว่ามีผู้บาดเจ็บหลายคนจึงนำยารักษาบาดแผลออกมาแจกจ่ายเป็นครั้งแรก แล้วสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน
ทว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นผู้ใดจะยังมีกะจิตกะใจนอนต่างก็รอดูว่าคนสกุลหลินจะจัดการหมูป่าตัวนี้อย่างไร
จะยังจัดการอย่างไรได้อีก? ย่อมต้องนำมาทำเป็นอาหารอยู่แล้ว
หลินเฉิงจางให้ญาติผู้หญิงหลบออกไปเพื่อไม่ให้พวกนางตกใจขณะที่เขาจัดการกับซากหมูป่า
มีเพียงหลินเสวี่ยจู๋ที่ไม่ได้จากไปนางเดินวนรอบหมูป่าอยู่หลายรอบพลางนึกในใจ ‘หมูป่าดุร้ายตัวนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าหยวนซิวแล้วก็เป็นได้เพียงก้อนเนื้อเท่านั้น’
ไม่แปลกใจเลยที่ผู้อื่นต่างวิ่งหนีแต่หยวนซิวยังคงนั่งอยู่กับที่ด้วยสีหน้าสงบนิ่งเขาตั้งใจที่จะให้ทั้งครอบครัวได้กินเนื้อหมูป่านี่เอง
เหยียนต้าหยิบมีดผ่าฟืนที่ยืมจากหม่าซิงมาผ่าท้องของหมูป่ากลิ่นเครื่องในช่วยขับไล่ผู้คนบางส่วนที่ยืนมุงดูออกไปได้สำเร็จ
ลู่โม่กลัวว่าพี่ชายกับพี่สะใภ้จะได้กลิ่นจึงเตรียมขุดหลุมฝังเครื่องในเหล่านั้น
เหยียนต้าเห็นดังนั้นก็รีบเอ่ยปากห้าม“น้องชายลู่โม่ ของเหล่านี้ล้างให้สะอาดย่อมสามารถนำมากินได้ หากเหล่าเจ้านายไม่ต้องการก็ให้พวกเรากินเถิด”
“ต้องการข้าต้องการทั้งหมด!” หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินเช่นนี้ก็ตัดสินใจทันทีว่าจะเก็บเครื่องในไว้นางตะโกนออกมาอย่างร้อนใจ
ปอดหมู ท้องหมู ตับหมูหัวใจหมู ไส้หมู และไตหมูล้วนเป็นของดีทั้งสิ้น จะนำไปฝังได้อย่างไร? นางไม่ยอมมอบให้ผู้ใดทั้งนั้น!
เมื่อได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้เหวินซิ่วชิงกับหลินเฉิงจางก็มองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจเล็กน้อย
ครอบครัวของพวกเขาไม่เคยกินของพวกนี้เลยเหตุใดบุตรสาวถึงต้องการมัน?
หยวนซิวเองก็ทำสีหน้ารังเกียจใส่หลินเสวี่ยจู๋เช่นกัน
สตรีผู้นี้จะเล่นกลอะไรอีก?
แม่นมหม่ายิ้มแห้ง“ยังเป็นคุณหนูเสวี่ยจู๋ที่จัดการเรื่องราวได้ดี บ่าวจะนำเครื่องในไปทำความสะอาดเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
นางกำลังจะเอ่ยปากเรียกกู้เจินเหนียงกับชุ่ยเอ๋อร์จู่ๆ หูเอ้อร์ถ่งกับหูซานถ่งก็รีบรุดมาหา “งานสกปรกพรรค์นี้พวกเราสองพี่น้องทำเองพี่สะใภ้หม่ายืนดูอยู่ด้านข้างก็พอขอรับ”
แม่นมหม่ายินดีเป็นอย่างยิ่งรีบพาสองพี่น้องไปที่ริมลำธารทันที
หลินเสวี่ยจู๋เดินไปหาหยวนซิวแล้วยื่นมือไป“ยังมีแท่งไม้ไผ่อีกเท่าไรเจ้าคะ?”
หยวนซิวส่งสายตาไปที่ตะกร้าหวายของลู่โม่
หลินเสวี่ยจู๋หยิบแท่งไม้ไผ่ออกมาจากในตะกร้าก่อนจะรวบไว้ในมือตนเอง แล้วนับจำนวน ปรากฏว่าแท่งไม้ไผ่ถูกนางริบไปทั้งหมด
หยวนซิวขมวดคิ้วมุ่น พลางเอ่ยถาม“เจ้าจะทำอันใด?”
“หมูป่าเสียบไม้ย่างเจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างไม่กระดากอาย
หยวนซิวเกือบใช้หอกไม้ไผ่แทงนาง
สตรีผู้นี้นับวันยิ่งกระทำการอุกอาจขึ้นเรื่อยๆ!
ขณะที่คิดก็เห็นหลินเฉิงเหยาวิ่งมาเขายื่นตะกร้าให้หลินเสวี่ยจู๋ แล้วเอ่ยราวกับกำลังมอบสมบัติล้ำค่า “หลานสาวนี่คือสมุนไพรที่ข้ากับอาสะใภ้ของเจ้าเก็บตลอดหลายวันมานี้ เจ้านำไปใช้เป็นเครื่องเทศได้ลองดูว่าใช้ได้หรือไม่”
หลินเสวี่ยจู๋ราวกับได้รับสมบัตินางรับตะกร้ามาดู ดีเหลือเกิน มีทั้งใบสะระแหน่ ใบกระวาน หนิวจื้อ[1] โกฐสอ เฉ่ากั่ว[2] แม้แต่อบเชยก็ยังมี
ท่านอากับท่านอาสะใภ้ของนางต่างก็เป็นนักล่าสมบัติหลินเสวี่ยจู๋อุ้มตะกร้าไว้แน่นราวกับมันเป็นสมบัติจริงๆ ก็ไม่ปาน
หยวนซิวครุ่นคิด‘พวกเจ้าสองอาหลานอย่ากระทำการอุกอาจเกินไปจะได้หรือไม่!’
หนังหมูป่าถูกถลกออกจนหมด
เหยียนต้ามีฝีมือในการฟอกหนังสัตว์ลู่โม่จึงนำหนังหมูป่าไปผึ่งไว้บนหลังคารถม้าเพื่อตากแดด ส่วนเนื้อหมูป่าถูกแบ่งออกเป็นชิ้นใหญ่หลายชิ้นทาเกลือ แล้วนำไปเก็บในตะกร้า
ไม่นานแม่นมหม่าก็เดินนำสองพี่น้องสกุลหม่ากลับมาพร้อมกับเครื่องในของหมูป่า
หลินเสวี่ยจู๋เทเกลือและเครื่องเทศจำนวนเล็กน้อยลงไปในเครื่องในก่อนจะเติมน้ำแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
เห็นนางใช้มือคลุกเคล้าเครื่องในด้วยสีหน้าจดจ่อสีหน้าของหยวนซิวก็เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ
สตรีผู้นี้ช่างกระทำการอุกอาจเสียยิ่งกว่าอุกอาจ
หลินเฉิงจางกับคนอื่นๆก็มีความคิดคล้ายกับหยวนซิว
เพียงเพราะหลินเสวี่ยจู๋เป็นแก้วตาดวงใจของครอบครัวพวกเขาจึงไม่ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเกินไปนัก แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเหตุใดนางถึงอยากกินเครื่องในและถึงขั้นลงมือปรุงมันด้วยตนเอง
โดยเฉพาะหลินเฉิงเหยาเขาส่งเครื่องเทศเพื่อให้หลานสาวหมักเนื้อ ผลลัพธ์คือเครื่องเทศที่เขาเก็บมาอย่างยากลำบากกลับถูกเทลงไปผสมกับน้ำเขารู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาทันที หากรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เขาย่อมไม่มอบเครื่องเทศให้นางแน่
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจสายตาแปลกใจของผู้คนรอบตัวนางจดจ่ออยู่กับวัตถุดิบอันล้ำค่า และเริ่มตั้งตารออาหารเย็น
ทั้งครอบครัวรองท้องด้วยมันสำปะหลังย่างที่เหลือจากเมื่อคืนจากนั้นก็เริ่มเตรียมตัวออกเดินทาง
เนื่องจากหลินเสวี่ยอีได้รับบาดเจ็บที่ขาจึงต้องนั่งรถม้ากับหยวนซิว
เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาหลินเสวี่ยจู๋จึงจำต้องไปนั่งบนรถม้ากับนาง
ส่วนหลินอวี่เซวียนตัวติดหลินเสวี่ยจู๋เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมเดิน หลินเสวี่ยจู๋จึงต้องอุ้มเขาไว้
สุดท้ายหนึ่งบุรุษสองสตรี หนึ่งเด็ก เนื้อหมูป่าหนึ่งตะกร้า และเนื้อหมูป่าในหม้อที่เต็มไปด้วยน้ำเกลือ และเครื่องเทศ ก็อยู่บนรถม้าด้วยกัน
ขบวนเนรเทศเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า
หม่าซิงเอ่ยกับหลินเสวี่ยจู๋ผ่านทางหน้าต่าง“หลินเหนียงจื่อ ระหว่างทางต้องการอันใดบอกข้าได้เลย”
หลินเสวี่ยจู๋เห็นหลินเสวี่ยอีมองออกไปนอกม่านหน้าต่างเป็นครั้งคราวก็เอ่ยปากถามหม่าซิง“หาพี่หญิงหลินเสวี่ยหลานของข้าเจอหรือไม่?”
“ยังไม่เจอแต่คนที่หัวหน้าส่งไปก็ยังไม่กลับมาเช่นกัน น่าจะยังพอมีหวัง” หม่าซิงตอบตามจริง
หลินเสวี่ยจู๋กุมมือเล็กของหลินเสวี่ยอีเอาไว้แล้วยิ้มปลอบโยน
นางไม่สงสัยเรื่องความปลอดภัยของหลินเสวี่ยหลานเลยแม้แต่น้อยต่อให้นางเอกโง่เขลาเพียงใดก็ยังมีรัศมีของนางเอกอยู่ และหากอิงจากความเชื่อมโยงระหว่างนางเอกกับพระเอกย่อมมีความเป็นไปได้ว่าหลินเสวี่ยหลานจะกลับมาที่ขบวนเนรเทศ
แค่รอไปเรื่อยๆ ก็พอ ไม่แน่ว่าจะมีเรื่องน่าประหลาดใจเกิดขึ้นอีก
หลินเสวี่ยจู๋หยิบธูปฤาษีสองสามเส้นขึ้นมาถักอย่างเงียบงัน
“พี่หญิงท่านกำลังถักอันใดหรือเจ้าคะ?” หลินเสวี่ยอีถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“หมอนน่ะ”
เมื่อเช้านางได้ยินเหวินซิ่วชิงกับหลินเฉิงจางบ่นว่าปวดคอนางก็รู้ทันทีว่าเป็นเพราะไม่มีหมอน ธูปฤาษีมีความยืดหยุ่นสูง นางจึงคิดที่จะถักหมอนให้ผู้อาวุโสหลายคนในครอบครัวตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จก่อนเข้านอนคืนนี้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็หันไปมองหลินเสวี่ยอีแล้วถาม“อยากให้ข้าสอนถักหรือไม่?”
“อยากเจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยอีคว้าธูปฤาษีมากำหนึ่งทันที
นางเห็นการใช้ชีวิตของครอบครัวพี่หญิงแล้วไม่เพียงมีรองเท้าบูทฟางและหมวกฟางใส่เท่านั้นตอนนอนยังมีเสื่อฟางปู และมีตะกร้าไว้ใส่ของอีกด้วย
แม้แต่พี่เขยก็ยังมีเก้าอี้พนักพิงสูงที่ทำจากไม้ไผ่การใช้ชีวิตของสกุลรองนับว่าสะดวกสบายยิ่งกว่าครอบครัวของนางเสียอีก
นี่ทำให้นางเข้าใจหลักการที่ว่า‘ผู้คนต้องทำงานหนักและพึ่งพาตนเอง’ อย่างลึกซึ้ง
เมื่อเห็นเด็กสาวถักได้ดีหลินเสวี่ยจู๋ก็เอ่ยอย่างพึงพอใจ “หมอนที่พวกเราถักทั้งหมดในวันนี้ ข้าอนุญาตให้เจ้าเลือกใบที่ชอบก่อน”
“เช่นนั้นก็ดียิ่งเจ้าค่ะ!”หลินเสวี่ยอีเบิกบานใจ ก้มหน้าก้มตาถักไม่หยุด
หยวนซิวเห็นท่าทางไร้เดียงสาของเด็กสาวก็มองหลินเสวี่ยจู๋ด้วยสายตาประณาม
โน้มน้าวให้ทุกคนแสดงความสามารถออกมาจนถึงขีดสุดแม้แต่น้องสาวของตนเอง สตรีผู้นี้ก็ยังไม่ปล่อยไป!
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋กำลังถักหมอนจู่ๆ ก็นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยกับหม่าซิงโดยมีตู้โดยสารกั้น“คืนนี้ครอบครัวพวกเรามีเนื้อกิน ท่านก็มากินกับพวกเราเถิด”
หม่าซิงรับปากอย่างเบิกบาน“ตกลง ประเดี๋ยวข้าต้องแจ้งหัวหน้าก่อน”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนาก็ได้ยินเสียงเกือกม้าดังแว่วมาจากหลังขบวนจากนั้นก็มีคนตะโกน “หัวหน้า หาหลินเสวี่ยหลานพบแล้วขอรับ”
หลินเสวี่ยจู๋คิ้วกระตุก
โอ้โหนางเอกนี่เฮี้ยนจริงๆ
.............................
[1] หนิวจื้อหมายถึง ออริกาโน เป็นเครื่องเทศที่ใช้โรยหน้าพิซซ่า
[2] เฉ่ากั่วหมายถึง พืชในวงศ์ขิง