คะแนนที่ 3-1
ว่านอนสอนง่าย
“ฉันเคยชินกับการนอนคนเดียว ชอบนอนกางแขนกางสบายตัวดี แต่เห็นว่าเป็เมียหรอกนะ จะแบ่งให้หน่อยก็ได้”
คณาธิปเงยหน้าที่มีผ้าสีขาวพันรอบศรีษะหันมาหา เขายังไม่พอใจที่เกือบหัวแตกอยู่ เลยอยากจะยึดเตียงไว้นอนคนเดียวแล้วปล่อยให้ตัวการนอนพื้นแทนเป็การลงโทษ แต่ก็ใจแข็งไม่ไหว สุดท้ายจึงยอมเขยิบตัวไปทางซ้าย เว้นพื้นที่ไว้ให้แม่ตัวดี
เฮ้อ...
คนตัวเล็กถอนหายใจแต่ไม่เถียงกลับ ยอมซุกตัวลงนอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับชายหนุ่ม ต่างฝ่ายต่างนอนหันหลังให้กัน ซึ่งนับว่าดีที่สุดแล้วสำหรับเหตุการณ์นองเืเมื่อสักครู่
ก่อนหน้านี้หลังจากเจรจาสงบศึกกันเรียบร้อย คณาธิปก็เอ่ยขอโทษอย่างจริงจังอีกครั้ง เขาแกล้งเธอแรงเกินไปจึงยอมรับที่ว่าสมควรโดนถีบแบบนั้น แต่พอชายหนุ่มขอตัวไปอาบน้ำแล้วเห็นเืบนหัวก็คำรามเสียลั่นห้องน้ำ ปรากฎว่าต้องพากันขับรถไปโรงพยาบาลให้หมอเย็บถึงสามเข็ม ด้วยความรู้สึกผิดหญิงสาวจึงจำยอมให้เขาเอาคืนบ้างเล็กน้อย อย่างเช่นเบียดเธอจนเกือบตกเตียงในตอนนี้
สิ่งหนึ่งที่ได้รู้เกี่ยวกับพ่อเลี้ยงคณาธิปข้อหนึ่งคือเขาเป็คนรักษาคำพูด บอกคำไหนถือเป็คำนั้น เพราะั้แ่บอกว่าจะไม่ใช้กำลังกับเธอเขาก็ไม่ทำมันอีก ได้แต่สงสายตาอาฆาตมาให้ตอนกุมแผลตัวเองแล้วจูงเธอขึ้นรถไปโรงพยาบาลด้วยกัน
“...”
ยาหยีข่มตาหลับไปแล้วแม้จะถูกคนตัวโตนอนเบียดจนเธอต้องนอนเสียขอบเตียง ผ้าห่มผืนหนาก็ถูกเขายึดเอาไปใช้เพียงคนเดียว เธอจึงต้องอาศัยความอบอุ่นจากตัวเองซุกตัวนอนให้ผ่านค่ำคืนนี้ไป
“ไปนอนซะไกล”
คนหลับก่อนพลิกตัวกลับมาหาอีกฝ่าย เขาปวดแผลที่ศีรษะจึงตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วลอบมองอีกคนนอน แอบสงสารเมื่อเห็นว่าตุ๊กตาตัวน้อยนอนคุดคู้อยู่ที่ขอบเตียง พลันไม่เท่าไหร่ร่างบางก็เอนไปข้างหน้าจนเกือบตก โชคดีที่ชายหนุ่มเอื้อมแขนไปรับไว้ทัน
“เกือบตกแล้วเชียวแม่ตุ๊กตาผี” มือหนาจับเธอพลิกตัวให้หันมาหาแล้วดึงเข้ามานอนกลางเตียง สองแขนกอดเธอไว้ไม่ให้ถูกเบียดจนตกอีก “นอนแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้จะซื้อเตียงมาเพิ่ม"
เขาเป็คนตัวโต เตียงหกฟุตจึงดูเพียงพอแล้วสำหรับเขาคนเดียวแต่มันไม่พอสำหรับคนที่มานอนด้วยกัน เขาเคยชินกับการนอนกลางเตียงยึดพื้นที่ทั้งหมดไว้ พอต้องมาแบ่งให้กับใครก็รู้สึกนอนไม่สบายตัวจนเผลอเบียดอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ
หมับ!
“...”
เมื่อพบความอบอุ่นที่โหยหาคนตัวเล็กก็กอดเขาไว้แน่น เธอเบียดเขามาชิดจนไม่มีอากาศได้กลั้นกลางเพื่อที่จะอาศัยความอุ่นจากแผงอกชายหนุ่มบรรเทาความเย็นของแอร์ ไม่เพียงเท่านั้น พอเริ่มนอนสบายตัว ความเคยชินจึงยกขาขวาก่ายและกอดหมอดข้างมนุษย์ไว้อีกที กลิ่นหอมจากร่างนุ่มนิ่มเป็ตัวช่วยชั้นดีในการบรรเทาความปวดหัวจากแผลของคณาธิป พ่อเลี้ยงสามารถหลับลงได้ยามมีเนื้อตัวนุ่มนิ่มกอดตอบเขาอยู่ ริมฝีปากก็รำพึงรำพันกับตัวเองก่อนจะเข้านิทรา
“เปลี่ยนใจละ เตียงเดียวก็พอ”
จากที่คิดว่าการแบ่งเตียงให้ใครนอนไปตลอดชีวิตมันจะทำให้อึดอัดเสียจนนอนไม่หลับ พ่อเลี้ยงคณาธิปเพิ่งรู้เมื่อวัยสามสิบนี้เองว่าการมีร่างหอมๆ ให้นอนกอดมันหลับสบายเสียยิ่งกว่ายานอนหลับตัวไหน
เช้าวันต่อมา
ยาหยีตื่นขึ้นมาในเวลาหกโมงเช้า เธอใเมื่อตื่นมาแล้วพบว่าตนเองกำลังนอนกอดผู้ชายตัวโตจนแน่นราวกับไม่อยากปล่อยเขาให้หลุดไป
น่าไม่อายเลยยาหยี
เธอค่อยๆ ยกแขนและขาที่กอดเขาอยู่ออกจากคนตัวโต พยายามลุกจากเตียงไม่ให้เขารู้สึกตัว ชายหนุ่มคงขี้เซาพอสมควรถึงได้นอนหลับต่อไม่รู้ตัวว่ายานอนหลับของเขากำลังจะหนีไปแล้ว
หญิงสาวดูนาฬิกาที่บอกเวลาว่าเธอควรเตรียมตัวสำหรับการไปทำงานวันแรก หยิบเสื้อผ้าที่จัดเรียงไว้ตู้เดียวกับเ้าของห้องออกมาเลือกแล้วคว้าเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกระโปรงสแลคสีกรมยาวเท่าเข่าเข้าไปในห้องน้ำ จัดการอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็ยังไม่เห็นคนบนเตียงจะตื่น จึงออกมานั่งแต่งหน้าที่โต๊ะเครื่องแป้ง ซึ่งข้าวของครึ่งหนึ่งเป็ของชายหนุ่ม ไม่มีอะไรมากก็แค่ครีมบำรุงผิวและครีมกันแดดไม่กี่กระปุก อีกส่วนที่เหลือเธอวางเรียงเครื่องสำอางกับพวกยางรัดผม กิ๊บติดผมสารพัดสีเอาไว้
ยาหยีจัดเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ ดึงจนเรียบตึงไม่มีรอยยับ สวมนาฬิกาข้อมือเป็ขั้นตอนสุดท้ายแล้วยืนมองตนเองในกระจก วันนี้เธอแต่งหน้าอ่อนๆ ไปในโทนอมชมพู ผมยาวสีน้ำตาลถูกรวบตึงเป็หางม้าไว้กลางศีรษะ เปิดเผยกรอบหน้ารูปไข่ให้เห็นชัดเจน ริมฝีปากบางส่งยิ้มหวานให้ผู้หญิงในกระจกแล้วพูดกับเธอคนนั้นในใจ
‘มาเริ่มต้นชีวิตใหม่กันนะ ยาหยี’
ทิ้งอดีตที่ผ่านมาไว้ข้างหลัง ต่อไปนี้เธอจะเป็อิสระแล้ว ได้ทำในสิ่งที่อยากทำเสียที เริ่มต้นจากการไปทำงานวันแรกในเช้าวันจันทร์ ร่างแบบบางตรวจความเรียบร้อยอีกครั้งจนมั่นใจแล้วว่าจะดูดีสมกับงานใหม่ที่ได้รับ เธอเปิดกระเป๋าเดินทางใบเดียวที่คว้ามาได้ขณะหนีออกมาจากบ้านหลังนั้น หญิงสาวยัดทุกอย่างไว้ในนี้รวมทั้งตำราเล่มหนา 2 เล่ม เธอหยิบมันออกมาพร้อมกับสมุดจดแล้วย้ายมาใส่ไว้ในกระเป๋าผ้าใบเล็กที่พอจะใส่ของและสะพายไหล่ไปทำงานได้สะดวก
ทางด้านคนบนเตียงนั้นต้องผ่านไปเกือบสามสิบนาทีถึงรู้สึกตัวว่าไม่มีคนให้นอนกอด พ่อเลี้ยงนวดขมับเบาๆ เริ่มปวดแผลบริเวณที่ถูกเย็บ เขามองหาคนต้นเหตุแต่ไม่เห็นแม้แต่เงา ร่างหนาลุกขึ้นจากเตียงแอบเปิดตู้เสื้อผ้าดูก็พบว่าเสื้อผ้าเธอยังอยู่ดี ที่โต๊ะเครื่องแป้งมีร่องรอยผ่านการใช้งานแสดงว่าคงอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ป่านนี้คงไปหาย่าที่เรือนใหญ่
“ทำไมไม่ปลุกกันบ้าง” ชายหนุ่มบ่นพึมพำเดินตรงเข้าไปทำธุระในห้องน้ำ
ปกติพ่อเลี้ยงคณาธิปหากไม่กินนอนอยู่ที่บ้านในสวนเขาจะปลีกตัวมานอนเรือนหลังเล็กเป็ประจำ ตอนเช้าประมาณเจ็ดโมงก็เดินเข้าไปฝากท้องรับมื้อเช้าที่เรือนใหญ่ พูดคุยกับย่าให้ท่านไม่เหงาแล้วขับรถกระบะคันโปรดออกไปดูแลความเรียบร้อยในสรวงพฤกษา มื้อกลางวันจะกินที่โรงเรือนพร้อมกับคนงาน ส่วนมื้อเย็นหากไม่มีงานติดค้างจะกลับไปทานกับย่าหรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง เป็กิจวัตรที่เรียบง่าย สบาย และเป็อิสระสำหรับหนุ่มโสด แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้มันรู้สึกขัดหูขัดตาไปหมด
ปกติก็ตื่นเอง ไปกินข้าวเอง แล้ววันนี้ทำไมกูต้องหงุดหงิดด้วยว่ะ
“นี่เธอจะไปไหนแต่เช้า”
ขณะที่พ่อเลี้ยงกำลังจะเดินเข้าไปเรือนใหญ่สายตาคมดันเหลือบเห็นคนตัวเล็กยืนอยู่แถวที่จอดรถ ชายหนุ่มพิจารณาเสื้อผ้าหน้าผมที่ไม่คุ้นตาของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วสงสัย
แต่งตัวแบบนี้จะไปไหนว่ะ แล้วไม่ไปสวนด้วยกันหรือไง?
“ไปโรงเรียน”
หญิงสาวที่ถูกทักตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งจะรำคาญ ตอนนี้เธอไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับเขาแล้ว ไม่เกินสี่สิบนาทีก็ถึงเวลาเคารพธงชาติแต่เธอยังหาทางไปทำงานไม่ได้เลย
“ห๊ะ! ยังเป็นักเรียนเหรอ” พ่อเลี้ยงร้องเสียงหลง เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลยนอกจากชื่อและนามสกุล พอบอกว่าไปโรงเรียนจึงอุปทานไปว่าเห็นแม่ตุ๊กตาสวมชุดนักเรียน สะพายถุงผ้า มัดหางม้าผูกโบว์ตามฉบับนักเรียนม.ปลาย
เวรแล้วไง! ย่าไปเก็บเด็กที่ไหนมาเป็หลานสะใภ้เนี่ย อายุถึงสิบแปดหรือยังก็ไม่รู้
“เป็ครูมั้ยล่ะ!”
คนถูกปรามาสถลึงตาใส่เอาเื่ รีบโต้กลับ มีตาหามีแววไม่ พูดมาได้ยังไงว่าเธอเป็นักเรียน เธอโตจนอายุยี่สิบสี่ปีเต็มแล้วนะ
“เธอเนี่ยนะเป็ครู หน้าอย่างนี้เด็กที่ไหนจะกลัว แล้วสอนชั้นไหนล่ะอนุบาลหรือเปล่า” เขาเปลี่ยนทิศทางจากเรือนใหญ่ไปหายาหยีที่หน้าบ้าน ข้อมูลใหม่ของเมียในวันนี้คือเธอทำงานเป็คุณครูและอายุเกิน18 ปีแล้ว
ว่าแต่หน้าตาจิ้มลิ้มแบบนี้เด็กมันจะกลัวมั้ยครับครูยาหยี
“ฉันสอนเด็กป.1” เธอเป็ครูประจำชั้นเด็กป.1 และสอนวิชาคณิตศาสตร์เด็กป.4-ป.6 เชียวนะ “แล้วอีกอย่างการเป็ครูไม่จำเป็ว่าจะต้องทำให้เด็กกลัว ครูที่ดีต้องเป็ตัวอย่างให้เด็กเคารพนับถือต่างหาก”
อืม...พูดจามีหลักการ
“แล้วจะไปยังไง บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่ไปส่ง จะไปกินข้าวแล้วไม่มีเวลาไปส่งหรอก”
“...” คนตัวเล็กไม่สนใจที่เขาพูด เธอลอบยิ้มดีใจแล้วเดินเข้าไปหาจักรยานคันสีน้ำเงินที่พิงไว้กับต้นไม้ใหญ่ “พ่อเลี้ยงขอยืมหน่อยนะ”
“เอาสิ ตามสบาย”
เ้าของไหวไหล่ใจกว้างยกจักรยานให้เมีย พลางยืนกอดอกมองท่าทางทุลักทุเลโดยไม่ไปช่วยพยุง ยาหยีถลกกระโปรงขึ้นเล็กน้อยแล้วปีนขึ้นไปบนนั่ง วางกระเป๋าลงไปในตะกร้าข้างหน้าแล้วออกแรงถีบ ด้วยความที่มันสูงและใหญ่กว่าเธอจึงต้องใช้กำลังแขนมากเป็พิเศษในการบังคับทิศทาง อาจมีบ้างที่สะดุดกิ่งไม้ใบหญ้าตามทางแต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี ไม่ลืมหันกลับมาโบกมือลาเ้าของจักรยาน
“ไปแล้วนะพ่อเลี้ยง เดี๋ยวเย็นๆ กลับ”
ท่าทางร่าเริงที่โบกมือลาอยู่หน้ารั่วนั้นทำให้ชายหนุ่มเผลอยกมือขึ้นมาโบกตอบ แล้วส่งยิ้มให้ เหมือนดูลูกไปโรงเรียนวันแรก มองจนเธอหายไปลับตาจึงหมุนตัวกลับไปทางเรือนใหญ่ เดินผิวปากอารมณ์ดีไม่กี่นาทีก็ยิ้มกว้าง ย้อนกลับเข้าบ้านไปคว้ากุญแจรถขับตามเมียไปโรงเรียน
“ต้องสืบซะหน่อย”
...................................................................................
พ่อเลี้ยงจะไปเรียนด้วยเลยมั้ยจ้ะ