ตอนที่ 10 รังแกพระชายาคนใหม่กันถ้วนหน้า
ฮองเฮาไม่ใช่มารดาแท้ ๆ ของเซิ่งจิ่งอวี้ มารดาของเขานั้นสิ้นชีพไปนานแล้ว แต่ฮองเฮาก็ทรงปฏิบัติต่อเขาราวกับบุตรแท้ ๆ อีกทั้งยังทรงรับเขาไว้เป็บุตรบุญธรรมด้วย
เมื่อครั้งที่เซิ่งจิ่งอวี้ป่วย ฮองเฮาทรงร่ำไห้จนตาแทบจะบอด
แต่ฮองเฮาไม่ทรงโปรดซูเหวินยวนมาโดยตลอด พระนางทรงรังเกียจที่นางขาพิการและมีท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวเกินไป
ดังนั้นหลังจากแต่งงานจึงไม่ได้รับสั่งให้เข้าเฝ้าทันที แต่ทรงปล่อยให้นางรอไปก่อนหนึ่งเดือน
ตอนนี้ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้ากะทันหัน ทั้งยังต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้อีกด้วย
ซูเหวินยวนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า “ท่านอ๋องไม่ต้องไปด้วยหรือ?”
เมิ่งฉีตอบว่า “ฝ่าาโปรดให้ท่านอ๋องพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่จำเป็ต้องเข้าวัง ดังนั้นจึงมีเพียงพระชายาเพียงผู้เดียวขอรับ”
ซูเหวินยวนเบ้ปาก ดูท่าแล้วคงจะต้องหาเื่นางเป็แน่
ฮ่องเต้กับฮองเฮาคงจะทรงมีอคติต่อนางจากเหตุการณ์ไฟไหม้ คนรับใช้ในจวนก็ยังมาถ่วงเวลา ทำให้นางมาสายไปตั้งนาน
“ช่างเถอะ เยว่ซิ่ว เ้าเลือกปิ่นปักผมมาสักสองสามอัน แล้วเอาไปใส่ระหว่างทาง พวกเราไปดูที่ห้องครัวก่อน อย่างไรก็สายอยู่แล้ว”
นางอยากจะดูให้เห็นกับตาว่าห้องครัวยังไม่เริ่มทำอาหารเช้าให้นาง
จริง ๆ ใช่หรือไม่?
เมิ่งฉีนำทาง ยังไม่ทันจะเดินเข้าไป ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะที่แสบแก้วหูดังออกมาจากข้างใน
ผู้ที่ถูกหัวเราะเยาะก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็พระชายาเช่นนางเอง
“นี่เป็ครั้งแรกเลยนะที่เห็นงานแต่งง่าย ๆ ขนาดนี้ ขนาดบ้านผู้ดีจะแต่งอนุภรรยา ยังจะต้องเตรียมอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ แต่พระชายาของเรานี่สิ นั่งเกี้ยวเน่า ๆ มาก็แต่งเข้ามาแล้ว”
หญิงชราที่พูดนั้นผอมเหมือนลิง แก้มตอบปากยื่น แค่ดูก็รู้ว่าเป็คนเข้ากับคนยาก
“ข้าไปสืบมาหมดแล้ว ตอนที่นางอยู่ที่จวนอัครมหาเสนาบดี ถึงจะเป็คุณหนูใหญ่ของจวนแต่ก็ไม่ได้นางออกจากจวน! ห้องครัวก็มักจะส่งอาหารที่เย็นชืดจนเกือบเสียไปให้นางกิน”
“ตอนนี้มาอยู่ที่จวนเฉินอ๋อง เราก็ไม่ต้องไปสนใจนางหรอก เดี๋ยวนางก็เอาตัวรอดได้เองแหละ! จะได้ไม่เป็การตามใจจนเสียคน ให้ขึ้นมาขี่อยู่บนหัวพวกเราได้”
“เดี๋ยวนี้คงจะได้ใจแล้วสิ เช้านี้ยังจะให้สาวใช้มาตักน้ำให้อีก ตอนอยู่ที่จวนอัครมหาเสนาบดีก็ตักน้ำใช้เองมาตลอด”
ซูเหวินยวนยืนอยู่หน้าห้องครัว เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ปฏิกิริยาแรกของนางก็คือความเศร้า
ซูหยวนได้ของไปตั้งมากมาย ก็ไม่คิดจะให้เ้าของร่างเดิมมีชีวิตที่ดีขึ้นหน่อยเลยหรือ?
สมควรแล้วที่เขาจะต้องคายทุกอย่างออกมาให้หมด!
“คุณหนู...” เยว่ซิ่วแทบจะร้องไห้ออกมา
ซูเหวินยวนหายใจเข้าลึก ๆ ฝืนยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “เ้าซูหยวนชั่วช้ายิ่งนัก!”
ในเมื่อมาอาศัยอยู่ในร่างของเ้าของร่างเดิมแล้ว จะไม่ทำอะไรให้บ้างได้อย่างไร? ตอนที่ซูเหวินยวนกำพร้ามารดา นางอายุเพียงกี่ขวบเอง?
พวกเขารังแกเด็กคนหนึ่งได้ลงคอได้อย่างไรกัน?
หญิงชราในห้องครัวยังคงหัวเราะอยู่ ซูเหวินยวนรีบเดินเข้าไปข้างในแล้วถามด้วยเสียงเ็า
“ในเมื่อทุกอย่างข้าต้องทำเองหมด เช่นนั้นจะจ้างพวกเ้าไว้ทำไม? ตำแหน่งพระชายานี้ ให้พวกเ้านั่งแทนดีหรือไม่?
เขาว่ากันว่าจวนเฉินอ๋องเป็รังโจรหลุมเสือ ทำงานเป็บ่าวไพร่ก็ลำบาก แต่ข้าดูแล้วกลับสบายเหลือเกินนะ ล้างผักทีละใบ รอให้พวกเ้าผัดผักเสร็จสักจาน ก็คงจะถึงเดือนหน้ากระมัง?”
ซูเหวินยวนตวาดด้วยความโกรธ แล้วก็ยกมือขึ้นคว่ำถังผักลง
เสียงตวาดไม่กี่ครั้ง ทำให้คนเหล่านี้ใจนหยุดไปชั่วขณะ
แต่ฮ่องเต้กับฮองเฮายังทรงรอนางอยู่ จึงไม่มีเวลาจะมาพูดมาก
ซูเหวินยวนหันหลังเดินจากไป ค่อยกลับมาจัดการพวกนางทีหลัง
“เข้าวัง”
นางยังไม่ทันจะเดินไปไกลดีนัก ในครัวก็เกิดความวุ่นวายขึ้น หญิงชราผอมแห้งคนนั้นเป็คนะโขึ้นมาก่อน
“ถุย! นังตัวดี! เพิ่งจะเข้าจวนมาได้แค่วันเดียว ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีการสู่ขอรับขวัญ ไม่มีพิธีคำนับฟ้าดิน วันนี้ก็กลับมาวางมาดพระชายาเสียแล้ว พวกเรารับใช้ท่านอ๋องมาตั้งหลายปี นางมีสิทธิ์อะไรมามาออกคำสั่ง ในเมื่อไม่พอใจ ก็ให้นางทำอาหารกินเอง พวกเราไม่รับใช้แล้ว ท่านอ๋องจะมาไล่พวกเราบ่าวไพร่เก่า ๆ ออกไป เพียงเพราะพระชายาที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่คนเดียวเชียวหรือ?”
ซูเหวินยวนย่อมได้ยินคำพูดเหล่านี้อย่างชัดเจน คนรอบข้างก็ได้ยินเช่นกัน
เมื่อเื่ราวไปถึงหูของเซิ่งจิ่งอวี้ เขากลับไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย คนรับใช้ในจวนคุ้นเคยกับการโอหัง แต่ก็ไม่เคยเกียจคร้านต่อเขา
การไม่ยอมรับพระชายาคนใหม่ เป็เื่ปกติ เซิ่งจิ่งอวี้อยากจะดูว่านางจะจัดการเื่นี้อย่างไร
ณ วังเฉิงิ เนื่องจากฮ่องเต้และฮองเฮาทรงรอมานานแล้ว ตอนนี้สีหน้าของฮ่องเต้กำลังบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจ
“ฝ่าา พระชายาเฉินอ๋องมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีข้าง ๆ ทูลรายงาน
“ให้นางเข้ามา” ฮ่องเต้ตรัสด้วยสีพระพักตร์เ็า
ทันทีที่ซูเหวินยวนก้าวเท้าเข้าไป ก็รู้สึกเหมือนมีูเาลูกใหญ่สองลูกกดทับอยู่บนศีรษะ แรงกดดันที่มองไม่เห็นทำให้นางเดินเหินได้ช้าลง
สายตาคมกริบสองคู่จ้องเขม็งมาที่นาง บรรยากาศค่อย ๆ ตึงเครียดและกดดันมากขึ้น
ซูเหวินยวนเพิ่งจะคุกเข่าลง ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ฮ่องเต้ก็ทรงแค่นเสียงออกมาอย่างหนักหน่วง แสดงความไม่พอพระทัย
ซูเหวินยวนทำราวกับไม่ได้ยินอะไรเลย พูดอย่างใจเย็น “หม่อมฉัน...”
“มาสายเช่นนี้ได้อย่างไร? บิดาของเ้าที่เป็อัครมหาเสนาบดี ยังไม่กล้าที่จะเมินเฉยเช่นนี้เลย!” ฮ่องเต้ทรงหาเื่อีกครั้ง
ทรงขัดจังหวะคำถวายพระพรของซูเหวินยวนถึงสองครั้ง หากเป็คนปกติธรรมดามาอยู่ที่นี่ คงจะต้องหวาดกลัวจนตัวสั่นอยู่บนพื้นแล้ว
แต่ซูเหวินยวนกลับมีสีหน้าปกติ แล้วล่าวอย่างใจเย็นว่า
“ขอเสด็จพ่อและเสด็จแม่โปรดประทานอภัย เมื่อคืนจวนเฉินอ๋องเกิดเหตุไฟไหม้ หม่อมฉันในระหว่างที่ช่วยท่านอ๋องในกองเพลิง ก็บังเอิญถูกไฟลวกที่ขาจนได้รับาเ็ พอรุ่งเช้าก็ต้องเสียเวลาไปกับการทายา จึงทำให้การเดินทางลำบากขึ้น ไม่ได้มีเจตนาจะเมินเฉยต่อรับสั่งของทั้งสองพระองค์เลยเพคะ”
ฮ่องเต้และฮองเฮาทรงสบตากัน ทั้งสองพระองค์ต่างก็ทรงประหลาดใจเล็กน้อย
ฮองเฮาทรงยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วตรัสว่า “รอหน่อยก็ไม่เป็ไรหรอก แล้วาแที่ขาของเ้ารุนแรงหรือไม่?”
“ทายาแล้วเพคะ ดูแลสักหน่อย ก็จะไม่ทิ้งรอยแผลเป็ไว้แล้วเพคะ” ซูเหวินยวนเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง
ฮ่องเต้มีพระชนมพรรษามากกว่าห้าสิบปีแล้ว แต่ดูแล้วยังทรงพระเยาว์มาก
ประทับนั่งตัวตรงอยู่บนพระที่นั่ง ทรงดูน่าเกรงขาม
ฮองเฮาผู้นี้ดูแล้วอ่อนโยนใจดี ไม่เหมือนกับคนที่ชอบหาเื่ผู้อื่น ทำให้นางประหลาดใจอยู่บ้าง
“ไฟไหม้เมื่อคืน คนภายนอกล้วนพูดว่าเป็ฝีมือของเ้า ซูเหวินยวน เ้าช่างกล้าหาญนัก!”
พระพักตร์ของฮ่องเต้เ็า ตรัสเสียงดังด้วยความโกรธ แม้แต่ฮองเฮาก็ทรงสะดุ้งเล็กน้อย
แต่ซูเหวินยวนกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรนัก ราวกับรู้อยู่แล้วว่าพระองค์จะต้องไต่สวนนาง
เพิ่งจะอธิบาย ก็ได้ยินเสียงฮองเฮาถอนหายใจก่อนจะรับสั่งว่า “พระชายาเฉินอ๋อง แม้เ้าจะหวาดกลัวตื่นตระหนก ก็ไม่ควรที่จะทำเื่วางเพลิงเช่นนี้เลย โชคดีที่ไม่เกิดเหตุร้ายขึ้นอะไร หากเ้ามีท่าทีสำนึกผิดและขอโทษอย่างจริงใจ ก็คงจะพอแล้วกระมัง”
“???”
ซูเหวินยวนทำหน้าฉงน แล้วมองไปทางฮองเฮา
ชมผิดคนแล้วสินะ อ่อนโยนกับผีสิ!
นางยังไม่ทันจะได้อธิบาย ฮองเฮาก็กลับยอมรับแทนนางเสียแล้ว?
“เมื่อคืนก็ได้สืบสวนแน่ชัดแล้วว่าไฟไหม้ครั้งนี้เป็อุบัติเหตุ ท่านอ๋องไม่ได้ทูลบอกฝ่าาและเสด็จแม่หรือเพคะ? หรือว่าฝ่าาและเสด็จแม่จะทรงเต็มพระทัยที่จะเชื่อข่าวลือภายนอกมากกว่า?”
คำย้อนถามที่แฝงไปด้วยความประชดประชัน ทำให้ทั้งสองพระองค์ทรงฉงนอยู่บ้าง
“ซูเหวินยวน อย่าเสียมารยาท!” ฮองเฮาทรงแสร้งทำเป็บริภาษ “โชคดีแค่ไหนที่ฝ่าาไม่ทรงถือโทษ”
ซูเหวินยวนมองดูอยู่ตลอดเวลา ฮ่องเต้ไม่ได้ทรงคิดว่านางกำลังเสียมารยาทเลยแม้แต่น้อย แต่พอฮองเฮาทรงเตือนขึ้นมา ถึงได้แสดงท่าทีไม่พอพระทัย
ดูท่าแล้วความขัดแย้งระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้นี้ คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
ในนิยายฮองเฮาทรงดูถูกซูเหวินยวน เพราะนางอ่อนแอไร้ความสามารถ
วันนี้ซูเหวินยวนจงใจแสดงท่าทีแข็งกร้าวขึ้นมาเล็กน้อย แต่ฮองเฮาก็ยังคงไม่พอพระทัยอยู่ดี ดูแล้วการรังเกียจที่นางอ่อนแอ คงจะเป็แค่ข้ออ้างเท่านั้นเอง
“เ้าบอกว่เหตุไฟไหม้นี้เป็อุบัติเหตุ แต่ทำไมคนในเมืองหลวงถึงได้พูดกันว่าไฟนี้เป็ฝีมือของเ้า?” ฮ่องเต้ไม่ปล่อยนางไปง่าย ๆ
พระองค์ก็ยังทรงแปลกใจอยู่ดีว่าจวนเฉินอ๋องจะเกิดเหตุไฟไหม้ได้อย่างไร? แถมยังทำให้เซิ่งจิ่งอวี้ถูกไฟลวกจนเป็ถึงขนาดนั้น!
ซูเหวินยวนยิ้มเล็กน้อย “คนในเมืองหลวงยังพูดกันว่าเมื่อคืนนี้เป็หม่อมฉันที่ไม่รอดชีวิต เหตุใดฝ่าาไม่ทรงสงสัยว่าเป็ฝีมือของท่านอ๋องที่คิดจะสังหารชายาของตนเองล่ะเพคะ?”
ซูเหวินยวนแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจ
สีหน้าของฮ่องเต้เปลี่ยนไปทันที ทรงลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธแล้วตรัสว่า “คำนินทาว่าร้ายเช่นนี้ จะถือเป็จริงได้อย่างไรกัน?”
ใครกันที่ว่าพระองค์ไม่ทรงสงสัย?
เมื่อคืนนี้มีขุนนางในราชสำนักมากันตั้งมากมาย ล้วนสงสัยว่าเป็เซิ่งจิ่งอวี้ที่สังหารชายาของตนเองทั้งนั้น!