
....เปลวเพลิงโลกันต์ลุกโชนสะท้อนนัยน์ตาของอวี้เฟิง เขาพยุงร่างหานเหวินที่ซีดเซียวราวกับไร้ลมหายใจ กอดแนบอกไว้แน่นแม้ความร้อนจะเผาผิวจนแสบลึกไปถึงกระดูก น้ำตาที่ไหลออกมากลับเดือดจนกลายเป็นไอระเหยทันที แต่หัวใจกลับเจ็บยิ่งกว่าไฟใด
เสียงสั่นพร่าดังจากริมฝีปากเขา
“เหวิน… เจ้าจะทิ้งข้าไปจริงๆ หรือ? อย่า… อย่าหลับไปแบบนี้ ข้าทำใจไม่ได้”
เขากัดฟันแน่น พยายามกลั้นสะอื้นแต่กลับยิ่งพรั่งพรู
“ตั้งแต่วันที่เราเจอกัน ข้าก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะรู้สึกพิเศษกับใครได้มากถึงเพียงนี้… ข้าสาบานว่าข้าจะปกป้องเจ้า จะอยู่เคียงข้างเจ้า ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร… แม้แต่ชีวิตของข้า!”
อวี้เฟิงยกมือสั่นเทา ลูบแก้มที่เย็นเฉียบของหานเหวิน น้ำตาร่วงหยดลงบนใบหน้าเขา
“ข้าขอร้องล่ะ… เจ้าต้องฟื้นขึ้นมา เจ้าห้ามทิ้งข้าไว้ลำพังในโลกนี้… หากเจ้าจะจากไปจริงๆ งั้นก็ให้ข้าตามไปด้วย ข้าอยู่คนเดียวไม่ได้หรอก เหวิน… ใจข้าอยู่กับเจ้าแล้วทั้งดวง”
เสียงสะอื้นสะท้านผสานไปกับเสียงคำรามของเปลวเพลิง อวี้เฟิงกอดร่างนั้นแน่นราวกับจะไม่ยอมปล่อยไปตลอดกาล
....เพลิงโลกันต์ในบ่อโหมกระหน่ำดั่งทะเลเพลิงไร้ขอบเขต เปลวไฟแดงฉานปะทุสูงเสียดฟ้า เสียงคำรามของเพลิงดุจอสูรพันตัวกรีดร้องอย่างโหดร้าย กลางความร้อนระอุที่สามารถหลอมละลายเหล็กกล้าได้เพียงชั่วพริบตา…
ดอกบัวหิมะสีขาวบริสุทธิ์หนึ่งเดียวกำลังเบ่งบาน ดั่งแสงจันทร์กลางรัตติกาลมืดมิด
กลีบดอกบัวสะท้อนประกายเงินเย็นเยียบ ดั่งจะดูดซับความร้อนทั้งโลกเข้ามา ปรากฏเหนือคมกระบี่บินที่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศเหนือบ่อเพลิงโลกันต์นั้น ราวกับสวรรค์และนรกมาปะทะกันตรงเบื้องหน้า
อวี้ปิงยกมือขึ้น เพียงเคลื่อนไหวเบาๆ กระแสปราณเพลิงอ่อนๆพลันไหลเวียนเป็นวง เกล็ดไฟเล็กๆ ร่วงหล่นกลางอากาศก่อนจะสลายหายไป ดอกบัวหิมะพลันสั่นไหวเบาๆ แล้วลอยลงมาวางตัวบนฝ่ามือของเขาอย่างสง่างาม พร้อมกับกระบี่ที่กลับเข้ามาแนบข้างกาย
"ท่านพี่ ดอกบัวหิมะบานแล้ว"
อวี้ปิงยื่นดอกบัวให้พี่ชาย
อวี้เฟิงหันไปมองน้องชาย เขาใช้มือข้างหนึ่งรับดอกบัวนั้นมา มืออีกข้างยังพยุงหานเหวินไว้
หานเหวินนอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนอวี้เฟิง ร่างซีดเซียวเหมือนหิมะละลาย น้ำลมหายใจเบาบางราวกับจะดับไปทุกวินาที
อวี้เฟิงคุกเข่าลง กอดร่างนั้นแน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลพรากลงบนแก้มของหานเหวินที่เย็นเฉียบ
“หานเหวิน… ข้า… ข้าทำอะไรไม่ได้เลย ทำไมเจ้าต้องมาทรมานแบบนี้ ทำไมต้องเจ็บปวดแทนข้า!” เสียงเขาสั่นพร่า ดวงตาแดงฉานเต็มไปด้วยความเสียใจ
มือของเขาลูบเส้นผม หยดน้ำตาร่วงลงบนหน้าเรียวของหานเหวิน
“ข้ารู้… ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแกร่ง แต่ข้ากลับไม่มีอะไรจะปกป้องเจ้าได้เลย… อย่าไปไหนนะ ข้าขอสัญญา จะไม่ปล่อยมือเจ้าจากตรงนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!”
อวี้เฟิงกอดร่างนั้นแน่นยิ่งขึ้น น้ำตาไหลปะปนกับเหงื่อจากความร้อนจนไหลรินลงลำตัว
“ข้าเกลียดโลกนี้… เกลียดที่ไม่สามารถทำให้เจ้าอยู่ปลอดภัยได้… อย่าไปนะหานเหวิน… ข้าไม่อยากอยู่คนเดียวในโลกที่ไร้เจ้า!”
ดอกหงเซียงดำที่หานเหวินถืออยู่เริ่มสั่นไหวเบา ๆ ราวกับรับรู้ถึงพลังบางอย่างจากดอกบัวหิมะ และน้ำตาของอวี้เฟิง
ควันดำและแสงเย็นระเหยจากกลีบดอกเบา ๆ พุ่งเข้าหาดอกบัวหิมะอย่างช้า ๆ
ทันใดนั้น กลีบดอกบัวหิมะเริ่มสั่นสะท้าน เส้นเลือดสีเงินบนกลีบค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็น เส้นสีแดงระเรื่อ ราวกับเลือดไหลผ่านผลึกแก้ว
ดอกบัวหิมะที่เคยเย็นยะเยือกกลับค่อย ๆ แผ่รัศมีสีแดงอ่อน ๆ ประหนึ่งไฟจิ๋วกำลังลุกโชนภายใน
ควันดำจากดอกหงเซียงคลอเคลียกับแสงแดงนั้น ทำให้บรรยากาศทั้งหุบเขาเหมือนถูกสั่นสะเทือนจากพลังที่เหนือธรรมชาติ
เปลวไฟจากบ่อเพลิงโลกันต์สะท้อนสีแดงสดของดอกบัว พุ่งเงาไปทั่วภูเขาหมื่นอัคคี ราวกับโลกันต์ทั้งลูกกำลังถูกแต่งแต้มด้วยเลือดและไฟ
กลีบดอกบัวค่อย ๆ คลี่เต็มที่พร้อมกับสีแดงที่เข้มขึ้นเรื่อย ๆ
ราวกับว่า สองดอกไม้ตรงหน้า กำลังผสานพลังกัน ไม่ใช่เพียงความงาม แต่เป็นพลังที่สามารถพลิกชะตาได้ทั้งชีวิตและความตาย
สายลมร้อนพัดแรง เปลวไฟกระเด็นสะท้อนประกายแดงนั้น อวี้ปิงที่อยู่ตรงนั้นหัวใจเต้นระทึกอย่างไม่อาจละสายตา
ดอกบัวหิมะและดอกหงเซียงดำ… ตอนนี้ไม่ใช่ดอกไม้สองดอกธรรมดาอีกต่อไป
สีดำของดอกหงเซียงสนิทค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น แดงระเรื่อราวเปลวไฟอ่อน ๆ
กลีบดอกที่เคยดูเย็นยะเยือกกลับแผ่แสงอบอุ่นนุ่มนวล
ราวกับว่า ดอกไม้กำลังหายใจ และได้รับชีวิตจากสวรรค์
แสงแดงนั้นสะท้อนกับเปลวไฟจากบ่อเพลิงโลกันต์ ทำให้ร่างดอกไม้เปล่งประกายเจิดจ้า
แต่ไม่ร้อนเกินไปสำหรับผู้ที่อยู่ใกล้ กลับมีความสงบและศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่
"ดอกหงเซียงสีแดง" เต็มไปด้วยพลังอำนาจลึกลับ ราวกับดอกไม้สวรรค์แดนเซียนที่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในพันปี
สายลมพัดเบา ๆ กลีบดอกสั่นไหว ประกายแดงนั้นราวกับกำลัง เรียกชะตากรรมและพลังชีวิต ให้เข้ามาในมือผู้ถือ
จู่ ๆ ท้องฟ้ากลางหุบเขาหมื่นอัคคีก็สั่นสะท้าน ราวกับจักรวาลรับรู้ถึงพลังอันแปลกประหลาด
เหนือเปลวไฟและควันดำ ปรากฏเงาเซียนขนาดใหญ่ลอยเหนือฟ้า ร่างสูงตระหง่านแต่ ใบหน้าไม่ปรากฏ
รัศมีเงินของเขาส่องสว่างราวแสงเดือนทอแสงในค่ำคืนมืด
ทุกสายตาจับจ้อง เมื่อมี น้ำตาหยดหนึ่งจากเงาเซียน ค่อย ๆ หล่นลงมาจากฟากฟ้า
ทันใดนั้น หุบเขาหมื่นอัคคีทั้งลูก บ่อเพลิงโลกันต์ เปลวไฟอัคคี และเปลวเพลิงงูยักษ์ ทั้งหมดดับลงทันที
ควันดำจางหายไป ความร้อนระอุถูกแทนที่ด้วยสายลมเย็นสบาย
ราวกับปาฏิหาริย์ น้ำตาหยดนั้นกระทบพื้นแล้ว หยดพลังชีวิตออกมา
หญ้าเขียวผุดขึ้นจากพื้นร้อนระอุ ดอกไม้หลายสีทยอยผลิบาน แผ่กลิ่นหอมสดชื่นจนเต็มหุบเขา
เสียงน้ำไหลและนกร้องเจือปนกับสายลมเบา ๆ ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนจากโหดร้ายเป็นสงบและศักดิ์สิทธิ์
อวี้เฟิงคุกเข่าลงข้างร่างหานเหวิน มือหนึ่งโอบกอดแน่น อีกมือประคองศีรษะเขาเบา ๆ
หานเหวินถือดอกหงเซียงแดงแนบไว้ในมือ กลีบดอกสีแดงระเรื่อส่องประกายเจิดจ้าผ่านฝ่ามือของเขา
ร่างกายของหานเหวินยังสั่นไหวเบา ๆ จากพิษ แต่สายลมเย็นจากหุบเขาหมื่นอัคคีช่วยให้บรรยากาศสงบลง
อวี้เฟิงโน้มหน้าเข้าใกล้ สายตาเต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย และความสงบ
“หลี่หานเหวิน… เจ้าดูสิ… แม้เพลิงลนไฟจะเผาผลาญโลกนี้
สายน้ำยังคงไหล ดอกไม้ยังคงบาน
ทุกชีวิตล้วนหมุนเวียนไปตามกฎของฟ้า
เจ็บปวดก็ผ่านไป สุขก็หมุนเวียน… ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน
เพียงเรารู้จักอยู่กับมัน… เราก็จะพบความสงบและงดงามในทุกลมหายใจ”
อวี้เฟิงกดหน้าผากแนบกับมือของหานเหวินที่กำดอกไม้ไว้ น้ำตาไหลรินลงบนกลีบดอกเบา ๆ
“ไม่ว่าโลกจะหมุนไปเช่นไร… เราก็เพียงเรียนรู้ที่จะไหลไปกับมัน… อย่างที่เจ้าและดอกไม้ในมือเจ้าเป็นอยู่ตอนนี้”
อวี้เฟิงกระซิบด้วยเสียงสั่น
“ข้าอยู่ตรงนี้… ไม่ว่าฟ้าจะหมุนโลกไปเช่นไร… ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า…”
สายลมพัดผ่าน ดอกไม้ในมือหานเหวินสั่นไหวประหนึ่งโบกไหวทักทาย
ความรัก ความห่วงใย และสัจธรรมรวมตัวเป็นพลังเงียบสงบ ท่ามกลางหุบเขาหมื่นอัคคีที่ครั้งหนึ่งร้อนแรงและโหดร้าย...