ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 70 หวงหลงมาเยือน
คนทั้งหมดพากันเดินทางกลับจวนเจ้าเมือง ทุกคนได้รับการรักษาอย่างดีก่อนที่จะมีการสอบสวน
ครั้งนี้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมากมาย ทั้งอำนาจของตระกูลเดสมอนที่ตกอันดับลง การยกระดับขึ้นของดันเจี้ยน และการล่มสลายของแหล่งทำเงินอย่างดันเจี้ยนใกล้เมือง B-24
เรื่องราวทั้งหลายแหล่เหล่านี้ทำให้กลุ่มผู้มีอำนาจภายในเมือง B-24 ตื่นตกใจ แต่กับเหล่าชาวเมืองที่ใช้ชีวิตไปวันๆ พวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจมากมายนัก เพียงซุบซิบนินทากันตามประสา แล้วข่าวต่างๆ ก็ค่อยๆ ซาไปในที่สุด
ต่อจากนี้อีกไม่ถึงสองวัน เจ้าเมือง B-24 ก็น่าจะเสร็จธุระและกลับเข้าเมืองมาสะสางเรื่องราววุ่นๆ ที่เกิดขึ้น
------------------------------
[ขอแสดงความยินดี ผู้ใช้สำเร็จภารกิจเร่งด่วน ช่วยเหลือสมาชิกตระกูล ระบบกำลังประมวลผลความสำเร็จ]
เมื่อเห็นข้อความบนหน้าจอของระบบ ร่างวิญญาณโปร่งใสก็ถอนหายใจออกมาทันที
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการจะกลับไปช่วยเหลือคาลอสต่อ แต่เพราะการใช้ยันต์ระยะไกลแต่ละครั้งจะมีเวลาในการดึงวิญญาณกลับมาที่ตระกูล แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่กับเหตุการณ์คับขัน มันสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้เลยทีเดียว
ร่างวิญญาณบรรพบุรุษเตรียมจะใช้ยันต์ผู้พิทักษ์อีกใบอยู่ก่อนแล้ว แต่บังเอิญเห็นว่าภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งนั่นหมายความถึงความปลอดภัยของคาลอส
จินโยนยันต์ผู้พิทักษ์กลับเข้าไปในคลังของระบบ ในเมื่อคาลอสปลอดภัยดี เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสียยันต์ผู้พิทักษ์เพิ่ม
วิญญาณบรรพบุรุษแอบยิ้มเล็กน้อยภายในใจ ถึงแม้ก่อนหน้านี้ทุกอย่างจะเละเทะวุ่นวายไปสักนิดหนึ่งจนเขาต้องลงมือ แต่สุดท้ายอีกฝั่งก็สามารถกู้สถานการณ์กลับมาได้
ร่างวิญญาณโปร่งแสงมองดูหน้าต่างสถานะที่กำลังประมวลผลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนมันจะหยุดลง
[ประมวลผลความสำเร็จเสร็จสิ้น]
[ได้รับ : ยันต์ค่าประสบการณ์x15, ไข่สัตว์อสูร (ไม่ระบุชนิด)x3 และยันต์ติดตามx1]
จินมองตัวอักษรบนหน้าจอนิ่งๆ เขาเห็นของที่คุ้นเคยสองชนิด นั่นคือยันต์ค่าประสบการณ์กับยันต์ติดตาม เป็นสิ่งของที่จินมักจะได้รับเป็นประจำจากการทำภารกิจที่ระบบมอบให้
ส่วนอีกอย่างหนึ่ง ไข่สัตว์อสูร? จำนวนสามฟอง? สิ่งนี้เขาไม่เคยได้รับมาก่อน
จินหรี่ตามองของรางวัลนั้นก่อนจะกดดูรายละเอียด
[ไข่สัตว์อสูร (ไม่ระบุชนิด)
คำอธิบาย : ไข่ของสัตว์อสูรที่ไม่ระบุชนิด เมื่อผู้ใช้ทำการฟักไข่ ระบบจะสุ่มชนิดของสัตว์อสูรภายในให้อัตโนมัติ มีโอกาสฟักได้ตั้งแต่สายเลือดชั้นต่ำไปจนถึงสายเลือดชั้นสูง สามารถเติบโตได้ อัตราการเติบโตจะขึ้นกับชนิดของสัตว์อสูร อาหาร สิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงดู หากเลี้ยงดูอย่างถูกวิธีอาจเพิ่มความเร็วในการเติบโตของสัตว์อสูรได้
สัตว์อสูรที่ฟักออกจากไข่จะเชื่องกับผู้ฟักอย่างมาก ค่าความภักดีจะอยู่ในระดับสูงสุดตั้งแต่แรกเกิด แต่สามารถลดลงได้ตามการเลี้ยงดูของผู้เลี้ยง หากค่าความภักดีเท่ากับ 0 สัตว์อสูรจะหนีจากคุณ โปรดให้ความใส่ใจกับสัตว์อสูรของคุณให้ดี]
จินตรวจสอบรายละเอียดของไข่สัตว์อสูรที่เพิ่งได้รับมาเป็นอันดับแรก และพบว่ามันคือไข่สัตว์อสูรตามชื่อจริงๆ เพียงแต่เขาไม่สามารถรู้ได้เลยว่าพวกมันแต่ละใบจะฟักออกมาเป็นตัวอะไร
สัตว์อสูรจากต่างมิติแท้จริงนั้นมีสายเลือดที่แตกต่างกันไป แม้แต่ในสัตว์อสูรประเภทเดียวกันยังมีความต่างทางด้านสายเลือดในแต่ละตัว ยิ่งสัตว์อสูรมีสายเลือดที่ดีมากเท่าไหร่ ความสามารถของมันก็ยิ่งแข็งแกร่ง และความรวดเร็วในการพัฒนาระดับก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับสัตว์อสูรที่มีสายเลือดชั้นต่ำ การจะพัฒนาไปเป็นสัตว์อสูรระดับสิบคงเป็นได้แค่ความฝัน ด้วยพัฒนาการที่เชื่องช้าของพวกมัน อาจจะใช้เวลาหลายร้อยปีเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ถ้าไม่มีโอกาสพิเศษอะไรจริงๆ อายุขัยของพวกมันคงหมดก่อนที่จะพัฒนาความแข็งแกร่งไปถึง
ร่างวิญญาณหยิบไข่ทั้งสามใบขึ้นมาพิจารณา พวกมันทั้งสามเป็นไข่สีขาวที่มีขนาดใหญ่ ถ้าเทียบกับไข่ของนกกระจอกเทศในยุคก่อนโลกาวินาศ ก็ดูเหมือนว่าไข่ที่ได้จากระบบพวกนี้จะใหญ่กว่าเล็กน้อย
รูปร่างหน้าตาของมันทั้งสามแทบไม่ต่างกันเลย ทั้งขนาดและสี แต่จินก็พอจะเข้าใจได้ เพราะตามคำอธิบายของระบบ ไข่พวกนี้ไม่ต่างไปจากกล่องสมบัติที่ใช้สุ่มของวิเศษ ก่อนหน้านี้จินได้ขวานเพลิงสุริยันมาจากกล่องสุ่มอาวุธวิเศษเช่นกัน ฉะนั้นจินก็คิดว่าไข่สัตว์อสูรพวกนี้คงมีระบบการทำงานที่คล้ายกัน เพียงแต่เปลี่ยนจากสุ่มสิ่งของเป็นสุ่มสัตว์อสูรออกมาก็เท่านั้น
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ สัตว์อสูรที่ฟักออกมาจะมีความภักดีเต็มร้อย เพียงแค่เลี้ยงดูสัตว์อสูรเหล่านั้นให้ดีเสียหน่อย พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องปรึกษานักฝึกสัตว์อสูรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้เลยแม้แต่น้อย
จินมองไข่ทั้งสามฟองสลับกันไปมา เขากำลังคิดว่าควรจะฟักพวกมันตอนนี้เลยหรือไม่
หากฟักตั้งแต่ตอนนี้ก็มีโอกาสที่มันจะเติบโตได้เร็วขึ้น วางแผนอนาคตในการเลี้ยงดูสัตว์อสูรได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ถึงจินจะไม่ได้สนใจเรื่องของการเลี้ยงสัตว์อสูรมากนัก แต่ไม่แน่ สัตว์อสูรเหล่านี้อาจจะกลายมาเป็นหนึ่งในตัวช่วยของตระกูลพีไรซ์ก็เป็นได้
จินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเก็บไข่ทั้งสามใบกลับเข้าไปในคลังของระบบ
หลังจากที่เขาไตร่ตรองดู เขาก็ตัดสินใจว่าจะยังไม่ฟักพวกมันออกมาตอนนี้ ตระกูลพีไรซ์ไม่มีสถานที่สำหรับเลี้ยงดูสัตว์อสูร ไม่มีอาหารให้พวกมัน ทั้งยังไม่มีความรู้มากนัก หากฟักออกมาตอนนี้จริงๆ คงเป็นปัญหามากกว่า อย่างน้อยๆ จินคิดว่าเขาควรพูดคุยปรึกษากับหัวหน้าตระกูลเรื่องนี้ดูเสียก่อน
อาจจะมีการจัดพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์อสูร จัดหาสมาชิกบางส่วนมาดูแล และหาข้อมูลในการเลี้ยงดูสัตว์อสูรรูปแบบต่างๆ
ตระกูลพีไรซ์จำเป็นต้องเตรียมพร้อมสักหน่อย ก่อนจะคิดเลี้ยงสัตว์อสูรทั้งสามตัวเอาไว้ในตระกูล
ร่างวิญญาณโปร่งใสทดเอาไว้ในใจว่าหากมีการเข้าฝันมาคัสครั้งหน้า เขาจะลองบอกเรื่องของไข่สัตว์อสูรนี้ดู หลังจากมาคัสเตรียมการบางอย่างแล้ว ค่อยฟักไข่สัตว์อสูรก็ยังไม่สาย
หลังจากวุ่นวายกับไข่สัตว์อสูรอยู่พักใหญ่ จินก็เปลี่ยนความสนใจมาที่ยันต์ค่าประสบการณ์ทั้งสิบห้าใบ
จำนวนของยันต์ค่าประสบการณ์เท่านี้นับว่าอู้ฟู่พอสมควรสำหรับหนึ่งภารกิจ แต่น่าเสียดายที่ระดับอเวกของจินในตอนนี้สูงจนยันต์จำนวนเท่านี้ไม่พอจะยกระดับ
ร่างวิญญาณโปร่งใสใช้ยันต์ทั้งหมดสิบห้าใบในคราวเดียว
ความรู้ความเข้าใจในศาสตร์วิชาที่เคยเรียนรู้ทั้งหมดได้รับการปรับปรุง พลังงานภายในร่างได้รับการขัดเกลา เกิดการเปลี่ยนแปลงกับร่างวิญญาณครู่หนึ่งก่อนมันจะสงบลง กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของจินดูแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงค้างอยู่ในระดับเดิม
จินถอนหายใจออกเบาๆ ถึงจะรู้อยู่แล้วแต่ก็อดผิดหวังเล็กๆ ไม่ได้ เขาค่อยๆ เดินไปนั่งขัดสมาธิที่หน้าป้ายชื่อบรรพชน
ถึงจะเป็นวิญญาณแต่วันนี้จินรู้สึกเหนื่อยไม่น้อย อาจจะไม่เหนื่อยกาย แต่จิตใจนั้นล้าเต็มทน ต้องมาตามดู ตามลุ้น ทั้งยังต้องออกไปต่อสู้กับสัตว์อสูร
วันนี้จินเลือกที่จะพักผ่อนสักครู่หนึ่ง เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
------------------------------
ไม่กี่วันต่อมา
ยามบ่าย
ณ ประตูเมืองทิศเหนือ เมืองปากัส
“อย่าให้พวกข้าต้องรอนาน ตระกูลหวงหลงจากเมืองใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่สุนัขชั้นต่ำเช่นพวกเจ้ามาทำให้เสียเวลาได้!” เสียงตวาดดังขึ้นหน้าประตูเมือง เป็นชายชราในชุดสีน้ำตาลนั่งอยู่บนหลังของสัตว์อสูรตัวใหญ่ที่ใช้ลากรถเกวียนด้านหลัง ท่านั่งของมันดูโอ่อ่า เชิดหน้าสูงเหลือบตามองทหารเฝ้าประตูเมืองที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความรังเกียจ
สารถีของตระกูลชั้นสูงอย่างมันไม่ได้อยากจะเสวนากับทหารชั้นปลายแถวจากเมืองขนาดเล็กแม้แต่น้อย ในสายตาของมัน ชาวเมืองในเขตชนบทเหล่านี้ไม่ได้ต่างไปจากสัตว์ ทั้งอ่อนแอและไร้อารยธรรม
แรงกดดันของอเวกระดับสี่แผ่พุ่งเข้าใส่เหล่าทหารในทันที
ทหารประจำการเหล่านี้ไม่ใช่อเวกระดับสูงนัก อย่างมากก็เป็นแค่อเวกระดับสอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอเวกระดับสี่ มันทำเอาทหารยามสองสามคนที่คอยตรวจสอบการเข้าออกหน้าประตูเมืองต้องเหงื่อตก
“ข้า...ข้า....” ทหารประจำการอายุน้อยผู้หนึ่งพยายามจะอธิบายมาตรการของเมืองปากัส แต่ก็ถูกรุ่นพี่ด้านข้างจับแขนเอาไว้เสียก่อน
สำหรับทหารยามที่มีประสบการณ์ พวกเขารู้ดีว่าสถานการณ์ไหนควรปฏิบัติตัวเช่นไร
กับชาวบ้านธรรมดา กลุ่มพ่อค้า หรือกลุ่มอำนาจภายในเมือง ทุกคนล้วนเกรงใจบารมีของเจ้าเมืองปากัสกันแทบทั้งสิ้น
อเวกระดับแปดไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองขนาดเล็ก
หากไม่นับหมู่บ้านเล็กๆ ที่คนบางกลุ่มเริ่มย้ายออกไปตั้งถิ่นฐาน เมืองขนาดเล็กก็นับเป็นเมืองที่อ่อนแอที่สุดในระบบการปกครอง หาไม่ได้เลยที่จะมีเจ้าเมืองเป็นอเวกระดับแปดเช่นเมืองปากัส ศักดิ์ศรีของเมืองปากัสจึงไม่ได้ต่ำต้อย แข็งแกร่งยิ่งกว่าเมืองขนาดเล็กรอบข้างเป็นอย่างมาก
แต่กับขบวนตรงหน้า ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อยเมื่อเข้ามาในเขตเมืองปากัส จริงอยู่ที่อาจเป็นกลุ่มอำนาจจากเมืองขนาดเล็กที่ห่างไกลสักแห่ง ที่ไม่รู้ความน่าเกรงขามของเจ้าเมืองปากัส แต่กลุ่มอำนาจจากเมืองขนาดเล็กเหล่านั้นจะมีรถเกวียนเทียมสัตว์อสูรที่วิจิตรขนาดนี้เชียวหรือ? เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีอเวกระดับสี่เป็นพลขับ
อเวกระดับสี่ในเมืองขนาดเล็กนับเป็นตัวตนทรงอำนาจ อย่างน้อยก็ต้องเป็นกำลังสำคัญของกลุ่มอำนาจใหญ่ๆ แต่กับขบวนรถตรงหน้า อเวกระดับสี่เป็นเพียงคนขับรถเทียมสัตว์อสูร?
แล้วตัวตนของคนด้านในตัวรถเล่า? ไม่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าเลยหรอกหรือ?
ทหารยามเฝ้าประตูคนอื่นลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ พวกเขารู้สึกได้ถึงปัญหา กำลังตัดสินใจว่าควรทำเช่นไรดี หากละเลยหน้าที่สักนิดเพื่อหาทางรอดให้กับตนเอง...ก็คงไม่ใช่เรื่องร้ายแรงกระมัง?
ขณะนั้นเอง ผ้าคลุมด้านหน้ารถเกวียนก็ค่อยๆ แง้มเปิด เห็นใบหน้าขาวๆ ของชายหนุ่มผู้หนึ่งอยู่ด้านใน จ้องออกมาที่สารถีชุดน้ำตาลด้วยสีหน้าเย็นชา
“ชู่ว! ลดแรงกดดันของเจ้าซะ ท่านหวงซื่อกำลังพักผ่อนอยู่ด้านใน แรงกดดันของเศษสวะอย่างเจ้าจะทำให้ท่านหงุดหงิดเอาได้” ชายหนุ่มที่อยู่ด้านในกล่าวเตือนชายชราด้านหน้าด้วยอารมณ์ไม่พอใจเท่าไรนัก
“อ๊ะ! ขะ....ขอรับ” ชายชราในชุดสีน้ำตาลรีบผงกหัวปลกๆ ให้กับอีกฝ่ายทันที ท่าทางดูหวาดกลัวจริงๆ รีบลดแรงกดดันของตนเองกลับไปทันที
ทหารยามสามคนที่ยืนอยู่หายใจได้ทั่วท้องมากขึ้นเมื่อไม่มีแรงกดดันจากอีกฝ่าย แต่ทั้งสามคนก็ยังหันมองกันด้วยร่างกายแข็งเกร็ง
พลขับที่เป็นถึงอเวกระดับสี่ยังเกรงกลัวคนด้านในคันรถอย่างมาก พวกเขาเริ่มคิดแล้วว่าควรจะทำท่าทีนอบน้อมแล้วปล่อยให้ขบวนรถเหล่านี้เข้าไปโดยไม่ตรวจสอบดีไหม...