ได้เกิดใหม่ข้าจะไม่ขี้เกียจแล้วสาบานเลย

    ความลับในอดีต

    ตอนที่210 ความลับในอดีต

    “ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”คือคำที่อีกฝ่ายว่ามี่หนิงหยางมาเขาอยากจะเค้นเสียงเย้ยดังๆกับคำๆนี้ สงสัยคนที่อยู่สูงจะชื่นชอบพูดกดข่มคนอื่นจนติดเป็นนิสัยอยากจะให้คนอื่นเป็นไปอย่างไรก็เพียงเอ่ยปากสั่งการลงมา แม้กระทั่งชีวิตคนถ้าหากไม่อยากให้อยู่ก็เพียงเอ่ยปากก็พร้อมจะมีคนไปจัดการให้เรียบร้อยเขาเองก็ไม่อยากจะอยู่ร่วมหายใจกับคนอย่างนางแล้วเช่นกัน

    “เป็นใครกันถึงได้มาตัดสินคนอื่นว่าต่ำหรือสูง”คำพูดที่มี่หนิงหยางเอ่ยออกมาทำให้ใครหลายๆคนต่างอ้าปากค้างไม่ติดว่าเขาจะกล้าถึงขนาดกล่าวหาฮองเฮาได้ ยิ่งตัวนางเองก็ตกใจเช่นกันไม่คิดว่าเขาจะเก่งกล้าเช่นนี้

    “เจ้า”นางได้แต่ชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างโมโหวันนี้ต้องเป็นวันสุดท้ายที่นางจะสะสางเรื่องให้มันจบสิ้น ถ้านางยังยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปจะต้องไม่มีมี่หนิงหยางมากวนสายตานาง

    “มี่หนิงหยางลูก”ฮ่องเต้เรียกอีกฝ่ายเสียงแผ่วเบา เขาอยากจะให้ทั้งสองฝ่ายใจเย็นลงแต่ดูแล้วเมื่อวันนี้มาถึง เรื่องมันคงจะต้องเดินหน้าต่อเท่านั้นซึ่งเขาก็จะทำให้เรื่องมันเป็นแบบนี้เขาฝันถึงมาตลอดเสียที

    “มันไม่ใช่ลูกท่านไม่ต้องไปเรียกแบบนั้นแล้ว”ฮองเฮาหันมาตวาดผู้ยืนปรามนางอยู่ข้างๆอย่างไม่พอใจในคำเรียกของอีกคนเขาเรียกมี่หนิงหยางด้วยลูกเกือบทุกคำ แล้วลูกนางหละเขาพูดด้วยคำที่บ่องบอกถึงความเป็นครอบครัวแบบนี้แทบจะนับครั้งได้ด้วยซ้ำ

    “ทำไมจะไม่ใช่”เสียงตวาดกลับมาจนทุกคนนิ่งข้างไปอีกครั้ง เขาโมโหที่นางตวาดใส่อย่างไม่เกรงใจเขาผู้เป็นฮ่องเต้ที่คนเคารพนับถือมีหรือจะไม่เหลืออดกับนาง

    “ท่าน”นางถึงกลับเอ่ยออกมาเบาๆ

    “วันนี้เจิ้นมีอีกเรื่องที่จะพูดนับตั้งแต่วันนี้ เจิ้นจะให้มี่หนิงหยาง เปลี่ยนมใช้สกุลฉวน ฉวนหนิงหยางและแต่งตั้งให้ฉวนหนิงหยางเป็นรัชทายาท” คำพูดที่เกิดจากความโมโหเมื่อครู่แต่ฮ่องเต้ฉวนเยว่ฉีก็ยังประกาศก้องออกไปด้วยเสียงที่ทรงพลัง บ่งบอกให้รู้ถึงความตั้งใจจริงของเขา

    “ฝ่าบาท”ฮองเฮาร้องขึ้นเสียงดังทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

    “ฝ่าบาทไม่ได้นะพะยะค่ะ”

    “ฝ่าบาททรงไตร่ตรองอีกรอบด้วยพะยะค่ะ”

    “ฝ่าบาทมันไม่ถูกต้องนะพะยะค่ะ”

    “ฝ่าบาทพะยะค่ะ”

    เหล่าขุนนางทั้งหลายที่ได้ยินแบบนี้ต่างก็ร้องขึ้นเพื่อให้ผู้เป็นฮ่องเต้ได้สงบสติลงแล้วไตร่ตรองสิ่งที่เขาพูดออกมาอีกรอบขุนนางทุกคนในนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่คนละฝั่งละฝ่าย แต่จะมีใครเห็นด้วยกับราชโองการนี้คนที่ไม่ได้เป็นองค์ชาย ไม่แม้แต่จะมีชื่อในราชวงศ์ด้วยซ้ำ แต่กลับถูกแต่งตั้งใช้เป็นถึงรัชทายาทมันเป็นเรื่องที่พวกเขายอมรับไม่ได้ที่สุด

    “ทำไมจะไม่ได้หนิงหยางเป็นลูกของเจิ้น เจิ้นจะให้โอรสองค์โตเป็นรัชทายาทผิดตรงไหน”คำที่เขาเอ่ยออกมานั้นทำให้หลายๆคนสับสนไปตางๆกัน เขาหมายความเช่นนั้นจริงๆหรือเพียงจะอ้างตามอายุของมี่หนิงหยางที่มากกว่าองค์ชายใหญ่กันแน่หรือว่าแท้จริงแล้วมี่หนิงหยางไม่ได้เป็นเพียงบุตรบุญธรรมหากแต่ว่าเป็นบุตรจริงๆที่เก็บเงียบเป็นความลับไว้

    “มะหมายความว่าเช่นไร” แม้แต่ตัวของมี่หนิงหยางเขาก็ยังงงไม่หมดแล้ว

    “พระองค์จะตรัสเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ”ฮองเฮาที่ได้ยินคำที่หลุดออกจากปากคนเดียวที่มีตำแหน่งสูงกว่านาง น้ำเสียงนางบ่งบอกความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

    “ทำไมจะไม่ได้เจิ้นจะพูดตรงนี้เลยว่า หนิงหยางเป็นบุตรของเราจริงๆเป็นบุตรที่เกิดจากมี่ซูหนิงสตรีที่เรารัก”คำที่ฮ่องเต้เอ่ยออกมานั้นยิ่งทำให้มี่หนิงหยางสับสนเข้าไปใหญ่ซูหนิงคือชื่อของมารดาเขาจริงๆ แต่ว่าแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้ว่าสกุลมาดาคือมี่เขาคิดว่าสกุลมี่เป็นของบิดาเสียอีก เช่นนั้นก็แปลว่าเขาใช้สกุลมารดามาตลอดส่วนผู้เป็นบิดาที่เขาคิดว่าตายไปแล้วก่อนหน้ามารดานั้นไม่ใช่เลยทุกเรื่องที่เขารับรู้ว่าคือเรื่องโกหกมันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากผู้เป็นบิดาแท้ๆของเขาเอง

    “มะไม่จริง ไม่ใช่เรื่องจริง ท่านโกหก” มี่หนิงหยางส่ายหัวรัวๆอย่างไม่ยอมรับความจริง ความจริงที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน

    “ใช่ไม่จริง นังซูหนิงท้องกับใครก็ไม่รู้ ส่วนมันก็ไม่ใช่ลูกของท่านด้วย”ฮองเฮายิ่งไม่ยอมรับความจริงเข้าไปใหญ่ ถึงแม้ว่าลึกๆแล้วนางจะรู้เรื่องราวมาบ้างตัวนางเองก็ถูกหลอกเช่นกัน ตอนแรกนางคิดว่าซูหนิงคืออนุของสามีตนเองที่ตอนนั้นยังเป็นรัชทายาทนางทำทุกวิถีทางเพื่อจะกำจัดมันออกไปยิ่งได้เห็นว่ามันใกล้คลอดเต็มทนนางยิ่งกลัวว่าลูกของซูหนิงจะเป็นบุรุษ จนได้ฟังคำลวงจากสามีว่านางเป็นภรรยาของพราณป่าที่ได้ช่วยชีวิตตนไว้จนตัวเองต้องตายสามีนางจึงได้รับอุปการะนางมาดูแลแทน แต่นั่นนางก็ไม่วางใจอยู่ดี จนสุดท้ายซูหนิงต้องตายไปเพราะตัวฮองเฮาเองส่วนมี่หนิงหยางถือว่าเป็นความผิดพลาดในชีวิตของผู้เป็นฮองเฮาที่ไม่สามารถจัดการได้จนปล่อยให้เป็นหนามยอกอกจนถึงทุกวันนี้

    “หนิงหยางเป็นลูกของเจิ้นดังนั้นเมื่อทุกคนรู้แล้วเจิ้นก็ไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป หนิงหยางจะเป็นองค์ชายใหญ่และในไม่ช้าเจิ้นจะแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท” สิ้นคำพูดของฮองเต้เหล่าขุนนางได้แต่นิ่งเงียบ ไร้คำเอ่ยใดๆ เพราะสมองยังประมวลผลไม่เสร็จสิ้นแต่หากก็ใช่ว่าพวกเขาเห็นด้วยแต่อย่างใด โดยปล่อยให้ฮองเฮาเป็นผู้คัดค้านคนเดียวไปก่อน

    “ไม่ได้นะเพคะลูกของหม่อมฉันต้องได้เป็นรัชทายาทเท่านั้น” นางไม่ยอมแต่อย่างใดกว่าลูกของนางจะได้เป็นองค์ชายองค์แรกของแผ่นดิน นางต้องลงทุนลงแรงไปมากโขทีเดียว เรื่องมันจะเป็นเช่นนี้ไม่ได้เป็นอันขาด

     

               ชิงเถาได้แต่นั่งมองเหตุการณ์ตรงหน้าตาปริบๆเรื่องราวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ความลับในอดีตที่ถูกปิดบังไว้เป็นสิบยี่สิบปีก็ถูกเปิดเผยออกมาจากปากผู้รักษามันไว้เรื่องนี้คงไม่มีใครล่วงรู้นอกจากตัวฮ่องเต้เองเพราะชิงเถามองดูรอบๆแล้วทุกคนล้วนทำหน้าตกใจตามเรื่องไม่ทันกันทั้งนั้นสรุปแล้วมี่หนิงหยางคือองค์ชายจริงๆหรือเนี่ยต่อไปถ้าได้พูดคุยกันชิงเถาจะต้องระวังคำพูดให้มากขึ้นเสียแล้วพูดกับคนมียศมีศักดิ์ใช้พลังงานมากเหมือนกันนะ

    “ฝ่าบาทต้องรักคุณชายมี่มากเลยนะถึงได้ทนเก็บเรื่องได้ขนาดนี้” ลี่ถิงเอ่ยกับน้องสาวเบาๆตามที่นางฟังการสนทนาข้างต้น

    “นั่นสิเจ้าคะดูจากท่าทางของฮองเฮาแล้วคงน่ากลัวไม่น้อย ฮ่องเต้คงกลัวลูกเป็นอันตราย”นางเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งใครเล่าจะคิดว่าอันธพาลน้อยของเมืองหลวงอยู่ๆ จะได้เป็นว่าที่รัชทายาทไปได้นี่มันเนื้อเรื่องคุ้นๆเหมือนนางเคยดูซีรีย์มาสักเรื่องหรือเปล่าเนี่ยคลับคล้ายคลับคลา

    “ถ้าเขาได้เป็นฮ่องเต้บ้านเมืองคงป่วนน่าดู” ชิงเถาลองคิดตามแล้วอดจะหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้คงปั่นป่วนวุ่นวายวิ่งไล่จับกันทั้งวันเป็นแน่

    “ขำอะไรหนะ”ลี่ถิงถามน้องสาวที่อยู่ๆก็หัวเราะอยู่คนเดียวดีที่นาก้มหน้าและหัวเราะโดยที่ไม่ได้เปิดปาก ไม่เช่นนั้นคงถูกลากตัวออกไปเป็นแน่

    “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะข้าแค่คิดอะไรเพลินๆ” นางส่ายหน้าส่งให้พี่สาว

              

               เรื่องราวยังคงถกเถียงกันต่อ โดยความลับค่อยๆหลุดออกจากปากผู้เป็นเจ้าแผ่นดินเรื่อยๆจนคนที่ไม่รู้เรื่องราวต้องงงไปตามๆกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วสรุปได้ง่ายๆเพียงแต่ว่ามี่หนิงหยางคือโอรสของฮ่องเต้นั่นเองและเป็นบุตรที่พระองค์รักมากๆเสียด้วยเหล่าขุนนางหลายคนที่กำลังเลือกฝักฝ่ายต้องมาเอนเอียงมาทางมี่หนิงหยางกันหลายคนทีเดียว

     

               เรื่องราวของครอบครัวเจ้าของวังหลวงจะเป็นไปต่ออย่างไรนั้นคงไม่อาจจะให้คนนอกรักรู้ได้ต่อเนื่องจากเหล่าคนในงานถูกต้อนให้ออกนอกตำหนักที่จัดงานเลี้ยงและให้กลับบ้านใครจวนมันทันทีเหมือนว่าวังหลวงวันนี้ไม่เปิดต้อนรับคนนอกแล้วอย่างไรอย่างนั้น

    “แล้วแบบนี้แสดงว่าพี่รองจะได้เป็นเจ้าของที่ดินรอบภูเขานั่นจริงๆหรือขอรับ”หมิงเลี่ยนเอ่ยถามชิงเถาในระหว่างที่กำลังนั่งรถม้ากลับจวน

    “นั่นสินะพี่ลืมตื่นเต้นดีใจไปเลย มัวแต่ตื่นเต้นเรื่องอื่นอยู่”เมื่อนึกถึงที่น้องชายถามชิงเถาจึงเอ่ยออกมา

    “เจ้าต้องการที่ดินตรงนั้นไปทำไมหรือลูก”จิ้นสิงเอ่ยถาม พวกเขาไม่รู้เรื่องที่ชิงเถาอยากจะได้มันมาก่อนเลย

    “ได้ยินแล้วต้องเงียบไว้เลยนะเจ้าคะ”ชิงเถาเอ่ยเสียงเบา ก่อนที่นางจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ทุกคนเพื่อบอกเรื่องสำคัญเรื่องนี้จะให้คนอื่นล่วงรู้ก่อนไม่ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วขุมทรัพย์ของนางอาจจะถูกยึดคืนไปและได้รับโทษมาแทนฐานที่รู้มาก่อนแล้วว่าตรงนั้นต้องมีสิ่งมีค่าซุกซ่อนอยู่

    “อะไรหรือขอรับ”ด้วยท่าทางของชิงเถาหมิงลู่จึงเอ่ยออกมาอย่างสงสัยและตื่นเต้นไปตามๆกัน

    “มันคือ”ชิงเถารีบบอกทุกคนที่ทำหน้าอยากรู้เต็มทออกไป นางไม่อยากพูดเสียงดังเท่าไหร่เพราะตอนนี้ยังคงอยู่บนถนนนางต้องป้องกันไว้ก่อนคำที่ชิงเถาอธิบายออกไปทุกคนได้ยินก็ไม่มีใครจะตื่นเต้นเท่านางเลยด้วยไม่เห็นรู้ว่าอัญมณีสีใสๆหรือว่ามีสีสันที่แวววาวได้จะมีราคาแพงล่ำค่าอะไรขนาดนั้นเมื่อเทียบกับหยกน้ำดีตามที่พวกเขารู้(ซึ่งมันก็เป็นความคิดเหมือนคนที่นี่ทั่วไปคิดกันความนิยมชมชอบพวกเพชรพลอยยังเข้ามาไม่ถึงพวกเขาเท่าไหร่)ดังนั้นจึงปล่อยให้ชิงเถาตื่นเต้นไปคนเดียว คนอื่นๆก็ตกใจนิดหน่อยเท่านั้นที่ชิงเถาบอกว่าที่ตรงนั้นจะมีอะไรแต่ก็เทียบไม่ได้กับชิงเถาหรอก คล้ายๆเพียงตื่นเต้นที่ได้ที่ดินเพิ่มนั้น

    คล้ายกับเรื่องได้เกิดใหม่ข้าจะไม่ขี้เกียจแล้วสาบานเลย ที่คุณอ่าน