โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 119

    การยืมพลังจากตัวตนที่อยู่ในอีกฝั่งฝากประตูยมโลกนั้น จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลหากผิดกฎ เช่นเดียวกันตัวตนที่เซนเคยเจอในตอนอยู่ที่ดินแดนแห่งการทดสอบซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับชายชุดดำพวกนี้ อย่างไรก็ตามในกรณีของราฟนั้นแตกต่างกับคนพวกนั้น

    ไม่เพียงแค่พลังที่ได้รับนั้นจะสูงกว่ามาก แต่รวมถึงเวลาในการใช้งานก็มีไม่จำกัดด้วย และจะเรียกใช้งานมันตอนไหนก็ได้ มันไม่ใช่การยืมพลังแต่มันคือการทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับตัวตนอีกฝั่งหนึ่ง เราจะเรียกพวกคนที่ทำเช่นนี้ว่า “คนตาย” หรือ “ผู้ทำสัญญาคนตาย” ข้อแลกเปลี่ยนก็คือพวกเขาจะสามารถยืมพลังของคู่ทำสัญญาได้ แต่เมื่อพวกเขาตายวิญญาณของพวกเขาจะไปสู่ยมโลกและตกเป็นของคู่ทำสัญญาไม่มีข้อยกเว้น

    กล่าวง่ายๆ ก็คือมันคือสัญญาที่แลกเปลี่ยนพลังกับชีวิตหลังความตายที่ไร้อิสระนั่นเอง มันเป็นวิธีนอกรีตของพวกคนตายและเป็นสิ่งต้องห้ามของโลกใบนี้

    “ฟู่ววววววววว”

    เปลวเพลิงสีม่วงจางๆ เริ่มก่อตัวกันเบื้องหลังของราฟจนกลายเป็นรูปร่างของเทพเปลวเพลิงตัวใหญ่ มันเหมือนกับนกตรงส่วนหัวแต่ร่างกายของมันกลับเหมือนกับคน ดวงตาที่ลึกลับของมันกำลังจ้องมองมาที่มาตินและเกียร์มอจนทำให้ทั้งสองคนนั้นไม่สามารถขยับตัวได้ตามที่ใจนึกเนื่องจากแรงกดดันที่มองไม่เห็นกดทับพวกเขาอยู่

    “ไม่อยากจะเชื่อในโลกนี้ยังมีพวกโง่ที่ทำสัญญากับสัมภเวสีในยมโลกด้วย นี่มันโง่เง่าจริงๆ”

    เสียงของใครบางคนดังขึ้นในทางเข้าห้องโถงแห่งนี้ ชายสองคนได้ปรากฏตัวขึ้นนั่นคือมาเอลและเซนที่เดินเข้ามาตามลำดับ มาเอลนั้นสังเกตเห็นราฟและเทพวายุอัคคีที่ปรากฏขึ้นก่อนแล้วเขาค่อนข้างตกตะลึงมากเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามที่เขาตกใจกว่าคือเซนที่กล่าวคำพูดออกมาอย่างดูถูกอีกฝ่ายแม้ว่าจะพบกับพลังอันมหาศาลก็ตาม

    ราฟไม่ได้หัวเสียในครั้งนี้ เขาหันไปมองที่ต้นเสียงและพบว่าคนที่กล่าววาจาเมื่อครู่นั้นคือเซนแถมเซนยังเป็นแค่ระดับกึ่งเทวะเท่านั้นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงอย่างดูถูกพร้อมกับกล่าวออกมา

    “แค่กึ่งเทวะจะมารู้อะไร”

    เซนกลับเมินคำกล่าวของอีกฝ่าย เขาเพียงยิ้มเยาะอยู่ข้างในจิตใจเท่านั้น คนที่ไม่รู้อะไรคือราฟต่างหากเซนนั้นอยู่ยมโลกมายาวนานเกินกว่ามนุษย์คนใดจะสามารถอยู่ได้เขาจึงรู้เรื่องของยมโลกอยู่พอสมควร การทำสัญญานั้นจะมอบพลังให้ก็จริง แต่สิ่งที่รออยู่คือชีวิตหลังความตายที่ไม่มีวันสงบสุข มันทุกข์ทรมานกว่าปกติเป็นร้อยเท่า

    “เจ้ารู้เรื่องยมโลกด้วยเหรอ?”

    เป็นมาเอลที่กล่าวถามพร้อมกับมองมาที่เซนอย่างสนใจ เซนไม่ได้เผยทุกอย่างให้อีกฝ่ายแน่นอนเขาเพียงพยักหน้าเบาๆ พร้อมกับกล่าวออกมาอย่างไม่ใส่ใจว่า

    “ก็นิดหน่อย”

    การปรากฏตัวของเซนและมาเอลนั้นทำให้มาตินและเกียร์มอกลับมามีสติอีกครั้งพวกเขาก้าวถอยออกมาห่างจากตัวของราฟอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องยืนยันว่าสองคนที่มาใหม่นั้นอยู่ข้างไหนกันแน่ มันจะดีถ้าหากอยู่ข้างพวกเขาเพราะตอนนี้พวกเขาต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างมาก

    “โอ้…พวกท่านมันตระกูลเฟอร์มิเรี่ยน เป็นยังไงบ้างไหวกันไหม?”

    มาเอลโบกมือทักทายทั้งสองคนราวกับว่าเป็นเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมานาน อย่างไรก็ตามมาตินและเกียร์มอนั้นไม่ได้รู้จักหรือเคยพบเจอกับมาเอลมาก่อนเลยนั่นทำให้พวกเขาทั้งสองต้องระวังตัว

    เซนนั้นไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวเลยแม้แต่นิดเดียว สายตาของเขาจับจ้องไปที่ชายชุดดำคนที่อยู่ด้านหลังสุด คนๆ นั้นยืนนิ่งมาอยู่สักพักแล้ว หากเป็นปกติเซนจะไม่สังเกตเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ชายคนนั้นกลิ่นอายรอบตัวของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นของสมุนไพรชั้นสูงและตัวยาที่เซนต้องการ ชายหนุ่มคาดว่าเม็ดยาจะต้องเป็นของคนคนนี้แล้วแน่นอน

    มาเอลเลิกสนใจตระกูลเฟอร์มิเรี่ยนต่อไป เขาหันมายิ้มให้กับราฟและเรนที่กำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างสงสัย ทันใดนั้นมาบรรยากาศรอบตัวของมาเอลก็ได้เปลี่ยนไปมันเต็มไปด้วยจิตสังหารแม้แต่เซนก็ยังประหลาดใจเพราะไม่คิดเลยว่าชายที่ติดตลกเช่นมาเอลนั้นพอเอาเข้าจริงจะน่ากลัวถึงขนาดนี้

    “ชิ้ง!”

    ดาบรูปร่างประหลาดเต็มไปด้วยรู้วงกลมถูกชักออกมาจากฝักดาบของมาเอล ดาบนั่นไม่มีคมมันเป็นดาบทื่อๆ อย่างไรก็ตามเมื่อมันถูกชักออกมากลับทำให้สีหน้าของคนทั้งห้องโถงต้องเปลี่ยนแปลงไปเพราะพวกเขาต่างรู้ว่ามันคือสิ่งใด มันย่อมไม่ใช่ดาบธรรมดาแน่นอน

    “ศาสตราวิญญาณ…”

    เซนกล่าวออกมาอย่างไม่ต้องคิด อย่างไรก็ตามคนอื่นๆ นั้นมีการแสดงออกที่ตกใจกว่าเขาซะอีกเพราะพวกเขาต่างรู้ว่าศาสตราวิญญาณนี้คือสิ่งใด และยังรู้ด้วยว่าผู้ที่ถือครองมันเป็นใคร

    “ศาสตราวิญญาณ ร้อยปีศาจคร่ำครวญ ผู้ถือครองคือหนึ่งในสมาชิกของหน่วยล่าสังหารแห่งสภาโลก…”

    เกียร์มอกล่าวออกมาด้วยความประหลาดใจเมื่อสามารถยืนยันตัวตนของอีกฝ่ายได้ ในขณะเดียวกันเซนที่ได้ฟังก็สงสัยเล็กน้อย จากคำพูดของเกียร์มอที่เขาได้ยินนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่ามาเอลนั้นมีสถานะที่พิเศษอย่างมากและยังเป็นที่น่าหวาดกลัวอีกด้วย

    “หน่วยล่าสังหารไม่ใช่หน่วยที่อ่อนแอที่สุดหรอกเหรอ? แต่หายากนะที่หน่วยล่าสังหารเช่นเจ้าจะปรากฏตัวออกมา”

    ราฟกล่าวออกมาอย่างสนใจ อย่างไรก็ตามในเวลานั้นชายชุดดำคนที่สามที่ยังไม่เปิดเผยตัวตนออกมาก็สั่นสะท้านเล็กน้อย ไม่มีใครเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้แต่การปรากฏตัวของมาเอลเห็นได้ชัดว่ามันกำลังดึงดูดเขา

    “วีดดดดดดดดดดดด”

    ทันใดนั้นก็เสียงเสียงบางอย่างขึ้นจนทำให้คนในห้องโถงต่างต้องเอามือมาอุดหูตัวเอง แม้แต่เซนเองก็ไม่มีข้อยกเว้นทันใดนั้นทุกคนต่างก็หันไปมองในทิศทางที่มาเอลยืนอยู่ อย่างไรก็ตามร่างของมาเอลหายไปแล้ว

    “ราฟระวัง!”

    เรนตะโกนบอกสหายของตนทันทีเมื่อรับรู้ถึงความผิดปกติ มันรีบใช้ออร่าของมันสร้างกำแพงน้ำแข็งล้อมรอบเพื่อนของมัน อย่างไรก็ตามทันใดนั้นเงาของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงที่แหลมสูง

    “ระเบิดคลื่นเสียง”

    มาเอลกล่าวออกมาอย่างเงียบๆ ก่อนที่จะชี้ดาบไปที่กำแพงน้ำแข็งที่ขวางทางของเขาพร้อมกับเกิดรอยแตกที่กำแพงน้ำแข็งนั้นทันที ก่อนที่มันจะแตกกระจายตัวไปทุกบริเวณของห้องโถง แม้แต่เซนเองก็ยังต้องหาที่หลบ

    “ออร่าของเขาเหมือนจะเป็นออร่าพิเศษเฉพาะตัว…”

    เซนกล่าวออกมาอย่างเงียบๆ ในขณะที่สังเกต การต่อสู้ความเร็วของมาเอลนั้นแม้แต่เซนก็ยังตามมองตามแทบจะไม่ทัน หากจะให้กล่าวมาเอลนั้นเป็นคนที่รวดเร็วที่สุดในบรรดาคนที่เซนเคยพบมาหากอยู่ในระดับเดียวกัน

    ออร่าของมาเอลนั้นคือเสียง เขาสามารถเปลี่ยนอากาศรอบตัวให้เป็นเสียงที่มีความถี่สูงและสามารถใช้โจมตีศัตรูได้ มันเป็นออร่าพิเศษที่หายากและมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ครอบครองมัน

    “โฮ่กกกกกกกกก!”

    เมื่อกำแพงน้ำแข็งที่แข็งแกร่งถูกพังลงอย่างง่ายดายเสียงคำรามของบางสิ่งก็ได้ดังขึ้น มันคือเสียงคำรามของเทพวายุอัคคีที่ราฟอัญเชิญออกมาให้เป็นพลังของตนเอง ในที่สุดราฟก็เริ่มเคลื่อนไหว มือของเทพวายุอัคคีกวาดผ่านพื้นที่รอบๆ กินรัศมีกว่าสิบเมตรทำให้พื้นที่แถบนั้นเต็มไปด้วยหินมากมายกลายเป็นพื้นที่ราบในพริบตาอย่างไรก็ตามมันกลับไร้ร่องรอยของมาเอล

    “น่ากลัวจังแฮะ เปลวเพลิงประหลาดนั่นมันไม่ร้อนแต่กลับมีพลังทำลายล้างที่สูงจนน่ากลัว”

    เสียงของมาเอลดังขึ้นข้างหลังของราฟทำให้ราฟแทบจะสติแตกมันหันกลับไปพร้อมกับใช้มือที่คลุมด้วยเปลวเพลิงสีม่วงอ่อนคว้าจับไป อย่างไรก็ตามเขาคว้าได้เพียงอากาศเท่านั้น

    “ปัก!”

    มาเอลมาโผล่ด้านหน้าของเขาพร้อมกับใช้หมัดธรรมดาต่อยเข้าที่ท้องของอีกฝ่ายจนอีกฝ่ายนั้นตัวงอ

    “ข้าอยู่ตรงนี้ทำไมเจ้าถึงหันไปทางนั้นล่ะ”

    มาเอลกล่าวหยอกล้อออกมาในขณะที่ราฟนั้นเริ่มจะหัวเสียมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มที่จะโจมตีไปรอบๆ อย่างมั่วๆ เมื่อมาเอลเห็นศัตรูกำลังบ้าคลั่งเพราะเขา เขาก็ได้หัวเราะออกมาอย่างสนุกราวกับกำลังเล่นอยู่

    “ราฟหยุดบ้าได้แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเจ้าได้แพ้โดยที่ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้แน่ๆ”

    เป็นเรนที่เข้ามาขัดขวางราฟเอาไว้ไม่ให้สิ้นเปลืองพลังโดยไร้ความหมาย ราฟกลับมามีอารมณ์ปกติอีกครั้งก่อนที่จะใช้สายตาอาฆาตจ้องมองมาที่มาเอล มาเอลมองมาที่เรนอย่างสนใจแต่สีหน้าของมาเอลเห็นได้ชัดว่ากำลังผิดหวัง

    “กำลังสนุกได้ที่อยู่แล้วแท้ๆ”

    คล้ายกับเรื่องโดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร ที่คุณอ่าน