มหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book)

    ตอนที่ 32 บุคคลอันตราย (1)

    “แค่ก แค่ก” หลังขึ้นเรือบินมาได้ เทพไทนอนสำลัก พยายามหายใจเข้าออกก่อนจะสบถใส่อานนท์ “ไอ้บ้า ไอ้เวรตะไล จะช่วยก็ช่วยจับที่มือหรือแขนสิโว้ย มาจับคอเสื้อกันอย่างนี้ก็ขาดอากาศหายใจตายกันพอดี”


    จากที่เทพไทแทบไม่มีความประทับใจในตัวของอานนท์อยู่แล้ว เขายิ่งไม่ชอบเข้าไปอีก แต่อานนท์ไม่ได้สนใจนัก ตามความเป็นจริงแล้วเขาจะกระโดดขึ้นเรือบินโดยปล่อยให้เทพไทตกไปพร้อมกับมาร์จาที่ขี่มาเลยก็ได้ แต่มันจะดูน่าสงสัยเกินไป


    ตามทฤษฎีแล้ว พวกเขาทั้งสองคนไม่ควรจะกระโดดถึงเป้าหมายแม้จะใช้ตัวมาร์จาเป็นตัวช่วยแล้วก็ตาม อานนท์ก็รู้ในความจริงเรื่องนี้ เขาจึงจำเป็นต้องใช้ความพิเศษบางอย่างของมนตร์ธาตุแสงเพื่อช่วยพยุงตัวเองให้มาถึงยังบานประตูท้ายเรือบินให้ได้ และแน่นอนหากเขาใช้ต่อหน้าเทพไทโดยไม่ช่วยเหลือเขาไว้ หรือช่วยเหลือเขาแต่ใช้วิธีที่นุ่มนวลกว่านี้โดยจับมือของเทพไทไว้ เขาจะเห็นอานนท์ใช้มนตร์ธาตุแสงทันที ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่อานนท์จะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้ การเลือกช่วยโดยจับลากคอเสื้อเทพไทจึงเป็นหนทางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ถูกช่วยเหลือเท่านั้น


    “เอาน่า ใจเย็นเถอะเทพไท อย่างน้อยอานนท์เขาก็ช่วยให้เธอไม่พลาดการขึ้นเรือบินนะ” ดารินยิ้มปลอบใจเทพไทพร้อมลูบหลังคนที่ยังสำลักไม่หายก่อนจะเอ่ยถามเขาว่า “แล้วนี่เป็นไงมาไงถึงมาด้วยกันได้?”


    เทพไทหายใจสะดวกขึ้นแล้วขณะตอบอย่างหงุดหงิดว่า “ท่านผอ.สิครับ บอกให้ผมรอมาพร้อมกับเจ้าหมอนี่ ที่พวกเรามาเกือบมาไม่ทันก็เพราะหมอนี่มัวแต่ลีลา ผมบอกให้เขาขี่มาร์จาอีกตัวจะได้ไปไวขึ้นก็ไม่ยอม เอาแต่บอกว่าขี่ไม่เก่ง กลัวหลงทางอยู่ได้ มาร์จามันเลยช้าลงเพราะต้องแบกรับน้ำหนักสองคน”


    เมื่อได้ยินแบบนั้น ดารินก็ยิ้มแห้งออกมาขณะคิด ‘สรุปคือให้เทพไทมาเป็นคนนำทางสินะ’


    ในขณะเดียวกันความสนใจของปลายฝนกลับไม่ได้อยู่ที่อานนท์กับเทพไทอย่างที่ควรจะเป็น เธอให้ความสนใจกับองครักษ์ของเธอกับสาวห้าวประจำทีม


    ตอนนี้ดิเรกมีท่าทีเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก ส่วนธัญญ่าก็เงียบทำหน้าถมึงทึงไม่พูดไม่จา แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าเธอมีใบหน้าที่เป็นสีขาวอมชมพูขึ้นเล็กน้อย ปลายฝนสังเกตเห็นได้ว่าทั้งสองดูมีท่าทีเขินอายต่อกัน แต่เธอไม่รู้ว่าระหว่างทั้งสองคนเกิดอะไรขึ้น


    “ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ในที่สุดดิเรกก็เอ่ยออกมาเบา ๆ


    “ไม่ต้องใส่ใจ เหตุฉุกละหุก มันเกิดขึ้นกันได้” ธัญญ่าตอบกลับโดยไม่หันมองอีกฝ่าย


    มันเป็นดั่งที่ธัญญ่าพูด ดิเรกเพียงแค่ต้องการช่วยอีกฝ่ายเพื่อฉุดรั้งไม่ให้ถูกน้ำหนักของอานนท์และเทพไทบวกกับแรงลมลากเธอหลุดออกไปจากท้ายเรือบิน ด้วยความเร่งรีบและพยายามคว้าอีกฝ่ายที่ตัวเล็กกว่าให้เร็วที่สุดโดยไม่ได้คำนึงว่าอีกฝ่ายเป็นเพศอะไร เขาจึงพลาดคว้าเข้าบริเวณกลางลำตัวตรงของธัญญ่า เป็นเพราะเป็นช่วงจังหวะชี้เป็นชี้ตาย เขาจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากนักว่าเขาคว้าจับโดนตรงไหน แม้แต่ธัญญ่าเองก็ไม่ได้ใส่ใจเช่นกัน


    เมื่อทุกอย่างจบลง อานนท์และเทพไทได้รับการช่วยเหลือ พวกเขาทั้งสองถึงได้รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ในชั่วความคิดแรกของดิเรก เขาคิดว่ากล้ามเนื้อของธัญญ่านั้นดูนิ่มกว่าที่เห็น ส่วนธัญญ่าก็เริ่มหน้าแดงขึ้นมาทันทีเมื่อรู้สึกตัวว่าอีกฝ่ายกำลังจับโดนส่วนไหนของลำตัวเธอ และเธอเองก็คิดเอาเองว่าอีกฝ่ายคงรู้ตัวและจะรีบปล่อยให้ไว แต่ไม่เลยดิเรกไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดเดียว ดิเรกคิดเอาไปเองว่า เขากำลังจับเขาที่ช่วงท้อง


    อย่างไรก็ตามเนื่องจากเขาเป็นคนที่ตัวสูงใหญ่กว่าธัญญ่ามาก เขาสูงเกือบสองร้อยเซนติเมตร ส่วนธัญญ่าสูงเกินร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรนิด ๆ ด้วยส่วนสูงที่ห่างกันราวยี่สิบเซนติเมตร จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ชายร่างยักษ์จะคว้าเข้าที่ท้องที่ต่ำเกินกว่าแขนของเขาจะเหยียดไปถึงในเวลาฉุกละหุกเช่นนั้น


    ส่วนปลายฝนยิ้มอย่างกรุ้มกริ่มแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา

    คล้ายกับเรื่องมหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book) ที่คุณอ่าน