Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 52 - เรื่องน่ากังวล

    ตอนที่ 52 – เรื่องน่ากังวล

     

                อีกวันรุ่งขึ้น พันธกรก็มาโรงเรียนตามปกติ หลังจากไปเยี่ยมพสุกับแม่มาแล้ว เขาก้าวเข้าไปในเขตโรงเรียน แล้วก็มีเด็กนักเรียนชายหญิงมองหน้าเขาเต็มไปหมด จนเขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ก็ไหนบอกว่าคุณชานนท์บอกไปแล้วไงว่าความจริงคืออะไร? ทำไมยังมีคนจ้องมองเขาอยู่ได้?

                “นี่” จู่ๆ ก็มีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่ง น่าจะอยู่ชั้นปีที่สูงกว่าพันธกรขึ้นไปเดินเข้ามาหาพลางบอก “พวกเราเข้าใจแล้ว นายไม่ใช่คนผิด คุณนนท์บอกออกมาถึงขนาดนั้น ฉันเชื่อคุณนนท์”

                “อา ขอบใจมาก” พันธกรออกจะโล่งใจที่เด็กนักเรียนคนอื่นๆ มองเขาดีหมดแล้ว แล้วก็ถึงเวลาเข้าแถว เสียงกระดิ่งดังไปทั่วโรงเรียนเพื่อเรียกเด็กให้มาเข้าแถวที่สนาม พันธกรออกจะแปลกใจที่วันนี้ไม่เห็นภัทรมาโรงเรียนเพื่อเล่นบอลกับพวกพี่เบิ้มเลย สองวันติดแล้วที่เขาไม่ได้มาโรงเรียน ไม่รู้ผิดใจอะไรกันหรือเปล่า?

                แล้วหลังจากเคารพธงชาติ สวดมนต์ อาจารย์ก็ขึ้นมาอบรมเด็กนักเรียน ก่อนจะปล่อยขึ้นห้อง พอเขาเข้ามาในห้องทันทีเท่านั้นแหละ เพื่อนสนิทของบ๊อบก็ผลักอกเขาออกไปจากห้องทันที

                “เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน?” พันธกรออกจะงุนงง ขณะที่เพื่อนสนิทของบ๊อบทำท่าจะต่อยพันธกร แต่โชคดีที่เพื่อนด้านหลังห้ามเอาไว้ได้

                “ฉันไม่เชื่อหรอกว่าแกบริสุทธิ์!” เพื่อนของบ๊อบตวาดใส่พันธกร “แกต้องฆ่าไอ้บ๊อบแน่ ไอ้ฆาตกร!!”

                พันธกรถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย คิดว่าคนทั้งโรงเรียนจะเชื่อชานนท์เสียอีก แต่ไม่ใช่ ยังมีคนที่ไม่เชื่ออยู่ ฝ่ายเพื่อนของบ๊อบทำท่าจะเข้ามาทำร้ายเขา แต่ถูกเพื่อนๆ รั้งตัวเอาไว้

                “ทำไม? ทำไมต้องฆ่าไอ้บ๊อบด้วย!?” เด็กหนุ่มคนนั้นตะโกนดังลั่นจนน่ากลัวว่าอาจารย์จะมาได้ยิน “ไอ้บ๊อบมันทำผิดอะไร? ทำไมแกต้องฆ่ามันด้วย?”

                “นี่” พันธกรยืนเท้าเอว เขาเริ่มโมโหแล้ว “ฝั่งนายบ๊อบต่างหากที่จะฆ่าฉัน เขาขโมยระเบิดไฟไปจากพวกเรา แล้วเขาก็ถอดสลักเองจนไฟไหม้ตัวเขา ฉันเองก็รู้สึกผิดเหมือนกันที่ช่วยเขาไว้ไม่ได้”

                “ช่วยเหรอ!?” เพื่อนของบ๊อบตะโกนใส่หน้าพันธกร “แกไม่ช่วยหรอก แต่แกฆ่าเขา!!”

                พันธกรถอนหายใจออกมา ไม่มีพยานยืนยันหลักฐานว่าเขาไม่ได้ฆ่าบ๊อบจริงๆ แต่เป็นบ๊อบต่างหากที่จะฆ่าเขา พันธกรตัดสินใจเดินเลี่ยงเพื่อนของบ๊อบไปเลย จนอีกฝ่ายต้องหันมาบอก

                “นี่ มาพูดกันให้รู้เรื่องนะ!”

                “ฉันก็บอกเท่าที่บอกไปแล้ว” พันธกรหันกลับมาบอกเสียงเบา “ถ้านายไม่เชื่อ ก็แล้วแต่นาย”

                เพื่อนของบ๊อบท่าทางจะโกรธมาก จะวิ่งเข้ามาทำร้ายพันธกรตลอด จนเพื่อนของเขาต้องลากเขาออกไปนอกห้องเรียน พันธกรถอนหายใจ ก่อนจะเอาหนังสือมาเปิดบนโต๊ะเพื่อเริ่มเรียนหนังสือ ขณะที่มีแต่เด็กนักเรียนมองหน้าเขาเต็มไปหมด

                พักกลางวัน พันธกรก็มากินข้าวกับวรรณสาและทรัพย์สิน วรรณสาถามถึงเรื่องของแม่พสุและตัวพสุเอง พันธกรเลยตอบว่า “ไอ้พสุมันก็ดีขึ้นแล้ว ส่วนอาการความจำเสื่อมของแม่เขายังไม่กลับมา แต่อะไรๆ มันก็กำลังเดินหน้าไปเรื่อยๆ แล้วล่ะ สา”

                “เฮ้อ โชคดีจังเลย” วรรณสาทำท่ากุมอกอย่างโล่งใจ “หวังว่าความทรงจำของแม่ของเขาจะกลับมาอย่างรวดเร็วนะ”

                พันธกรออกจะสงสัย ถ้าความจำทั้งหมดของแม่พสุกลับมา จะกลับมาเกลียดเขาเหมือนเดิมหรือไม่? เขาส่ายหน้าออกมา ทรัพย์สินที่นั่งทานข้าวอย่างรีบเร่ง เพราะเขาต้องไปห้องสโมสร ก็ถามพันธกรขึ้นมา

                “เออ แล้วเรื่องที่คุณชานนท์แก้ต่างให้ เป็นยังไงบ้าง?” ทรัพย์สินถามขึ้น “ทุกคนเข้าใจกันหมดแล้วใช่ไหม?”

                พันธกรเลยเล่าให้ฟังว่าส่วนใหญ่เข้าใจกันหมดแล้ว แต่มีเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่ยังเชื่อว่าเขาเป็นคนฆ่าบ๊อบอยู่ ทรัพย์สินได้ยินอย่างนั้น เขาก็กล่าวออกมา

                “เฮ้ย เป็นแบบนี้ได้ไง?” ทรัพย์สินกล่าวออกมาอย่างไม่เข้าใจ “น้องต้องไปบอกพวกนั้นว่าน้องไม่ได้ทำ เดี๋ยวข่าวลือก็เกิดขึ้นอีกหรอก”

                “ถ้าผมทำได้ผมทำไปนานแล้ว” พันธกรบอก “แต่นี่อีกฝ่ายเล่นไม่เข้าใจอะไรเลยนี่ หาว่าผมฆ่าอย่างเดียว แล้วผมจะทำยังไง?”

                วรรณสาหันมามองหน้ากับทรัพย์สินอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี? ในตอนนั้นเอง วาสุกรีก็เดินมาพร้อมกับปัทมา พันธกรที่หันไปเห็นก็เรียกพลางแซววาสุกรีขึ้นมา

                “แหม พี่วา เอาอีกแล้วนะ” พันธกรว่าแล้วหัวเราะร่า วาสุกรีหันขวับมามองเขาก่อนจะมีสีหน้าแดงระเรื่อ ปัทมาเองก็หน้าแดงเช่นกัน

                “พี่แค่มากินข้าวกับปัท” วาสุกรีบอกแก่พันธกร ทรัพย์สินและวรรณสา “ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น ว่าแต่ ปัทอยากกินอะไรล่ะ?”

                “ปัทอยากกินข้าวมันไก่” ปัทมาบอกออกมาพลางขยับแว่นสายตานิดหนึ่ง ท่าทางเหมือนวาสุกรีไม่ผิดเพี้ยน พันธกรมองทั้งสองคนแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างยินดี จนวาสุกรีต้องถามว่าพันธกรยิ้มใส่เขาทำไม?

                “ไม่มีอะไรหรอกครับ” พันธกรบอกแก่วาสุกรี ฝ่ายวาสุกรีก็นึกขึ้นได้ เขาเลยถามพันธกรขึ้นมา       

                “คุณนนท์เขาแก้ข่าวให้น้องพันแล้วสินะ?” วาสุกรีถามขึ้น “ต่อแต่นี้ไป ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว มาโรงเรียนได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

                พันธกรนึกไปถึงเพื่อนสนิทของบ๊อบ ที่ยังไม่ยอมเข้าใจอะไรเสียที แต่เขาก็คิดแล้วก็ผ่านๆ ไป เขาเขยิบที่นั่งให้วาสุกรี แต่แล้วก็รู้ตัว “อ๊ะ พี่คงอยากอยู่กันสองคนมากกว่า ผมลืมไป”

                “อยู่สองคนอะไรกันล่ะ?” วาสุกรีเอ่ยขึ้นมา ทำเอาปัทมาเงยหน้าจากพื้นมามองเขา “เดี๋ยวจะมานั่งด้วย ขอเว้นที่ไว้ด้วยนะ”

                แล้ววาสุกรีและปัทมาก็ต่างไปซื้อกับข้าวมากินกัน วาสุกรีถือชามใส่ก๋วยเตี๋ยวมาวาง ขณะที่ปัทมาเอาจานข้าวมันไก่มาวางเช่นกัน ก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มกิน

                “พี่สองคนมาทานข้าวช้าจังเลย” วรรณสาสังเกตขึ้นมาได้ “ทำอะไรกันอยู่เหรอ?”

                “อ๋อ” วาสุกรีถึงกับหยุดกินไปพักหนึ่ง “พี่ไปช่วยปัททำหน้าที่ยืมคืนหนังสือน่ะ สนุกดีเหมือนกัน พี่ว่าพี่จะขอสมัครเป็นเป็นพนักงานเหมือนกันนะ”

                “สนุกเพราะอยากทำจริงๆ หรือสนุกเพราะอย่างอื่นคะ?” วรรณสาถามด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ทำเอาวาสุกรีงุนงงว่าวรรณสาหมายความว่าอะไร?

                “ก็อยากทำน่ะสิ จะมีอะไรล่ะ?” วาสุกรี ผู้ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยกล่าวขึ้นมา ฝ่ายปัทมาก็พยายามตักข้าวเข้าปากไปและไม่พูดอะไรเลย จนวาสุกรีต้องชวนคุย

                “แล้วปัททำงานนี่มาตั้งแต่ม.ไหนแล้ว?” วาสุกรีถามปัทมาขึ้นมา ปัทมาจึงเลิกกินข้าวไปสักพักหนึ่ง ก่อนจะจิบน้ำแล้วก็บอก

                “ม.สี่จ้ะ” ปัทมาตอบอย่างสุภาพ “สาทำมาหนึ่งปีเต็มๆ แล้ว งานมันก็สนุกเหมือนที่วาว่านั่นแหละ”

                ทั้งพันธกรและวรรณสาต่างมองวาสุกรีและปัทมาคุยกันด้วยสายตาอมยิ้ม ทรัพย์สินเองก็พอจะรู้อะไรเหมือนกัน เขาสังเกตเห็นท่าทางของปัทมา เขาก็พอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น?

                และคาบพักเที่ยงก็หมดไป ถึงเวลาเรียนคาบบ่าย แล้วไม่นานก็ถึงเวลากลับบ้าน พันธกรเดินออกมาพร้อมกับวรรณสาที่หน้าโรงเรียน แล้วเขาก็ตัดสินใจจะไปเยี่ยมพสุที่โรงพยาบาลเสียหน่อย เพราะเมื่อเช้าก็ไม่ได้ไปเยี่ยม

                “ให้สาทำอาหารไปให้ไหม?” วรรณสาอาสาตัว “สาทำแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว เอาไหมล่ะ?”

                “ไม่เป็นไรหรอก สา” พันธกรชูถุงใส่แกงกับข้าวให้วรรณสาดูแล้ว “พันซื้อกับข้าวมาแล้ว ไม่ต้องลำบากสาหรอก เอาไปให้ไอ้ดินมันกินเอา”

                “จริงนะ?” วรรณสาเลยเข้ามาดูในถุงว่าพันธกรซื้ออะไรมา? ปรากฏว่าเป็นแกงเผ็ดกับข้าวสวยใส่ในถุง เธอก็ถอนหายใจออกมา ที่วันนี้ไม่มีโอกาสแสดงฝีมือ

                “น่า อย่าถอนหายใจเลย วันรุ่งขึ้น ให้สาทำอาหารมาให้ก็ได้” พันธกรบอกเพื่อไม่ให้วรรณสาเสียใจ เธอได้ยินดังนั้น ก็เลยยิ้มออกมาได้

                “งั้นพรุ่งนี้พันมาหาดินแต่เช้าเลยสิ สาจะได้เตรียมทำอาหารไว้ด้วย” วรรณสาบอก “หลังได้มาอยู่กับน้าภา สาได้เรียนรู้วิธีทำอาหารหลายอย่างเลยล่ะ มีแต่อาหารแปลกๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน”

                “นั่นสิ สาทำอาหารเก่งนี่เนาะ” พันธกรว่าแล้วก็ก้มหน้าลง ก่อนจะบอกลาวรรณสา “งั้นพันไปก่อนนะ ไว้เจอกันตอนเย็นที่บ้านน้าภา พันจะมากินข้าวด้วย”

                “จ้ะ ไปเถอะ ดินคงรออยู่” วรรณสาบอกให้เขารีบไป พันธกรเลยรีบวิ่งออกไปจากที่ตรงนั้น วรรณสาได้แต่เฝ้ามองเขาวิ่งหายไป ก่อนจะถอนหายใจออกมา

                ที่โรงพยาบาล พันธกรวิ่งเข้ามาหาพสุกับแม่ พันธกรวิ่งเข้ามาทักทายทันทีทันใด “ไง ไอ้ดิน!ฉันจะบอกว่า...”

                “เงียบๆ ก่อน” พสุทำท่าเอานิ้วแตะริมฝีปาก บอกให้พันธกรเงียบ “แม่ฉันเพิ่งจะหลับไปนี่เอง แล้วมีอะไรเหรอ?”

                พันธกรเลยเล่าให้ฟังว่าชานนท์แก้ต่างให้เขาแล้ว เรื่องข่าวลือที่เขาฆ่าบ๊อบว่ามันไม่ใช่ความจริง เมื่อพสุได้ยินอย่างนั้น เขาก็ยินดีอย่างมาก

                “เออ จะได้พ้นข้อกล่าวหาเสียที” พสุว่าแล้วมองถุงในมือของพันธกร “นั่นอะไรน่ะ?” เขาถาม

                “แกงอะไรก็ไม่รู้ แต่ดูน่ากินดี ก็เลยซื้อมาฝากแก คิดว่าแกคงยังไม่ได้กินข้าวแน่ๆ” พันธกรบอกกับเพื่อนสนิท ซึ่งก็จริง ตั้งแต่เช้ามา พสุก็ยังไม่ได้กินข้าวเลย เมื่อเขาเห็นแกงในถุงของพันธกร เขาก็ท้องร้องออกมา

                แล้วพันธกรก็ไปขอจานชามจากนางพยาบาล ก่อนจะเทแกงเผ็ดลงไปในชาม แล้วก็เอาข้าวสวยลงจานด้วย พสุมองเห็นแกงที่มีสีแดงจัด เขาก็บอกออกมา “ต้องเผ็ดแน่ๆ เลย ฉันกินเผ็ดไม่ค่อยเก่งนะเว้ย”

                “เออ กินไปเหอะ” พันธกรบอกออกมา พสุจึงชิมแกงเข้าไปนิดหนึ่ง แล้วเขาก็ทำหน้าเบ้

                “โห เผ็ดเว้ย! เผ็ดเกิน” พสุร้องออกมา พันธกรเลยบอกให้เขาเงียบ เพราะแม่ของเขากำลังนอนหลับสบายอยู่ พสุที่ลืมตัวก็เอามือปิดปาก

                “ขอโทษที ฉันลืมตัว” พสุเกาศีรษะอย่างเขินๆ แล้วก็บอก “แต่แกงนี่เผ็ดจริงๆ ฉันกินไม่ไหวหรอก”

                “อ๋อ เหรอ?” พันธกรเลยถอนหายใจ ที่คิดว่าซื้ออาหารมาผิดเสียแล้ว “แล้วจะทำไงดีล่ะ?”

                วรรณสาเดินกลับมาถึงบ้านของณปภา ตอนนั้นทรัพย์สินกับวาสุกรีก็กลับมาก่อนแล้ว เธอเดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร ก่อนจะพบทวินนานั่งอยู่ที่โต๊ะ วรรณสาจ้องหน้าทวินนา ขณะที่ทวินนาก็จ้องหน้าวรรณสาเช่นกัน

                “แล้วน้องพันไปไหนล่ะ? นึกว่าจะกลับด้วยกันเสียอีก?” ทวินนาถามขึ้นอย่างประชัดประชัน ทำเอาทรัพย์สินกับวาสุกรีหันไปมอง เพราะน้ำเสียงของทวินนาฟังดูไม่ดีเลย วรรณสาถอนหายใจเฮือก ก่อนจะบอกว่าพันธกรไปหาพสุที่โรงพยาบาล

                “แล้วทำไมไม่ตามไปล่ะ?” ทวินนาถามขึ้นอีก วรรณสาเลยตอบ

                “มันเป็นเรื่องของพันเขาค่ะ หนูไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย” เธอตอบออกมาอย่างสุภาพ แต่ทันใดนั้นเอง ทวินนาก็ลุกขึ้นแล้วเอามือตบโต๊ะรับประทานอาหารทันทีดังปัง! ทำเอาทรัพย์สิน วาสุกรี และณปภาที่กำลังทำอาหารในครัวต้องถึงกับหันมา

                “คงสาแก่ใจล่ะสิ ที่น้องพันปฏิเสธพี่?” ทวินนาเริ่มหาเรื่องวรรณสา ฝ่ายวรรณสาเองก็ยกมือห้าม เธอไม่อยากมีเรื่องอะไรตอนนี้

                “อย่านึกนะว่าจะเอาน้องพันไปได้ง่ายๆ” ทวินนาบอกแก่วรรณสาเสียงดัง จนทรัพย์สินงุนงง แล้วทวินนาก็เดินปึงปังขึ้นชั้นสองไปเลย พอทวินนาจากไปแล้ว ทรัพย์สินก็ถามวรรณสาว่านี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมทวินนาต้องโมโหขนาดนั้นด้วย?

                “เอ่อ คือ...” วรรณสาจะอธิบายออกไปแล้ว แต่วาสุกรีพอจะรู้ทัน เขาเลยว่าออกมา

                “พี่นาชอบน้องพันใช่ไหมล่ะ?” วาสุกรีคาดเดาได้ถูกต้อง “แล้วก็คงเข้าใจผิดกันล่ะสิ คิดว่าน้องพันชอบน้องสา ใช่ไหม?”

                “ค่ะ” วรรณสาพยักหน้าอย่างยอมรับจริง “พี่นาเข้าใจไปผิดกันใหญ่แล้ว หนูกับพัน...”

                เธอพูดไม่จบ ไม่อยากพูดต่อ ทรัพย์สินที่พอรู้เรื่องระหว่างพันธกรกับวรรณสาก็คิดจะพูดอะไรออกมา แต่พอคิดอีกที เขาคิดว่าไม่พูดออกไปจะดีกว่า ขืนพูดออกไปต้องมีเรื่องแน่

                แล้วพันธกรก็กลับมาจากการเยี่ยมแม่ของพสุ ตอนนั้นก็หกโมงเย็นพอดี เขาเดินเข้ามาในบ้านแล้วก็ได้กลิ่นอาหารของณปภาที่หอมกรุ่น เขาเลยตรงไปนั่งข้างๆ ปฏิคม แล้วณปภาก็คดข้าวสวยใส่จานให้แก่เขา เขาเลยยกมือไหว้ขอบคุณ ณปภายิ้มให้เขา ก่อนจะเดินไปยังครัว

                พันธกรหันไปมองวรรณสา ก่อนจะหันไปมองทวินนา ก็เห็นเธอกำลังนั่งกินข้าวตามปกติ พันธกรยังคงจำได้ว่าทวินนาบอกกับเขาว่าอย่างไร? เธอบอกว่าเธอชอบเขา แต่พันธกรไม่ได้ชอบทวินนาจริงๆ ฝ่ายวรรณสา เธอก็จำได้เหมือนกันว่าพันธกรเคยพูดอะไรไว้ พันธกรเคยถามเธอว่า ทวินนาเคยบอกไหมว่าเขาชอบเธอ? และนั่นทำให้เธอเจ็บในใจ เพราะนั่นมันหมายถึงว่า พันธกรไม่เคยมองเธอมากไปกว่าเพื่อนเลย

                แล้วมื้อเย็นก็เสร็จไป วรรณสายกจานชามไปช่วยณปภาล้างตามเคย ส่วนคนอื่นๆ ก็ขึ้นไปพักผ่อนกันตามปกติ ชัชชัยที่นั่งในห้องที่มีภัทรอยู่ด้วยก็ถามภัทรขึ้นมา

                “ทำไมเดี๋ยวนี้แกไม่ไปโรงเรียนแล้ววะ?” ชัชชัยถามขึ้นเสียงปกติ “ปกติแกชอบไปเล่นบอลที่สนามนี่”

                “อ๋อ คือ” ภัทรอธิบายออกมา “ไม่อยากเจอหน้าพี่เบิ้มน่ะ เพราะพอเจอเมื่อไหร่ก็ถามอยู่นั่นล่ะว่าจะให้ร่วมสนามรบด้วยเมื่อไหร่? ฉันก็เลยไม่ไปที่โรงเรียน”

                “อ๋อ” ชัชชัยพยักหน้า และเรื่องนี้ก็ย้ำเตือนให้เขานึกถึงสุคนธา เธอเองก็อาสาจะมาออกรบเช่นกัน น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากดวงตาของชัชชัย แต่ชัชชัยรีบปาดน้ำตาออกไป ไม่ยอมให้ภัทรเห็น กลัวเขาจะว่าอะไรออกมาอีก

                “เออ ก็ดีเหมือนกัน ฉัน... ไม่อยากให้ใครมาเสี่ยงอีกแล้ว” ชัชชัยถอนหายใจออกมา แล้วพันธกรกับปฏิคมก็เข้ามาในห้อง ภัทรที่กำลังเซ็งๆ ก็ถามว่าจะเล่นไพ่กันไหม?

                “เล่นน่ะเล่นได้ แต่บทลงโทษ...” พันธกรว่าขึ้นมา ทำเอาภัทรหัวเราะออกมา

                “บทลงโทษฉันร้ายทั้งนั้นสินะ” ภัทรกล่าวออกมา “แต่คราวนี้ ไม่ต้องมีบทลงโทษหรอก มาเล่นกันสนุกๆ ดีกว่า พี่วา พี่จะมาเล่นด้วยไหม?” ภัทรหันไปทางวาสุกรีที่กำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ วาสุกรีก็ส่ายหน้า ภัทรจึงจัดการให้คนอื่นนั่งล้อมวงก่อนจะสับไพ่

                พวกเขาเล่นไพ่ไปหลายตาจนถึงเวลาสี่ทุ่ม ทรัพย์สินเห็นว่าควรนอนได้แล้ว เขาเลยเดินไปแปรงฟันในห้องน้ำแล้วผลัดกับคนอื่นๆ ทรัพย์สินก้าวขึ้นไปบนเตียงนุ่มๆ แล้วเอาหมอนส่งให้พันธกรกับปฏิคมที่นอนข้างๆ เตียง เขานอนบนเตียงแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีหมอนก็ได้ แล้วปราชญาก็เดินไปปิดไฟ ห้องทั้งห้องมืดลงทันที

                “คุณนนท์เขาแก้ต่างให้น้องพันแล้วนะ” ทรัพย์สินเอ่ยขึ้นในความมืด ทำเอาปฏิคมที่กำลังกังวลเรื่องนี้อยู่ ถึงกับหันมาทางพันธกร

                “แก้ต่างแล้ว?” ปฏิคมถามขึ้นมา “หมายถึงแก้ข่าวลือเรื่องที่ไอ้พันเป็นคนฆ่าไอ้บ๊อบแล้วหรือครับ?”

                ทรัพย์สินก็ตอบว่าใช่ ปฏิคมเลยเอามือแตะแขนเพื่อนตัวเองในความมืด “ทำไมเรื่องแบบนี้ ไม่บอกเพื่อนกันบ้างวะ?”

                “ขอโทษนะ คิดว่าจะบอกออกไปเหมือนกันแหละ แต่ลืม” พันธกรแก้ตัว ปฏิคมเลยพลิกตะแคงไปนอนอีกข้าง

                “เดี๋ยวนี้ แกสนิทกับไอ้ดินมากกว่าฉันเสียอีก” ปฏิคมพูดขึ้นมา ไม่รู้เขาพูดขึ้นมาเพราะน้อยใจหรืออะไร? แต่ทำเอาพันธกรต้องรีบบอก

                “เฮ้ย ฉันก็สนิทกับแกเหมือนเดิมนั่นแหละ” พันธกรรีบบอกออกมาเพราะกลัวเพื่อนจะเข้าใจผิด แต่ปฏิคมกลับบอกออกมาอีกอย่าง

                “ไม่เหมือนเดิมซะหน่อย แกกับไอ้ดินสนิทกันมากกว่าฉันเคยสนิทกับแกอีก”

                “โธ่ เพื่อน” พันธกรถึงกับจับแขนปฏิคมเอาไว้ “อย่าน้อยใจไปเลย ฉันก็เป็นเพื่อนกับแกมาหลายปีแล้ว ฉัน...”

                “ฮ่าๆๆๆ!!!” จู่ๆ ปฏิคมก็หัวเราะขึ้นมาเสียงดัง ทำเอาหนุ่มๆ ทั้งห้องตกใจ แล้วปฏิคมก็บอกออกมา

                “ฉันพูดเล่นเว้ย!” ปฏิคมบอกพันธกรขึ้นมา “แหม แกนี่ คิดเป็นจริงเป็นจังไปได้ อย่าเครียดมากนักสิ”

                “เอ้า” พันธกรถึงกับงุนงง ปรับอารมณ์ตามไม่ถูก “ก็นึกว่าแกพูดแบบนั้น ฉันก็นึกว่าแกจะเสียใจ สรุป แกล้อเล่นเหรอ?”

                “เออสิวะ” ปฏิคมหัวเราะออกมา “แกนี่คิดมากประจำเลย”

                “ก็แกเล่นพูดออกมาแบบนี้ เป็นใครใครก็ต้องคิด” พันธกรต่อว่าปฏิคม “ทีหลังอย่าพูดแบบนี้อีกนะเว้ย ฉันคิดมากจริงๆ”

                “เออๆ” ปฏิคมว่าแล้วก็นอนตะแคงพลิกไปอีกข้างแล้วก็พยายามข่มตามหลับ ฝ่ายพันธกรที่เลิกคิดมากแล้ว จู่ๆ เขาก็นึกถึงอะไรบางอย่างออก

                “พวกพี่ๆ” พันธกรบอกขึ้นมา “จะว่าไป กระสุนของเราก็เหลือน้อยลงแล้วนะ ของพี่สินหมดแล้วไม่ใช่เหรอ? แถมปืนของไอ้พวกเอไอก็หมดพลังงานแล้วด้วย”

                “น้องหมายความว่าจะให้พวกเราออกไปหากระสุนนอกอาณาเขตอีกเหรอ?” ปราชญาถามขึ้นในความมืด พันธกรเองก็ตอบว่าใช่

                “เราจำเป็นต้องมีกระสุนเพิ่มเอาไว้” พันธกรบอก “ไม่รู้ว่าพวกแม่งจะบุกอีกทีเมื่อไหร่ ผมว่า...”

                “งั้นพรุ่งนี้ก็ขอรถกระบะคุณชานนท์ออกไปเหมือนเดิมละกัน” วาสุกรีพูดขึ้น “เดี๋ยวพี่ ไอ้ปราช กับน้องภัทร น้องชัยจะอาสาออกไปเอง”

                “เอางั้นหรือครับ?” พันธกรถอนหายใจออกมา เพราะเขาอยากจะออกไปด้วย “ให้ผมออกไปด้วยไม่ได้เหรอ?”

                ทรัพย์สินคิดอะไรอยู่พักหนึ่ง จึงอนุญาต “ก็ได้” เขายอมให้พันธกรออกไปด้วยได้ “แต่น้องต้องระวังตัวดีๆ ล่ะ”

                “ขอบคุณมากครับ” พันธกรบอกขอบคุณทรัพย์สิน ในตอนนั้นเอง ปฏิคมก็บอกว่าอยากจะออกไปด้วยเหมือนกัน แต่ทรัพย์สินห้ามเอาไว้

                “ทำไมล่ะครับ?” ปฏิคมถามทรัพย์สินอย่างไม่เข้าใจ

                “น้องยังเหลือกระสุนอยู่หรือเปล่า?” ทรัพย์สินถามปฏิคม ปฏิคมก็ตอบว่ายังพอมีเหลืออยู่บ้าง

                “งั้นอยู่เตรียมรับสถานการณ์ที่นี่แหละดีแล้ว เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ไอ้พวกเอไอจะบุกมาหรือเปล่า?” ทรัพย์สินบอกออกมา ทำให้ปฏิคมเข้าใจ เขาเหลือกระสุนอยู่ประมาณห้าสิบนัดได้

                “ก็ได้ครับ ผมจะอยู่สแตนด์บายที่นี่ก็ได้” ปฏิคมบอกออกมา ทรัพย์สินเลยถอนหายใจอย่างโล่งอกที่พูดกับปฏิคมรู้เรื่อง แล้วเขาก็บอก

                “รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องรีบออกแต่เช้า” ทรัพย์สินบอกกับทุกคนในห้อง “งั้น ราตรีสวัสดิ์นะ”

                “ครับ ราตรีสวัสดิ์” วาสุกรีถอดแว่นสายตาออกแล้ววางบนโต๊ะ ก่อนจะหลับตาลง พรุ่งนี้พวกเขามีภารกิจต้องออกไปตามหากระสุนนอกอาณาเขตอีกแล้ว นับเป็นอีกครั้งที่พวกเขาต้องเสี่ยงอีกครั้ง พันธกรที่นอนไม่หลับ จริงๆ เขาอยากจะออกไปหากระสุนเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ แต่คงเป็นไปไม่ได้ 

                “เฮ้อ” เขาถอนหายใจออกมา ปฏิคมที่ได้ยินเสียงถอนหายใจของพันธกร เขาก็ไม่ได้คิดอะไร ส่วนพันธกร เขาไม่แน่ใจว่านอกอาณาเขตนั้นจะมีกระสุนเหลือให้พวกเขาเก็บหรือเปล่า?

                “พรุ่งนี้เดี๋ยวก็รู้” พันธกรบอกกับตัวเอง ก่อนจะหลับตาลง และพยายามข่มตาให้นอนหลับ ไม่นานนัก พวกเด็กหนุ่มทั้งห้องก็หลับไป

    คล้ายกับเรื่องDead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย ที่คุณอ่าน