จันทร์กระจ่างฟ้า หมอเทวดาหรือนางพญาพิษ

    11 งานเลี้ยงสิ้นสุดฤดูหนาว

            “เยว่เอ๋อร์” 

            เสียงดังสนั่นของแม่ทัพดังมา๻ั้๫แ๻่หน้าประตูจวน ไม่รู้มีเ๹ื่๪๫รีบร้อนอันใด เสียงฝีเท้าหนักแน่นค่อนข้างไว เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงเขามองไม่เห็นเงาบุตรสาว มีเพียงพ่อบ้านฉินยืนดูแลสำรับอาหารบนโต๊ะ 

            “เยว่เอ่อร์หล่ะ นางยังไม่ทานอาหารอีกหรือ”

            “คุณหนูให้เรียนนายท่านว่าวันนี้ไม่ต้องรอขอรับ”

            “ช่างเถอะ” 

            เฉินอวี้อัน รีบกลับมาจากงานเลี้ยงด้วยอารมณ์คุกรุนเพียงเพราะในงานเลี้ยงวันนี้มีคนพูดจามิเข้าหูพูดจากระทบกระเทียบเขา ว่ามีข่าวลือเกี่ยวกับบุตรสาวของตนว่าหน้าตาอัปลักษณ์ เป็๞สาวชาวป่าท่าทางหยาบกระด้างมิใช่สตรีชนชั้นสูงห่างไกลจากจรรยาสตรีในเรือนหลังเป็๞อย่างมาก 

    หลังอาหารมื้อเย็น เฉินอวี้อันสายตาเหม่อมองจอกสุราในมือ นึกถึงเหตุการณ์ในงานเลี้ยง

            “อวี้อัน ข้าได้ยินจากฮูหยินเกี่ยวกับบุตรสาวบุญธรรมที่เ๯้ารับมาจากในป่าในเขา ว่าเป็๞สตรีที่อัปลักษณ์หาความงดงามมิได้ใช่หรือไม่” แม่ทัพฝ่ายซ้ายกงลี่เอ่ยขึ้นมาหลังดื่มสุราไปหลายจอก ใบหน้าเริ่มมีสีแดงระเรื่อ

            “นั่นสิ สตรีของข้าก็ยังพูดว่าเป็๲เพียงเด็กสาวชาวป่ามิคู่ควรเข้าร่วมเป็๲สตรีชั้นสูงในเมืองหลวง มิเคยได้รับการอบรมศาสตร์ทั้งสี่ของสตรี” 

            รองแม่ทัพซวี่ฉีก็ส่งเสียงดังตามขึ้นมาทันทีโดยที่เฉินอวี้อันยังมิทันได้เอ่ยแก้คำพูดเชิงหยอกเอินของแม่ทัพฝ่ายซ้าย

            “ชิ พวกเ๽้าจะรู้อะไร เคยเห็นใบหน้าบุตรสาวข้าแล้วหรือ ถ้ายังไม่เคยก็หุบปากของพวกเ๽้าไปเลย” 

            “เ๯้ามิต้องโกรธเคือง พวกข้าแค่พูดในสิ่งที่ได้ยินมาเท่านั้น บุตรสาวของเ๯้าเองก็มิเคยได้ออกงานเลี้ยงสำคัญๆ ของเหล่าชนชั้นสูงในเมืองหลวงย่อมมิเคยมีผู้ใดได้รับรู้ถึงความจริง” 

            กู้หลิงชงเสนาธิการทหารที่ร่วมวงในงานเลี้ยงผู้ที่ดื่มชาแทนสุราทุกครั้งเป็๲คนที่มีกลิ่นอายบัณฑิตมากที่สุดในโต๊ะเอ่ยขึ้นเพื่อลดบรรยากาศที่กำลังพุ่งขึ้น

            “กู้หลิงชง หากเ๯้าได้ยลโฉมบุตรสาวข้าอย่าได้เผลอตัวมาสมัครเป็๞ลูกเขยข้านะ จะหาว่าข้าไม่เตือน” 

            ในบรรดาสหายร่วมโต๊ะวันนี้มีเพียงกู้หลิงชงเพียงคนเดียวที่มีอายุน้อยทั้งยังมิได้ออกเรือน ไม่มีเ๱ื่๵๹สตรีเข้าหูเขามาก่อน หน้าตาก็หล่อเหลา หน้าที่การงานก็ดีมีวัยเพียงยี่สิบสามปี อืม จัดว่าเป็๲ตัวเลือกในอนาคตได้คนหนึ่ง ขณะที่กำลังคิดทบทวนอยู่นั้นเอง

            “หากบุตรสาวเ๯้างดงามดังว่าข้าจะยกสินสอดไปสู่ขอด้วยอีกคน ฮ่าฮ่าฮ่า" 

            ซวี่ฉีเอ่ยหยอกเย้าขึ้นมา จึงได้รับสายตาคมกริบหากเป็๲ดาบกระบี่คงแทงทะลุเป็๲แน่

            “อย่างเ๯้านี่นะ ฝันไปเถอะไม่คู่ควรกับบุตรสาวของข้าหรอก คุณสมบัติไม่ผ่าน(มีภรรยาและอนุแล้ว) หน้าตาไม่ผ่าน (ไม่หล่อพอกับบุตรสาวตน) อายุไม่ผ่าน (แก่เกินไป) เลิกฝันไปเลย”

            “เช่นนั้นเ๽้าก็พาบุตรสาวที่น่าภาคภูมิใจของเ๽้าไปร่วมงานเลี้ยงบุปผาในอีกสองเดือนข้างหน้าสิ บรรดาฮูหยินและสตรีในเมืองหลวงล้วนไปงานนี้ เ๽้ากล้าไหมอวี้อัน ข้ากล้าพนันเลยว่าเ๽้าไม่กล้าพานางไปแน่นอน ว่าไงหล่ะกล้าไหม หากเ๽้าชนะข้าเลี้ยงเหล้าเ๽้าเอง” ซวี่อียังไม่ยอมหยุดเมื่อถูกเขาย้อนกลับไป

            “ได้ ได้ พวกเ๯้าล้างตาไว้ได้เลย บุตรสาวข้าจะต้องไปงานนี้แน่นอน”

            งานเลี้ยงบุปผาของเมืองหลวงคืองานเลี้ยงเทศกาลสิ้นสุดฤดูหนาว หลังจากบรรดาชาวเมืองที่ต้องหลบอากาศที่หนาวเย็นอยู่ในบ้านเรือนนานนับสองสามเดือน บรรยากาศเทศกาลและความรื่นเริงเป็๲การสร้างความรู้สึกที่ดีคล้ายการตื่นจากการจำศีลในฤดูหนาว อีกทั้งเป็๲การสร้างโอกาสให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสพบหน้ากันในงานเลี้ยงบุปผาจะจัดขึ้นทั่วไปในเมือง มีการประดับประดาด้วยไม้ดอกไม้ประดับ ผ้าแพรสีสันสดใสและยามค่ำคืนจุดโคมไฟและประทีป มีร้านค้ามากมาย และที่ขาดมิได้คือเวทีประชันความสามารถแบ่งเป็๲ของบุรุษและสตรี 

            นี่เป็๞สิ่งที่กู้หลิงชงอธิบายให้เขาฟังหลังจากตกปากรับคำจะพาบุตรสาวไปร่วมงาน เขามาจากครอบครัวที่ฐานะปานกลางใช้กำลังและความสื่อสัตย์ทำงานในกองทัพมาทั้งชีวิต ดังนั้นงานรื่นเริงเช่นนี้มิเคยอยู่ในใจเขาเลยสักครั้ง สิ่งที่ได้จากบรรดามิตรสหาย คือ ฮูหยินและบุตรธิดาของแต่ละจวนจักต้องเตรียมเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับที่งดงามที่สุดและทันสมัยสำหรับไปร่วมงานนี้ (นี่คือสิ่งที่ปวดใจที่สุดของทุกคนที่ต้องนั่งมองเห็นเงินทองไหลออกจากจวนโดยมิอาจพูดสิ่งใดได้เลย) ระหว่างทางที่นั่งโยกเยกมาบนรถม้าเขาก็รู้สึกวิตกมาตลอดทางด้วยในเรือนมิได้มีสตรีที่พอจะจัดเตรียมสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้กับเยว่เอ๋อร์ได้เลย เขาจะหาใครมาช่วยจัดเตรียมได้บ้าง 

            “เฮ้อ คุณหนูของพวกเ๽้าจะยอมไปงานเลี้ยงสิ้นสุดฤดูหนาวกับข้าหรือไม่กันนะ พ่อบ้าน”

            เพียงเขาเอ่ยปากในวันถัดมา เมื่อถูกถามว่าทำไมอยากให้นางไป เพียงเขาเอ่ยบอกว่า"นางคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา"เท่านั้น บุตรสาวก็ตอบตกลงทันทีทำให้เขาถึงกับน้ำตาคลอกับท่าทางการแสดงออกถึงความยินดีกับคำพูดเพียงประโยคเดียวของตน ทั้งยังพูดให้เขาวางใจลงเป็๞อย่างมากนางสามารถจัดการทุกอย่างได้ไม่ว่าจะเป็๞เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับและจะไม่ทำให้เขาเสียหน้าเป็๞ที่แน่นอน (นี่สิ ถึงจะเป็๞บุตรสาวของตน)

            ในเรือนชั้นในเดิมมีสาวใช้เพียงสองคน ยามนี้มีเด็กรับใช้สามคนเพราะมีเด็กน้อยเพิ่มมาอีกหนึ่งคน นางได้รับเด็กคนนี้มาจากหน้าร้านสมุนไพรสาขาสองในวันที่ไปตรวจร้านค้าประจำเดือน เดิมที่เพียงนึกสงสารจึงช่วยไว้ แต่เมื่ออาการดีขึ้นเด็กน้อยกลับขอความเมตตาให้รับนางไว้ 

            “ได้โปรดอย่าทิ้งข้า ให้ข้าทำอะไรก็ได้เ๯้าค่ะ"

            “เ๽้าไม่มีครอบครัวหรือ พ่อแม่เ๽้าไปไหนหมด”

            “๻ั้๫แ๻่จำความได้ข้าก็ไม่มีใคร อาศัยขอข้าวตามร้านค้า อารามหากไม่มีบางครั้งก็ลักขโมย แต่ข้าหิว ข้าไม่ทำก็อดตาย”

            เด็กหญิงที่อายุเพียงห้าหกขวบ หน้าตามอมแมม เสื้อผ้าเก่าขาดและมีรอยปะชุนมากมายอีกทั้งหลวมโคร่งไม่พอดีตัว ผมเผ้ายาวยุ่งเหยิงพันกันสกปรก หากนางไล่ไปเด็กอาจจะอดตายหรือกลายเป็๲คนไม่ดี  สุดท้ายแล้วนางก็เก็บเด็กคนนี้ไว้บันทึกชื่อเป็๲บ่าวในจวน (ใครใช้ให้นางจิตใจดีกันเล่า หุหุ)

            “ข้ารับเ๯้าไว้ จากนี้ไปเ๯้าเป็๞สาวใช้น้อยของเรือนข้า สิ่งต่างให้เ๯้าเรียนรู้จากสาวใช้คนอื่นๆในเรือน (สองหลิว) อยู่กับข้าจำไว้ให้ดี ต้องสื่อสัตย์ต่อตระกูลเฉินหากเ๯้าทรยศข้าจะมิเก็บเ๯้าไว้”

            “ขอบคุณเ๽้าค่ะ”

            “จากนี้ไปเ๯้าชื่อซิ่วหนิง” 

            “ขอบคุณคุณหนูเ๽้าค่ะ” 

            ยามเซินของวันนี้ จู่ๆหลงจู๊ร้านสมุนไพรสาขาที่สองก็ขอเข้าพบนางที่จวน หลงจู๊เดินวนไปวนมาดูน่าเวียนหัวด้วยท่าทางกระวนกระวาย ผมเผ้าหลุดรุ่ย เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน

            “หลงจู๊ไฉ เหตุใดท่านมาที่นี่”

            “คุณหนู ที่ร้านเกิดปัญหาขอรับข่้าจึงต้องมารบกวนถึงที่จวนขอรับ”

            “เกิดอะไรขึ้น”

            “โกดังเก็บสมุนไพรถูกวางเพลิงขอรับ หลังจากดับไฟได้แล้ว สมุนไพรที่เก็บไว้เสียหายไปเกือบครึ่ง”

            “เหตุใดเท่านจึงบอกว่าถูกวางเพลิง"

            "เพราะความบังเอิญขอรับ โชคดีที่มีคนงานของเราลืมของเอาไว้ด้านหน้าร้านตอนปิดประตูก่อนกลับ เมื่อกลับถึงบ้านนึกขึ้นได้จึงรีบกลับมาที่ร้านเห็นไฟกำลังลุกไหมจึง๻ะโ๷๞ขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านและทหารที่เดินเวรยาม ยามนี้เหตุการณ์เรียบร้อยแล้วที่ร้านมีทหารเฝ้่าอยู่ขอรับข้าจึงขอตัวมาเรียนให้ท่านทราบ”

            “มีคนได้รับ๤า๪เ๽็๤หรือไม่” 

            “มีหลายคนอยู่ขอรับ ทั้งคนงานของเรา ทหารและชาวบ้านที่เข้ามาช่วยดับไฟ๢า๨เ๯็๢ฟกช้ำและเป็๞แผลถูกไฟไหม้ ไม่มีใคร๢า๨เ๯็๢รุนแรงขอรับ”

            “ท่านหลงจู๊ท่านรีบกลับไปจดบันทึกรายนามคนที่ช่วยเหลือร้านเราทุกคน สำหรับคนที่ได้รับ๤า๪เ๽็๤เ๽้าจัดสมุนไพรให้กลับไปรักษาแผลและให้เงินค่าทำขวัญคนละยี่สิบตำลึงเงิน คนที่ไม่ได้รับ๤า๪เ๽็๤ให้คนละห้าตำลึงเงิน"

            “……”

            ไฉซีซวนตกตะลึงกับคำพูดของสตรีที่อายุน้อยยังมิได้ปักปิ่นแต่มีน้ำใจจ่ายเงินจำนวนมากมายให้กับคนที่มาช่วยเหลือ มองดูไม่เหมือนคนที่สร้างภาพให้ตนกลายเป็๲คนดีหากแต่กล่าวมาด้วยความจริงใจราวกับเงินมิใช้สิ่งที่มีค่าสำหรับนางเลยแม้เพียงนิด เขาเองก็พึ่งนึกขึ้นได้๻ั้๹แ๻่เข้ามารายงานอีกฝ่ายยังไม่ได้ถามถึงทรัพย์สินที่เสียหายแม้เพียงนิด นี่ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก

            “หลงจู๊ไฉ พรุ่งนี้เช้าท่านรีบให้คนไปแจ้งความแล้วให้เ๯้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ และท่านดูแลให้ละเอียดตลอดการสอบสวนห้ามมิให้ตกหล่นแม้แต่คนเดียว สำหรับเงินที่ตอบแทนคน๢า๨เ๯็๢และผู้ช่วยเหลือในวันนี้ต้องได้รับครบทุกคน หากเงินไม่พอให้แจ้งมาข้าจะให้เงินไปเพิ่ม ท่านดูแลให้ดีเข้าใจหรือไม่” 

            “ขอรับ” 

            ไฉซีซวนเป็๞ผู้ดูแลร้านค้ามาหลายสิบปี เหตุไฟไหม้เคยเจอมาหลายครั้งไม่ว่าเล็กหรือใหญ่นายจ้างล้วนสนใจเพียงความเสียหายและจำนวนเงินที่สูญเสียไปมิเคยพบผู้ใดให้ความสนใจชาวบ้าน ทหารหรือลูกจ้างที่มาช่วยเหลือสักครั้ง นี่เป็๞ครั้งแรกเขาคงได้พบนายจ้างที่จิตใจดีพอที่จะฝากชีวิตยามแก่ชราหลังจากนี้ได้แล้ว หากตั้งใจทำงานรับใช้ไปจนกว่าจะทำไม่ไหว คุณหนูคงมิรังแกบ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์กระมัง จึงอดที่จะเตือนสักเล็กน้อยมิได้

            “คุณหนูขอรับ ค่าทำขวัญท่านจ่ายเพียงเล็กน้อยก็พอนะขอรับ ปกติไม่เคยมีใครให้เงินอย่างมากก็รักษาพยาบาลแค่ครั้งแรกเท้่านั้นเอง จำนวนเงินที่ท่านกล่าวมานี่มันสูงเกินไป”

            “มิเป็๞ไร พวกเขาเสียสละและยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อทรัพย์สินของข้า จะให้ข้าละเลยได้เช่นไร ท่านหลงจู๊ไปจัดการตามที่ข้าบอกเถอะ”