“เยว่เอ๋อร์”
เสียงดังสนั่นของแม่ทัพดังมาั้แ่หน้าประตูจวน ไม่รู้มีเื่รีบร้อนอันใด เสียงฝีเท้าหนักแน่นค่อนข้างไว เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงเขามองไม่เห็นเงาบุตรสาว มีเพียงพ่อบ้านฉินยืนดูแลสำรับอาหารบนโต๊ะ
“เยว่เอ่อร์หล่ะ นางยังไม่ทานอาหารอีกหรือ”
“คุณหนูให้เรียนนายท่านว่าวันนี้ไม่ต้องรอขอรับ”
“ช่างเถอะ”
เฉินอวี้อัน รีบกลับมาจากงานเลี้ยงด้วยอารมณ์คุกรุนเพียงเพราะในงานเลี้ยงวันนี้มีคนพูดจามิเข้าหูพูดจากระทบกระเทียบเขา ว่ามีข่าวลือเกี่ยวกับบุตรสาวของตนว่าหน้าตาอัปลักษณ์ เป็สาวชาวป่าท่าทางหยาบกระด้างมิใช่สตรีชนชั้นสูงห่างไกลจากจรรยาสตรีในเรือนหลังเป็อย่างมาก
หลังอาหารมื้อเย็น เฉินอวี้อันสายตาเหม่อมองจอกสุราในมือ นึกถึงเหตุการณ์ในงานเลี้ยง
“อวี้อัน ข้าได้ยินจากฮูหยินเกี่ยวกับบุตรสาวบุญธรรมที่เ้ารับมาจากในป่าในเขา ว่าเป็สตรีที่อัปลักษณ์หาความงดงามมิได้ใช่หรือไม่” แม่ทัพฝ่ายซ้ายกงลี่เอ่ยขึ้นมาหลังดื่มสุราไปหลายจอก ใบหน้าเริ่มมีสีแดงระเรื่อ
“นั่นสิ สตรีของข้าก็ยังพูดว่าเป็เพียงเด็กสาวชาวป่ามิคู่ควรเข้าร่วมเป็สตรีชั้นสูงในเมืองหลวง มิเคยได้รับการอบรมศาสตร์ทั้งสี่ของสตรี”
รองแม่ทัพซวี่ฉีก็ส่งเสียงดังตามขึ้นมาทันทีโดยที่เฉินอวี้อันยังมิทันได้เอ่ยแก้คำพูดเชิงหยอกเอินของแม่ทัพฝ่ายซ้าย
“ชิ พวกเ้าจะรู้อะไร เคยเห็นใบหน้าบุตรสาวข้าแล้วหรือ ถ้ายังไม่เคยก็หุบปากของพวกเ้าไปเลย”
“เ้ามิต้องโกรธเคือง พวกข้าแค่พูดในสิ่งที่ได้ยินมาเท่านั้น บุตรสาวของเ้าเองก็มิเคยได้ออกงานเลี้ยงสำคัญๆ ของเหล่าชนชั้นสูงในเมืองหลวงย่อมมิเคยมีผู้ใดได้รับรู้ถึงความจริง”
กู้หลิงชงเสนาธิการทหารที่ร่วมวงในงานเลี้ยงผู้ที่ดื่มชาแทนสุราทุกครั้งเป็คนที่มีกลิ่นอายบัณฑิตมากที่สุดในโต๊ะเอ่ยขึ้นเพื่อลดบรรยากาศที่กำลังพุ่งขึ้น
“กู้หลิงชง หากเ้าได้ยลโฉมบุตรสาวข้าอย่าได้เผลอตัวมาสมัครเป็ลูกเขยข้านะ จะหาว่าข้าไม่เตือน”
ในบรรดาสหายร่วมโต๊ะวันนี้มีเพียงกู้หลิงชงเพียงคนเดียวที่มีอายุน้อยทั้งยังมิได้ออกเรือน ไม่มีเื่สตรีเข้าหูเขามาก่อน หน้าตาก็หล่อเหลา หน้าที่การงานก็ดีมีวัยเพียงยี่สิบสามปี อืม จัดว่าเป็ตัวเลือกในอนาคตได้คนหนึ่ง ขณะที่กำลังคิดทบทวนอยู่นั้นเอง
“หากบุตรสาวเ้างดงามดังว่าข้าจะยกสินสอดไปสู่ขอด้วยอีกคน ฮ่าฮ่าฮ่า"
ซวี่ฉีเอ่ยหยอกเย้าขึ้นมา จึงได้รับสายตาคมกริบหากเป็ดาบกระบี่คงแทงทะลุเป็แน่
“อย่างเ้านี่นะ ฝันไปเถอะไม่คู่ควรกับบุตรสาวของข้าหรอก คุณสมบัติไม่ผ่าน(มีภรรยาและอนุแล้ว) หน้าตาไม่ผ่าน (ไม่หล่อพอกับบุตรสาวตน) อายุไม่ผ่าน (แก่เกินไป) เลิกฝันไปเลย”
“เช่นนั้นเ้าก็พาบุตรสาวที่น่าภาคภูมิใจของเ้าไปร่วมงานเลี้ยงบุปผาในอีกสองเดือนข้างหน้าสิ บรรดาฮูหยินและสตรีในเมืองหลวงล้วนไปงานนี้ เ้ากล้าไหมอวี้อัน ข้ากล้าพนันเลยว่าเ้าไม่กล้าพานางไปแน่นอน ว่าไงหล่ะกล้าไหม หากเ้าชนะข้าเลี้ยงเหล้าเ้าเอง” ซวี่อียังไม่ยอมหยุดเมื่อถูกเขาย้อนกลับไป
“ได้ ได้ พวกเ้าล้างตาไว้ได้เลย บุตรสาวข้าจะต้องไปงานนี้แน่นอน”
งานเลี้ยงบุปผาของเมืองหลวงคืองานเลี้ยงเทศกาลสิ้นสุดฤดูหนาว หลังจากบรรดาชาวเมืองที่ต้องหลบอากาศที่หนาวเย็นอยู่ในบ้านเรือนนานนับสองสามเดือน บรรยากาศเทศกาลและความรื่นเริงเป็การสร้างความรู้สึกที่ดีคล้ายการตื่นจากการจำศีลในฤดูหนาว อีกทั้งเป็การสร้างโอกาสให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสพบหน้ากันในงานเลี้ยงบุปผาจะจัดขึ้นทั่วไปในเมือง มีการประดับประดาด้วยไม้ดอกไม้ประดับ ผ้าแพรสีสันสดใสและยามค่ำคืนจุดโคมไฟและประทีป มีร้านค้ามากมาย และที่ขาดมิได้คือเวทีประชันความสามารถแบ่งเป็ของบุรุษและสตรี
นี่เป็สิ่งที่กู้หลิงชงอธิบายให้เขาฟังหลังจากตกปากรับคำจะพาบุตรสาวไปร่วมงาน เขามาจากครอบครัวที่ฐานะปานกลางใช้กำลังและความสื่อสัตย์ทำงานในกองทัพมาทั้งชีวิต ดังนั้นงานรื่นเริงเช่นนี้มิเคยอยู่ในใจเขาเลยสักครั้ง สิ่งที่ได้จากบรรดามิตรสหาย คือ ฮูหยินและบุตรธิดาของแต่ละจวนจักต้องเตรียมเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับที่งดงามที่สุดและทันสมัยสำหรับไปร่วมงานนี้ (นี่คือสิ่งที่ปวดใจที่สุดของทุกคนที่ต้องนั่งมองเห็นเงินทองไหลออกจากจวนโดยมิอาจพูดสิ่งใดได้เลย) ระหว่างทางที่นั่งโยกเยกมาบนรถม้าเขาก็รู้สึกวิตกมาตลอดทางด้วยในเรือนมิได้มีสตรีที่พอจะจัดเตรียมสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้กับเยว่เอ๋อร์ได้เลย เขาจะหาใครมาช่วยจัดเตรียมได้บ้าง
“เฮ้อ คุณหนูของพวกเ้าจะยอมไปงานเลี้ยงสิ้นสุดฤดูหนาวกับข้าหรือไม่กันนะ พ่อบ้าน”
เพียงเขาเอ่ยปากในวันถัดมา เมื่อถูกถามว่าทำไมอยากให้นางไป เพียงเขาเอ่ยบอกว่า"นางคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา"เท่านั้น บุตรสาวก็ตอบตกลงทันทีทำให้เขาถึงกับน้ำตาคลอกับท่าทางการแสดงออกถึงความยินดีกับคำพูดเพียงประโยคเดียวของตน ทั้งยังพูดให้เขาวางใจลงเป็อย่างมากนางสามารถจัดการทุกอย่างได้ไม่ว่าจะเป็เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับและจะไม่ทำให้เขาเสียหน้าเป็ที่แน่นอน (นี่สิ ถึงจะเป็บุตรสาวของตน)
ในเรือนชั้นในเดิมมีสาวใช้เพียงสองคน ยามนี้มีเด็กรับใช้สามคนเพราะมีเด็กน้อยเพิ่มมาอีกหนึ่งคน นางได้รับเด็กคนนี้มาจากหน้าร้านสมุนไพรสาขาสองในวันที่ไปตรวจร้านค้าประจำเดือน เดิมที่เพียงนึกสงสารจึงช่วยไว้ แต่เมื่ออาการดีขึ้นเด็กน้อยกลับขอความเมตตาให้รับนางไว้
“ได้โปรดอย่าทิ้งข้า ให้ข้าทำอะไรก็ได้เ้าค่ะ"
“เ้าไม่มีครอบครัวหรือ พ่อแม่เ้าไปไหนหมด”
“ั้แ่จำความได้ข้าก็ไม่มีใคร อาศัยขอข้าวตามร้านค้า อารามหากไม่มีบางครั้งก็ลักขโมย แต่ข้าหิว ข้าไม่ทำก็อดตาย”
เด็กหญิงที่อายุเพียงห้าหกขวบ หน้าตามอมแมม เสื้อผ้าเก่าขาดและมีรอยปะชุนมากมายอีกทั้งหลวมโคร่งไม่พอดีตัว ผมเผ้ายาวยุ่งเหยิงพันกันสกปรก หากนางไล่ไปเด็กอาจจะอดตายหรือกลายเป็คนไม่ดี สุดท้ายแล้วนางก็เก็บเด็กคนนี้ไว้บันทึกชื่อเป็บ่าวในจวน (ใครใช้ให้นางจิตใจดีกันเล่า หุหุ)
“ข้ารับเ้าไว้ จากนี้ไปเ้าเป็สาวใช้น้อยของเรือนข้า สิ่งต่างให้เ้าเรียนรู้จากสาวใช้คนอื่นๆในเรือน (สองหลิว) อยู่กับข้าจำไว้ให้ดี ต้องสื่อสัตย์ต่อตระกูลเฉินหากเ้าทรยศข้าจะมิเก็บเ้าไว้”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
“จากนี้ไปเ้าชื่อซิ่วหนิง”
“ขอบคุณคุณหนูเ้าค่ะ”
ยามเซินของวันนี้ จู่ๆหลงจู๊ร้านสมุนไพรสาขาที่สองก็ขอเข้าพบนางที่จวน หลงจู๊เดินวนไปวนมาดูน่าเวียนหัวด้วยท่าทางกระวนกระวาย ผมเผ้าหลุดรุ่ย เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน
“หลงจู๊ไฉ เหตุใดท่านมาที่นี่”
“คุณหนู ที่ร้านเกิดปัญหาขอรับข่้าจึงต้องมารบกวนถึงที่จวนขอรับ”
“เกิดอะไรขึ้น”
“โกดังเก็บสมุนไพรถูกวางเพลิงขอรับ หลังจากดับไฟได้แล้ว สมุนไพรที่เก็บไว้เสียหายไปเกือบครึ่ง”
“เหตุใดเท่านจึงบอกว่าถูกวางเพลิง"
"เพราะความบังเอิญขอรับ โชคดีที่มีคนงานของเราลืมของเอาไว้ด้านหน้าร้านตอนปิดประตูก่อนกลับ เมื่อกลับถึงบ้านนึกขึ้นได้จึงรีบกลับมาที่ร้านเห็นไฟกำลังลุกไหมจึงะโขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านและทหารที่เดินเวรยาม ยามนี้เหตุการณ์เรียบร้อยแล้วที่ร้านมีทหารเฝ้่าอยู่ขอรับข้าจึงขอตัวมาเรียนให้ท่านทราบ”
“มีคนได้รับาเ็หรือไม่”
“มีหลายคนอยู่ขอรับ ทั้งคนงานของเรา ทหารและชาวบ้านที่เข้ามาช่วยดับไฟาเ็ฟกช้ำและเป็แผลถูกไฟไหม้ ไม่มีใคราเ็รุนแรงขอรับ”
“ท่านหลงจู๊ท่านรีบกลับไปจดบันทึกรายนามคนที่ช่วยเหลือร้านเราทุกคน สำหรับคนที่ได้รับาเ็เ้าจัดสมุนไพรให้กลับไปรักษาแผลและให้เงินค่าทำขวัญคนละยี่สิบตำลึงเงิน คนที่ไม่ได้รับาเ็ให้คนละห้าตำลึงเงิน"
“……”
ไฉซีซวนตกตะลึงกับคำพูดของสตรีที่อายุน้อยยังมิได้ปักปิ่นแต่มีน้ำใจจ่ายเงินจำนวนมากมายให้กับคนที่มาช่วยเหลือ มองดูไม่เหมือนคนที่สร้างภาพให้ตนกลายเป็คนดีหากแต่กล่าวมาด้วยความจริงใจราวกับเงินมิใช้สิ่งที่มีค่าสำหรับนางเลยแม้เพียงนิด เขาเองก็พึ่งนึกขึ้นได้ั้แ่เข้ามารายงานอีกฝ่ายยังไม่ได้ถามถึงทรัพย์สินที่เสียหายแม้เพียงนิด นี่ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก
“หลงจู๊ไฉ พรุ่งนี้เช้าท่านรีบให้คนไปแจ้งความแล้วให้เ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ และท่านดูแลให้ละเอียดตลอดการสอบสวนห้ามมิให้ตกหล่นแม้แต่คนเดียว สำหรับเงินที่ตอบแทนคนาเ็และผู้ช่วยเหลือในวันนี้ต้องได้รับครบทุกคน หากเงินไม่พอให้แจ้งมาข้าจะให้เงินไปเพิ่ม ท่านดูแลให้ดีเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ”
ไฉซีซวนเป็ผู้ดูแลร้านค้ามาหลายสิบปี เหตุไฟไหม้เคยเจอมาหลายครั้งไม่ว่าเล็กหรือใหญ่นายจ้างล้วนสนใจเพียงความเสียหายและจำนวนเงินที่สูญเสียไปมิเคยพบผู้ใดให้ความสนใจชาวบ้าน ทหารหรือลูกจ้างที่มาช่วยเหลือสักครั้ง นี่เป็ครั้งแรกเขาคงได้พบนายจ้างที่จิตใจดีพอที่จะฝากชีวิตยามแก่ชราหลังจากนี้ได้แล้ว หากตั้งใจทำงานรับใช้ไปจนกว่าจะทำไม่ไหว คุณหนูคงมิรังแกบ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์กระมัง จึงอดที่จะเตือนสักเล็กน้อยมิได้
“คุณหนูขอรับ ค่าทำขวัญท่านจ่ายเพียงเล็กน้อยก็พอนะขอรับ ปกติไม่เคยมีใครให้เงินอย่างมากก็รักษาพยาบาลแค่ครั้งแรกเท้่านั้นเอง จำนวนเงินที่ท่านกล่าวมานี่มันสูงเกินไป”
“มิเป็ไร พวกเขาเสียสละและยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อทรัพย์สินของข้า จะให้ข้าละเลยได้เช่นไร ท่านหลงจู๊ไปจัดการตามที่ข้าบอกเถอะ”