ลิขิตจักรพรรดิ นักการเมืองผู้สร้างตำนาน

    ตอนที่ 31 เด็กอัจฉริยะ

    อาร์วินตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เขาจัดการเครื่องแต่งกายให้เข้าที่ทางอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังค่ายทหารด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ทันทีที่เดินทางเข้าสู่เขตทหาร เหล่าทหารที่กำลังฝึกซ้อมต่างพากันหยุดมือเพื่อทำวันทยหัตถ์แสดงความเคารพแก่ผู้บังคับบัญชา ซึ่งเขาก็ขานรับด้วยท่าทีขรึมขลังตามวิสัยพลทหารฝ่ายปกครอง

    เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องทำงาน สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับกองเอกสารมหาศาลที่วางกองอยู่บนโต๊ะ อาร์วินทรุดกายลงนั่งพลางเงยหน้าขึ้นถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ยิ่งวันเวลาล่วงเลย ภาระหน้าที่ที่ทริสตันมอบหมายให้ก็หนักหนาและซับซ้อนขึ้นทุกที สิ่งที่เขาต้องคอยสอดส่องดูแลนั้นครอบคลุมกว้างขวางจนแทบไม่มีเวลาให้หยุดพัก

    ในสายตาคนภายนอกอาจมองว่าเขาคือชายผู้กุมอำนาจเป็นอันดับสองรองจากผู้ปกครองเมือง แต่จะมีใครบ้างที่ล่วงรู้ว่าตำแหน่งที่เขายืนอยู่นั้น... ไม่ต่างอะไรกับการเดินอยู่บนเส้นด้ายเส้นเล็กที่ขึงพาดไว้เหนือเหวลึก หากก้าวพลาดแม้เพียงนืดเดียว จุดจบที่รออยู่เบื้องล่างก็มีเพียงความตายที่ไร้ก้นบึ้งเท่านั้น

    เจ้านายของเขาผู้นั้นคือส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความฉลาด รอบคอบ ละเอียดลออ และที่สำคัญที่สุด... คือความขี้ระแวง

    อาร์วินกวาดสายตามองออกไปนอกห้องทำงาน ลูกน้องทหารที่ครั้งหนึ่งเคยจงรักภักดีต่อเขาเพียงผู้เดียว บัดนี้กลับไม่อาจรู้ได้เลยว่ามีกี่คนที่ได้แปรพักตร์ไปสยบแทบเท้าผู้ปกครองหนุ่ม เขารู้ดีแก่ใจว่าในบรรดาคนใกล้ชิด ย่อมมี สายลับ ที่ทริสตันแฝงตัวมาเพื่อจับตาดูทุกย่างก้าวของเขาอย่างเงียบเชียบ

    หากอาร์วินคิดจะสืบหาตัวสายลับเหล่านั้น เขาย่อมทำได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ทว่าเขากลับเลือกที่จะเพิกเฉยและปล่อยผ่านไปเสีย เพราะถ้าทำไปสุดท้ายก็ไม่เป็นผลดีอะไรกับเขาเลย มีแต่จะสร้างความระแวงให้กับอีกฝ่ายเพิ่มมากขึ้น

    ในขณะที่นั่งจมอยู่กับความคิด เสียงทักทายจากนายทหารผู้หนึ่งก็ดึงสติของเขากลับคืนมาพร้อมกับถ้วยชาที่วางลงบนโต๊ะ อาร์วินพยักหน้าขอบคุณและเอ่ยทักทายตามมารยาท ก่อนจะสลัดความฟุ้งซ่านทิ้งเพื่อหันมาเผชิญหน้ากับกองเอกสารรายงานตรงหน้า

    ทว่าเมื่อกวาดสายตาอ่านจนจบประโยคสุดท้าย อาร์วินก็ถึงกับต้องยกมือกุมขมับพลางถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าสุดแสนจะเบื่อหน่าย

    “ให้ตายเถอะ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันอีกเนี่ย?”

    เขาสบถเสียงดังเมื่อพบว่ารายงานส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่ชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้า ไม่ว่าจะเป็นเหตุทะเลาะวิวาทรายวันที่เหมืองแร่ซึ่งดูเหมือนคนงานเหล่านั้นจะพลังเหลือล้นจนไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยหน่าย หรือแม้แต่ในเขตตลาดใหญ่ บัดนี้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าใหม่ก็เริ่มเปิดศึกน้ำลายแย่งชิงพื้นที่ตั้งแผงกันจนวุ่นวาย อาร์วินส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจพลางเรียกตัวนายทหารคนสนิทเข้ามาสั่งการให้รีบไประงับเหตุและจัดการวินัยโดยด่วน

    ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการนัดหมายเหล่าทหารระดับสูงเพื่อประชุมเรื่องสำคัญ เพราะภารกิจใหญ่ในการจัดพิธีรับทหารใหม่เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน เขาต้องวางแผนตรวจสอบให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดไม่ให้มีอะไรผิดพลาด ไม่งั้นผู้ปกครองหนุ่มคงได้มีเรื่องลงโทษเขาแน่ ๆ

    ภายในโรงตีเหล็กอันอบอวลด้วยไอความร้อน เคลเลนกวาดสายตามองการทำงานที่เร่งรีบของช่างนับสิบชีวิตในหน่วยตีเหล็กไม่เคยตึงเครียดเท่านี้มาก่อน และจำนวนอาวุธที่ทริสตันสั่งผลิตครั้งนี้ก็ดูจะเกินความจำเป็นไปไกล จังหวะที่เขาหมุนตัวเตรียมกลับไปทำงาน เพื่อนสนิทคนหนึ่งก็ขยับเข้ามาใกล้พร้อมถามเสียงเครียด

    “เฮ้ย เคลเลน! ทำไมงวดนี้ของที่ต้องทำมันเยอะผิดปกติวะ? แกคิดเหมือนฉันไหม... ว่าท่านผู้ปกครองเขากำลังเตรียมจะ...”

    “ไทนอส! อย่าหาเรื่องใส่ตัวด้วยการตั้งคำถามในสิ่งที่ไม่ใช่กงการอะไรของพวกเรา”

    เคลเลนสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ดังกลบเสียงค้อนเหล็ก เขาสบตาเพื่อนสนิทก่อนจะกวาดสายตาคมกริบไปยังช่างตีเหล็กทุกคนที่เริ่มชะงักมือ “หน้าที่ของพวกเรามีเพียงหนึ่งเดียวคือทำตามคำสั่ง ใครจะคิดอะไรก็ช่าง แต่เก็บมันไว้ให้ลึกที่สุดแล้วก้มหน้าทำงานของตัวเองไปซะ!”

    แม้ปากจะเอ่ยปรามเพื่อความปลอดภัยของทุกคน แต่ภาพการประชุมและโครงการมหาศาลที่เขาเคยผ่านตามานั้นกลับย้ำเตือนว่า พายุใหญ่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า... ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด จิตวิญญาณช่างตีเหล็กในตัวเขาร้องบอกว่าอาวุธทุกชิ้นต้องสมบูรณ์แบบที่สุด เขาจะไม่มีวันยอมให้ดาบบิ่นหรือโล่ร้าวหลุดรอดไปถึงมือทหารเป็นอันขาด!

    ที่โต๊ะทำงานภายในตึกว่าการเมือง เอลีเนีย กำลังจดจ่ออยู่กับภาระหน้าที่ตรงหน้า ก่อนที่เสียงรายงานจากผู้ช่วยสาวจะดึงความสนใจของเธอขึ้นมา

    “หัวหน้าเอลีเนียคะ ตอนนี้เริ่มมีกลุ่มพ่อค้าหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นแล้วค่ะ จากการตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่เดินทางมาจากเอเธลการ์ด ส่วนที่เหลือเป็นพ่อค้าเร่จากเมืองใกล้เคียง ตามนโยบายที่วางไว้ ดิฉันได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปชี้แจงกฎระเบียบการค้าและระบบภาษีให้พวกเขารับทราบเรียบร้อยแล้วค่ะ ส่วนนี่คือรายนามผู้อพยพในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 93 คน รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในเอกสารฉบับนี้ค่ะ”

    ผู้ช่วยสาววางปึกรายงานลงบนโต๊ะอย่างนอบน้อม เอลีเนียหยิบมันขึ้นมาไล่สายตาอ่านข้อมูลอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาลูกน้องพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

    “อย่าลืมกำชับให้คนพวกนี้ไปติดต่อที่กรมที่ดินด้วยล่ะ” เอลีเนียกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่ามีอำนาจในที “ไม่ว่าใครที่เข้ามาอยู่อาศัย จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและพักในเขตที่ทางเราจัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น แม้แต่กลุ่มพ่อค้าเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยนะ”

    เมื่อผู้ช่วยสาวรับคำอย่างแข็งขันและก้าวออกไปจากห้อง เอลีเนียก็ลอบยิ้มออกมาด้วยความเบาใจ งานทุกอย่างเริ่มขับเคลื่อนไปตามระบบที่ควรจะเป็น เธอเชื่อมั่นว่าในอนาคตอันใกล้ เมืองแห่งนี้จะเติบโตและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา

    ทว่า... ท่ามกลางความสำเร็จที่มองเห็น ความกังวลลึกๆ กลับเกาะกินใจของเธอ สถานการณ์บางอย่างที่ท่านผู้ปกครองมักเปรยออกมาอย่างอ้อมค้อมในระยะหลัง ทำให้เธออดหวั่นใจไม่ได้ว่าพายุใหญ่กำลังจะพัดมาถึงในอีกไม่ช้า

    “เฮ้อ...”

    เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังสะท้อนอยู่ในห้องทำงานที่เงียบสงัด ราวกับจะระบายความหนักอึ้งที่เธอไม่อาจเอ่ยปากบอกใครได้

    เลนอร์ ทอดสายตามองทุ่งสีเขียวขจีที่แผ่ขยายอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาเปี่ยมหวัง ผืนดินแห่งนี้กำลังกลายเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ที่เธอใช้ศาสตร์ความรู้จาก 'โลกเดิม' มาประยุกต์ใช้อย่างสุดฝีมือ หัวใจของเธอยังคงเต้นระทึกทุกครั้งที่เห็นยอดอ่อนแทงยอดพ้นดิน เพราะผลลัพธ์ของมันคือเดิมพันที่เธอเฝ้ารอมาตลอด

    พืชผักหลายชนิดที่ใครต่อใครต่างส่ายหน้าว่าไม่มีวันเติบโตได้ในดินแดนนี้ กลับชูช่ออวดใบได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งผักกาดขาวเนื้อแน่น หัวไชเท้าทรงสวย และกะหล่ำปลีที่เริ่มห่อตัวเป็นทรงกลม ทว่าบทพิสูจน์ที่แท้จริงยังคงฝังตัวอยู่ใต้ดินและเฝ้ารอแสงแดด... ทั้งมันฝรั่ง มะเขือเทศ และข้าวโพด ต่างยังเป็นปริศนาที่เธอต้องลุ้นระทึกว่าพวกมันจะยอมรับผืนดินแห่งนี้เป็นบ้านหลังใหม่หรือไม่

    “หัวหน้าเลนอร์คะ! พืชผักที่ชาวบ้านปลูกตามคำแนะนำของเราให้ผลผลิตดีเยี่ยมตามที่คาดไว้ทุกอย่างเลยค่ะ”

    ผู้ช่วยสาวเอ่ยรายงานด้วยใบหน้าแต้มยิ้มที่ปิดไม่มิด พลางชี้ชวนให้ดูตะกร้าผักสดใหม่ที่วางเรียงรายอยู่ “ชาวบ้านฝากคำขอบคุณมาให้หัวหน้าเยอะมากเลยค่ะ แถมยังตั้งใจส่งผักพวกนี้มาให้พวกเราเป็นของขวัญด้วยนะคะ”

    เลนอร์มองดูพืชพรรณสีสันสดใสเหล่านั้นพลางพยักหน้าตอบรับด้วยความตื้นตัน ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาดูจะมลายหายไปเพียงเพราะพืชผักตรงหน้าและคำขอบคุณของคนในดินแดนแห่งนี้

    “ดีมากนอร่า! แต่อย่าลืมกำชับให้พวกเขาสรุปบันทึกระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนมาด้วยล่ะ”

    เลนอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นพลางย้ำเตือนภารกิจสำคัญ “เราจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเหล่านั้น รวมถึงปัญหาที่พวกเขาพบและการแก้ไขที่พวกเราแนะนำไป ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไรต้องจดไว้ให้ละเอียด ห้ามข้ามขั้นตอนเด็ดขาดนะ... เพราะข้อมูลตัวเลขที่แม่นยำเหล่านี้ จะกลายเป็นรากฐานสำคัญให้เราใช้อ้างอิงได้ในอนาคต”

    นอร่าน้อมรับคำสั่งด้วยความเคารพอย่างสูงสุด แม้หญิงสาวตรงหน้าจะมีอายุคราวลูกของเธอ แต่ความสามารถที่ประจักษ์ชัดและความขยันขันแข็งที่เกินวัยนั้นคือของจริง นอร่ามองดูผู้บังคับบัญชาตัวน้อยด้วยสายตาแห่งความศรัทธา ถึงเธอจะผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าหลายปี แต่เธอก็ยอมสยบให้แก่ความอัจฉริยะและจิตวิญญาณของเลนอร์อย่างหมดหัวใจ

    ท่ามกลางความเงียบสงัดในห้องทำงานที่มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษ ประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของหน่วยลาดตะเวนที่นำข่าวด่วนมาส่งถึงมือ ทริสตัน รายงานระบุว่าพบกองกำลังขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่าสองร้อยชีวิตกำลังมุ่งหน้ามายังซิลเวอร์เรส ส่วนใหญ่ล้วนสวมเกราะครบมือทว่าไร้ซึ่งตราสัญลักษณ์หรือการแต่งกายของสำนักศาสนาไรล่าอย่างที่ควรจะเป็น และที่น่าสะดุดตาที่สุดจากการสังเกตการณ์ระยะไกลคือผู้นำขบวน... หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินยาวสลวยสะดุดตา

    ขณะนี้หน่วยลาดตะเวนกำลังตรึงกำลังรอคอยคำบัญชาจากเขา ว่าจะให้ต้อนรับผู้มาเยือนกลุ่มนี้ด้วยมิตรไมตรี หรือจะให้จัดการขั้นเด็ดขาดก่อนที่พวกเขากำลังจะก้าวเข้าเมืองมา

    ทริสตันเอนหลังพิงเก้าอี้พลางจมดิ่งลงในความคิด หากไม่ใช่คนของสำนักศาสนาไรล่า แล้วจะเป็นใครกัน? จะว่าเป็นขบวนพ่อค้าก็ดูจะโอ่อ่าเกินความจำเป็นด้วยจำนวนทหารคุ้มกันนับร้อย... ขบวนเดินทางขนาดใหญ่ที่มีสตรีผมสีน้ำเงินเป็นผู้นำเช่นนี้ คงไม่ใช่สามัญชนธรรมดาเสียแล้ว

    ตามการคาดคะเนในรายงาน อีกฝ่ายน่าจะเคลื่อนพลมาถึงหน้าเมืองในช่วงสายของวันพรุ่งนี้ ทริสตันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะอย่างใช้ความคิด ก่อนจะตัดสินใจในที่สุด

    “เอาเถอะ ตราบใดที่ไม่ใช่พวกนักบวชจากไรล่า ความอันตรายก็คงยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้... ปล่อยให้พวกเขาเข้ามา เราอยากจะรู้นักว่าแขกผู้มีเกียรติรายนี้คือใครกันแน่”

    ในช่วงดึกสงัด ทริสตันได้มีโอกาสต้อนรับแขกคนพิเศษตามการเสนอแนะของเอลีเนีย เขาคือเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ผู้มีรูปโฉมงดงามและสติปัญญาอันเป็นเลิศ หลังจากได้หยั่งเชิงและถกเถียงในประเด็นสำคัญอยู่นาน ทริสตันก็ประจักษ์แจ้งว่าคำสรรเสริญเรื่องสมญานาม เด็กอัจฉริยะ นั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงแม้แต่น้อยสำหรับคนผู้นี้

    ภารกิจลับระดับคอขาดบาดตายถูกส่งต่อให้แก่เด็กหนุ่มผู้เปี่ยมความสามารถ และเพียงชั่วพริบตาหลังจากอีกฝ่ายตอบรับ เด็กอัจฉริยะผู้นั้นก็เร้นกายหายไปจากซิลเวอร์เรสอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่าเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ที่นั่นมาก่อน

    คล้ายกับเรื่องลิขิตจักรพรรดิ นักการเมืองผู้สร้างตำนาน ที่คุณอ่าน