เจ้าหมายเลขหนึ่งที่เห็นว่าเจ้านายของตนลงมือเพียงแค่ครั้งเดียวก็ทำให้สัตว์อสูรระดับมันต้องตกตายแล้วก็ส่งเสียงหงิกๆออกมา มันตอนนี้ดีใจเป็นอย่างมากที่เจ้านายของมันมีพลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
และพอมันได้ยินที่เจ้านายบอกว่าให้ไปกินลูกแก้วอสูรของแมงป่องทะเลทรายได้ก็รีบวิ่งออกไปยังเศษซากนั้นอย่างรวดเร็ว
"กรร"
ร่างเงาขนาดใหญ่พุ่งผ่านหน้าของชายหนุ่มไปในเสี้ยวพริบตาพลางใช้กลิ่นสัมผัสของตนตรวจสอบว่ามันอยู่ตรงไหน เพียงชั่วครู่เดียวนัยน์ตาสีดำนักล่าก็สะท้อนเข้ากับประกายอะไรบางอย่าง เมื่อมันเห็นว่าในกองเศษซากมีลูกแก้วสีเขียวขนาดเท่ากำมือนึงอยู่มันก็รีบจ่ำอ้าวไปยังจุดนั้นพร้อมกับอ้าปากขย้ำกลืนกินมันเข้าไปในทันที
หลินตงเมื่อเห็นมันเร่งรีบก็ยกยิ้มอยู่หน่อยๆ สำหรับสัตว์อสูรแล้ว ลูกแก้วศูนย์รวมพลังจิตอสูรอาจจะเป็นวิธีการเดียวที่จะพัฒนาขั้นพลังของสัตว์อสูรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดแต่ทว่าการที่เขามีพื้นที่จิตยุทธแห่งมังกรมันก็ทำให้ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนไป มันให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่าการกลืนกินลูกแก้วของสัตว์อสูรซะอีกแต่ที่เจ้าหมายเลขหนึ่งดีใจอยู่แบบนี้คงจะเป็นสัญชาตญาณของสัตว์อสูรทุกตนที่ได้รับลูกแก้วอสูรละมั้ง ถึงพวกมันจะมีสถานที่ในการพัฒนายังไงแต่ทว่าในส่วนลึกของพวกมันก็ยังต้องการกลืนกินสัตว์อสูรตนอื่นๆอยู่ดี เหมือนกับว่านี้คือกฏเกณฑ์ที่ฟ้าดินตั้งเอาไว้แล้ว
ภายในโลกของสัตว์อสูรก็ไม่ธรรมดาไม่แพ้ผู้ฝึกยุทธเช่นเดียวกัน โลกของพวกมันถูกเรียกว่าเป็นโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างแท้จริง พวกมันจะต้องทำทุกวิธีทางในการพัฒนาพลังมากยิ่งขึ้นไปอีกและทางเดียวที่จะได้รับมันมาอย่างรวดเร็วก็คือการฆ่าสังหารสัตว์อสูรตนอื่นๆเพื่อกลืนกินลูกแก้วจิตอสูรนั้นเอง สำหรับในเรื่องนี้มีคนส่วนมากที่รับรู้เช่นเดียวกันจึงทำให้หลายคนได้เห็นการต่อสู้ของสัตว์อสูรอยู่บ่อยครั้ง
"ไปกันเถอะตอนนี้ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้ว เราต้องหาเชิงผาที่ผุดขึ้นมาจากผืนทรายและหาโพรงที่จะพังอาศัย"
หลินตงเมื่อเห็นว่ามันจัดการธุระเสร็จแล้วก็กระโดดขึ้นหลังของมันอย่างเช่นเคยและสั่งให้มันเดินทางกันต่อ เจ้าหมายเลขหนึ่งเมื่อเห็นว่ากำลังจะได้เดินทางต่อก็พงกหัวอย่างยินดีพร้อมกับพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว บนหลังของมันเขาตอนนี้กำลังใช้นัยน์ตาสีแดงประกายสาดส่องไปยังรอบๆพลางกางห้วงจิตสัมผัสของตนตลอดเวลาเพื่อที่จะหาสถานที่พักผ่อน
ต้องบอกก่อนว่าสุสานทะทรายในช่วงกลางคืนนั้นอันตรายมากยิ่งกว่ากลางวันถึงหลายสิบเท่า สัตว์อสูรสายพันธุ์ต่างๆที่หลับไหลอยู่ในช่วงกลางวันจะปรากฏตัวออกมาเพื่อหาเหยื่อและออกล่า โดยปกติแล้วผู้ฝึกยุทธถ้าไม่แน่จริงก็ไม่อาจที่จะอยู่รอดได้อย่างแน่นอนยกเว้นก็แต่ว่าพวกเขาจะมีพลังที่แข็งแกร่งและพร้อมที่จะรับมือจากการโจมตีตลอดเวลา ส่วนที่หลินตงนั้นถึงจะไม่เกรงกลัวพวกมันแต่ทว่าถ้าถูกโจมตีต่อเนื่องเรื่อยๆจนไม่มีเวลาฝึกฝนพลังมันก็จะน่าเบื่อเกินไป
เพียงไม่นานที่เบื้องหน้าของชายหนุ่มก็มีโขดหินขนาดใหญ่นับสิบเมตรตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุทรายนั้น ที่ด้านล่างของมันมีโพรงที่กว้างกว่าหลายเมตรให้เดินเข้าไป เชิงผานี้เสมือนกับเป็นป้อมปราการที่พายุทรายไม่สามารถพัดผ่านเข้ามาได้
หลินตงเมื่อเห็นก็สั่งให้มันเข้าไปยังโพรงของถ้ำนั้นทันทีและเมื่อเข้ามาถึงแล้วหลินตงก็กระโดดลงจากหลังพร้อมกับปลดปล่อยห้วงจิตสัมผัสของตนอย่างถึงขีดสุดเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อม ภายในถ้ำแห่งนี้มีความยาวที่ลึกลงไปหลายสิบเมตรแถมภายในถ้ำยังมีโถงความกว้างประมาณยี่สิบเมตรเพียงพอที่จะให้พักอาศัยได้อย่างสบายๆแถมมันยังไม่มีอันตรายเลยซักนิด
"ก็ไม่เลว!! วันนี้เราพักกันที่แห่งนี้ละ"
ชายหนุ่มนั่งลงพร้อมกับประกบฝ่ามือของตนขึ้น คลื่นพลังวิญญาณเริ่มส่องสว่างออกมาจากตัวของเขา ลูกกลมๆสีฟ้าครามขนาดเท่าฝ่ามือควบแน่นกันอย่างรวดเร็วบนความว่างเปล่า มันเริ่มหมุนวนไปมารอบๆตัวของชายหนุ่มและกระจายตัวออกไปทั่วทุกหนแห่ง
ชั่วครู่เดียวคลื่นพลังวิญญาณก้อนกลมนับสิบเริ่มถูกเชื่อมต่อเขากับผนังถ้ำรอบตัวของเขา มันติดเข้ากับกำแพงถ้ำอย่างแนบแน่นจนทำให้ส่วนลึกของถ้ำนี้สว่างไหวราวกับแสงแดดที่สาดส่องลงมาจากภายนอก
เขาถึงกับพยักหน้าอย่างพอใจ เทคนิคเช่นนี้สำหรับผู้เชื่อมต่อห้วงวิญญาณนั่นมันชั่งง่ายยิ่งนัก ไม่ต้องก่อกองไฟอย่างเช่นผู้ฝึกยุทธ เขาเพียงแค่อัดแน่นคลื่นพลังวิญญาณของตนให้มีความสว่างไสวและใช้มันเสมือนกับเป็นแสงนำทาง ส่วนที่มันติดกับผนังภายในถ้ำได้ง่ายๆเช่นนี้มันก็ไม่ยากเช่นเดียวกัน ใช้ลูกเล่นนิดหน่อยผสานลงไปเพียงแค่นี้เขาก็ได้ถ้ำที่ส่องสว่างราวกับคริสตัลไว้ให้พักอาศัยแล้ว
เจ้าหมายเลขหนึ่งเมื่อเห็นพลังลึกลับของเจ้านายมันก็ถึงกับตาลุกวาว พลังนี้เขาไม่เคยใช้ให้มันเห็นเลยแม้แต่นิดจากถ้ำที่มืดสนิทกับกลายเป็นถ้ำที่ส่องสว่างราวกับอยู่ข้างนอก นี่นะหรอพลังของเจ้านายมันในตอนนี้ แข็งแกร่งมากๆ
"ตอนนี้เราก็ตรวจสอบขั้นพลังของตนก่อนละกัน"
ชายหนุ่มพูดจบก็นั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่ง การที่เขาทะลวงพลังของคลื่นยุทธและคลื่นวิญญาณนั้นทำให้ชายหนุ่มยังมีหลายสิ่งอีกมากที่เขาต้องทบทวน อย่างเช่นผู้เชื่อมต่อห้วงวิญญาณที่ตอนนี้เขาเป็นถึงระดับสามแล้ว ต้องบอกก่อนว่าเพียงแค่ใช้พลังวิญญาณเขาก็สามารถต่อกรกับผู้มีพลังจิตยุทธรวมเป็นหนึ่งขั้นปลายได้อย่างสบาย
เวลาผ่านไปท้องฟ้าที่สว่างไสวก็เริ่มมืดค่ำลง บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความร้อนระอุก็เริ่มเย็นลงเป็นอย่างมาก ภายในถ้ำตอนนี้กลับมีร่างเงาของหนึ่งคนกับสัตว์อสูรกำลังนอนหมอบอย่างสงบ
เจ้าหมายเลขหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์อย่างเช่นเคย
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังรอเช้าวันถัดไปอยู่นั้น เจ้าหมายเลขหนึ่งที่กำลังนอนหลับตาอยู่ก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เสียงฝีเท้าของหลายคนที่ย้ำเดินเข้ามา มันเริ่มลืมตาของตนขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
"กรรรรร"
เสียงคำรามของหมาป่าดังก้องไปทั่วทั้งถ้ำจนทำให้หลินตงที่นั่งขัดสมาธิต้องลืมตาตื่นขึ้น นัยน์ตาสีแดงเพลิงประกายจ้องมองไปยังด้านนอกของปากถ้ำก็เห็นว่ามีร่างเงาของมนุษย์สามคนกำลังเดินเขามา ชายหนุ่มเมื่อเห็นมันก็ถึงกับขมวดคิ้ว ห้วงจิตสัมผัสถูกกางออกไปเพื่อตรวจสอบอย่างรวดเร็ว
มีชายหนุ่มสองคนกับผู้หญิงหนึ่งคน ชายคนแรกที่นำมาดูจะแก่กว่าอีกสองเรียกได้ว่าเป็นชายวัยกลางคน ส่วนอีกสองคนคือชายหนึ่งกับหญิงดูจากท่าทางแล้วอายุประมาณยี่สิบปี่ เรียกได้ว่าพวกเขาคือผู้ฝึกยุทธนั้นเอง ตามเนื้อตัวของแต่ละคนมีเลือดของสัตว์อสูรไม่น้อยเลยทีเดียว ดูจากลักษณะแล้วคงจะเพิ่งผ่านการต่อสู้มาแน่นอน
"ยังไม่ต้องทำอะไร ต่อให้มีขุนพลปฐพีขั้นต้นคนนึงก็ไม่ใช่ปัญหา ส่วนอีกสองคนมีพลังเพียงแค่จิตยุทธวิญญาณเท่านั้น!!"
หลินตงพูดขึ้นอย่างไม่สนใจและกำลังรอคอยให้ทั้งสามกำลังเข้ามา
เจ้าหมายเลขหนึ่งเลขเมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนไม่ได้หวาดกลัวอะไรมันก็เอาตัวขนาดใหญ่ยืนบังที่ด้านหน้าของเขาเอาไว้ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมันจะได้ลงมือในทันที