ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 152 กลุ่มหมาป่าเวหา
กาวิล เด็กหนุ่มที่คอยนำทางจินพูดเจื้อยแจ้วตลอดเวลา คอยแนะนำร้านรวงข้างทางให้จินได้รู้จัก ทั้งยังบอกถึงข้อดีข้อเสียของสถานที่แต่ละแห่งออกมาอย่างไม่มีปิดบัง
“นั่นคือภัตตาคารที่ขึ้นชื่อที่สุดของชุมชนสายฟ้าฟาดของพวกเรา และอาคารที่เลยไปอีกคือโรงแรมอัสนีพิโรธ ว่ากันว่าเจ้าของโรงแรมเป็นถึงอีโวลระดับที่หนึ่ง ผู้เช่าอาศัยจึงเหมือนได้รับการคุ้มครองจากเจ้าของโรงแรมไปด้วย” เด็กหนุ่มชุดเหลืองชี้ไม้ชี้มือไปยังถนนด้านหน้า หันมองซ้ายขวาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงกระซิบ “ตราบใดที่อยู่ในบริเวณเขตโรงแรม ไม่มีทางที่ใครจะกล้ามาหาเรื่องท่าน เพียงแต่ว่า...ราคาเข้าพักอาจจะแพงสักหน่อย”
จินจ้องมองตามที่เด็กหนุ่มอธิบาย พลางจดจำสิ่งต่างๆ ไว้ในใจ
ชุมชนสายฟ้าฟาดแห่งนี้เป็นเหมือนดั่งถ้ำเสือสระมังกร มีตัวตนทรงพลังมากมายเต็มไปหมด แม้แต่เจ้าของโรงแรมยังเป็นมนุษย์ระดับอีโวล หากไม่แข็งแกร่งจริงแล้วกล้าทำตัวไม่สุภาพในที่แห่งนี้ล่ะก็ เท่ากับเป็นการเพรียกหาความตายให้มาถึงเร็วขึ้น
จินจ้องมองโรงแรมที่อยู่สุดถนนพักหนึ่งแต่ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก อย่างไรเป้าหมายของเขาก็คือการขึ้นไปยังหุบเขาสายฟ้าฟาด หาใช่การมาพักผ่อนหย่อนใจไม่ ตัวเลือกในการเข้าพักจึงไม่มีอยู่ในความคิด
แต่กับภัตตาคารด้านหน้า อย่างน้อยก็ควรจะเข้าไปลิ้มชิมรสเสียหน่อย
จินอยู่ในร่างวิญญาณมาโดยตลอด ไม่จำเป็นต้องกินดื่ม แม้แต่การพักผ่อนก็ไม่จำเป็นมากนัก หากไม่เหน็ดเหนื่อยจริงๆ ก็ยากที่จะเห็นบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์หาช่วงเวลาไปหาที่นั่งพักผ่อน และยามนี้...ในเมื่อมีกายเนื้อให้สัมผัสรสชาติอาหารได้ ทำไมจินถึงจะไม่ลองเล่า?
ชายหนุ่มชุดทองเดินเข้าไปในภัตตาคารขึ้นชื่อพร้อมกับเด็กหนุ่มชุดเหลืองที่เดินตามหลังมาประหนึ่งผู้ติดตาม
“นั่งลงเถอะ พักกินสักครู่ก่อนค่อยออกไป มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง” จินหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ก่อนจะผายมือให้อีกฝ่ายนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“อา เป็นความกรุณาอย่างยิ่ง” เด็กหนุ่มประสานมือให้กับชายหนุ่งตรงหน้าก่อนจะค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลง
เมื่อบริกรมาถึง ชายหนุ่มชุดทองก็โยนภาระหน้าที่ในการสั่งอาหารไปให้กาวิล โดยพูดออกมาประโยคเดียวว่า “สั่งอาหารที่เจ้าคิดว่าอร่อยมาสักสี่ห้าอย่างเถอะ”
เด็กหนุ่มที่รับภาระอันหนักอึ้งมาก็หันไปสั่งอาหารกับบริกรอย่างชำนิชำนาญ ต้องรู้ก่อนว่านี่คือถิ่นของเขาเอง อาหารขึ้นชื่อแต่ละอย่างเขาย่อมรู้ดี ทั้งยังรู้ถึงความชอบเฉพาะตัวของคนจากดินแดนต่างๆ ด้วย ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าจินมาจากอาณาจักรสหพันธรัฐ การเลือกอาหารให้ถูกปากลูกค้าจึงไม่ใช่เรื่องยาก
เวลาผ่านไปพักใหญ่ อาหารที่ส่งมาที่โต๊ะก็ถูกฟาดเรียบโดยชายชุดทองและเด็กหนุ่มชุดเหลือง นับว่าเป็นมื้อที่น่าพึงพอใจไม่น้อยสำหรับจิน
หลังจากจ่ายค่าอาหาร ทั้งคู่ก็เดินออกมาจากประตูร้านพร้อมกับเด็กหนุ่มที่ตบพุงตนเองเบาๆ ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
แต่ยังไม่ทันที่จะแสดงความอิ่มเอมออกมาเต็มที่ สายตาก็ปราดเข้าไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์สามถึงสี่คนซึ่งเดินเข้ามาประจันหน้าตนเองและจินที่เดินอยู่ด้านข้าง
ผู้ที่เดินนำกลุ่มชายฉกรรจ์ สวมเครื่องแต่งกายที่ดูดีทีเดียว มองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่บุคคลธรรมดา ใบหน้าของมันดูเย่อหยิ่งอย่างยิ่ง จ้องเขม็งมาที่เด็กชุดเหลืองที่กำลังลูบพุงของตนเองเบาๆ
ชายชุดขาวที่เดินนำหน้ากลุ่มคนแสยะยิ้มวูบหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “ในที่สุดข้าก็เจอตัวเจ้า ไอ้เด็กเหลือขอ"
เด็กหนุ่มในชุดสีเหลืองยืนตัวเกร็งก่อนค่อยๆ ก้าวขาเดินไปหลบหลังชายหนุ่มรูปงามในชุดคลุมสีทอง สายตาของฝ่ายตรงข้ามทั้งกลุ่มจับจ้องมองตามการกระทำของเด็กหนุ่ม ราวกับหมาป่าที่จ้องจะจับเหยื่อ มองอย่างไรก็รู้ว่าไม่ได้มาดีแน่
หลังจากที่กาวิลเดินหลบไปอยู่ด้านหลังของจิน สายตาของพวกมันทั้งสี่จึงจับจ้องมาที่ชายหนุ่มชุดทองแทนที่
ชายชุดขาวที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำกลุ่มค่อยๆ เปลี่ยนสีหน้าให้ดูเป็นมิตรมากขึ้นเล็กน้อย แต่เห็นได้ชัดว่ามันออกจะแข็งเกร็งอยู่หน่อยๆ ดูไม่เป็นธรรมชาตินัก คงเพราะนี่ไม่ใช่สีหน้าปกติที่มันมักจะแสดงออกมา
“น้องชายท่านนี้คงจะมาใหม่ จะไม่รู้จักกลุ่มหมาป่าเวหาก็คงไม่แปลก พวกเราเองพอมีชื่ออยู่บ้าง คอยเก็บค่าคุ้มครองร้านขายของบางแห่งเพื่อจัดระเบียบสังคมให้ดีขึ้น” ชายในชุดสีขาวหรี่ตาจ้องมองมาที่จิน เปิดปากพูดด้วยท่าทีสบายๆ แต่กลับเป็นการอวดโอ่สถานะของตนเองไปในตัว
จริงๆ แล้วมันอยากจะพุ่งเข้าไปจับตัวเด็กหนุ่มที่ซ่อนอยู่ด้านหลังจินเสียตั้งแต่ตอนนี้ ทว่าการที่มันซึ่งเป็นอเวกระดับแปด กลับไม่สามารถมองชายหนุ่มตรงหน้าได้ทะลุปรุโปร่งทำให้มันยับยั้งช่างใจตนเองไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการแกว่งเท้าเข้าไปเจอตอขนาดใหญ่เข้า
ภายในชุมชนแห่งนี้ล้วนมีแต่ผู้แข็งแกร่งเต็มไปหมด แม้ชายหนุ่มตรงหน้าจะดูอ่อนเยาว์อย่างยิ่ง อย่างไรก็อายุไม่ถึงสามสิบปี แต่ท่วงท่าการยืน กลิ่นอายที่ดูไม่ธรรมดา และความลึกลับที่ไม่อาจมองอีกฝ่ายออกทำให้ชายในชุดทองไม่ได้ดูเหมือนคนอ่อนแอเลยแม้สักนิด
“ข้าบังเอิญเจอคนที่ต้องสะสางบัญชีด้วย เป็นเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลังท่าน ไม่ทราบว่าน้อยชายจะช่วยให้ความร่วมมือกับพวกเรา ส่งเด็กหนุ่มเจ้าปัญหาคนนั้นมาให้ข้าได้หรือไม่” ชายชุดขาวยังคงพูดต่อไป
การยืนของจินนั้นสงบนิ่ง เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มคนดังกล่าวเดินเข้ามาหลบด้านหลังตน ก็ไม่ได้เคลื่อนตัวหนีไปไหน ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เอียงคอมองกลุ่มคนด้านหน้าด้วยความสงสัย
จากลักษณะท่าทางของชายหนุ่มชุดทอง ดูเหมือนว่าจะไม่ยอมหลีกทางให้กลุ่มหมาป่าเวหา ชายชุดขาวที่ดูเหมือนเป็นผู้นำก็เริ่มขมวดคิ้วมุ่น รอยยิ้มที่เคยมีค่อยๆ จางหายไป
“น้องชายโปรดไตร่ตรองให้ดี เด็กหนุ่มเบื้องหลังท่านเอาแต่สร้างความยุ่งยากให้ผู้อื่น พวกเรากลุ่มหมาป่าเวหาจึงจำเป็นต้องลากตัวมันไปสั่งสอน ให้ได้รู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ” ชายชุดขาวหรี่ตาเล็กลง จ้องมองไปที่ด้านหลังของจิน
ชายหนุ่มชุดทองค่อยๆ หันศีรษะไปด้านข้าง พร้อมกับเอ่ยถามเบาๆ “เจ้าชอบสร้างเรื่องยุ่งยากให้ผู้อื่นอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่...ไม่จริงนะขอรับ ข้าทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ทุกครั้ง! แต่เป็นเพราะกลุ่มหมาป่าเวหาชอบหลอกลวงผู้คน ซึ่งหน้าที่ของข้านั้นต้องคอยนำทางและแนะนำให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด จึงไปทำให้กลุ่มหมาป่าเวหาไม่พอใจเข้า...” เด็กหนุ่มรีบอธิบายออกมาอย่างรวดเร็ว เขาเพียงแค่ต้องการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด แต่การทำเช่นนั้นกลับเป็นการขัดขวางผลประโยชน์ของกลุ่มหมาป่าเวหา อีกฝ่ายจึงไม่พอใจเด็กหนุ่มเท่าไหร่ และแน่นอนว่าวิธีแก้ปัญหาของอีกฝ่ายก็คงไม่ใช่สันติวิธี
“หุบปาก! คนที่ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรหรือสิ่งใดไม่ควรไม่มีสิทธิ์พูด ในเมื่อเจ้ากล้าทำ ก็ต้องกล้ารับผลที่จะตามมา ข้าจะไม่ปล่อยคนที่มันทำธุรกิจของกลุ่มหมาป่าเวหาเสียหายได้อยู่อย่างสุขสบายหรอกนะ” ชายชุดขาวส่งเสียงลอดผ่านตามไรฟัน ใบหน้าของมันดูถมึงทึงเหมือนพร้อมจะเดินเข้าไปฉีกกระชากเด็กหนุ่มได้ทุกเมื่อหากไม่มีชายหนุ่มชุดทองยืนขวางทางเอาไว้
จินค่อยๆ หันหน้ากลับมามองกลุ่มคนทั้งสี่ด้วยสายตาไร้อารมณ์
“นี่คือผู้นำทางของข้า ข้าไม่สนใจว่าพวกเจ้าจะมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน แต่ได้โปรดอย่ามาขัดขวางธุระของข้า ข้าตกลงทำธุรกิจกับเด็กหนุ่มผู้นี้ให้มานำทาง การที่เจ้าอยากจะพาตัวเขาไปก็ถือเป็นการขัดขวางธุรกิจของข้าเช่นเดียวกัน” น้ำเสียงเรียบนิ่งเปล่งออกมาจากปากชายหนุ่มรูปงาม
“กรอด” ชายชุดขาวกัดฟันแน่น จนเกิดเสียงบดของฟันกรามส่งออกมาให้ได้ยิน
มันดูจะไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง ชายฉกรรจ์ด้านหลังเองก็คว้าจับไปที่อาวุธข้างเอว พวกมันพร้อมจะมีเรื่องกับจินทันทีที่ชายชุดขาวประกาศศึก
“ฟู่ว” เหมือนมันพยายามระบายความโกรธออกไป ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ข้าเข้าใจว่าเจ้าเพิ่งจะมาใหม่ และคงไม่ได้รู้อะไรเท่าไหร่นัก รวมถึงไม่รู้ด้วยว่าหัวหน้ากลุ่มของพวกเราเป็นถึงอีโวล... เจ้าคิดดูสิว่าจะให้เรื่องมันจบง่ายๆ หรือต้องให้หัวหน้าของพวกเรามาจัดการเรื่องนี้เอง? เมื่อถึงเวลานั้น...ข้าก็ไม่สามารถรับประกันได้เช่นกันว่าเจ้าจะยังอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่”
ใบหน้าของชายชุดขาวเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยม จ้องมองมาที่จินด้วยความไม่พอใจ
คำขู่ของมันทำให้จินนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เกราะอ่อนเทพอัสนีที่ซื้อมาในราคาค่อนข้างแพงชิ้นนี้สามารถป้องกันการโจมตีจากอีโวลได้ถึงระดับที่สอง นั่นหมายความว่าหากหัวหน้าของอีกฝ่ายไม่ใช่อีโวลระดับสาม เขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวเลยด้วยซ้ำ
ซึ่งเมื่อไตร่ตรองดูให้ดี อย่างไรหัวหน้าของอีกฝ่ายก็ไม่มีทางเป็นอีโวลระดับที่สามไปได้
บนโลกมนุษย์นั้นแทบจะไม่มีทรัพยากรเพียงพอให้อีโวลได้พัฒนา การจะก้าวไปสู่อีโวลระดับที่สามได้เหมือนเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถอย่างมาก และหากก้าวไปสู่ขั้นนั้นได้สำเร็จ ก็เรียกได้ว่าบุคคลผู้นั้นกลายเป็นมนุษย์ผู้ที่ทรงอำนาจระดับแนวหน้าของโลกไปแล้ว
เช่นนั้นผู้ทรงอำนาจแถวหน้าของโลกจะมาอุดอู้ทำอะไรอยู่ภายในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้เล่า? อีโวลระดับที่สามจะมาทำตัวเป็นหัวโจก เที่ยวรีดไถผู้คนอยู่ในสถานที่เล็กๆ เช่นนี้ทำไม?
จินสันนิษฐานว่าอีกฝ่ายคงจะเป็นอีโวลระดับที่หนึ่งไม่ก็ระดับที่สองเป็นอย่างมาก ที่ต้องการใช้ความพิเศษและสมบัติตามธรรมชาติที่มีอยู่ในหุบเขาสายฟ้าฟาดพัฒนาตนเองขึ้นไปอีกขั้น เป็นเหตุว่าทำไมถึงต้องยอมเสียเวลามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
เมื่อคิดได้ดังนั้น จินก็ไม่ได้รู้สึกถึงภัยคุกคามใดอีก ส่วนกลุ่มคนตรงหน้าก็เป็นเพียงกลุ่มปลาซิวปลาสร้อยที่จะบดขยี้เมื่อไหร่ก็ได้ จะเหลือก็แต่เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลังตนเองนี่แหละที่น่าเป็นห่วง
พลังงานของอเวกระดับเก้าขั้นสูงสุดถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของจิน ก่อนจะจ้องมองคนทั้งกลุ่มกลับไป นี่เป็นการแสดงจุดยืนว่าตนเองไม่เกรงกลัวอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
พลังที่ชายหนุ่มปลดปล่อยออกมาทำให้กลุ่มคนตรงหน้าชะงักไป ชายฉกรรจ์สามคนที่อยู่ด้านหลังมองหน้ากันด้วยใจหวั่นวิตก ส่วนชายชุดขาวด้านหน้าก็ขมวดคิ้วจ้องมองเข้าไปในตาของชายหนุ่มที่ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
“ฮึ่ม! มันจะไม่ใช่แค่คำขู่ จดจำการกระทำของเจ้าในวันนี้เอาไว้ให้ดี!” ชายชุดขาวยกมือขึ้นมาชี้หน้าจิน สายตาของมันแฝงเอาไว้ด้วยความแค้น บ่งบอกว่าหากสบโอกาสเมื่อไหร่จะต้องเล่นงานชายหนุ่มชุดทองนี่ให้จงได้
“พวกเราไป!” หลังจากที่รู้ว่าพวกตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายหนุ่มชุดทอง ชายชุดขาวก็ตะโกนด้วยความไม่พอใจก่อนจะเดินออกไปพร้อมพรรคพวกอีกสามคน
หลังจากกลุ่มอันธพาลจากไปกันหมด จินก็หันกลับมามองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังของตน สายตาปะทะสายตา ชายหนุ่มเห็นความเลื่อมใสเปล่งประกายออกมาจากสายตานั้น
“ถะ..ท่านเป็นอเวกระดับเก้า?” ดวงตาของเด็กหนุ่มสั่นไหว ปากอ้ากว้าง ก่อนจะตะโกนต่อไป “สะ..สุดยอดไปเลย! ด้วยอายุเพียงเท่านี้กลับไปถึงอเวกระดับเก้าได้! เลื่อมใส พี่ชายช่างน่าเลื่อมใสจริงๆ”
เด็กหนุ่มชุดเหลืองประสานมือ พยักหน้าหงึกหงักพร้อมกับยกย่องจินไม่ขาดปาก ก่อนที่จะจินจะโบกมือตัดรำคาญแล้วเดินตรงไปด้านหน้าโดยไม่สนใจคำเยินยอของอีกฝ่าย
“ตามมา พวกเราจะไปโรงแรมอัสนีพิโรธกัน” จินเดินนำอีกฝ่ายตรงไปตามถนน เด็กหนุ่มซึ่งกำลังงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปโดยฉับพลันของอีกฝ่าย ก็รีบสาวท้าวเดินตามชายชุดทองไปทันที
ทั้งคู่ก้าวเดินมาจนถึงด้านหน้าของโรงแรมขนาดไม่ใหญ่มาก ชายหนุ่มเปรยในใจ 'หวังว่าที่แห่งนี้จะพอช่วยเจ้าได้ล่ะนะ'