เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 68 ต้นตอ ท้อไม่ได้

         มาคืนแรก คณะก็เจอกับปาฏิหาริย์การรับแขกของชุมชนโพนสิน


    ปิดตำนานพญาคางคกลงได้ ในยุคผู้มีบุญมาเกิดแล้ว


    ดุจองค์แถนวางแผนไว้ จากนี้ไปให้เป็นหน้าที่บุกเบิกของท้าวฟ้าฟื้นกับก๊วนสหาย


    ฝั่งทางอาณาจักรศรีจนาศะ ปล่อยไว้ก่อน

    เพราะตราบใดไม่มารุกรานกัน ถือสงบเป็นที่ตั้ง


    ช่วงนี้คือสรรหาพันธมิตร ภารกิจต้นตอ ท้อไม่ได้เด็ดขาด


    ใจแลกใจ เดินเข้าหาพิสูจน์ว่ามาดี ไม่มีคิดร้าย


    อุดมการณ์สร้างชุมชนเชียงยืนแหล่งนี้ ขยับขยายเป็นราชอาณาจักร


    ปึกแผ่นแน่นหนา อนาคตที่จะเกิดขึ้นต้องอาศัยเวลา


    ท้าวสะหวันไม่ต้องทำอะไรมาก แค่รอดูจะผ่านด่านอรหันต์ได้หรือไม่เท่านั้น


    เป็นอันว่าคบหาได้ ซึ่งคณะจากชุมชนเชียงยืนรอดจากการถูกสาปเป็นคางคกยกขบวน


    พื้นฐานไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใคร ก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นเสวนาด้วย


         “เป็นจังได๋น้อ ท้าวฟ้าฟื้น เว้าให้ฟังแหน่”


    คำถามแรกเมื่อเจอหน้า ยามเช้าเลี้ยงข้าว ปลา อีกรอบ


    นั่งลงบนเสื่อที่ปูไว้รับรอง เอ่ยตอบเจ้าบ้านให้ทราบรู้ตามตรง


         “ฝนตก ฟ้าฮ้อง ผองคันคากออกมาเล่นนำซือ ๆ บ่สำคัญดอก ท่านท้าวสะหวัน”


    นั่นอย่างไร นิสัยไม่ใช่คนโอ้อวดทางคำพูด ตาลุนรู้ดีในตัวศิษย์


         “เป็นวาสนาหลาย โพนสินม่องนี่มีของดีฮักษา”


    ตาลุนรับจังหวะแทรก บอกถึงดินแดนแห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักพิทักษ์


         “พอเห็นกับตา คึว่าเกิดมาบ่เสียเที่ยวดอกท้าวท่าน”


    วาจาเชิงยกย่องเสริมอีก ในความลี้ลับที่เล่าขาน


         “ฮ่ะ ๆ ๆ เจ่ากะเว้าไปหลายเฒ่าพ่อ”


    ท้าวสะหวันหัวเราะร่า กับประโยคของตาลุน


         “จังซี่สา คราวหน้าขนเกลือมาหลาย ๆ เด้อ”


    บทสนทนาระหว่างกินข้าวร่วมวง แสดงถึงเชื่อมสัมพันธ์กันสำเร็จ


    คนที่ได้ผลประโยชน์คือบักตุ้ย มันฟังแล้วยิ้มใหญ่ ยิ้มน้อย


    พอตะวันสายหน่อย คณะจากชุมชนเชียงยืน ขอลาท้าวสะหวัน


    หันหัวเกวียนกลับบ้าน อันต้องติดต่อกันอยู่แล้ว สำหรับครั้งถัดไป


    บักตุ้ยอาศัยการค้านำทาง สร้างเครือข่ายคนรู้จัก 


    ซึ่งตัวมันภูมิใจ มีส่วนผลักดันทำให้เข้าถึงชุมชนหลายแห่ง


    ...ความพยายามเข้าหา เยือนแต่ละชุมชนหลัก กิจหนักสำหรับท้าวฟ้าฟื้น


    บุญวาสนาได้มิตรสหาย และผู้ใหญ่หนุนนำ ทำง่ายขึ้นกับงานการ


    เสือหาญกับบักโจก ถือโอกาสแวะหาชาวภิญ 


    ที่อาศัยกระจัดกระจายตามชุมชนต่าง ๆ แถบตีนภูเขา


    แยกจากคณะ ไม่กลับมาพร้อมกัน ทั้งบอกล่วงหน้า ว่าจะหาพวกที่รู้จักเก่า ๆ 


    มาเข้าร่วมเป็นคนของชุมชนเชียงยืน แดนถิ่นให้อภัยภูมิหลัง


    หากสำนึกและกลับตัวกลับใจได้ ย่อมสามารถยืนอยู่ในสังคม โดยไม่ต้องอายใคร


    นัยยะของเสือหาญ ท้าวฟ้าฟื้นพอเข้าใจกับการนี้


    เชื่อมั่นจึงปล่อยให้ทำธุระสำคัญ ตามวิจารณญาณที่ควร


    ทางแยกเสือหาญกับบักโจก ขับเกวียนมุ่งสู่*ชุมชนเจงเวง แหล่งชาวภิญมักกระจุกตัวอยู่


    ส่วนเกวียนสามเล่ม ย้อนคืนชุมชนเชียงยืน พร้อมกับขนไหผักดอง ของฝากที่เจ้าบ้านชุมชนโพนสินให้มา


    กล่าวถึงบักโจก อยากชักชวนให้ชนกลุ่มน้อย บรรพบุรุษเผ่าของมัน


    ได้มีแหล่งที่อยู่มั่นคง ไม่ต้องเร่ร่อนระหกระเหินไปทั่ว


    ใจมันประสงค์ตรงนี้ เพื่อความเป็นหนึ่งในชาติพันธุ์ 


    มีตัวตนขึ้นมาบ้าง ถ้าเข้ากับชุมชนเชียงยืน 


    ซึ่งมันฝักใฝ่ในการปกครองของท้าวฟ้าฟื้น ทุกคนมีสิทธิ์เสมอภาค


    เลยนึกถึงบรรดาพี่ น้อง มวลยังเป็นแค่พลเมืองชั้นสอง สถานะไร้สังกัดใด


    มันจึงพึ่งพาหัวหน้าอดีตโจร ที่พัฒนาจนไม่เหลือคราบเสือหาญคนเดิม


    แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ในความคิด ความอ่าน ก้าวหน้า 


    สันดานชั่วถูกกลบ ขัดเกลาด้วยจิตใจมุ่งแสวงสร้างสิ่งเป็นประโยชน์


    จากชายเคยโหดเหี้ยม เปลี่ยนเป็นสะอาดสะอ้าน อ่อนโยนมีสง่าราศี


    อาคมความเก่งกาจ ถูกนำมาใช้ในด้านดี จึงปรากฏแล้ว ว่าได้พบเส้นทางที่เลือก


    คิดอีกแง่ หรือลูกพี่ของมันได้เมียประเสริฐ นางคำปงชักจูงพากันเจริญขึ้น


    ตาลุนคือบุคคลแรกที่ดึงสติเสือหาญ บักโจกรู้เรื่องจากกรณีศิษย์อาจารย์เดียวกัน


    ปะทะมนต์ขลัง ขั้นเกือบพลั้งทำร้ายอีกคนให้ตกตาย สมัยยังวู่วาม 


    จนกระทั่งถูกสั่งสอนด้วยการให้อภัย แล้วเริ่มต้นใหม่เลิกวิถีโจร


    นับจากนั้นสังเกตชีวิตมีความสุขขึ้นเรื่อย ๆ บักโจกเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง


    ขณะนั่งอยู่หลังเกวียน คิดเพลิน ๆ อยู่ มันต้องหยุดนึก เมื่อมองไปยังข้างหน้า


         “แม่นหยังน้อ? บาดหนิ”


    ประหลาดใจในระยะจวนตัว บักโจกกับเสือหาญถูกรุมล้อม


    บังคับจับตัวซึ่งนำโดยสตรีฟันดำ พวกนางถือมีด พร้าคม ข่มขู่


         “ฮิฟ้าวลงมา คั่นบ่อย่าเจ็บคีง”


    ยินยอมทำตาม เพราะทั้งสองคงลงมือกับผู้หญิงไม่ได้


         “ฮั่นแนวได๋ จังพากันเฮ็ดจังซี่”


    เป็นบักโจกโวยวาย มันโดนปล้นกลางทางระหว่างจะเข้าสู่ชุมชนเจงเวง


         “อย่าเว้าหลาย! นำมาสาดี ๆ มึงสองคน”


    ร้องดุไม่ให้พูดพล่าม นางซึ่งเป็นหัวหน้า ยกมีดเหมือนจะเฉาะกบาล 


    เหล่าสมุนดุนให้เดินตามห้ามขัดขืน อาวุธติดตัวถูกแย่ง มือถูกมัดไขว้หลัง


    สาวนางหนึ่งทะมัดทะแมง ยึดเล่มเกวียนนั่งขับแทนที่ เนื่องเสือหาญกับบักโจกตกเป็นเชลย 


    ฝูงหญิงคุมตัว พาเดินผ่านซากปรักหักพังของกู่เก่า


    เข้าถึงบริเวณลานดิน ตรงบ้านไม้ ยกทรงสูงปลูกอยู่


         “พวกข่อยได่คนเพิ่ม แม่พญาลงมาเบิ่งแหน่”


    หญิงซึ่งนึกว่าเป็นหัวหน้า ตะโกนบอกจากใต้ถุน แจ้งกับนางที่นั่งบนชานเรือน 


         “มึงได่มา จักคนหล่ะ”


    ก้าวไต่บันไดลงมาดู สีธาคือผู้นำของที่นี่ ชุมชนเจงเวง


         “บ่ค่อยหม่านปานได๋ ได่ซัมนี่หละ เจ้าข้า”


    อีสารายงาน กับจำนวนชายที่จับตัวมาได้ในวันนี้


         “เอาไปขังไว้โลดซั่นหนะ”


    ปรายตาแล ออกคำสั่งให้เอาไปขังรวมหมู่


         “จังได๋ ขอไทข่อยกินข้าวก่อนได่บ่”


    บักโจกโอดโอยกับมวลที่จับตัวมา มันอ้างเรื่องนี้เพื่อประวิงเวลา


         “บักหนิแมะ มึงฮู้บ่? กูเป็นไผ”


    สีธาตะคอกใส่ในอาการทะเล่อทะล่า ยังมีหน้ามาขอกินข้าว


         “กะคนหิวเนาะ มาเมื่อย ๆ ข้าว น้ำ ซ่าม ปลา กะบ่ตกฮอดท้อง ตั้งแต่มื้อวานแล้ว”


    ความฉลาดของบักโจก งัดมาใช้ในภาวะวิกฤต


    มันอิดออดทำตัวให้น่าสงสาร ร้องขอความอนุเคราะห์


         “จังซั่น อีสาเป็นธุระให้กูแหน่เด้อ”


    ตัดปัญหา สีธาส่งต่อให้ลูกน้องจัดการตามคำขอ


         “พออิ่มแล้ว พาคนนี่ มาหากู”


    ท้ายสั่งระบุตัว เหมือนมีบางอย่าง สีธามองมายังเสือหาญ


         “ป่ะ ซั่นหน่ะ”


    อีสารับทราบ ทั้งสองโดนผลักหลัง ให้เดินตามไปอีกทาง 


    บริเวณโรงครัว มีแต่ผู้หญิงนั่งอยู่ บักโจกเริ่มชักเอะใจ


    แอบลอบสำรวจ เห็นยื้อไปไม่ไกล มีพวกผู้ชายถูกขังไว้อย่างกับไก่ในกรง


         “สิแตกซะ! มึงสองคน”


    กะลามะพร้าวใช้แทนถ้วย ใส่แกงน้ำขลุกขลิก 


    ก้อนข้าวเหนียวถูกยัดใส่มือ หลังจากแก้มัดให้เป็นอิสระชั่วคราว 


    จัดหาอาหารเอามาวางลงให้ กับนักโทษชายที่พึ่งจับได้


         “ต้มหยังน้อ คึเป็นตาแซ่บแท้”


    เปรยกับกะลามะพร้าวตรงหน้า บักโจกยกซดชิม


         “ต้มงูสิงตั๊ว บักห่า”


    ถ้อยคำอีสาตอบให้แบบกระโชกโฮกฮาก เพราะถืออำนาจเหนือกว่า


         “โอ้ คึจังบุญปากข่อยเนาะ ”


    ไม่ได้แสดงอาการรังเกียจอะไรออกมา บักโจกมันไม่ได้เดือดร้อน 


    ณ ตอนนี้ต้องเอาชีวิตให้รอด กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ออมแรงไว้ก่อน


         “สูฟ้าวกิน อิ่มแล้ว กูสิพาบักนี่ ไปหาแม่พญาเพิ่น”


    กำชับเสร็จสรรพ อีสาผละออกมา เหลือให้สมุนถือมีดพร้า ยืนเฝ้าคุมเชิง


    เสือหาญรอให้บักโจกกินได้สักพัก จึงเห็นความผิดปกติ


    สีหน้าบักโจกเหมือนกับคนถูกของ คล้ำจนหมอง ตาแข็ง มองเหม่อ


    รู้ตามสัญชาตญาณ เสือหาญจึงแกล้งปวดท้อง


         “จักเอาอีหยังมาให้กันกิน เอ้า! คึเจ็บท้องขนาด บาดหนิ”


    เผลอปัดกะลามะพร้าวกระจัดกระจาย ทั้งต่อว่าแกงบูดยังเอามาให้กิน


    ผิดกับบักโจก เคลิ้มติดใจในรสชาติต้มงูสิงใส่ใบมะขามอ่อน


         “เจ่าคึถิ่มทุมจังซี่ บ่เสียดายเบาะน้อ”


    ลักษณะพูดเหมือนเสียดาย บักโจกไม่รู้ตัว มันโดนมนต์ดำเข้าซะแล้ว


    สถานการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่คิด เพราะอาหารเอามาให้กินมีสิ่งเจือปน


    ข้อจะไม่ทำร้ายผู้หญิง สัจจะซึ่งเอ่ยไว้กับคำปง เสือหาญชั่งใจจะทำอย่างไรดี


    ...“พากันกินข้าว อิ่มอยู่เบาะ”


    เสียงทักกับคนที่นั่งอยู่ เสือหาญถูกนำตัวมาบนเรือน


    จากนั้นพวกอีสา ก็เป็นอันหมดหน้าที่ ต่างแยกย้ายลงเรือน กลับบ้านใครบ้านมัน


    เสือหาญรอคอยเวลานางพญาปรากฏตัวอีกครั้ง เพื่อจะได้เจรจา


         “มีหยังกะเว้ามา สิเอาจังได๋”


    ไม่ได้กลัวใคร แต่ปล่อยเหตุการณ์มาถึงขั้นนี้ เนื่องเสือหาญมีข้อพึงสังวร


    รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงอดีตผัวเก่า สีธาเกิดสนใจในตัวเสือหาญเข้า


         “คั่นเป็นผัวข่อย เจ่าอยากได่หยังกะได่”


    ยื่นเสนอให้ ทั้งบอกความประสงค์ ไม่อ้อมค้อม


         “เฮ็ดจังซี่ กับผู้ชายหลายคนหล่ะบ้อ”


    ตอกกลับเป็นคำยอกย้อน เสือหาญพยายามจะเล่นตัว


         “แล้วเจ่าสิยอมบ่”


    เดินมาถามใกล้ ๆ สีธากลืนน้ำลายกับมัดกล้ามตามร่างกายกำยำ


         “เว้าง่าย ๆ สิให้ข่อยเป็นผัวเจ่า แม่นบ่”


    รู้อยู่แก่ใจไม่มีหญิงคนไหน แทนที่คำปงได้ เสือหาญมีแผนจึงถามกับสีธา


         “กะจั่งซั่นหละเนาะ”


    ส่วนมากไม่ปฏิเสธตั้งแต่แรก ที่นางเคยชวนสมสู่


    ต่างกับผู้ชายซึ่งเคยผ่านมา สีธายิ่งนึกถึงบักขาล ผัวนางที่ตายไป


         “คั่นเจ่าว่า อยากได่หยังกะสิให้ ข่อยขอคึดเบิ่งสาก่อน”


    ใช้หลักการพูดจากันดี ๆ เสือหาญถ่วงเวลา เหมือนกับบักโจกทำ


    หากแต่ตอนนี้มันโดนใส่ของ จิตสำนึกตกเป็นทาสผู้หญิง


    ทิ้งให้มันนอนในกรง เลยห่วงกลัวเป็นอะไรไปมากกว่านี้


         “อย่าให้ถ่าโดนเด้อ บ่อึดผู้สิต่อแถวเจ่า”


    เชิงพูดให้รีบตัดสินใจ สีธานางพญากดดัน ชายที่กล้าต่อรอง


         “น้ำกะบ่ทันได่อาบ เสื้อผ้าเหม็นสาบเหงื่อ มื้ออื่นเด้อ สิได่พ้อกัน”


    หาวิธีหลีกเลี่ยง ทั้งเอ่ยประโยคให้ความหวัง เสือหาญระวังภัย


         “เอาจังซั่นกะได่”


    รู้สึกแปลกใจตัวเองเหมือนกัน สีธาโอนอ่อนให้


         “เอ้ ชื่อหยังเกาะเจ่า”


    ก่อนจะหันหลังเดินกลับลงบันได ถูกเรียกถามไถ่ชื่อ


    จึงต้องได้บอกนามตามมารยาท“ข่อย ชื่อหาญตั๊ว”


    เท่านั้นนางพญายิ้มกับความคลับคล้ายแม้กระทั่งชื่อ


         “ขาลกับหาญ บ่ะ! เอาท่าอยู่เด้”


    ขาก้าวพ้นชานบ้าน ลงบันไดเดินกลับที่เก่าเอง 


    โดยเสือหาญไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ว่าได้ฝากบางอย่างไว้ ให้นางพญาแอบฝันหวาน


    ...เดินมาถึงกรง เห็นอาการบักโจกฟื้นตัวบ้างแล้ว


    ดีที่ถอนมนต์ดำทัน ปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนพอเคี้ยว 


    เสกล้างอาถรรพ์ให้ ยัดใส่ปากบักโจก ขณะมันบ่นเสียดายแกงในกะลามะพร้าว


    ที่ถูกเสือหาญคว่ำทิ้ง เพราะล่วงรู้มีสิ่งแปลกปลอมนั่นเอง. 


    *ชุมชนเจงเวง หรือพระธาตุนารายณ์เจงเวง คือโบราณสถานอารยธรรมขอมโบราณอายุกว่า 1,000 ปี 


    ตั้งอยู่ที่ตำบลธาตุนาเวง อำเภอเมืองสกลนคร 


    โดดเด่นด้วยปรางค์หินทรายศิลปะบาปวน (พุทธศตวรรษที่ 16-17) 


    สร้างบนฐานศิลาแลง เชื่อว่าเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู


    ที่ถูกเปลี่ยนเป็นพระธาตุ และเกี่ยวข้องกับตำนานการแข่งขัน


    สร้างปราสาทระหว่างกลุ่มสตรีและบุรุษเมืองหนองหาร


    ข้อมูลสำคัญของชุมชนโบราณเจงเวง และพระธาตุนารายณ์เจงเวง


    ที่ตั้งวัดพระธาตุนารายณ์เจงเวง บ้านธาตุนาเวง ต.ธาตุนาเวง อ.เมือง จ.สกลนคร 


    ระยะห่างจากตัวเมืองสกลนคร ประมาณ 6 กิโลเมตร


    สถาปัตยกรรม เป็นปรางค์องค์เดียวทรงสี่เหลี่ยม 


    ก่อด้วยหินทรายทั้งหมด ฐานทำจากศิลาแลง 


    มีการจำหลักลวดลาย ที่สวยงามบนเนื้อหินทราย 


    โดยเฉพาะทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ จัดอยู่ในศิลปะเขมรแบบบาปวน


    อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-17 (พ.ศ. 1500-1600)


    ตำนานนารายณ์เจงเวง ชื่อ “เจงเวง” สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากภาษาเขมร


    นารายณ์เจงแวง แปลว่า พระนารายณ์ขายาว ซึ่งเชื่อมโยงกับตำนานท้องถิ่น 


    เรื่องเมืองหนองหารหลวง เล่าถึงการแข่งขันระหว่างกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย 


    ในการสร้างพระธาตุ เพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการปกครองเมือง


    สภาพโบราณสถาน ในอดีตปราสาทเสียหายตามกาลเวลา พังทลายลงมา 


    ต่อมาได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ โดยกรมศิลปากร ลวดลายหินทรายเดิมบางส่วนยังคงอยู่


    การเข้าชม สถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวเมืองสกลนคร และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 


    เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ที่เข้าถึงได้ง่าย


    พระธาตุนารายณ์เจงเวงถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ แถบบริเวณลุ่มน้ำหนองหาร


    แสดงถึงความรุ่งเรืองทางอารยธรรมเขมรโบราณ ในภาคอีสานของประเทศไทย


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     



     

    คล้ายกับเรื่องเชียงยืนฟื้นฮัก ที่คุณอ่าน