ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 7 บทที่ 184 รวบรวมแสงเหนือ

            มู่อวี่เซิงมองร่างไร้วิญญาณทั้งสามที่ร่วงหล่นจากนภาด้วยแววตาวูบไหว

            ดูเหมือนว่าพลังฝีมือของท่านผู้นำตระกูลจะก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว!

            เพียงการขยับเล็กน้อยก็สังหารยอดฝีมือระดับกึ่งเซียนได้ถึงสามคน!!!

            ยากจะคาดเดาจริงๆว่าพลังอำนาจของท่านผู้นำตระกูลจะไปหยุดที่ระดับใด

            ครู่ใหญ่ผ่านไปในที่สุดเรือรบสีม่วงทองก็แล่นมาถึงเขตเป่ยหยวน

            ผืนน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตาท้องฟ้าและพื้นดินเป็นสีขาวโพลน มีธารน้ำแข็งอยู่ทุกหนทุกแห่งกระแสลมเย็นยะเยือกพัดโหมกระหน่ำแม้กระทั่งลมหายใจที่พ่นออกมาก็ยังกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งทันที

            เดินทางมาหลายพันลี้พวกเขายังไม่เคยพบเห็นสิ่งมีชีวิตใดๆ แม้แต่ตัวเดียว

            ในบรรดาห้าแคว้นแคว้นที่อยู่ทางเหนือสุดก็คือที่แห่งนี้นอกจากหิมะสีขาวโพลนและธารน้ำแข็งมหึมาที่ทอดตัวลดหลั่นเป็นทิวแถวแล้วก็ไม่อาจพบเห็นสิ่งอื่นใดได้อีก

            มู่เสินฉวนยังคงยืนตระหง่านอยู่บนหัวเรือด้วยทีท่าสงบเช่นเคย

            ลมหนาวที่เย็นยะเยือกพัดผ่านไปในชั่วพริบตาก็ถูกพลังโลหิตอันแข็งแกร่งของกายาศักดิ์สิทธิ์ระเหยกลายเป็นไอสีขาวลอยขึ้นไป

            ทันใดนั้นเรือรบสีม่วงทองก็แล่นไปยังดินแดนโบราณอันลึกลับแห่งหนึ่ง

            พลังอาณาเขตในที่นี้โกลาหลไปหมดมีแสงเซียนสีสันตระการตาส่องประกายจากฟ้าเก้าชั้นเมื่อสะท้อนกับธารน้ำแข็งสีขาวโพลนทำให้เกิดเป็นภาพที่สวยงามประหนึ่งแดนสวรรค์บนน้ำแข็ง

            "ท่านผู้นำตระกูลที่นี่คือใจกลางแดนเป่ยหยวน"

            "เล่ากันว่าเมื่อหลายล้านปีก่อน ณที่แห่งนี้ได้เปิดเส้นทางโบราณสู่ความเป็นเซียนเหล่ายอดฝีมือจากภายนอกต่างมุ่งหน้ามาเพื่อแย่งชิงโอกาสในการเป็นเซียนที่มีเพียงน้อยนิด"

            "มีเซียนมากมายต้องหลั่งเลือดและยังมีซากศพของมหาเซียนถูกฝังอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง"

            "ส่วนจะมีผู้ใดจากที่นี่ก้าวเข้าสู่แดนเซียนในตำนานหรือไม่นั้นก็สุดแต่ใครจะรู้"

            มู่อวี่เซิงแผ่พลังวิถีเรืองรองออกมาทั่วร่างเพื่อต้านทานลมหนาว พลางกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกที่พรั่งพรู

            มู่เสินฉวนพยักหน้าเบาๆราวกับกำลังครุ่นคิดอยู่

            เส้นทางสู่ความเป็นนิรันดร์นั้นสำหรับเขาในตอนนี้ยังคงอยู่ห่างไกลนัก

            อย่างน้อยต้องยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของขอบเขตแห่งมนุษย์เสียก่อนจึงจะสามารถไล่ตามได้

            ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เพ่งมองไปยังทิศทางหนึ่งคล้ายสัมผัสได้ถึงความผันผวนที่ไม่ธรรมดาจากหมู่เมฆเบื้องหน้า

            "อวี่เซิง ดูแลเรือให้ดี"

            "ข้าจะไปแล้วรีบกลับมา"

            กล่าวจบ มู่เสินฉวนก็ก้าวเท้าออกไปพุ่งทะยานเข้าไปในแดนลึกลับเบื้องหน้า

            ดินแดนแห่งนี้มิได้เล็กมีรัศมีครอบคลุมหลายร้อยลี้ ห้วงอากาศโดยรอบบิดเบี้ยว ก่อตัวเป็นหมอกพิศวง

            ภายในชั่วพริบตาเขาก็มาถึงยังพื้นที่ซึ่งมีความผันผวนผิดปกติ

            ที่นั่นมีบ่อน้ำโบราณขนาดใหญ่ปากบ่อแข็งแรงทนทาน ลึกล้ำเกินหยั่งถึง มองไม่เห็นก้นบึ้ง

            มีลำแสงหลากสีสันหมุนวนรอบบ่อเกล็ดน้ำแข็งต่างๆ ส่งประกายเทพหลากสี มีกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมา

            "นี่… นี่มันแสงเซียนเป่ยจี๋!"สีหน้าของมู่เสินฉวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย

            แสงเซียนเป่ยจี๋เล่ากันว่าเป็นแสงเซียนที่ร่วงหล่นลงมาจากแดนเซียนที่ถูกเจาะทะลวงมีอานุภาพน่าสะพรึงกลัว

            ในรอบสิบหมื่นปีถึงจะถือกำเนิดขึ้นเพียงสายเดียวและสามารถหล่อหลอมกับจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของผู้ฝึกตนได้

            แต่ภายในบ่อโบราณอันลึกลับเบื้องหน้านั้นมีแสงเซียนเป่ยจี๋ผุดขึ้นมาอย่างน้อยสิบกว่าสายเชื่อมจากก้นบ่อโบราณสู่ฟ้าเก้าชั้น!

            ดูเหมือนว่าตำนานที่ทิ้งไว้จากยุคเทพบรรพกาลเมื่อล้านปีก่อนจะหาใช่เรื่องโกหก

            วูบ!

            มู่เสินฉวนขยับความคิดพลังจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันกว้างใหญ่ก็แผ่ลงไปในบ่อโบราณ

            ทันทีที่สัมผัสกลิ่นอายเย็นยะเยือกก็พุ่งสวนจิตสัมผัสของเขาขึ้นมาคล้ายจะแช่แข็งจิตศักดิ์สิทธิ์ของเขา

            หากไม่ใช่เพราะเขามีเคล็ดวิชาลับที่ทำให้จิตสัมผัสแข็งแกร่งกว่าเซียนทั่วไปเกรงว่าดวงจิตของเขาคงได้รับบาดเจ็บจนถูกพลังสะท้อนกลับไปแล้ว

            "แสงเซียนนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการหล่อหลอมพลังจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์"

            "ไม่รู้ว่าจะรวบรวมขึ้นมาได้หรือไม่แม้จะไม่สามารถดูดซับและหลอมรวม อย่างน้อยก็สามารถใช้เพื่อรับมือกับศัตรูได้"

            มู่เสินฉวนพึมพำกับตัวเองจากนั้นหว่างคิ้วก็พลันเปล่งแสงเรืองรองมือที่สร้างจากจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ก็เร่งกระตุ้นเคล็ดวิชา

            ในอึดใจถัดมาพลังจิตสัมผัสอันแข็งแกร่งและบริสุทธิ์กว่าเดิมสิบเท่าก็พุ่งไปยังบ่อโบราณ

            วูบ!

            แสงเซียนเป่ยจี๋สิบกว่าสายถูกมู่เสินฉวนเก็บเกี่ยวไว้ในใจกลางทะเลสำนึกทั้งหมดไหลวนด้วยความเร็วอันน่าหวาดหวั่น

            จากนั้นแสงเซียนบนท้องฟ้าและในดินแดนลึกลับนี้ก็พลันสลายหายไปอย่างรวดเร็วกลับคืนสู่ความสงบ

            มู่เสินฉวนกลับขึ้นมาบนเรือรบสีม่วงทองอีกครั้งบนใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มพึงพอใจ

            เพียงแค่มาถึงเป่ยหยวนเขาก็ได้รับผลตอบแทนที่ไม่น้อย

            ถือว่าเป็นลางดี!

            ตึก… ตึก…

            เสียงฝีเท้าเบาๆดังมาจากภายในตำหนักบนตัวเรือ

            เหยาซีสวมกระโปรงสีม่วงสืบเท้าออกมาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม

            "มาถึงแดนเป่ยหยวนแล้วหรือ?"

            "หนาวเย็นสมคำร่ำลือจริงๆ"

            เหยาซีมองสำรวจไปยังรอบด้านพลางพ่นลมหายใจหอมกรุ่นออกมา

            "อืม"

            "หากเจ้ารู้สึกหนาวข้าจะให้อวี่เซิงช่วยสร้างค่ายกลสองสามชุด แยกตัวจากภายนอก" มู่เสินฉวนแย้มยิ้มมุมปาก

            "ไม่เป็นไรอย่างไรข้าก็เป็นผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์"

            "จะบอบบางถึงเพียงนั้นได้อย่างไร"

            เหยาซีส่ายหน้าริมฝีปากแดงระเรื่อเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา

            ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะเบาหวิวแต่ก็ไม่ยากที่จะเห็นได้ว่า ในดวงตาของนางซ่อนความกังวลอยู่

            อีกไม่กี่เดือนลูกของนางก็จะคลอดออกมา

            กายาวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลแต่กำเนิดต้องดูดซับพลังจากฟ้าดินในพื้นที่นับล้านลี้เพื่อสร้างผลแห่งวิถี

            ถึงแม้ว่าที่แห่งนี้จะหนาวเหน็บและไม่เจริญเท่าตงฮวงแต่ก็มิอาจประมาทได้

            มหานิกายหยินหยาง วิหารเทพเป่ยจี๋ดินแดนต้องสาป รวมถึงตระกูลจินและตระกูลหวังแห่งเป่ยหยวนที่สืบทอดมาหลายยุคสมัย

            ล้วนเป็นลัทธิเต๋าที่ไร้ผู้ใดเทียบเทียมพลังอำนาจที่มีเซียนอยู่ก็มาก 

            พวกเขาคงไม่ปล่อยให้พลังจากฟ้าดินในดินแดนนี้ถูกดูดซับไปจนหมดสิ้นแน่

            ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการรวมตัวของผลแห่งวิถี

            วัตถุศักดิ์สิทธิ์แห่งฟ้าดินจะทำให้เซียนทั้งหลายต่างตาลุกวาว

            หากได้กลืนกินเข้าไปก็รวมเข้ากับวิถีได้โดยตรง ทำให้กฎเกณฑ์ก้าวเข้าสู่ระดับที่ลึกล้ำอย่างยิ่ง

            ถึงตอนนั้นแรงกดดันที่มู่เสินฉวนต้องเผชิญคงยากจะจินตนาการ

            แต่ในขณะนี้

            ดูเหมือนมู่เสินฉวนจะมองเห็นความกังวลในดวงตาของเหยาซีแล้วเขาจึงแย้มยิ้มกล่าว

            "เจ้าไม่ต้องกังวลอันใด"

            "เมื่อมีทหารก็ต้องมีกำแพงเมื่อมีน้ำก็ต้องมีดิน[1]"

            "ข้าในตงฮวงยังสามารถปกป้องตระกูลให้รุ่งเรืองปกป้องฝูงสัตว์บรรพกาลและตระกูลโบราณมากมาย"

            "ในตอนนี้การปกป้องเจ้าและลูกให้ปลอดภัยก็หาใช่เรื่องยากไม่"

            ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำกลับแฝงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งและความฮึกเหิม ทำให้รูปร่างที่สูงโปร่งนั้นดูยิ่งใหญ่ราวกับเทพที่จุติลงมายังโลก

            ทำเอาเหยาซีดวงตาเป็นประกายและหัวใจเต้นระรัว

            —-----------------------------------

            [1] เมื่อมีทหารก็ต้องมีกำแพงเมื่อมีน้ำก็ต้องมีดิน (兵来将挡,水来土掩) หมายถึงไม่ว่าจะเจออุปสรรคใด ก็ต้องรับมือไปตามสถานการณ์อย่างเหมาะสม

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน