แน่นอนว่าซูเจินพูดจริงทำจริง เช้าวันต่อมานอกจากคนที่บาดเจ็บหนักที่ยังไม่ฟื้นตัวสองคนกับเด็กซิ่นจง ทุกคนล้วนต้องวิ่งทะยานตามรถม้า ซูเจินไม่พูดอะไรมากความอีก นางนั่งบนรถม้าอย่างสบายอารมณ์ให้จือเหลียงบังคับรถม้าด้วยความเร็วเต็มที่
คนของนางมีเพียงเฮยหลงและเหวินอี้ที่วิ่งอยู่ด้านนอก เพราะสละพื้นที่ให้คนเจ็บ แม้ม้าที่เทียมรถม้าคราวนี้จะเป็นม้าธรรมดาที่ไม่ใช่ม้าอสูรเช่นคราวก่อน แต่ก็เป็นม้าพันธุ์ชั้นดีสามารถวิ่งด้วยความเร็วในระยะทางไกล เหล่าผู้ที่พึ่งจะฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บต้องวิ่งด้วยกำลังทั้งหมด จึงจะวิ่งตามรถม้าได้ทัน
ซิ่นทงแม้จะเหนื่อยมากแต่ก็ยังอดทนไม่ปริปากบ่น ดีที่ได้โอสถรักษาและได้พักเต็มที่เมื่อคืนเขาจึงยังพอวิ่งตามทัน อย่างน้อยสตรีนางนั้นก็อนุญาตให้น้องชายเขานั่งบนรถม้า ซิ่นจงไม่มีทางวิ่งตามความเร็วของรถม้าได้แน่
พอใกล้เวลาอาหารซูเจินถึงอนุญาตให้รถม้าหยุดวิ่ง แล้วพักผ่อนได้ชั่วคราว พวกนางก้าวลงจากรถม้าก็เจอชายสี่ห้าคนเดินตรงมาด้วยท่าทีหอบเหนื่อย หนึ่งในนั้นเป็นชายไว้หนวดเมื่อคืน
“ไม่เกินไปหน่อยหรือนังหนู ให้ม้าวิ่งเร็วขนาดนี้หวังจะให้พวกข้าเหนื่อยตายใช่หรือไม่?” หนึ่งในนั้นพูดด้วยเสียงอันดัง
“รถม้าก็วิ่งตามความเร็วที่พวกข้าเดินทางปกติ” เป็นจือเหลียงตอบ
“ปกติ? เหอะ วิ่งเร็วเช่นนี้เรียกปกติ บอกมาพวกเจ้าจงใจใช่หรือไม่?!” เขาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีก้าวร้าว
ซูเจินไม่อยากจะสนใจจึงเบี่ยงเดินไปอีกทาง แต่ชายกลุ่มนั้นไม่ยอมเข้ามาขวางทางทั้งยังกางแขนกางขาอีกด้วย จือเหลียงยืนขวางระหว่างพวกเขากับนายหญิง เหล่าผู้เยาว์ตระกูลเฉินต่างไม่พอใจ ตั้งท่าเตรียมพร้อมเต็มที่
ชายที่อยู่หน้าสุดสีหน้าซีดลง ก้าวถอยหลังไปหลายก้าว ชี้นิ้วมาทางซูเจินนิ่งค้าง “เจ้า...เจ้าถึงกับข่มขู่คน จงใจกลั่นแกล้งแล้วยังกล้าใช้กำลัง! เจ้าพวกเด็กจองหอง!”
คนที่วิ่งมาคนอื่นต่างถอยห่างออกจากชายทั้งห้า แสดงตนว่าไม่เกี่ยวข้องด้วย พวกเขาเป็นข้ารับใช้ในขบวนที่พอมีวรยุทธ์เล็กน้อยไม่กล้าจะขัดขืนกลุ่มหนุ่มสาวที่มีวรยุทธ์กลุ่มนี้ ต่างจากชายทั้งห้าคนที่เป็นผู้คุ้มกันพวกเขาล้วนมีวรยุทธ์เข้าขั้น มีฝีมืออยู่พอตัว
ซิ่นทงมองทั้งสองฝ่าย จากตำแหน่งที่ยืนเขาอยู่ใกล้ที่สุด แน่นอนว่าเขาไม่อยากมีเรื่องกับกลุ่มของซูซู นางเป็นผู้มีพระคุณแล้วเขาก็ไม่ได้โง่ คนติดตามของนางมีพลังยุทธ์ไม่ต่ำกว่าสีเหลืองทุกคน! พวกที่เป็นสายเวทก็ไม่ต่ำกว่าขั้นสาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนางที่เป็นหัวหน้า สองสาวใช้ข้างกายเขาก็มองระดับพลังไม่ออก!
เขาอยู่ในขั้นต่ำสีเหลืองแต่มองพลังของพวกนางไม่ออก จะมีเหตุผลใดถ้าไม่ใช่พวกนางมีพลังที่เหนือกว่า ซิ่นทงค่อยๆขยับกายออกห่างไปยืนรวมกับน้องชายข้างรถม้า
“ท่านลุงพวกข้าไม่ได้จงใจจะกลั่นแกล้งแต่อย่างใด แต่นี่เป็นความเร็วปกติที่พวกข้าใช้เดินทางจริงๆ”
“เหอะ พวกเจ้าจะไปเมืองหลวงกระมัง มากันแต่ผู้เยาว์ไม่มีอาวุโสเดินทางไปด้วยไม่ใช่เรื่องดี เอาอย่างนี้ พวกข้าจะยอมเดินทางไปกับพวกเจ้า รับรองว่าปลอดภัยตลอดการเดินทางแน่นอน เป็นอย่างไร? ส่วนค่าจ้างก็เอาเป็นของมีค่าทั้งหมดที่พวกเจ้ามีก็แล้วกัน”
ดวงตาของซูเจินดำมืดลง อย่างนี้เรียกว่าปล้นแล้ว ใช้ความอาวุโสกว่ามาเอาเปรียบนางช่างรนหาที่ตาย
“เจ้าพูดว่านี่เป็นความเร็วปกติใช่หรือไม่? เช่นนั้นจากนี้พวกเจ้าก็ลงวิ่งส่วนพวกข้าทั้งห้าคนจะนั่งบนรถม้าเอง เห็นเมื่อวานพวกเจ้าวิ่งเร็วกันนักนี่” ชายหนวดยาวพูดขึ้นบ้าง
ซิ่นทงได้แต่อ้าปากค้างแล้ว เขาไม่เคยเห็นผู้ใดหน้าหนาเท่านี้มาก่อน ไม่รู้ว่าตอนสู้กับหมาป่าอสูรหัวพวกมันกระแทกหรืออย่างไร ถึงได้มั่นใจในตัวเอง กล้ายกเหตุผลข้างๆคูๆมาข่มขู่คนเช่นนี้
“เจ้าคนชั่วช้า! ไม่สำนึกบุญคุณของคุณหนูข้าไม่พอ ยังกล้ากล่าววาจาเหลวไหล พวกข้าสามารถไปกันเองได้ตั้งแต่แรก ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเสนอหน้า!” หนิงจูอ้าปากด่าด้วยความโมโห
“นังเด็กนี่!” ชายคนนั้นทำท่าจะเข้ามาทำร้ายหนิงจูแต่จือเหลืองยกกระบี่ขึ้นมากัน จือเหลืองจ้องกลับอย่างดุดัน ชายผู้นั้นจึงไม่กล้าขยับเข้ามา
“พวกข้าอุตส่าห์หวังดีแต่กลับไม่สนใจ เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ กลุ่มเด็กไม่กี่คนก็คิดว่าตนเองเก่งนักหนา ข้าจะบอกให้พวกเจ้ามันก็แค่เด็กอวดดีเท่านั้น!”
พวกมันทั้งห้ามีพลังไม่น้อยแต่ที่มากเห็นจะเป็นประสบการณ์ ก่อนจะมาเป็นผู้คุ้มกันพวกมันเคยทำอาชีพทหารมาก่อน แม้จะเป็นทหารยศต่ำก่อนจะลาออกมาแต่มันก็มั่นใจมากว่าจะจัดการเด็กเพียงไม่กี่คนได้แน่
เด็กพวกนี้แต่งตัวหรูหราใช้ได้ เครื่องประดับบนกายก็มีแต่ของมันวาวท่าจะราคาแพง อาวุธติดกายของพวกมันก็เหมือนจะเป็นของดีทั้งนั้น พวกมันต่างจับจ้องตั้งแต่คราวถูกช่วยจากหมาป่าอสูรแล้ว ยิ่งได้เห็นสตรีน้อยเอาเม็ดยามาแจกจ่ายอย่างไม่เสียดายพวกมันก็ยิ่งมีความโลภ
ตอนแรกพวกมันคิดจะหลอกล่อตีสนิทแล้วค่อยเอาของตอนพวกมันเผลอ แล้วจับพวกมันไปขายเสียให้หมด พวกมันล้วนหน้าตาผิวพรรณนวลเนียนแล้วยังมีพลังทุกคน หากเอาไปขายได้ยอมได้ราคาดี โดยเฉพาะนางเด็กชุดม่วงที่ดูจะเป็นหัวหน้าเด็กกลุ่มนี้ หน้าตางดงามจนชวนให้เกิดกิเลส พวกมันลอบมองแล้วกลืนน้ำลายหลายครา
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อคืนก็ถูกทำตัวห่างเหิน แล้วยังระแวดระวังตัวยิ่ง บอกจะให้พวกเขาวิ่งก็ให้วิ่งจริงๆ ทั้งยังให้วิ่งตามรถม้าที่วิ่งเต็มความเร็ว นานเข้าก็ยิ่งใกล้เมืองที่อยู่ถัดไป จึงต้องเร่งลงมือก่อน ตอนแรกว่าจะลงมือกลางดึก แต่หากต้องวิ่งเช่นนี้ทั้งวันก็คงไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับ
อย่างไรก็ให้พวกมันเข้าเขตเมืองไม่ได้
“อวดดีหรือไม่ไม่ต้องให้เจ้าบอกหรอก อย่างน้อยข้าก็ไม่โง่พอรอให้เจ้าลงมือ หึ ข้ารึก็ใจดีให้โอกาสหากไม่ลงมือก็แล้วไป ไม่คิดว่าหางจะโผล่ออกมาเร็วเช่นนี้” ซูเจินพูดเสียงเนิบนาบเหมือนไม่ใจใส ยกมือขึ้นมาดูเล็บตัวเองเล่น
“เจ้าพูดอะไร?!” ชายไว้หนวดถามกลับ
“หึเจ้าหนวด! แกคิดจริงๆหรือว่าจะไม่มีใครได้ยินที่พวกแกพูดกันเมื่อคืน? พูดเสียงดังปานตั้งใจตะโกนให้ได้ยิน ใช้พลังพูดกันก็ไม่เป็นโง่เง่าแล้วยังอวดฉลาด!” คราวนี้ซูเจินไม่ได้ห้ามหนิงจูให้ระวังคำพูดอีก นางแทบจะตบมือให้เลยด้วยซ้ำ กับคนบางประเภทก็ไม่จำเป็นต้องสุภาพด้วย
แต่ที่นางรู้สึกข้องใจเห็นจะเป็นความปากจัดของสาวใช้คนนี้ อ้าปากด่าทีก็ราวกับกรรไกรเหมือนแม่ค้าร้านตลาด สาวใช้สองคนต่างกันราวฟ้ากับเหว เสวี่ยซูนิ่งเงียบและดูเรียบร้อยกว่าหนิงจูมาก
แต่ที่นางพูดก็ไม่ผิด นางเปิดสำนักข่าวคนของนางก็ย่อมมีความสามารถในการแอบฟังและสืบเสาะ แล้วตอนที่พวกนางวิ่งก็แอบบอกทุกคนเป็นนัยว่าให้จับตาดูคนพวกนี้ แน่นอนว่าการช่วยคนเป็นเจตนาแรกของนาง แต่ก็ต้องระวังคนแปลกหน้าเอาไว้ด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นงูเห่าแว้งกัดพวกนางเช่นนี้ได้
แต่ไม่รู้ว่าพวกคนทั้งห้านี้อับโชคหรืออย่างไร จะปล้นชิงใครไม่ปล้นแต่ลงมือปล้นโจรมืออาชีพอย่างพวกนางเสียได้ ช่างซวยจริงๆ…