แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    ตอนที่ 34 หน้าตาของสำนักกระบี่ฟ้าคราม

    แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านยอดเขาหลังสำนักกระบี่ฟ้าคราม

    หมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือทะเลเมฆ

    เสียงระฆังสำนักดังขึ้นช้า ๆ หนักแน่น กังวานไปทั่วหุบเขา

    ก้อง—

    ก้อง—

    ก้อง—

    วันนี้ทั้งสำนักดูคึกคักกว่าปกติ

    ศิษย์จำนวนมากเริ่มเตรียมตัวสำหรับ “งานเลี้ยงมังกรฟ้า”

    งานที่รวบรวมผู้มีอำนาจ อัจฉริยะ และตระกูลใหญ่ของนครเทียนหลิงไว้พร้อมหน้า

    สำหรับศิษย์ทั่วไป…

    มันคือโอกาสแสดงตัว

    สำหรับศิษย์ชั้นยอด…

    มันคือเวทีแรกของสงคราม

    และสำหรับบางคน—

    มันคือจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงที่จะสะเทือนไปทั้งแคว้น

    ฟึ่บ—

    เสี่ยวชวนเดินผ่านระเบียงหินของสำนักอย่างเงียบงัน

    ชุดฝึกสีดำเรียบง่ายพัดไหวเบา ๆ ตามแรงลม

    ศิษย์ที่เดินสวนทางต่างหยุดมอง

    บางคนพยักหน้าทักทาย

    บางคนรีบหลบทาง

    แม้เสี่ยวชวนจะไม่ได้ปล่อยแรงกดดันใดออกมา

    แต่ทุกคนกลับรู้สึกได้เองว่า—

    เขาเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

    “ศิษย์พี่เสี่ยวชวน…”

    “ได้ยินว่าท่านเจ้าสำนักเรียกพบอีกแล้ว”

    “หรือจะให้เข้าร่วมงานเลี้ยงจริง ๆ?”

    “ไร้สาระ…ระดับเขาตอนนี้ยังไงก็ต้องได้ไป”

    เสียงกระซิบดังตามหลังมาเบา ๆ

    เสี่ยวชวนไม่ได้สนใจ

    เขาเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงตำหนักเมฆาคราม

    ประตูไม้เก่าเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง

    กลิ่นชาอ่อน ๆ ลอยออกมา

    ภายในห้องยังคงเงียบสงบเหมือนเดิม

    ซ่งเทียนอวิ๋นนั่งอยู่ริมหน้าต่าง

    แสงแดดอาบครึ่งใบหน้าของเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่

    แม้เพียงนั่งเฉย ๆ

    แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนภูผาสูงตระหง่าน

    นิ่ง

    หนักแน่น

    และยากจะสั่นคลอน

    “เข้ามา”

    เสียงเรียบสงบดังขึ้น

    เสี่ยวชวนก้าวเข้าไป

    ค้อมกายคารวะ

    “ศิษย์หลินเสี่ยวชวน ขอคารวะท่านอาจารย์”

    ซ่งเทียนอวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อย

    สายตาคมลึกกวาดมองเสี่ยวชวนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

    เงียบอยู่พักหนึ่ง

    ก่อนกล่าวขึ้นช้า ๆ

    “หนึ่งเดือนที่ผ่านมา…”

    “เจ้าสูงขึ้น”

    เสี่ยวชวนชะงักเล็กน้อย

    ซ่งเทียนอวิ๋นยกถ้วยชาขึ้นจิบ

    “ไม่ใช่ร่างกาย”

    “แต่เป็นจิตใจ”

    ห้องทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง

    ลมพัดผ่านม่านผ้าเบา ๆ

    เสี่ยวชวนยืนนิ่ง

    ไม่พูดแทรก

    “เมื่อก่อน…”

    “เจ้ามองโลกเหมือนเด็กที่กำลังเอาตัวรอด”

    “แต่ตอนนี้…”

    ซ่งเทียนอวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อย

    “เจ้ากำลังเริ่มมองโลกเหมือนผู้ฝึกยุทธ์จริง ๆ แล้ว”

    เสี่ยวชวนเงียบไปชั่วครู่

    ก่อนตอบเรียบ ๆ

    “ศิษย์เพียงแค่เข้าใจบางอย่างมากขึ้น”

    “หึ…”

    เซวียนซาหัวเราะในจิต

    “ฟังดูเหมือนคนแก่”

    เสี่ยวชวนไม่สนใจเสียงนั้น

    ซ่งเทียนอวิ๋นวางถ้วยชาลง

    จากนั้นหยิบกล่องไม้ยาวสีดำขึ้นมาจากข้างโต๊ะ

    กล่องนั้นไม่มีลวดลายหรูหรา

    แต่เพียงมองก็รู้ว่าถูกเก็บรักษาอย่างดี

    “เปิดดู”

    เสี่ยวชวนเดินเข้าไปรับมาอย่างระมัดระวัง

    เมื่อเปิดออก—

    ภายในคือชุดสีฟ้าเข้มปักลายเมฆสีเงิน

    เนื้อผ้าเรียบลื่นราวสายน้ำ

    ขอบแขนและชายเสื้อปักตรากระบี่ฟ้าครามอย่างประณีต

    แม้ยังไม่ได้สวม

    แต่กลับสัมผัสได้ถึงความสง่างามบางอย่าง

    เสี่ยวชวนมองชุดนั้นเงียบ ๆ

    “นี่คือชุดพิธีการของศิษย์แกนหลัก”

    ซ่งเทียนอวิ๋นกล่าวช้า ๆ

    “ปกติแล้ว…”

    “ศิษย์ที่มีสิทธิ์สวมมัน ต้องผ่านศึกจัดอันดับภายในสำนักก่อน”

    “แต่ข้าข้ามขั้นนั้นให้เจ้า”

    เสี่ยวชวนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

    “ท่านอาจารย์…”

    “เจ้าไม่ต้องปฏิเสธ”

    เสียงของซ่งเทียนอวิ๋นหนักแน่นขึ้น

    “ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร”

    “แต่เพราะเจ้าสมควรได้รับมัน”

    ลมเงียบลงชั่วขณะ

    เสี่ยวชวนมองชุดในมืออีกครั้ง

    เนื้อผ้าหนักกว่าที่คิด

    ไม่ใช่น้ำหนักของผ้า

    แต่เป็น “ความหมาย”

    “ในงานเลี้ยงครั้งนี้…”

    ซ่งเทียนอวิ๋นกล่าวขึ้นอีกครั้ง

    สายตาสงบนิ่งมองตรงมายังศิษย์ของตน

    “เจ้าไม่ได้เป็นแค่หลินเสี่ยวชวน”

    “…แต่เป็นหน้าตาของสำนักกระบี่ฟ้าคราม”

    ประโยคนั้น—

    ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที

    แม้แต่เซวียนซาในจิตยังเงียบไปชั่วครู่

    เสี่ยวชวนกำมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    หน้าตาของสำนัก

    คำพูดนั้น…

    หนักกว่าที่คิด

    ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาเคยชินกับการอยู่คนเดียว

    ต่อสู้คนเดียว

    เอาตัวรอดคนเดียว

    แต่ตอนนี้—

    กลับมีใครบางคนบอกว่า

    เขาแบกชื่อของทั้งสำนักไว้บนบ่า

    ซ่งเทียนอวิ๋นลุกขึ้นช้า ๆ

    เดินไปยังหน้าต่าง

    สายตามองออกไปยังยอดเขาไกลลิบ

    “สำนักกระบี่ฟ้าคราม…”

    “ไม่เคยเป็นอันดับหนึ่งของเทียนหลิง”

    “พวกเราไม่มีวิชาที่รุนแรงที่สุด”

    “ไม่มีทรัพยากรมากที่สุด”

    “ไม่มีอำนาจมากที่สุด”

    “แต่…”

    เขาหยุดเล็กน้อย

    “พวกเรามีกระบี่”

    “และกระบี่ของพวกเรา…”

    “ไม่เคยก้มหัวให้ใคร”

    เสียงลมนอกหน้าต่างพัดแรงขึ้น

    แสงแดดสะท้อนดวงตาของเจ้าสำนักราวเปลวไฟที่สงบนิ่งมานานปี

    เสี่ยวชวนมองแผ่นหลังของซ่งเทียนอวิ๋นเงียบ ๆ

    ก่อนหน้านี้—

    เขาเคยคิดเพียงแค่ว่าอีกฝ่ายเป็นอาจารย์ผู้แข็งแกร่ง

    แต่ตอนนี้…

    เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดสำนักกระบี่ฟ้าครามจึงยังยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางนครเทียนหลิงที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง

    เพราะคนตรงหน้า

    คือกระดูกสันหลังของทั้งสำนัก

    “ในงานเลี้ยง…”

    ซ่งเทียนอวิ๋นกล่าวต่อ

    “เจ้าจะได้พบคนมากมาย”

    “อัจฉริยะ”

    “ตระกูลใหญ่”

    “พ่อค้า”

    “ขุนนาง”

    “และพวกที่ชอบเหยียบคนอื่นเพื่อยืนสูงขึ้น”

    “บางคนจะยิ้มให้เจ้า”

    “บางคนจะพยายามดึงเจ้าเข้าพวก”

    “บางคนจะอยากฆ่าเจ้า”

    เขาหันกลับมา

    สายตาคมกริบ

    “แต่อย่าลืม”

    “ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไร”

    “ทำอะไร”

    “หรือแม้แต่ยืนอยู่ตรงไหน…”

    “คนอื่นจะมองว่านั่นคือ ‘สำนักกระบี่ฟ้าคราม’”

    เสี่ยวชวนสูดลมหายใจลึก

    ก่อนค้อมศีรษะลงช้า ๆ

    “ศิษย์เข้าใจแล้ว”

    ซ่งเทียนอวิ๋นพยักหน้าเบา ๆ

    “ดี”

    “แล้วก็…”

    มุมปากของเจ้าสำนักยกขึ้นเล็กน้อย

    “อย่าอ่อนข้อให้มากเกินไป”

    เสี่ยวชวนชะงัก

    ซ่งเทียนอวิ๋นจิบชาอย่างอารมณ์ดี

    “เด็กพวกนั้น…”

    “บางครั้งก็ต้องถูกฟันสักครั้ง ถึงจะรู้ว่าฟ้าสูงแค่ไหน”

    เซวียนซาหัวเราะทันที

    “ฮ่าๆๆ! เห็นไหม!”

    “ข้าบอกแล้วว่าไอ้แก่นี่ไม่ธรรมดา!”

    เสี่ยวชวนแอบถอนหายใจในใจ

    ก่อนจะกล่าวขึ้นเบา ๆ

    “ศิษย์จะไม่ทำให้สำนักเสียชื่อ”

    ซ่งเทียนอวิ๋นมองเขาอยู่พักหนึ่ง

    ก่อนตอบกลับช้า ๆ

    “ข้าไม่เคยกังวลเรื่องนั้น”

    “เพราะข้ารู้…”

    “เจ้าจะไม่แพ้ใครง่าย ๆ”

    ลมพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง

    ชายเสื้อสีฟ้าเข้มในกล่องไหวเบา ๆ

    เสี่ยวชวนก้มมองมัน

    จากนั้น—

    ค่อย ๆ ยื่นมือออกไปสัมผัสตรากระบี่ฟ้าครามบนหน้าอกชุด

    เย็น

    หนัก

    แต่มั่นคง

    เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า—

    จากวันนี้เป็นต้นไป

    สิ่งที่เขาต้องแบกไว้บนหลัง

    ไม่ใช่เพียงชีวิตของตัวเองอีกต่อไป

    แต่เป็นชื่อเสียง

    ศักดิ์ศรี

    และความภาคภูมิใจของทั้งสำนักกระบี่ฟ้าคราม

    ฟึ่บ—

    เสี่ยวชวนเก็บชุดพิธีการลงอย่างระมัดระวัง

    ก่อนค้อมกายลาท่านอาจารย์

    แล้วหมุนตัวเดินออกจากตำหนัก

    แสงแดดยามสายส่องผ่านระเบียงหินยาว

    ลมภูเขาพัดชายเสื้อของเขาเบา ๆ

    ศิษย์ที่เดินผ่านต่างหยุดมองโดยไม่รู้ตัว

    แม้ยังไม่ได้สวมชุดพิธีการ

    แต่บางอย่างในตัวเขา…

    เริ่มเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

    ไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มผู้ดิ้นรนเอาตัวรอดอีกต่อไป

    แต่กำลังกลายเป็น

    “ตัวแทน” ของสำนักกระบี่ฟ้าครามอย่างแท้จริง

    และสามวันต่อจากนี้—

    ในหอเมฆาเทียนหลิง

    ชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน”

    จะเริ่มถูกจดจำ…ในฐานะศิษย์ของซ่งเทียนอวิ๋น ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกระบี่ฟ้าคราม

     

    เสี่ยวชวนเดินไปสงบจิตใจที่ภูเขาหลังสำนักสถานที่ฝึกฝนของซ่งเทียนอวิ๋น เขาพบเห็นเพ่ยเหยากำลังซ้อมเพลงกระบี่ฟ้าครามเก้าเงาอยู่พอดี

     

    ระดับฝีมือของนางพัฒนารวดเร็วไม่ต่างจากเสี่ยวชวนมากมายนัก แต่นางยังขาดความนิ่ง ความคม ทว่านางกลับมีลูกบ้าพลังเป็นไพ่ลับอยู่

     

    ขืนใครไปบ้าใส่นางหากนางเกิดโมโหขึ้นมารับรองได้เลยว่าไล่กัดไม่เลือกหน้า แม้แต่เสี่ยวชวนเองยังกลัวๆ 

     

    ในตอนทำปฏิบัติภารกิจกันสามคนกับจินเยว่ เสี่ยวชวน เพ่ยเหยา เสี่ยวชวนได้เห็นลูกบ้าของเพ่ยเหยามาเยอะแล้ว

     

    ศิษย์น้องผู้นี้แตะต้องไม่ได้!

     

    “ว่าไงเสี่ยวเหยา….ชุดสวยดีนี่” เสี่ยวชวนกล่าว

     

    “คริคริ นี่เป็นชุดที่ท่านอาจารย์มอบให้ มีเพียงศิษย์แกนหลักเท่านั้นที่สามารถได้รับมัน”

     

    “ตอนนี้ข้ามาถึงระดับสร้างแกนพลังขั้นปลายแล้ว แน่นอนว่าอัจฉริยะเช่นข้าท่านอาจารย์ย่อมมอบชุดที่สวยงามเช่นนี้ให้” 

     

    “อ้อ…..งั้นรึ? บังเอิญว่าวันนี้ข้าก็เพิ่งได้มาเหมือนกัน ดูสิ” หลังจากนั้นเสี่ยวชวนก็หยิบชุดสำนักกระบี่ฟ้าครามให้เพ่ยเหยาดู

     

    “หวาวววว สุดยอดเลยพี่เสี่ยวชวน ท่านอยู่เพียงขั้นสร้างแกนพลังขั้นต้นแท้ๆแต่กลับได้รับชุดมาแล้ว ปกติ มีเพียงศิษย์ที่บรรลุขั้นสร้างแกนพลังขั้นกลางขึ้นไปเท่านั้นจึงจะได้รับมันนะ ท่านอาจารย์ลำเอียงจริงๆ ชิ!”

     

    “ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่ต้องน้อยใจไป เดี๋ยววันนี้ข้าพาลงเขาไปเลี้ยงขนมในเมือง จะพาเจ้าไปเจอกับหลินเยว่น้องสาวข้าด้วย พวกเจ้าอายุไล่เลี่ยกัน เดี๋ยวข้าคนนี้จะซื้อเสื้อสวยๆงามๆให้พวกเจ้าเอง”

     

    “จริงหรอ ท่านมีเงินหรือเจ้าคะ?”

     

    “แค่เลี้ยงขนมเด็กหญิงสองคนกับซื้อเสื้อผ้านิดหน่อย ขนหน้าแข้งข้าไม่ร่วงหรอกน่า”

     

    “ตอนนี้เจ้าฝึกเพลงกระบี่ฟ้าครามเก้าเงาไปก่อนเถอะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มาฝึกกับข้าก็แล้วกัน ฝีมือเราไม่ได้เปรียบวัดกันมานานแล้ว มาซ้อมๆกันหน่อยเถอะ”

     

    “ได้เลยพี่เสี่ยวชวนท่านเข้ามาเลย เดี๋ยวเพ่ยเหยาผู้นี้จะแสดงให้ดูว่าขั้นสร้างแกนพลังขั้นปลายร้ายกาจเพียงใด คริๆ”

     

    …..

     

    ทั้งคูุ่สบสายตาประสานจากนั้นเพ่ยเหยาจึงพุ่งเขามาด้วยกระบวนท่าที่หนึ่ง เงาแรก เฉือนลม 

     

    เสี่ยวชวนอ่านการไหลพลังของเพ่ยเหยาล่วงหน้าแล้วหลบอย่างง่ายดาย เขาปล่อยให้เพ่ยเหยาระเบิดพลังระดับขั้นสร้างแกนพลังขั้นปลายออกมาอย่างบ้าระห่ำ 

     

    เพ่ยเหยายิ่งโจมตียิ่งบ้าคลั่ง นางใช้ครบทุกเก้าเงาของเพลงกระบี่ฟ้าครามเก้าเงา แต่กลับไม่สามารถแตะได้แต่แม้ชายเสื้อของเสี่ยวชวนเลยแม้แต่น้อย!

     

    ‘วิชาดวงตาไร้หน้า… อ่านการไหลของพลังล่วงหน้าช่วงยอดเยี่ยมนัก’ เสี่ยวชวนคิดในใจ 

     

    วิชานี้ที่นักพรตไร้หน้าสอนให้เสี่ยวชวนนั้นไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง เสี่ยวชวนสามารถหลับตาแล้วหลบเพลงดาบของเพ่ยเหยาหรือการโจมตีใดๆได้ทั้งหมดอย่างง่ายดาย 

     

    แต่นี่เป็นเพราะระดับพวกเขายังห่างกันไม่มากพอสมควรด้วย หากให้เสี่ยวชวนไปอ่านการเคลื่อนไหวของซ่งเทียนอวิ๋น เขาคงอ่านไม่ออกเป็นแน่

     

    "แฮ่กๆ แฮ่กๆ พอเถอะพี่เสี่ยวชวน ข้าเหนื่อยแล้วไปหาหลินเยว่กันดีกว่าเถอะ ลงเขา ลงเขา ขนม ขนม!!

     

    เสี่ยวชวนได้แต่ส่ายหน้า จากนั้นจึงนำเพ่ยเพยาไปรับหลินเยว่แล้วแนะนำตัวกัน

     

    “สวัสดีน้องหลินเยว่ ข้าคือเพ่ยเหยาเป็นศิษย์พี่ของศิษย์พี่เสี่ยวชวน” เพ่ยเหยากล่าว

     

    “เอ๋…. ศิษย์พี่เพ่ยเหยาเป็นศิษย์พี่ของศิษย์พี่เสี่ยวชวนไม่ใช่หรือแล้วทำไมยังเรียกพี่เสี่ยวชวนว่าศิษย์พี่อีกล่ะ?” หลินเยว่กล่าวถามด้วยใบหน้างงๆ

     

     นั่นเป็นเพราะเขาอายุมากกว่าข้าสองปีไงเล่าาา” เพ่ยเหยากล่าวยิ้มๆ

     

    “ไปกันเถอะวันนี้พี่เสี่ยวชวนบอกจะเลี้ยงขนมพวกเราแล้วก็ซื้อเสื้อผ้าให้ด้วยนะ”

     

    “จริงหรือคะ?” หลินเยว่ถามด้วยใบหน้ามึนงง

     

    “จริงสิ ข้าเคยโกหกเจ้าหรือ?”เสี่ยวชวนตอบ

     

    “ท่านไปเอาเงินมาจากไหนกัน?”

     

    “แน่นอนว่าท่านอาจารย์ย่อมต้องให้มาใช้บ้างน่ะสิถึงจะสมกับเป็นศิษย์เจ้าสำนัก ฮ่าๆๆ เอาล่ะไปกันเถอะ”

     

    “เย้ๆ ไปกันๆ” สองสาวดีใจกันยกใหญ่

     

    ทั้งสามเดินเข้าเมืองไปซื้อของและของกิน เดินดูสิ่งของแปลกประหลาดที่วางเร่ขายมากมาย เสี่ยวชวนได้ซื้อสุดให้หลินเยว่สามชุด เพ่ยเหยาสามชุด รวมๆแล้วก็หมดเงินไปไม่น้อย เงินที่เจ้าสำนักให้มาก็ร่อยหรอลงเล็กน้อย

     

    เสี่ยวชวนเริ่มกังวลหน่อยๆแล้ว นี่ถ้าข้าพาพวกนางมาบ่อยๆข้าถังแตกแหง….

    คล้ายกับเรื่องแกนกลืนวิญญาณต้องห้าม ที่คุณอ่าน

    จอมหมัดราชันย์

    จอมหมัดราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    123K 157
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498