หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 บทที่ 44 อสูรรุ่ยจินจูเยี่ยน

             “หลินโม่ล่ะ?”  ชื่อหงเหลียนเพิ่มระดับเสียงขึ้น

            “หลินโม่ยังประเมินไม่เสร็จสิ้น” จู่ๆเทียนซิงจื่อกลับเอ่ยขึ้นแทน

            “ยังไม่เสร็จสิ้น...”

            ดวงหน้างดงามของชื่อหงเหลียนค่อยๆแปรเปลี่ยนไปในทันตา พลางถามขึ้นอย่างเกินความคาดหมาย “คาดว่ายามนี้คงกำลังหลบมุมอยู่ที่ใดสักแห่งล่ะสิท่านเจ้าสาขา ข้าคิดว่า ยามนี้คงเสร็จสิ้นการประเมินแล้ว จับเขากลับมาเสียเลยอย่างไรเขาก็ไม่มีทางผ่านการประเมินอยู่แล้ว”

            “จับตัวกลับมา?” เทียนซิงจื่อพลันหัวเราะเอ่ยขึ้น “หงเหลียน เหตุใดเจ้าถึงไม่เชื่อใจหลินโม่ถึงเพียงนี้กัน? พวกเจ้าคงไม่ได้เข้าใจอันใดผิดต่อกันใช่ไหม?”

            “เข้าใจผิด? ข้ากับเขาไม่มีเรื่องอันใดให้เข้าใจผิด” ชื่อหงเหลียนเลี่ยงสบตาสายตาของเทียนซิงจื่อพลางเอ่ยต่อ “ท่านเจ้าสาขา ไม่ใช่เพราะข้าเข้าใจผิดถึงได้เอาแต่พุ่งเป้าไปที่เขา หากแต่หลินโม่อยู่สายนอกมาสองปีซ้ำคะแนนยังเป็นอันดับรั้งท้ายมาโดยตลอด เด็กหนุ่มเช่นนี้ไม่นึกเลยว่าจะผ่านเข้าสาขาเทียนซิงของพวกเรามาได้ด้วยการติดสินบนสายในหากชายคนนี้ซื่อสัตย์จริงก็แล้วไป แม้ว่าจะบ้าระห่ำหยิ่งยโสโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด...”

            ครั้นเอ่ยถึงตรงนี้ชื่อหงเหลียนกลับชะงักไปก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ดังนั้น ข้าคิดว่าจากพลังของหลินโม่อย่างไรก็ไม่พอที่จะผ่านการประเมินขั้นที่หนึ่งไปได้แน่แทนที่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรของกระดานข้ามภพ มิสู้รีบจบการประเมินลงดีกว่าหรือ”

            “ข้าจบการประเมินไม่ได้” เทียนซิงจื่อส่ายหน้าตอบ

            “ท่านเจ้าสาขา...ท่านล้วนมีอำนาจในการปิดการประเมินขั้นที่หนึ่งอย่างสิ้นเชิง” ชื่อหงเหลียนรีบเอ่ยแย้ง

            “หากเป็นการประเมินขั้นที่หนึ่ง ข้าย่อมปิดได้โดยตรง และที่สำคัญคือ...” เทียนซิงจื่อหยุดลงชั่วครู่ก่อนเอ่ยต่อ “หลินโม่ไม่ได้เข้าร่วมการประเมินขั้นที่หนึ่งทว่าเป็นขั้นที่สาม”

            “การประเมินขั้นที่สาม...”

            ชื่อหงเหลียนกระสับกระส่ายกับประโยคนี้  ณวินาทีที่กำลังจะปริปากเอ่ย นางพลันหุบปากลงไปในพริบตาสายตาตกตะลึงจดจ้องไปยังเทียนซิงจื่อ “ท่าน...ท่านเพิ่งพูดอะไรกัน? ที่หลินโม่...เข้าร่วมก็คือการประเมินขั้นที่สามอย่างนั้นหรือ?”

            ท้ายประโยคชื่อหงเหลียนเอ่ยอย่างอ้ำอึ้งทีละคำดวงตาสวยจ้องมองเทียนซิงจื่อด้วยความเหลือเชื่อราวกับกำลังรอเขายืนยันให้แน่ชัดก็มิปาน

            เทียนซิงจื่อพยักหน้าเบาๆ

            โครม!

            ดั่งสายฟ้าผ่าลงมาตอนกลางวันแสกๆในหัวของชื่อหงเหลียนขาวโพลนไปในชั่วพริบตา พลางจ้องเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยหลินโม่เข้าร่วมการประเมินขั้นที่สามข่าวนี้วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของนางราวกับเป็นคำสาปอย่างไรอย่างนั้น

            นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน...

            ชื่อหงเหลียนรู้สึกอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรงไปทั้งร่างข่าวนี้ล้มล้างการรับรู้เดิมที่มีของนางไปจนสิ้นชายหนุ่มที่ได้คะแนนอันดับรั้งท้ายมาโดยตลอดสองปีที่อยู่สายนอกทั้งการพูดจายังยโสโอหังและบ้าระห่ำสุดๆ ไม่คิดเลยว่าจะสามารถเข้าร่วมการประเมินขั้นที่สามได้

            ต้องรู้ก่อนว่าการประเมินขั้นที่สามของสาขาเทียนซิงนั้นพิเศษเกินกว่าสิ่งใดไม่เพียงมีความหมายแฝงพิเศษแต่ยังจำต้องปฏิบัติให้ได้ตามเงื่อนไขอีกด้วยจึงจะสามารถเข้าเข้าร่วมได้

            ณใจกลางพื้นที่ประเมิน

            ตูม!

            เสียงระเบิดสะท้านฟ้าดังขึ้นชายหนุ่มคนหนึ่งพุ่งตกลงท่ามกลางกองทัพรูปปั้นราวกับอุกกาบาตลำพลังอันแหลมคมที่ปลดปล่อยออกมาทำลายหุ่นหล่อทองแดงเหล่านั้นจนแตกร้าวไปทั่วหุ่นบางตัวที่ทนรับพลันนี้ไม่ไหวก็แตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

            พื้นที่สร้างจากอัญมณีไพลินประกายถูกแรงสั่นสะเทือนรุนแรงกระแทกจนแตกร้าวเป็นรอยยาวชายหนุ่มนั่งกึ่งหมอบอยู่บนพื้น  ส่วนหัวกดต่ำเกือบถึงพื้นเผยให้เห็นแสงมันวาวราวกับภาชนะทองคำไหลเวียนอยู่บนผิวกล้ามเนื้อทุกมัดอัดแน่นไปด้วยพลังกายอันแข็งแกร่งที่ทั้งหนักทั้งหนาราวกับโลหะทองแท้ก็มิปาน

            กองทัพหุ่นหล่อทองแดงจำนวนมากกว่าเดิมพุ่งโถมมายังชายหนุ่มร่างของหุ่นเหล่านี้แข็งตัวยิ่งขึ้นซึ่งในตัวหุ่นยังกลั่นวัสดุพิเศษผสมเข้าไปจนเปล่งประกายแวววาวพิเศษขึ้นหุ่นเหล่านี้ไม่ว่าจะระดับความแกร่งหรือระดับแข็งทนทาน ต่างก็เหนือกว่าพวกก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง

            นี่คือหุ่นหล่อทองแดงกองทัพสุดท้ายและเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุด เช่นเดียวกันนี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายที่หลินโม่จะทะลวงร่างนริศเก้าสวรรค์ขั้นที่เก้าด้วยการโจมตีได้

            กลิ่นอายแห่งความตายถาโถมเข้ามาภายใต้ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัว หลินโม่กลับเผยรอยยิ้มขึ้น

            ยกขาแล้วก้าว...

            ร่างของหลินโม่กระแทกกับกระแสอากาศจนเกิดเป็นเสียงระเบิดดังกึกก้องชายหนุ่มสร้างลำแสงพุ่งไปท่ามกลางหุ่นหล่อทองแดงนี่คือเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นตาย หากไม่สำเร็จล่ะก็หลินโม่ก็อาจสิ้นชีวิตลงที่นี่ ดังนั้นจึงตั้งสมาธิพับเก็บความคิดทุกอย่างไว้ในใจแล้วปล่อยให้ตัวเองคงอยู่ในสภาวะไม่ทุกข์ไม่สุข

            ร่างเงาของสัตวอสุราปรากฏแก่สายตายามนี้เส้นลายเวทย์สีทองแผ่กระจายไปทั่วร่างของมันเป็นที่เรียบร้อยทว่าใบหน้าส่วนหัวยังคงมืดมิดเลือนรางอยู่เช่นเดิมในการฝึกหนักที่ผ่านความเป็นตายติดต่อกันถึงห้าครั้ง ร่างของสัตวอสุราจึงใกล้แข็งตัวคงรูปอย่างสมบูรณ์แล้ว

            หลินโม่กระตุ้นปราณวิญญาณรุ่ยจินอย่างสุดกำลังนี่คือโอกาสเดียวของเขา เพราะได้จัดการหุ่นหล่อทองแดงเหล่านั้นไปแล้วการโจมตีอันรุนแรงที่อัดแน่นในตัวเขาจึงมากพอจะสังหารอสูรระดับต่ำที่พลังกายแข็งแกร่งสักตัวได้แล้ว

            ปราณวิญญาณรุ่ยจินถูกกระตุ้นถึงขีดสุดปลดปล่อยลำแสงสีทองอันแหลมคมออกมาในโอกาสสุดท้ายพุ่งเข้าสู่ส่วนหัวของร่างสัตวอสุราส่วนหัวเดิมที่ยังเป็นเงาเลือนรางยามนี้ถูกปกคลุมด้วยแสงสีทอง

            ฟู่ว!

            เสียงหวีดแหลมขีดสุดทะลวงแหวกอากาศราวกับศาสตราวุธเทพสะบั้นฟ้า

            สัตวอสุราแสดงร่างที่แท้จริงทั้งหมดได้ในที่สุด—อสูรรุ่ยจินจูเยี่ยน[1] ในโบราณกาลนั้น เทียบเท่ากับสัตวอสุราคุนเผิง[2] ที่สามารถควบคุมพลังธาตุทองของสรรพสิ่งในโลกได้ เมื่ออสูรจูเยี่ยนปรากฏตัวจะก่อให้เกิดการสงครามฆ่าล้างอย่างไร้ขอบเขตขึ้น

            ความแหลมคมของรุ่ยจินไม่มีสิ่งใดตัดไม่ขาด

            ตัดสะบั้น!

            หลินโม่ทะยานขึ้นฟ้าอสูรรุ่ยจินจูเยี่ยนด้านหลังฟาดฟันพลังอันแหลมคมลงมาจากฟากฟ้าลำแสงสีทองปกคลุมทั่วทั้งพื้นไพลินประกายหุ่นหล่อทองแดงทั้งหลายถูกบีบอัดบิดม้วนตัวจนแหลกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในที่สุด

            ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความสงบอีกครา

            เมื่อเห็นหุ่นหล่อทองแดงที่แหลกละเอียดไปในใจของหลินโม่กลับรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง อีกเพียงนิดเดียวก็จะทะลวง “ร่างนริศเก้าสวรรค์” ขั้นที่เก้าไปได้แล้ว ทว่ายังดีที่เส้นทางการฝึกที่ผ่านมานี้กลับทำให้หลินโม่ได้รับอะไรมากมายหลายสิ่งไม่เพียงร่างของสัตวอสุราที่หลอมกายาไปโดยสิ้นแล้วการบำเพ็ญของตนก็ยังทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณขั้นกลางอีกด้วย

            ปลายสุดของเส้นทางไพลินประกายนั้นคือแท่นศิลาหยกแผ่นแท่นหนึ่งหลินโม่เพิ่งสังเกตเห็นว่าบนแท่นศิลาหยกผนึกรักษาคัมภีร์ม้วนหยกสีดำเล่มหนึ่งเอาไว้คัมภีร์ม้วนหยกเล่มนี้คล้ายคลึงกับคัมภีร์ม้วนหยกที่ผนึก “ศาสตร์ดารา” ที่หลินโม่เห็นในคราแรกมาก ทว่ากลับไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดคัมภีร์เล่มนี้มีกลุ่มดาวคล้ายเมฆกำลังหมุนวนอยู่รอบๆดูเหมือนมีความลึกลับอันน่าอัศจรรย์บางอย่างแฝงอยู่ภายใน

            หลินโม่เดินเข้าไปครั้นเข้าใกล้แท่นศิลาหยก ราวกับแท่นศิลาหยกทั้งแท่นสัมผัสได้ถึงปฏิกิริยาก็มิปานทันใดนั้นจึงค่อยๆ แตกสลายลงคัมภีร์ม้วนหยกสีดำเล่มนั้นลอยล่องลงสู่ฝ่ามือของหลินโม่

            “ห้าร้อยปีแล้ว ในที่สุดการรอคอยผู้สืบทอดของมันก็มาถึงเสียที” เสียงแผ่วเบาของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากในคัมภีร์ม้วนหยกดำ

            “นั่นใคร?” หลินโม่ตะโกนถาม

            ท้ายที่สุดหลินโม่ก็ไม่ได้รับซึ่งคำตอบใดๆเห็นได้ชัดว่านั่นคือเศษเสี้ยวแห่งความคิดที่หลงเหลืออยู่อาจเป็นเศษเสี้ยวความคิดของประมุขรุ่นที่หนึ่งของนิกายเทียนซิงก็เป็นได้อีกทั้งคัมภีร์ม้วนหยกเล่มนี้ก็คงเป็นสิ่งที่ประมุขรุ่นที่หนึ่งทิ้งเอาไว้

            หลังจากจ้องคัมภีร์ม้วนหยกดำเขม็งอยู่ครู่หนึ่งหลินโม่จึงตัดสินใจดึงจิตเข้าสู่ด้านใน

            ทันใดนั้นพลังบางอย่างพลันผลักจิตของหลินโม่กลับออกมาพร้อมทั้งส่งเสียงเศษเสี้ยวแห่งความคิดอีกอันหนึ่งขึ้น

            “ต้องบรรลุ ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ ขั้นที่เก้าก่อน จึงจะเปิดคัมภีร์ม้วนหยกเล่มนี้ได้หรือ?” หลินโม่ขมวดคิ้วสงสัย พลางปลดปล่อยจิตเข้าไปอีกคราหากแต่ท้ายสุดก็ยังถูกพลังประหลาดนั่นผลักกลับออกมาจึงหมดทางเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วในนั้นมีสิ่งอันใดอยู่กันแน่

            ครั้นลองพยายามอยู่หลายคราผลลัพธ์ยังคงเป็นเช่นเดิม หลินโม่จึงถอดใจในที่สุด เห็นได้ชัดว่าจำต้องบรรลุ ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ ขั้นที่เก้าก่อน จึงจะสอดคล้องกับเงื่อนไขในการเปิดคัมภีร์ม้วนหยกนี้และทำได้เพียงค่อยเปิดอีกคราในวันหน้า

     

            ------------------

            [1] จูเยี่ยน เป็นสัตว์ร้ายในตำนานจีน รูปร่างคล้ายลิง ลำตัวช่วงบนสีขาวช่วงเท้าสีแดง ว่ากันว่าเมื่ออสูรตัวนี้ปรากฏกายจะเกิดมหาสงครามขึ้นบนโลก

            [2] คุนเผิง เป็นสัตว์ประเภทปลาตามตำนานจีน ร่างเป็นปลาขนาดใหญ่มีปีกมหึมาของเหยี่ยวแทนครีบสองข้าง มักพบอยู่ในทะเลทางเหนือ ชอบว่ายน้ำ เมื่อบินจะบินได้ไกลถึงพันลี้ด้วยความเกรี้ยวโกรธ