“หลินโม่ล่ะ?” ชื่อหงเหลียนเพิ่มระดับเสียงขึ้น
“หลินโม่ยังประเมินไม่เสร็จสิ้น” จู่ๆเทียนซิงจื่อกลับเอ่ยขึ้นแทน
“ยังไม่เสร็จสิ้น...”
ดวงหน้างดงามของชื่อหงเหลียนค่อยๆแปรเปลี่ยนไปในทันตา พลางถามขึ้นอย่างเกินความคาดหมาย “คาดว่ายามนี้คงกำลังหลบมุมอยู่ที่ใดสักแห่งล่ะสิท่านเจ้าสาขา ข้าคิดว่า ยามนี้คงเสร็จสิ้นการประเมินแล้ว จับเขากลับมาเสียเลยอย่างไรเขาก็ไม่มีทางผ่านการประเมินอยู่แล้ว”
“จับตัวกลับมา?” เทียนซิงจื่อพลันหัวเราะเอ่ยขึ้น “หงเหลียน เหตุใดเจ้าถึงไม่เชื่อใจหลินโม่ถึงเพียงนี้กัน? พวกเจ้าคงไม่ได้เข้าใจอันใดผิดต่อกันใช่ไหม?”
“เข้าใจผิด? ข้ากับเขาไม่มีเรื่องอันใดให้เข้าใจผิด” ชื่อหงเหลียนเลี่ยงสบตาสายตาของเทียนซิงจื่อพลางเอ่ยต่อ “ท่านเจ้าสาขา ไม่ใช่เพราะข้าเข้าใจผิดถึงได้เอาแต่พุ่งเป้าไปที่เขา หากแต่หลินโม่อยู่สายนอกมาสองปีซ้ำคะแนนยังเป็นอันดับรั้งท้ายมาโดยตลอด เด็กหนุ่มเช่นนี้ไม่นึกเลยว่าจะผ่านเข้าสาขาเทียนซิงของพวกเรามาได้ด้วยการติดสินบนสายในหากชายคนนี้ซื่อสัตย์จริงก็แล้วไป แม้ว่าจะบ้าระห่ำหยิ่งยโสโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด...”
ครั้นเอ่ยถึงตรงนี้ชื่อหงเหลียนกลับชะงักไปก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ดังนั้น ข้าคิดว่าจากพลังของหลินโม่อย่างไรก็ไม่พอที่จะผ่านการประเมินขั้นที่หนึ่งไปได้แน่แทนที่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรของกระดานข้ามภพ มิสู้รีบจบการประเมินลงดีกว่าหรือ”
“ข้าจบการประเมินไม่ได้” เทียนซิงจื่อส่ายหน้าตอบ
“ท่านเจ้าสาขา...ท่านล้วนมีอำนาจในการปิดการประเมินขั้นที่หนึ่งอย่างสิ้นเชิง” ชื่อหงเหลียนรีบเอ่ยแย้ง
“หากเป็นการประเมินขั้นที่หนึ่ง ข้าย่อมปิดได้โดยตรง และที่สำคัญคือ...” เทียนซิงจื่อหยุดลงชั่วครู่ก่อนเอ่ยต่อ “หลินโม่ไม่ได้เข้าร่วมการประเมินขั้นที่หนึ่งทว่าเป็นขั้นที่สาม”
“การประเมินขั้นที่สาม...”
ชื่อหงเหลียนกระสับกระส่ายกับประโยคนี้ ณวินาทีที่กำลังจะปริปากเอ่ย นางพลันหุบปากลงไปในพริบตาสายตาตกตะลึงจดจ้องไปยังเทียนซิงจื่อ “ท่าน...ท่านเพิ่งพูดอะไรกัน? ที่หลินโม่...เข้าร่วมก็คือการประเมินขั้นที่สามอย่างนั้นหรือ?”
ท้ายประโยคชื่อหงเหลียนเอ่ยอย่างอ้ำอึ้งทีละคำดวงตาสวยจ้องมองเทียนซิงจื่อด้วยความเหลือเชื่อราวกับกำลังรอเขายืนยันให้แน่ชัดก็มิปาน
เทียนซิงจื่อพยักหน้าเบาๆ
โครม!
ดั่งสายฟ้าผ่าลงมาตอนกลางวันแสกๆในหัวของชื่อหงเหลียนขาวโพลนไปในชั่วพริบตา พลางจ้องเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยหลินโม่เข้าร่วมการประเมินขั้นที่สามข่าวนี้วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของนางราวกับเป็นคำสาปอย่างไรอย่างนั้น
นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน...
ชื่อหงเหลียนรู้สึกอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรงไปทั้งร่างข่าวนี้ล้มล้างการรับรู้เดิมที่มีของนางไปจนสิ้นชายหนุ่มที่ได้คะแนนอันดับรั้งท้ายมาโดยตลอดสองปีที่อยู่สายนอกทั้งการพูดจายังยโสโอหังและบ้าระห่ำสุดๆ ไม่คิดเลยว่าจะสามารถเข้าร่วมการประเมินขั้นที่สามได้
ต้องรู้ก่อนว่าการประเมินขั้นที่สามของสาขาเทียนซิงนั้นพิเศษเกินกว่าสิ่งใดไม่เพียงมีความหมายแฝงพิเศษแต่ยังจำต้องปฏิบัติให้ได้ตามเงื่อนไขอีกด้วยจึงจะสามารถเข้าเข้าร่วมได้
ณใจกลางพื้นที่ประเมิน
ตูม!
เสียงระเบิดสะท้านฟ้าดังขึ้นชายหนุ่มคนหนึ่งพุ่งตกลงท่ามกลางกองทัพรูปปั้นราวกับอุกกาบาตลำพลังอันแหลมคมที่ปลดปล่อยออกมาทำลายหุ่นหล่อทองแดงเหล่านั้นจนแตกร้าวไปทั่วหุ่นบางตัวที่ทนรับพลันนี้ไม่ไหวก็แตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
พื้นที่สร้างจากอัญมณีไพลินประกายถูกแรงสั่นสะเทือนรุนแรงกระแทกจนแตกร้าวเป็นรอยยาวชายหนุ่มนั่งกึ่งหมอบอยู่บนพื้น ส่วนหัวกดต่ำเกือบถึงพื้นเผยให้เห็นแสงมันวาวราวกับภาชนะทองคำไหลเวียนอยู่บนผิวกล้ามเนื้อทุกมัดอัดแน่นไปด้วยพลังกายอันแข็งแกร่งที่ทั้งหนักทั้งหนาราวกับโลหะทองแท้ก็มิปาน
กองทัพหุ่นหล่อทองแดงจำนวนมากกว่าเดิมพุ่งโถมมายังชายหนุ่มร่างของหุ่นเหล่านี้แข็งตัวยิ่งขึ้นซึ่งในตัวหุ่นยังกลั่นวัสดุพิเศษผสมเข้าไปจนเปล่งประกายแวววาวพิเศษขึ้นหุ่นเหล่านี้ไม่ว่าจะระดับความแกร่งหรือระดับแข็งทนทาน ต่างก็เหนือกว่าพวกก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
นี่คือหุ่นหล่อทองแดงกองทัพสุดท้ายและเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุด เช่นเดียวกันนี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายที่หลินโม่จะทะลวงร่างนริศเก้าสวรรค์ขั้นที่เก้าด้วยการโจมตีได้
กลิ่นอายแห่งความตายถาโถมเข้ามาภายใต้ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัว หลินโม่กลับเผยรอยยิ้มขึ้น
ยกขาแล้วก้าว...
ร่างของหลินโม่กระแทกกับกระแสอากาศจนเกิดเป็นเสียงระเบิดดังกึกก้องชายหนุ่มสร้างลำแสงพุ่งไปท่ามกลางหุ่นหล่อทองแดงนี่คือเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นตาย หากไม่สำเร็จล่ะก็หลินโม่ก็อาจสิ้นชีวิตลงที่นี่ ดังนั้นจึงตั้งสมาธิพับเก็บความคิดทุกอย่างไว้ในใจแล้วปล่อยให้ตัวเองคงอยู่ในสภาวะไม่ทุกข์ไม่สุข
ร่างเงาของสัตวอสุราปรากฏแก่สายตายามนี้เส้นลายเวทย์สีทองแผ่กระจายไปทั่วร่างของมันเป็นที่เรียบร้อยทว่าใบหน้าส่วนหัวยังคงมืดมิดเลือนรางอยู่เช่นเดิมในการฝึกหนักที่ผ่านความเป็นตายติดต่อกันถึงห้าครั้ง ร่างของสัตวอสุราจึงใกล้แข็งตัวคงรูปอย่างสมบูรณ์แล้ว
หลินโม่กระตุ้นปราณวิญญาณรุ่ยจินอย่างสุดกำลังนี่คือโอกาสเดียวของเขา เพราะได้จัดการหุ่นหล่อทองแดงเหล่านั้นไปแล้วการโจมตีอันรุนแรงที่อัดแน่นในตัวเขาจึงมากพอจะสังหารอสูรระดับต่ำที่พลังกายแข็งแกร่งสักตัวได้แล้ว
ปราณวิญญาณรุ่ยจินถูกกระตุ้นถึงขีดสุดปลดปล่อยลำแสงสีทองอันแหลมคมออกมาในโอกาสสุดท้ายพุ่งเข้าสู่ส่วนหัวของร่างสัตวอสุราส่วนหัวเดิมที่ยังเป็นเงาเลือนรางยามนี้ถูกปกคลุมด้วยแสงสีทอง
ฟู่ว!
เสียงหวีดแหลมขีดสุดทะลวงแหวกอากาศราวกับศาสตราวุธเทพสะบั้นฟ้า
สัตวอสุราแสดงร่างที่แท้จริงทั้งหมดได้ในที่สุด—อสูรรุ่ยจินจูเยี่ยน[1] ในโบราณกาลนั้น เทียบเท่ากับสัตวอสุราคุนเผิง[2] ที่สามารถควบคุมพลังธาตุทองของสรรพสิ่งในโลกได้ เมื่ออสูรจูเยี่ยนปรากฏตัวจะก่อให้เกิดการสงครามฆ่าล้างอย่างไร้ขอบเขตขึ้น
ความแหลมคมของรุ่ยจินไม่มีสิ่งใดตัดไม่ขาด
ตัดสะบั้น!
หลินโม่ทะยานขึ้นฟ้าอสูรรุ่ยจินจูเยี่ยนด้านหลังฟาดฟันพลังอันแหลมคมลงมาจากฟากฟ้าลำแสงสีทองปกคลุมทั่วทั้งพื้นไพลินประกายหุ่นหล่อทองแดงทั้งหลายถูกบีบอัดบิดม้วนตัวจนแหลกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในที่สุด
ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความสงบอีกครา
เมื่อเห็นหุ่นหล่อทองแดงที่แหลกละเอียดไปในใจของหลินโม่กลับรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง อีกเพียงนิดเดียวก็จะทะลวง “ร่างนริศเก้าสวรรค์” ขั้นที่เก้าไปได้แล้ว ทว่ายังดีที่เส้นทางการฝึกที่ผ่านมานี้กลับทำให้หลินโม่ได้รับอะไรมากมายหลายสิ่งไม่เพียงร่างของสัตวอสุราที่หลอมกายาไปโดยสิ้นแล้วการบำเพ็ญของตนก็ยังทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณขั้นกลางอีกด้วย
ปลายสุดของเส้นทางไพลินประกายนั้นคือแท่นศิลาหยกแผ่นแท่นหนึ่งหลินโม่เพิ่งสังเกตเห็นว่าบนแท่นศิลาหยกผนึกรักษาคัมภีร์ม้วนหยกสีดำเล่มหนึ่งเอาไว้คัมภีร์ม้วนหยกเล่มนี้คล้ายคลึงกับคัมภีร์ม้วนหยกที่ผนึก “ศาสตร์ดารา” ที่หลินโม่เห็นในคราแรกมาก ทว่ากลับไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดคัมภีร์เล่มนี้มีกลุ่มดาวคล้ายเมฆกำลังหมุนวนอยู่รอบๆดูเหมือนมีความลึกลับอันน่าอัศจรรย์บางอย่างแฝงอยู่ภายใน
หลินโม่เดินเข้าไปครั้นเข้าใกล้แท่นศิลาหยก ราวกับแท่นศิลาหยกทั้งแท่นสัมผัสได้ถึงปฏิกิริยาก็มิปานทันใดนั้นจึงค่อยๆ แตกสลายลงคัมภีร์ม้วนหยกสีดำเล่มนั้นลอยล่องลงสู่ฝ่ามือของหลินโม่
“ห้าร้อยปีแล้ว ในที่สุดการรอคอยผู้สืบทอดของมันก็มาถึงเสียที” เสียงแผ่วเบาของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากในคัมภีร์ม้วนหยกดำ
“นั่นใคร?” หลินโม่ตะโกนถาม
ท้ายที่สุดหลินโม่ก็ไม่ได้รับซึ่งคำตอบใดๆเห็นได้ชัดว่านั่นคือเศษเสี้ยวแห่งความคิดที่หลงเหลืออยู่อาจเป็นเศษเสี้ยวความคิดของประมุขรุ่นที่หนึ่งของนิกายเทียนซิงก็เป็นได้อีกทั้งคัมภีร์ม้วนหยกเล่มนี้ก็คงเป็นสิ่งที่ประมุขรุ่นที่หนึ่งทิ้งเอาไว้
หลังจากจ้องคัมภีร์ม้วนหยกดำเขม็งอยู่ครู่หนึ่งหลินโม่จึงตัดสินใจดึงจิตเข้าสู่ด้านใน
ทันใดนั้นพลังบางอย่างพลันผลักจิตของหลินโม่กลับออกมาพร้อมทั้งส่งเสียงเศษเสี้ยวแห่งความคิดอีกอันหนึ่งขึ้น
“ต้องบรรลุ ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ ขั้นที่เก้าก่อน จึงจะเปิดคัมภีร์ม้วนหยกเล่มนี้ได้หรือ?” หลินโม่ขมวดคิ้วสงสัย พลางปลดปล่อยจิตเข้าไปอีกคราหากแต่ท้ายสุดก็ยังถูกพลังประหลาดนั่นผลักกลับออกมาจึงหมดทางเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วในนั้นมีสิ่งอันใดอยู่กันแน่
ครั้นลองพยายามอยู่หลายคราผลลัพธ์ยังคงเป็นเช่นเดิม หลินโม่จึงถอดใจในที่สุด เห็นได้ชัดว่าจำต้องบรรลุ ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ ขั้นที่เก้าก่อน จึงจะสอดคล้องกับเงื่อนไขในการเปิดคัมภีร์ม้วนหยกนี้และทำได้เพียงค่อยเปิดอีกคราในวันหน้า
------------------
[1] จูเยี่ยน เป็นสัตว์ร้ายในตำนานจีน รูปร่างคล้ายลิง ลำตัวช่วงบนสีขาวช่วงเท้าสีแดง ว่ากันว่าเมื่ออสูรตัวนี้ปรากฏกายจะเกิดมหาสงครามขึ้นบนโลก
[2] คุนเผิง เป็นสัตว์ประเภทปลาตามตำนานจีน ร่างเป็นปลาขนาดใหญ่มีปีกมหึมาของเหยี่ยวแทนครีบสองข้าง มักพบอยู่ในทะเลทางเหนือ ชอบว่ายน้ำ เมื่อบินจะบินได้ไกลถึงพันลี้ด้วยความเกรี้ยวโกรธ