เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ เก้าสิบ คำที่ไม่อาจสารภาพ

     

    บทที่ เก้าสิบ

     

    แสงอรุณทอดผ่านระแนงไม้ของตำหนักฟู่ตงกลิ่นดอกไม้ที่บานสะพรั่งเมื่อสองคืนก่อนยังหลงเหลืออวลอยู่ปลายกลิ่นแต่อีกไม่นานคงร่วงโรยรับเหมันต์ประกอบกับควันกำยานอบเปลือกสนป่าทางใต้ที่เผาค้างไว้ทำให้ทั่วเรือนอบอวลไปด้วยกลิ่นอบอุ่น

    ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนหน้ากระจกร่างสูงโปร่งในชุดผ้าแพรสีน้ำหมึก กำลังทอดสายตามองเงาที่เกิดในกระจกนิ่งงันหลิวชิงเซียงอยู่เบื้องหลังเขา นางยกมือเรียวเรียบจัดฉลองพระองค์ด้านในให้แนบสนิทไล่ไปจนถึงปกเสื้อชั้นนอกที่ปักลายเจียวหลงเหินเหนือคลื่นด้ายทองสลับเงินที่ปักดูเปล่งประกายเมื่อแสง

    มือเรียวของนางขยับมัดสายรัดเอวด้วยพู่สีชาดที่ห้อยหยกพลลางกล่าว“หลายวันมานี้ฝ่าบาทพักผ่อนน้อยนัก”

    โม่เหวินหานเหลือบตามองนางผ่านกระจกมือหนึ่งยกขึ้นจับพู่หยกนั้นเบาๆ ก่อนตอบกลับ “เจ้าต่างหากที่ควรพักเสียบ้างเมื่อคืนเจ้าก็หลับไม่สนิท”

    หลิวชิงเซียงยิ้มบางพลางเบือนหน้าเล็กน้อยดวงตาคู่นั้นหรี่ลงแฝงเงาลึก “หม่อมฉันมิได้วิตกมากขนาดนั้นแต่เพียงคำที่ฝ่าบาทเอ่ยเมื่อคืนก็ยาที่จะหยุดคิดโดยง่าย”

    เมื่อคืนก่อนจะหลับตาฮ่องเต้เคยเอ่ยถึงข่าวลือที่เริ่มแพร่ในวังหลังแรกทีเดียวเป็นเพียงเสียงกระซิบในเรือนนางกำนัล แล้วกลายเป็นคำกล่าวโทษว่า “ชิงเฟย” และเผ่าซาเฟิงอาจเกี่ยวข้องกับซีเป่ยทางอ้อมยิ่งเผ่าของนางอยู่ในจุดที่ไปมาค้าสะดวกกับซีเป่ย

    คำเหล่านั้นแม้พระองค์จะกล่าวว่ายังไม่มีผู้ใดเชื่อถือทว่าการที่ข่าวประเภทนี้หลุดออกมาได้ ย่อมหมายความว่าผู้ใดบางคนได้ลงมือแล้วและมิได้ต้องการเพียงทำลายนาง แต่หมายทำให้ทุกคนหวาดหวั่นไปถึงเผ่าซาเฟิง

    “เจ้ามิได้เกี่ยวข้องกับซีเป่ยไม่จำเป็นต้องเก็บมาคิดมาก” ถึงพระองค์กล่าวเช่นนั้นแต่ในใจหลิวชิงเซียงรู้ดีว่าเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องในวันนี้ อาจกลายเป็นดาบที่หันกลับมาฟันนางในวันพรุ่งนี้

    หลังจากแต่งตัวให้องค์เหนือหัวเรียบร้อยนางย่อมค้อมกายส่งพระองค์จนพ้นประตูตำหนัก เห็นเงาแผ่นหลังในอาภรณ์ลายมังกรเคลื่อนหายไปตามแนวไม้กระถางของตำหนักฟู่ตง

    หลิวชิงเซียงหันกลับเข้าภายในห้องนอนดวงตาหม่นลงดั่งหมอกที่ปกคลุมเหนือผิวน้ำแต่แทนที่จะทิ้งกายลงบนตั่งนอนอย่างที่ตั้งใจไว้แต่ต้นหัวใจกลับเต็มไปด้วยความร้อนรุ่ม กระสับกระส่าย หลับตาไม่ลง

    นางรู้ว่าที่ฝ่าบาทบอกนางไม่ใช่จะให้นางเป็นกังวลแต่ให้เตรียมรับมือก่อนเท่านั้นเพราะมีคนอยากให้นางล้มและทางนั้นคงเตรียมการไว้แล้วหญิงสาวสูดลมหายใจแล้วลุกขึ้นเรียกเสียงแผ่ว “อิงหลาน ฟ่านหรู เข้ามาเถิด”

    ไม่นานนักสองคนสนิทก็รีบเข้ามาในห้องด้วยความนอบน้อม“ช่วยข้าแต่งตัวทีเถอะ” หลิวชิงเซียงเอ่ยเรียบๆ

    “วันนี้ชิงเฟยมีเหตุธุระหรือเพคะแต่งกายแต่เช้าให้พวกหม่อมฉันเตรียมอะไรอีกไหมเพคะ?” อิงหลานเอ่ยถามเสียงแผ่ว

    “ไม่ต้อง ข้าเพียงไม่อาจนอนต่อได้” หญิงสาวยิ้มบาง รอยยิ้มนั้นไม่มีแววเป็นสุขสักนิดนางเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดแพรบางสีครามลายเถาโบตั๋นเส้นผมรวบสูงประดับปิ่นเงินลายกระเรียนเหยียดปีกหลังแต่งกายเสร็จขณะกำลังก้าวออกมา เสียงทหารผู้หนึ่งก็ดังประกาศขึ้นจากหน้าตำหนัก

    “สารจากกรมสอบสวน! เรียกตัวชิงเฟยหลิวเข้ากรมสอบสวน!” เสียงนั้นดังชัดแจ่มไม่มีแม้แต่ความเกรงใจในยามเช้า

    ทั้งอิงหลานและฟ่านหรูหน้าซีดเผือดทันทีหันมามองผู้เป็นนายราวรอคำตอบว่าจะควรทำเช่นไรแต่หลิวชิงเซียงกลับเพียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเบาๆ “มาเร็วกว่าที่คิดเสียอีก”ดวงตาของนางเย็นสงบในชั่วขณะนั้นทว่าในอกกลับเต้นรัวระส่ำ หัวใจหล่นวูบไปใต้ตาตุ่มเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ข้างหน้า

    “เรียกตัวเช่นนี้ในเวลาเช้า..แถมยังเลือกเวลาที่ฝ่าบาทพึ่งไปว่าราชการ” นางพึมพำกับตนเองนั่นหมายความว่าผู้ที่วางกลไม่เพียงจับจังหวะได้แม่นยำ..แต่เตรียมพร้อมมานานแล้ว การดึงนางออกจากเขตตำหนักในไปสอบสวนในยามที่พระองค์ไม่อยู่คือการขุดรากถอนโคนให้เร็วที่สุดโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครช่วยทัน เพราะจากไปแล้วก็ไม่คงจะกลับมาง่ายๆ

    หลิวชิงเซียงยืดตัวตรงชำเลืองมองเงาตัวเองในกระจก ดวงตานิ่งเรียบปากเม้มแน่นเพียงเล็กน้อยนางรู้ดีว่าต่อจากนี้คือศึกที่วัดระหว่างชีวิตกับความตาย

    “ฟ่านหรู ไปหยิบรองเท้ามากเถอะอิงหลาน ไปเปิดประตู”เสียงของนางมั่นคงกว่าทุกวันยามเช้าปกติที่นางจะเอื่อยเฉื่อยแต่วันนี้ไม่เหลือคราบเดิม

    เมื่อเดินออกมาถึงหน้าตำหนักเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนในอาภรณ์สีหมึกเรียงแถวอยู่เรียบร้อยบุรุษผู้หนึ่งซึ่งดูเหมือนหัวหน้าคณะก้าวออกมาก้าวหนึ่ง พร้อมยกมือประสานคำนับ

    “ขอเชิญพระชายาไปที่กรมสอบสวนพ่ะย่ะค่ะ”

    หลิวชิงเซียงไม่กล่าวสิ่งใดเพียงพยักหน้ารับก่อนก้าวขึ้นเกี้ยวที่เตรียมไว้ เสียงเสียดเบาๆจากผ้าแพรที่ขยับตามการนั่งกลบเสียงหัวใจที่ยังคงเต้นถี่ไม่หยุดยั้ง

    ภายในท้องพระโรงเสียงสนทนาเรื่องการส่งเสบียงไปยังจิงเหยียนเพิ่งสิ้นสุดลง หัวข้อการประชุมว่าด้วยยุทธวิธีและการโยกย้ายกำลังพลถูกชำระจบองค์ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างถอนหายใจแผ่วสายตาหลายคู่เริ่มมองหาผู้เบิกเรื่องถัดไปแต่ก็ไร้ผู้ใดกล้าเอ่ยขึ้นต่อหน้าพระพักตร์

    จนกระทั่งชายร่างสัดทัดสวมอาภรณ์แดงเลือดหมูก้าวออกจากแถวเบื้องล่าง เขาคือหลูฉางเจิ้น ตำแหน่งผู้ช่วยรองเจ้ากรมสอบสวนตำแหน่งผู้มีหน้าที่ตรวจสอบและสอบสวนความผิดขุนนางในฝ่ายใน แม้ยศมิได้สูงเด่นนักแต่หน้าที่ที่ถืออยู่นั้นเกี่ยวพันกับเบื้องลึกเบื้องหลังของผู้มากหน้าหลายตาในราชสำนัก

    เขาค้อมกายเคารพมือประสานอยู่หน้าลำตัวอย่างเรียบร้อย เสียงทุ้มที่ผ่านประสบการณ์กล่าวชัดเจน “ขอพระราชทานอภัยที่กระหม่อมขัดจังหวะพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมได้รับข่าวสารจากสายรายงานภายในวังว่ามีข่าวลือเกี่ยวกับพระชายาว่าอาจเกี่ยวข้องกับแคว้นซีเป่ยด้วยความเคารพต่อราชวงศ์ กระหม่อมไม่กล้านิ่งเฉย จึงให้คนของตนสืบหาข้อมูลเพิ่มเติม”

    เสียงนั้นราบเรียบมิได้ขึ้นเสียงเกรี้ยวกราดหากแต่หนักแน่นคล้ายเล่าความจนสายตาหลายคู่เริ่มจับจ้องมาที่เขาแม้แต่เสียงหายใจในท้องพระโรงก็เบาแผ่วลง “ในการตรวจสอบเบื้องต้นกระหม่อมพบความไม่ชอบมาพากลหลายประการ โดยเฉพาะจดหมายตอบโต้ระหว่างจากซาเฟิงกับผู้ใดบางคนในตำหนักในเหนือจากที่เคยแจ้งไว้เมื่อแรกเข้าเมืองหลวง”

    ดวงตาคมของเขากวาดมองรอบด้านชั่วขณะก่อนจะถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วคุกเข่าทาบฝ่ามือลงกับพื้นหินหยก “กระหม่อมขอถวายฎีกาเพื่อเป็นหลักฐานส่งโปรดพระราชดำริพิจารณาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ถ้อยคำนั้นทำให้บรรยากาศในท้องพระโรงแน่นขึงขึ้นฉับพลันอากาศประหนึ่งหนักอึ้งยิ่งกว่าก่อนมีการประชุมเรื่องศึกสงคราม เผ่าซาเฟิงและพระชายาแม้จะไม่เอ่ยชื่อแต่ก็มีเพียงผู้เดียวมิใช่หรือ..ชิงเฟย

    หลี่ต้ากงขันทีเก่าแก่ข้างกายขององค์เหนือหัวรีบสาวเท้าลงจากข้างบัลลังก์ไปรับฎีกานั้นมาจากมือหลูฉางเจิ้นแล้วนำกลับขึ้นถวายด้วยท่าทีร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด

    โม่เหวินหานประทับนิ่งเหนือบัลลังก์ทองสูงหัตถ์เรียวยื่นออกไปรับฎีกาด้วยสีหน้าสงบ แต่ดวงตาคมกลับแฝงแววแหลมลึกคล้ายเปลวเพลิงที่เพิ่งถูกพัดลมแรงจุดให้ลุกโชนในกองถ่าน ยังไม่ทันเปิดฎีกาพระองค์ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนและหนักแน่น“หลูฉางเจิ้น ต้องโทษให้โบยสามสิบไม้”

    ถ้อยคำนั้นราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกทั่วท้องพระโรงเงียบวังเวงแทบจะได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของขุนนางทั้งหลายทุกคนต่างไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ฮ่องเต้เคยประกาศไว้ว่าผู้ใดยื่นฎีกาทูลความเกี่ยวกับพระชายา..ชิงเฟยจะต้องโทษโบยสามสิบไม้ก่อนได้ยื่นฎีกาพึงรับโทษก่อนสอบจะเกิดขึ้นจริงในวันนี้

    หลูฉางเจิ้นหน้าซีดเผือดแม้จะมีเหงื่อผุดเต็มขมับ แต่กลับก้มศีรษะลงต่ำอย่างสงบ กล่าวเสียงมั่นคง “กระหม่อมรับโทษพ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงพระองค์ทรงทอดพระเนตรฎีกานี้ความจริงจะชี้ว่ากระหม่อมมิได้คิดปองร้าย เพียงทำตามหน้าที่”

    ก่อนที่ทหารองครักษ์เวรจะก้าวเข้ามาเชิญตัวเขาออกจากพระโรงหลูฉางเจิ้นเอ่ยเพียงเบาๆ “เรื่องนี้..กรมสอบสวนได้รับเรื่องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

    โม่เหวินหานนิ่งงันไปครู่หนึ่งคำกล่าวเมื่อครู่เตือนเขาว่าไม่สามารถปิดได้อีก เรื่องอยู่นอกเหนือจากมือเขาแล้วจากนั้นจึงรีบเปิดฎีกาในมือ ดวงตาคมวาบด้วยประกายรุนแรงขณะที่พระหัตถ์ที่จับกระดาษแน่นจนเส้นเลือดลำแขนปูดขึ้นเห็นชัด

    เมื่ออ่านจนจบพระองค์ไม่กล่าวสิ่งใดอีก เพียงพับฎีกาเก็บไว้ในมือและลุกขึ้นอย่างเงียบงัน

    “ยุติการประชุมวันนี้” สุ้มเสียงเด็ดขาดมิอาจขัดขืนบรรดาขุนนางต่างลุกขึ้นทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงขณะที่พระองค์เสด็จออกจากพระโรงด้วยจังหวะเท้ารวดเร็วผิดปกติชายฉลองพระองค์ปลิวไหวตามแรงก้าวประหนึ่งพายุที่กำลังก่อตัว

    ตำหนักเฉียนชิงเจียงเจียองครักษ์คนสนิทยืนรออยู่ก่อนแล้วเขาเห็นองค์เหนือหัวเสด็จมาถึงก็รีบโค้งคำนับแล้วสาวเท้าก้าวตาม

    “กราบทูล..กระหม่อมตรวจสอบแล้วขณะนี้ยังไม่มีฎีกาหรือรายงานเรื่องพระชายาจากกรมพิธีการหรือกรมวังเข้าสู่ศาล..” ไม่ทันให้เจียงเจียเอ่ยจบ ประโยคถัดไปขององค์เหนือหัวก็สะบัดออกอย่างรวดเร็ว

    “ไปเรียกอารักษ์จากกรมสอบสวนมา..เดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงนั้นแน่นดั่งคมมีดและเย็นเสียยิ่งกว่าเหล็กแช่น้ำแข็ง

    เจียงเจียยืนนิ่งไปครู่ก่อนจะรับคำอย่างร้อนรน “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปในทันที”

    แต่ยังไม่ทันที่เขาจะหมุนตัวจากไปเงาร่างหนึ่งก็พลันปรากฏตัวขึ้นที่มุมประตูเงานั้นมาจากหนึ่งในองครักษ์ลับที่พระองค์ส่งไปเฝ้าตำหนักฟู่ตงโดยเฉพาะสวมชุดคลุมสีดำสนิท หน้าเรียบขรึมไร้อารมณ์ มือประสานคำนับทันที

    “กระหม่อมมีเรื่องรายงานพ่ะย่ะค่ะ”

    เมื่อโม่เหวินหานหันมาสบตาดวงตาของเขาก็สะท้อนคำตอบก่อนอีกฝ่ายจะเอ่ยปากเสียอีกเงาของเคราะห์ร้ายปรากฏชัดในแววตาองครักษ์ลับผู้นั้นและนั่นย่อมหมายความว่าเรื่องที่ตำหนักฟู่ตงเกิดขึ้นแล้ว

    ...

    เสียงประตูกระทบกันดังกึกก่อนบานไม้หนาหนักจะปิดสนิทลงเงาทึบภายในห้องสอบสวนปกคลุมจนแสงจากโคมทองที่แขวนอยู่เหนือศีรษะดูซีดจางหลิวชิงเซียงนั่งอยู่กลางห้องบนเก้าอี้ไม้ดำไร้พนัก ท่ามกลางความว่างเปล่ารอบด้านเบื้องหน้าเป็นโต๊ะไม้เตี้ยที่วางตำรา กฎโทษแห่งราชสำนักและม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกคลี่บางส่วนพร้อมตัวย่อคำรับสารภาพ

    อาภรณ์ของนางยามนี้ยับย่นจากการเดินทางและแรงสะเทือนขณะนั่งเกี้ยวทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงยาวลึกเผยให้เห็นการเก็บกลั้นอารมณ์ที่หนักหน่วงยิ่ง

    ตรงข้ามนางมีบุรุษวัยกลางคนในอาภรณ์ของกรมสอบสวนยืนกอดอกใบหน้ากว้างเครียดขรึม ดวงตาเรียวยาวแฝงแววหาญเฉียบเหมือนอสรพิษในโพรง เขาคือมือสอบสวนหวังซิ่นเฉิงข้างเขาคือเสนาผู้ช่วยสองนาย หนึ่งในนั้นเปิดม้วนคำฟ้องพลางอ่านเสียงชัดถ้อยชัดคำ

    “รัชศกเฉิงหยางพระชายาแต่เทียนหลงฮ่องเต้ พระอิสริยยศชิงเฟย นามเดิมหลี่เสวี่ยบุตรีหัวหน้าเผ่าซาเฟิง ต้องข้อกล่าวหาว่า ‘หลอกลวงเบื้องสูงปลอมแปลงตัวตนเข้าพิธีคัดเลือก หวังใกล้ชิดฮ่องเต้เพื่อแสวงประโยชน์ต่อเผ่าซาเฟิง’ และ ‘มีความเกี่ยวข้องกับแคว้นซีเป่ยทั้งทางตรงและอ้อม’ การกระทำเข้าข่ายเป็นภัยต่อแผ่นดิน”

    เสียงนั้นยังคงกล่าวต่อไปไม่หยุดดั่งเข็มทิ่มแทงลงเนื้ออย่างไม่ลดละ

    “รวมถึงคำกล่าวอ้างว่าพระชายามีการสนับสนุนการเคลื่อนไหวลับต่อพื้นที่นอกแคว้นชายแดนโดยใช้สถานะในตำหนักในส่งเสริมและติดต่อกับคนของซีเป่ยเพื่อขอรับการสนับสนุนทางการค้าและยุทโธปกรณ์”

    เสียงจบลงพร้อมกับการวางม้วนคำกล่าวหาลงบนโต๊ะตรงหน้ากระดาษบางแผ่นหนึ่งถูกเลื่อนมาแนบ เรียงตัวอักษรชัดเจนประหนึ่งตรึงด้วยตะปู

    “หากพระชายาเห็นว่าความผิดมีมูลและยอมรับสารภาพทรงโปรดลงนามไว้เถิดกรมสอบสวนจะเร่งจัดเรื่องเข้าสู่กระบวนการดำเนินโทษโดยอาจมีการลดหย่อนตามเห็นสมควร”

    ดวงตาเย้ยหยักคำกล่าวหานางสะบัดหน้าราวกับจะปัดสิ่งโสโครกออกจากความคิดแม้บางส่วนของคำกล่าวหาจะมิได้ไกลจากความจริงนัก แต่การบิดเบือนให้เป็นเรื่องกบฏนั้นร้ายแรงจนเทียบได้กับการลากทั้งเผ่าซาเฟิงไปตายทั้งเป็นต่อให้ย่อมรับโดยดีการลดหย่อนจะได้สักเท่าไรกันเชียว

    หากลงนามเพียงหนึ่งครั้งไม่เพียงตัวนางจะสิ้นวาสนาเผ่าซาเฟิงที่ยังตั้งอยู่เหนือผืนทะเลทรายก็อาจถูกแผดเผาโดยข้ออ้างแห่งการทรยศต่อแผ่นดินมือของนางวางแนบต้นขา ไม่ไหวหวั่น ไม่สั่นสะท้านแต่กลับเย็นเยียบประหนึ่งจมอยู่ในน้ำแข็งที่ไม่อาจละลาย

    หวังซิ่นเฉิงเดินอ้อมมาด้านข้างหยุดยืนใกล้จนเงาทอดปกคลุมตัวนาง “แม้นพระชายาจะไม่พูดแต่ความเงียบนั้นย่อมหมายถึงการรับรู้” เสียงเขาต่ำแต่น้ำเสียงแฝงคมมีด“ขอเพียงวางชื่อไว้ตรงนี้ก็ไม่จำเป็นต้องลากใครให้ลำบาก อย่าให้กรมสอบสวนต้องใช้วิธีอื่น”

    เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อยใบหน้าแฝงรอยยิ้มเย็น “หรือต้องให้ข้าส่งคนไปเชิญตัวผู้ติดตามที่ยังอยู่ในจวนรับรองเข้ามาสอบสวนอิงหลานฟ่านหรูใช่หรือไม่ที่อยู่ใกล้ชิดพระชายา คนสนิทไม่รับรู้ไม่มีทางเป็นไปได้..ว่าเช่นนั้นหรือไม่?”

    หลิวชิงเซียงหันขวับดวงตาแข็งกร้าวทันที แต่ริมฝีปากยังไม่เผยถ้อยคำใด

    “แม้คนพวกนั้นจะมิรู้เรื่องที่ท่านปลอมตัวเข้าวังจริงแต่มิใช่ว่าจะไม่มีผู้ใดบิดคำให้เป็นได้” เขายื่นปลายพู่กันชี้ลงไปที่กระดาษ“แม้แต่ความจริง หากไม่มีคนยืนเคียงก็กลายเป็นแค่เสียงปากเปล่าของผู้แพ้”

    หญิงสาวหรี่ตาลงช้าๆก่อนจะเบือนหน้ากลับอีกครั้ง แม้จะรู้ว่าศึกครั้งนี้ไม่อาจใช้เพียงความอดทนต่อกรแต่ก็มิอาจให้ความประหวั่นออกปากตน

    “ความเงียบไม่ใช่ข้ออ้างในความบริสุทธิ์” เสียงหวังซิ่นเฉิงยังคงดังขึ้นช้าๆ“หากพระชายาไม่ลงนาม มีเหลือแต่เส้นทางเดียวยาวไกลและทรมานกว่าการรับสารภาพ”

    “..โปรดพิจารณาให้ดี” เสนาคนหนึ่งเอ่ยบ้าง “การที่พระชายายังมีชีวิตอยู่มีค่าไม่น้อยต่อผู้ที่ยังเหลืออยู่ข้างนอก แม้ยอมรับโทษแต่โดยดี กล่าวว่าลงมือรับผลประโยชน์ผู้เดียวโทษยังอาจบรรเทาเงื่อนไขไม่ให้ลามถึงทั้งเผ่าล่มสลายก็เป็นได้”

    นางจดจ้องไปที่ผู้พูดสายตานั้นเจือด้วยรังสีที่ยากจับความ “ข้าหรือที่เป็นผู้ก่อให้เผ่าล่มสลาย?” คำถามหนึ่งผุดในใจนางเสมือนมีใครมาขีดลงกลางอกด้วยปลายกระบี่ นางขยับกายเพียงเล็กน้อย

    มือข้างขวายกขึ้นวางลงบนขอบกระดาษแล้วพลิกกลับอย่างเยือกเย็น ปลายนิ้วกดลงเบาๆ บนมุมขอบพับ แทนที่จะลงนามกลับพับแผ่นรับสารภาพคืนให้อย่างสุขุม ความเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อยกลับส่งสารได้ทั้งหมด นางไม่มีวันยอมรับ..

    หวังซิ่นเฉิงก้มตัวสบตานางอยู่นานแววตาที่เริ่มรำคาญแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ "เช่นนั้นข้าจะรอให้พระชายาเปลี่ยนใจ" เอ่ยจบก็ยืดตัวขึ้น “ไปนำตัวคนสนิททั้งสองของพระชายามา!”

    หลิวชิงเซียงได้ยินเต็มโสตอิงหลานฟ่านหรูต้องลำบากไปกับนางเสียแล้วแต่นางไม่อาจจะลากทั้งเผ่ามาเกี่ยวข้องได้ เรื่องนี้นางอธิษฐานเพียงไม่มีใครได้รับโทษนอกจากตนเองก็พอ..เพราะเริ่มต้นแผนการสลับตัวก็เป็นของนางแต่ผู้เดียว..ผู้ใดทำผู้นั้นรับผิดชอบ

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน