ไม่คิดปล่อยเวลาให้ล่วงเลยผ่านไปอย่างสูญเปล่า เย่หยุนซีเมื่อมาถึงยอดเขาก็รีบทำการนั่งโคจรพลังของตนเองด้วยทักษะบ่มเพาะเทพมังกรหยินหยางอมตะในทันทีโดยไม่ลังเลใจ ส่งผลให้ไอปราณโดยรอบถูกเขาดูดกลืนอย่างรวดเร็วราวกับหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง
ใบหน้าของเย่หยุนซีประดับด้วยรอยยิ้ม การบ่มเพาะของเขายังคงรวดเร็ว ยอดเยี่ยม และมีประสิทธิภาพเช่นเคย นี่จึงเป็นเหตุให้เขารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
‘หากยังคงรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ อาจจะไปถึงระดับปฐพีขั้น8- 9’ เขากล่าวในใจอย่างตั้งมั่น
ในขณะเดียวกัน! ทางฝั่งของหยุนฉางเยว่และหลิงจีบัดนี้กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบสมบัติจากขุมกำลังต่างๆอย่างเคร่งครัด โดยมีมู่หลิงเฟยคอยอารักขาอยู่ไม่ห่าง
เวลาผันผ่านไปรวดเร็วประดุจการไหลของสายน้ำ หลังจาก 3 เดือนผ่านพ้น ในที่สุดเหล่าผู้ฝึกตนจำนวนมหาศาลก็มารวมตัวกัน ณ เมืองชายแดนประจิมโดยมีสุสานเซียนเป็นเป้าหมาย ซึ่งมันส่งผลให้ทั่วทั้งเมืองกลายเป็นมีสีสันต์ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
และด้วยการควบคุมดูแลของเหล่ามหาจักรพรรดิ มันจึงทำให้เหล่าผู้ฝึกตนเหล่านั้นไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาภายในเมืองแห่งนี้ ถึงแม้ว่าพวกมันจะมีความโกรธแค้นกันมากสักแค่ไหน
“ฟุ๊บ”
“ท่านอาจารย์ ตอนนี้สุสานเซียนใกล้จะเปิดแล้วนะเจ้าคะ ให้พวกเราไปตามสามีเลยดีหรือไม่” ภายในกระโจมของหลี่ไป่ หยุนฉางเยว่ หลิงจี และมู่หลิงเฟยปรากฏตัวขึ้นพลางกล่าวอย่างจริงจัง
ซึ่งการมาพร้อมกันของพวกนางนั้น ทำให้หยุนไห่ถังและเย่ชิงหยางที่กำลังนั่งดื่มสุราถึงกับดวงตาเบิกกว้างในทันที แน่นอน! พวกเขามิได้แปลกใจที่เห็นหยุนฉางเยว่กับหลิงจี แต่แปลกใจที่จักรพรรดินีเช่นมู่หลิงเฟยติดตามพวกนางราวกับเงา
“ไม่ต้องหรอก อีกเดี๋ยวเขาก็มา” เซียนกระบี่เมามายกล่าวตอบกลับก่อนจะกระดกสุรา จากนั้นหันไปมองเย่ชิงหยางและหยุนไห่ถัง
“พวกเจ้าไปจัดเตรียมคนและออกเดินทางไปยังหน้าประตูเซียนบรรพกาลกันได้แล้ว อีกประเดี๋ยวข้าจะตามไป”
“รับทราบขอรับ” เย่ชิงหยางและหยุนไห่ถังชันกายยืนขึ้นคาราวะ ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากกระโจมไปพร้อมๆกับโฉมสะคราญทั้งสามนาง
ต่อมาหลังจากนั้น! พวกเขาก็แยกย้ายกันไปจัดเตรียมคนและออกเดินทางตามคำสั่งของเซียนกระบี่เมามาย ส่งผลให้ทุกขุมกำลังพากันทำตาม การเคลื่อนทัพของผู้ฝึกตนจำนวนมหาศาลจึงเริ่ม ณ ตอนนั้น
.
ซึ่งในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของเย่หยุนซีที่นั่งบ่มเพาะอยู่บนยอดเขามานานในที่สุดก็ลืมตาตื่นขึ้นมา พร้อมกับออร่ารอบกายที่ดูแข็งแกร่งขึ้นมาเป็นอย่างมาก พลังตบะเพิ่มขึ้นกลายเป็นระดับปฐพีขั้น 9 ตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้ตอนต้น
“ฝู่! โชคดีที่ยังทัน”
ปรับลมหายใจเล็กน้อย บุรุษหนุ่มลุกขึ้น สะบัดมือหนึ่งครั้ง สรรสร้างกระบี่น้ำแข็งและขี่มันบินทะยานตามหลังกองทัพของเหล่าผู้ฝึกตนไปยังประตูเซียนบรรพกาลในทันที
ด้วยพลังในตอนนี้ของเย่หยุนซี เขาสามารถต่อกรกับระดับมหาจักรพรรดิขั้นที่ 1 ได้อย่างสูสีโดยไม่จำเป็นต้องใช้ลูกเล่นหรือเล่ห์เหลี่ยมใดๆ
“เห้อ ช่างน่าเสียดาย หากมีเวลามากกว่านี้อีกหน่อย ข้าอาจจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเบิกนภา” บุรุษหนุ่มบ่นพึมพำออกมา เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม ในที่สุดก็ไล่ตามกลุ่มของบิดาได้ทัน
“โอ้ เจ้าหนูมาแล้วงั้นหรือ ออร่าพลังเจ้าแข็งแกร่งขึ้นมกาเลยทีเดียว” เย่ชิงหยางเอ่ยปากทักทาย ทันทีที่เห็นบุตรชายบินมา
เด็กหนุ่มผสานมือคาราวะพลางเผยรอยยิ้มร่า จากนั้นหยิบแผ่นหยกออกมาและเริ่มแจกจ่ายให้กับผู้คนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเขา แน่นอน! เขาไม่ลืมที่จะกล่าวอธิบายสรรพคุณ รวมถึงวิธีการใช้ให้ทุกคนได้รับทราบ
ซึ่งทุกคนก็ทำตามที่เขาแนะนำอย่างเคร่งครัดและว่าง่าย เพราะคงไม่มีใครโง่ถึงขนาดปฏิเสธของขวัญจากท่านเซียนกระบี่
“องค์จักรพรรดินีคนสวย แผ่นหยกชิ้นนี้เป็นของท่าน” หลังจากแจกจ่ายอยู่นาน ในที่สุดก็ถึงคิวของมู่หลิงเฟยและราชวงศ์มู่แห่งจักรวรรดินภากระจ่างเสียที
“หึ! เจ้าเด็กบ้า ไม่รู้เวล่ำเวลาเลยหรืออย่างไรกัน ถึงได้หยอกเย้าข้ากลางที่สาธารณะเช่นนี้” รับแผ่นหยกมาแต่โดยดี โฉมสะคราญยอดสตรีอันดับ 1 ของแผ่นดินอดไม่ได้ที่จะบ่นเด็กหนุ่มด้วยความหมั่นใส้ ภาพนี้ทำให้พวกหลิงหยวนที่บินอยู่ใกล้ๆถึงกับหัวเราะขบขัน
แต่ในทางกลับกัน คนอื่นๆที่ไม่ได้รู้ถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองต่างจับจ้องมองบุรุษหนุ่มด้วยแววตาอิจฉา
“เห้ย ไอ้เด็กนั่นมันเป็นใครกันว่ะ ไฉนถึงได้สนิทสนมกับองค์จักรพรรดินี มู่หลิงเฟย ถึงเพียงนั้น” ผู้ฝึกตนที่เข้ามาหลังเย่หยุนซีปิดด่านเอ่ยถามในทำนองเดียวกัน
“พวกแกหุบปากไปซะ บุรุษคนนั้นคือนายน้อยแห่งจวนแม่ทัพประจิม ทั้งยังมีฐานะเป็นราชบุตรเขยแห่งจักรพรรดิเมฆครามและจักรวรรดินภากระจ่าง”
“หา! นายน้อยแห่งจวนแม่ทัพประจิมงั้นหรือ ข้าได้ข่าวมาว่าเขาเป็นคนไร้ประโยชน์ไม่ใช่หรือไงกัน?”
“เหอะ! ไร้ประโยชน์บ้านเจ้าน่ะสิ ข้าได้ยินมาว่าประมุขนิกายเทพสุริยันถูกสังหารโดยนายน้อยคนนี้.......ถ้าเจ้าเรียกเขาว่าไร้โยชน์ เกรงว่าพวกเราเกือบทุกคนที่นี่ก็คงไม่ต่างอะไรจากขยะ”
“ว่าไงนะ! ไม่น่าเชื่อจริงๆเห็นทีข้าคงต้องมองบุรุษผู้นี้เสียใหม่”
หลากหลายความคิดเห็นของเหล่าผู้ฝึกตนดังกังวานไกล เย่หยุนซีหาได้สนใจไม่ หลังจากหยอกล้อมู่หลิงเฟยเสร็จ เขาก็รีบขี่กระบี่บินไปข้างๆบุรุษหนุ่มอีกคนที่เขาคุ้นเคย
“ท่านพี่หยุนฉางตง นี่แผ่นหยกของท่าน”
“อ่า ขอบใจนะน้องชาย ว่าแต่เหตุใดเจ้าถึงไม่พาฉางเยว่กับหลิงจีมาด้วยล่ะ?” หยุนฉางตงตอบกลับด้วยคำถาม
เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มบาง “ต่อให้พวกนางไม่เข้าไป พวกนางก็ได้รับโชควาสนามากกว่าผู้อื่นอยู่ดี”
“หือ..........เอาเถอะๆ ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของพวกเจ้า พี่ชายคนนี้ก็จะไม่ก้าวก่าย” แม้จะแปลกใจ แต่หยุนฉางตงก็ไม่คิดต่อความยาว
เย่หยุนซีพยักหน้าเบาๆ จากนั้นเขาเลือกที่จะบินไปยังประตูเซียนบรรพกาลพร้อมกับผู้เป็นพี่ของภรรยา