บทที่ สอง : ศึกตระกูลโอวหยาง
................................
ณ เรือเหาะที่กำลังทางกลับไปยังเมืองล่องเมฆา
หลังการจบงานประลองล่าสัตว์อสูร อูหลินเฟิงและคนในตระกูลไม่รอช้าตรงขึ้นสู่เรือเหาะเพื่อเดินทางกลับให้ไวที่สุด หลังจากที่อูหลินเฟิงได้ขึ้นมาบนเรือเหาะอูหลินเฟิงได้เรียกอูเทียนเหวิน ลี่หยางมาประชุมหารือเรื่องหลังจากนี้ โดยมีลี่เจียง จงหมิ่น อูหมินจิงคอยฟังอยู่ องครักษ์ทั้งสี่แห่งตระกูลอูและตระกูลลี่คอยอารักขาอยู่รอบๆ ห้องพัก
“เป็นอย่างไรบ้างผู้อาวุโสใหญ่ สี่ตระกูลมีท่าทีอย่างไร” อูหลินเฟิงถาม สิ่งที่เขาต้องการคือให้ผู้อาวุโสใหญ่ยั่วยุอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด ยิ่งอีกฝ่ายโกรธเท่าไรประสิทธิภาพในการคิดคำนวณจะน้อยลงเท่านั้น ยิ่งวางแผนดัดหลังอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น
“แม้จะมีความพยายามในการยั่วยุข้า แต่ก็ไม่มากจนเกินไปอยู่ในระดับที่ปกติของการกระทบกระทั่งระหว่างตระกูลที่ไม่ถูกกัน ไม่มากหรือน้อยเกินไป แม้ข้าจะพยายามยั่วยุพวกมันบางครั้ง พวกนั้นก็ไม่ตอบโต้ข้ากลับมามากมายนัด” อูเทียนเหวินกล่าว
“ในความคิดของท่านมีตระกูลใดที่ทำตัวแปลกหรือไม่” อูหลินเฟิงถามต่อ
“มี เป็นตระกูลเซวียนเยวี๋ยน ครั้งแรกคือตอนประมุขชุนโดนกดดันจากปราชญ์พิษ แต่ว่าตระกูลเซวียนเยวี๋ยนถึงกลับช่วยพูดให้ประมุขชุนรอดจากการกดดันของปราชญ์พิษ ประมุขของสี่มหาตระกูลมาถึงกับออกหน้าให้ตระกูลระดับกลาง ครั้งที่สองคือตอนที่ว่าที่ประมุขโอวหยางออกคำสั่งช่วยเหลือ แต่ประมุขประตระกูลเซวียนเยวี๋ยนกลับห้ามไว้ ราวกับไม่ต้องการให้ส่งกำลังช่วยเหลือไป” อูเทียนเหวินกล่าว
“ตอนนี้ผู้ต้องสงสัยหลักที่อยู่เบื้องหลังของสี่ตระกูลนั้นอาจเป็นตระกูลเซวียนเยวี๋ยนก็ได้สินะ” จงหมิ่นที่อยู่ด้วยกล่าวขึ้น
“ตอนนี้เรามีตระกูลเป็นเซวียนเยวี๋ยนศัตรูงั้นหรือ” ลี่หยางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาวิตกเรื่องนี้นักหากตระกูลที่อยู่เบื้องหลังเป็นสี่มหาตระกูลระดับสูง ตระกูลระดับกลางจะเอาอะไรไปสู้
“ในความคิดข้าตระกูลระดับสูงอาจไม่ได้มีเพียงตระกูลเซวียนเยวี๋ยนเท่านั้นแต่อาจมีสถาบันเมฆาอัคคีร่วมมือด้วย” อูหลินเฟิงกล่าว
“เหตุใดท่านจึงคิดเช่นนั้นคุณชายใหญ่อู” ลี่หยางถาม
“เพราะว่าในตอนที่พวกข้าอยู่ในเทือกเขาหมื่นอสูร โดนคนจากสถาบันเมฆาอัคคีพยายามลอบทำร้ายและมันยังมีเป้าหมายชัดเจนมาที่ข้า ถงต้าเหวย และน้องรอง ตอนนั้นกวนซ่างซีหลบออกไปหาจุดซุ่มยิงพวกนั้นเลยไม่รู้ว่านางก็อยู่ในกลุ่มด้วย ไม่แน่ว่าหากพวกมันเห็นนาง กวนซ่างซีก็อาจเป็นเป้าหมายของมัน” อูหลินเฟิงอธิบาย
“หากมีศัตรูเป็นตระกูลระดับสูงถึงสองแห่ง แล้วเราจะทำเช่นไร” ลี่หยางถามต่อ อูหลินเฟิงสามารถสัมผัสได้เลยว่าตอนนี้ผู้อาวุโสใหญ่ลี่หยางกังวลมากเพียงใด ยอมแน่อยู่แล้วตระกูลระดับกลางโดนตระกูลระดับสูงในระดับสี่มหาตระกูลและสิบยอดสำนักหมายหัวไม่กังวลสิแปลก
“อย่ากังวลนักเลย พวกมันไม่ส่งลงมือกับตระกูลระดับกลางด้วยตนเองให้เสียศักดิ์ศรีหรอก มันคงใช้ตระกูลระดับกลางมาเล่นงานเราเพียงแต่คงไม่ได้มีเพียงสี่ตระกูลแล้ว” อูหลินเฟิงบอก เป็นคำพูดที่เหมือนจะทำให้สบายใจแต่ก็ไม่เลย
“ไม่ได้มีเพียงสี่ตระกูลแล้วงั้นหรือ” ลี่หยางกล่าว
“แม้ข้าปิดเสียงป้ายเหล็กฝั่งข้า แต่ท่านก็สามารถเห็นหรือได้ยินจากผู้เข้าแข่งขันอื่นได้ไม่ใช่หรือ ผู้เยาว์ที่เข้าร่วมงานประลองของเจ็ดตระกูลที่ศึกษาในสถาบันเมฆาอัคคี มีเป้าหมายมาที่ตระกูลอูและถงอย่างชัดเจน ตระกูลอี๋ กัน และ จ้ง อาจจะร่วมมือเล่นงานตระกูลอูได้”
“จริงๆ แล้วเรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวลก็ได้ มันคิดจะเล่นงานเพียงตระกูลอูเท่านั้น ตระกูลลี่ของท่าน พวกนั้นไม่ได้ต้องการเล่นงานแม้แต่น้อย"อูหลินเฟิงกล่าว เพราะเข้าสังเกตเห็นตอนที่ผู้เยาว์จากเจ็ดตระกูลเข้ามามันพูดถึงเพียงแต่คนจากตระกูลอูและถง ไม่ได้พูดถึงลี่เจียงเลยแม้แต่น้อย
“ไม่กังวลได้อย่างไรตระกูลลี่เราก็คิดจะช่วยเหลือตระกูลอูอย่างสุดความสามารถอยู่แล้ว แต่ว่าตอนนี้มีเราเพียงสองตระกูลเท่านั้น แต่ถ้าเป็นอย่างที่ท่านว่าตอนนี้มีถึงเจ็ดตระกูลที่จะเล่นงานเรา” ลี่หยางกล่าว
“ขอบคุณที่ตระกูลลี่อยู่เคียงข้างเรา เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล จะไม่ได้มีเพียงเราสองตระกูลที่จะรับมืออย่างโดดเดี่ยวแน่นอน” อูหลินเฟิงกล่าว
“มีคนที่จะให้ความช่วยเหลือเราแล้วงั้นหรือ” ลี่หยางถาม
“หลังจากกลับไปถึงเมืองสี่วันพวกท่านจะรู้เอง”
“สี่วันเหตุใดต้องสี่วัน” ลี่หยางถาม
“เพราะหลังจากที่เรากลับถึงเมืองไม่เกินสี่วันพวกนั้นจะบุกโจมตีตระกูลอูแน่นอน” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ
“เหตุใดท่านถึงมั่นใจวันที่นัก” อูเทียนเหวินถาม
“เพราะว่าหากพวกมันคิดจะลงมือต้องรอให้พวกเรากลับ ถึงเมืองล่องเมฆาก่อน โดยเฉพาะข้าและจงหมิ่นที่แสดงความสามารถในงานประลอง จะเป็นอันตรายต่อพวกมันในอนาคต หากข้าสองคนรอดไปได้ ในเวลาเจ็ดวันก่อนที่ปราชญ์วิญญาณและปราชญ์ดาบจะเดินทางมาเมืองล่องเมฆาต้องทำการสังหารพวกเราให้ได้ ในวันที่ห้าหรือหกไม่ควรลงมือเพราะปราชญ์ทั้งสองอาจเดินทางมาเร็วกว่ากำหนดอาจมีปัญหาได้ เพราะแบบนั้นวันที่สามและสี่คือเวลาที่พร้อมลงมือที่สุด” อูหลินเฟิงอธิบาย
“หากเป็นเช่นนี้เรามีเวลารับมือเพียงสองวันงั้นหรือ ต่อให้ส่งสัญญาณผ่านหยกสื่อสารยังตระกูลลี่และตระกูลอูตอนนี้ หากมีการเคลื่อนไหวที่แปลกไป อาจทำให้สายลับที่อยู่รอบๆ สองตระกูลไหวตัวทันแน่” ลี่หยางกล่าวเวลาเพียงเท่านี้
“ไม่ เรามีเวลามากกว่ายี่สิบวัน” อูหลินเฟิงกล่าว เป็นคำพูดที่ทำให้ทุกคนแปลกใจเรือเหาะต้องใช้เวลาถึงสามสิบวันถึงจะเดินทางกลับถึงเมืองล่องเมฆา
"หมายความว่าอย่างไร ความเร็วของเรือเหาะอย่างเร็วที่สุดก็ต้องเดินทางถึงสามสิบวัน ข้าจะทำอย่างไรถึงจะกลับเมืองล่องเมฆาได้ไวขนาดนั้น"ลี่หยางถาม
"ตอนนี้สามารถนำพลังของสัตว์อสูรของข้าจากตัวหนึ่งไปอีกตัวได้ หากข้าให้ฮุยฮุยขยายร่างจากความสามารถของกังปี้ ข้าจะสามารถขี่ฮุยฮุยที่มีความเร็วมากกว่าเรือเหาะ เดินทางกลับเมืองล่องเมฆาในเวลาเพียงสิบวัน"อูหลินเฟิงอธิบาย
“หากเป็นเช่นนั้นท่านควรเดินทางไปพร้อมกับคุณชายจง” อูเทียนเหวินกล่าว
“เหตุใดถึงไม่ไปกันหมด” ลี่เจียงเป็นผู้ที่ถามขึ้น
"เจ้าอย่าได้ลืมว่าภายในเรือเหาะลำนี้ยังมีตระกูลชุนอยู่ ตั้งแต่ที่กลับขึ้นมาบนเรือเหาะข้าสัมผัสได้จึงการตรวจสอบจากตระกูลชุนตลอดเวลาหากเราหายไปกันหมด พวกนั้นคงไหวตัวทันฉะนั้นจึงต้องมีคนที่คอยอยู่บนเรือเหาะ ทำให้ทุกอย่างดูปกติที่สุด"ลี่หยางอธิบาย
"ใช่ แล้วข้าเองก็คิดว่าจะไปกับจงลี่เพียงสองคนเท่านั้น ไม่เป็นไรนะน้องรอง"อูหลินเฟิงถามน้องชายตนที่ชอบไปไหนมาไหนกับเขา
"ไม่เป็นไรขอรับพี่ใหญ่ข้าเข้าใจ"
"ดี ก่อนที่ข้าจะไป ผู้อาวุโสใหญ่ข้ามีอะไรที่อยากลองสักหน่อย"
"อะไรงั้นหรือคุณชายใหญ่"
อูหลินเฟิงไม่ตอบแต่สร้างยันต์อาคมขึ้นรอบตัวเขากับอูเทียนเหวินปิดกั้นแสงทั้งหมดไม่ให้เข้ามาแม้แต่น้อย จากนั้นได้นำดอกแก้วทมิฬออกมา
"อะไรกันความรู้สึกนี้"ทันทีที่อูหลินเฟิงนำดอกแก้วทมิฬออกมา ความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นเกิดขึ้นกับอูเทียนเหวิน ไม่ใช้เพียงอูเทียนเหวินเท่านั้น แต่อูหมินจิงและองครักษ์ตระกูลอูทั้งสองที่อยู่นอกค่ายกลกั้นแสงก็เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นกัน เป็นความรู้ราวกับพลังแห่งอัสนีม่วงในร่างกำลังดีใจ
"เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ ผู้อาวุโสใหญ่"อูหลินเฟิงสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของทุกคนในตระกูลอูได้
"ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ราวกับสายเลือดของอัสนีม่วงกำลังร่ำร้องอยู่"อูเทียนเหวินบอก
"ถ้าเป็นอย่างที่ท่านว่า ความคิดของข้าคงถูกต้อง สายเลือดอัสนีม่วงของตระกูลอูเราคืออัสนีแฝงด้วยธาตุมืด เมื่อไม่มีมรดกเทพกระถางเทพวิหคอัสนี ทำให้อัสนีม่วงของเราแสดงประสิทธิภาพได้เพียงครึ่ง ซ้ำยังถดถอยลงเรื่อยๆ จากอัสนีม่วงที่เคยมีประกายที่ดำ กลายเป็นอัสนีม่วงสีเข้ม แต่ทุกวันนี้อัสนีม่วงของเรากลับกลายเป็นอัสนีสีม่วงอ่อนแสดงให้เห็นถึงพลังธาตุมืดที่หายไปจากสายเลือด จนปัจจุบันอัสนีของเราแทบจะกลายเป็นอัสนีธรรมดาแล้ว เพราะไม่อาจหาพลังธาตุมือมาเสริมพลังให้สายเลือดได้
ในทวีปลมปราณฟ้า แทบไม่มีสมุนไพรธาตุมืดออกมาในขายหรือออกประมูล หากมีราคาของมันก็สูงจนตระกูลอูไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อ แค่ครั้งนี้ข้าได้พบดอกแก้วทมิฬ ดอกไม้ที่มีพลังธาตุมืดเต็มเปี่ยม หากท่านบอกว่าสายเลือดอัสนีในร่างกำลังร่ำร้องแสดงว่ามันเองก็ต้องการความแข็งแกร่งในอดีตคืนเช่นกัน"เมื่ออูหลินเฟิงกล่าวจบก็ยื่นดอกแก้วทมิฬให้กับอูเทียนเหวิน อูเทียนเหวินใช้สัมผัสปราณแทนสายตารับดอกแก้วทมิฬมา ยิ่งใกล้ดอกแก้วทมิฬเท่าไหร่สายเลือดอัสนีม่วงยิ่งร่ำร้องมาเท่านั้น
"ผู้อาวุโสใหญ่ก่อนที่ท่านจะดูดสับพลังของดอกแก้วทมิฬ โปรดรับยันต์นี้ไปด้วย"อูหลินเฟิงมอบยันต์ไร้สีไร้แสงให้กับอูเทียนเหวิน อูหลินเฟิงใช้จิตซ่อนแสงที่สว่างของมันเพื่อไม่ให้ดอกแก้วทมิฬโดนแสงจนเฉาตาย เพราะดอกแก้วทมิฬจะตายทันทีหากได้รับแสงแม้เพียงเล็กน้อย
"ยันต์นี่มัน"แม้จะไร้แสง แต่อูเทียนเหวินกลับสามารถสัมผัสถึงพลังบางอย่างที่รุนแรงจากมันได้
"มันคือยันต์ที่สร้างขึ้นโดยพลังของดอกปทุมปรโลกภายในจะมีพลังจิตและพลังวิญญาณมากพอที่คนสิบคนจะดูดซับได้ ข้าอยากให้ทุกคนหลังจากข้าไปเข้ามาผลัดกันดูดซับพลังนี้ แม้แต่พวกท่านด้วย ผู้อาวุโสใหญ่ลี่ ลี่หยาง รวมถึงสององครักษ์ตระกูลลี่ด้วยเช่นกัน"อูหลินเฟิงบอกความต้องการของตน
"จะดีงั้นหรือคุณชายใหญ่อู"ลี่หยางกล่าว แม้อูหลินเฟิงจะปิดกั้นแสง แต่เสียงพูดนั้นทุกคนยังคงได้ยินอยู่ พลังของดอกปทุมปรโลกคือสุดยอดพลังที่จะยกระดับชั้นจิตและวิญญาณอย่างรวดเร็ว อูหลินเฟิงกลับมอบพลังของมันให้เขาอย่างง่ายดาย
"ข้าเองก็ต้องอาศัยความแข็งแกร่งของตระกูลลี่เช่นกัน ยิ่งพวกท่านแข็งแกร่งข้าก็จะมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง"อูหลินเฟิงกล่าว
"จากท่านกล่าวเช่นนี้ข้าก็จะไม่เกรงใจ รอให้ตระกูลอูดูดซับพลังของดอกแก้วทมิฬและยันต์วิญญาณเสร็จตระกูลลี่เราค่อยมาดูดซับพลังที่เหลือของยันต์วิญญาณ"ลี่หยางกล่าว
"ตกลงตามนี้ และ นี่ดอกแก้วทมิฬส่วนของอูหมินจิง อูจิง อูจาง"อูหลินเฟิงแบ่งดอกไม้ทมิฬไว้มอบให้อูเทียนเหวินเป็นคนแบ่ง จากนี้เขาได้สร้างร่างมายาของเขาและจงหมิ่นออกมา
"ร่างมายาของข้าจะมีปราณส่วนหนึ่งของข้า ส่วนของจงหมิ่นก็จะมีพลังปราณส่วนหนึ่งของเขา หากตระกูลชุนส่งสัมผัสปราณมาตรวจสอบด้วยความสามารถของพวกนั้นไม่มีทางแยกออกได้แน่ว่าเป็นเพียงร่างมายาจากยันต์ ทุกท่านข้าขอตัวก่อน จงหมิ่นไปกันเถอะ"
"ขอให้โชคดีท่านพี่"อูหมินจิงกล่าว
"เจอกันที่เมืองล่องเมฆา สหายจง สหายอู"ลี่เจียงกล่าว
"เดินทางปลอดภัยคุณชายใหญ่อู คุณชายจง"ลี่หยางอวยพร
จากนั้นอูหลินเฟิงก็ใช้ยันต์มายาซ่อนตัวตนของตนและจงหมิ่นออกไปจากห้องตรงสู้ด้านบนของเรือจากนั้นกระโดดลงเรือเหาะกันที ใช้พลังจิตของตนควบคุมให้ตนและจงหมิ่นลอยตัวอยู่บนฟ้า จากนั้นจึงค่อยเรียกฮุยฮุยออกมา
ยันต์อาคม เชื่อมประสานวิญญาณสับเปลี่ยนวิถีสวรรค์
"ยืมพลังเจ้าหน่อยนะกังปี้"อูหลินเฟิงกล่าวกับกังปี้ที่ย่อขนาดเกาะบนไหล่ของตน
"เจี๊ยก เจี๊ยก"ร้องออกมาอย่างยินดี
ฮุยฮุยที่ได้ออกมาบินร่างกายจากที่ตัวเท่ากับอินทรีย์ปกติ ร่างกายค่อยๆ ขยายใหญ่จนพอให้อูหลินเฟิงและจงหมิ่นนั่งบนหลังได้ จากนั้นอูหลินเฟิงก็อาศัยพื้นฐานลมปราณของเสี่ยวปิน และ เสี่ยวหยุนเพื่อยกระดับลมปราณของฮุยฮุย จากลมปราณระดับสี่ขั้นต้นสู่ระดับหกขั้นต้นชั่วคราว เสริมพลังจากอาชาขนวารีเพื่อให้ฮุยฮุยสามารถฟื้นฟูกำลังในระหว่างที่กำลังบิน แบบนี้ฮุยฮุยจึงจะสามารถบินได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เหนื่อยและไม่จำเป็นต้องหยุดพัก ลมปราณที่จะเสียระหว่างการเดินทางก็สามารถแบ่งจากสัตว์อสูรทั้งหมดของอูหลินเฟิงมาเติมได้ตลอดเวลา
"ไปเลยฮุยฮุย"ฮุยฮุยที่ได้ยินคำสั่งก็เร่งปราณวายุกระพือปีกออกเดินทางทันที
...
...
จบตอน