ตอนที่ 59 วิกฤตและโอกาส
หลังจากที่ทุกคนรวมถึงทีชล่วงรู้แผนการทั้งหมดแล้วก็ได้แยกย้ายกันล็อกเอ้าท์ออกไปทำธุระ ส่วนบางคนที่เลือกจะไปเดินเล่นในเมืองนั้น กุยแกได้ย้ำเตือนขึ้นอีกครั้งว่าให้ระมัดระวังตัวเอาไว้ให้ดีๆเพราะในเวลานี้การเดินเล่นในเมืองอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะ ฮิเดโยชิอง์หญิงผิงหยาง และตัวกุยแกเอง ซึ่งหากเกิดเสียชีวิตขึ้นมาก็ไม่มีโอกาสฟื้นได้อีก
ในขณะที่ทีชกำลังคิดจะล็อกเอ้าท์ออกไปนั้นจู่ๆ เขาก็นึกถึงประโยคที่หวานเคยพูดเอาไว้ประโยคหนึ่ง เธอได้พูดให้เขาฟังเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่พบกันประโยคที่ว่า‘ไม่มีอะไรสาย สำหรับการเริ่มต้น’และในวันนี้กุยแกได้แสดงให้เห็นแล้วว่าถึงแม้จะเสียเวลามากกว่าคนอื่นๆ ถึง 12ปี แต่หากเรามีความตั้งใจและการมองมุมอื่นบ้างเราจะพบกับข้อได้เปรียบที่คนมาทีหลังเท่านั้นถึงจะทำได้
ซึ่งแผนกุยแกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในการใช้ข้อได้เปรียบนี้เพราะพื้นที่บริเวณเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวหรือบริเวณเมืองจ้านลู่ที่พวกทีชสร้างขึ้นนั้นเป็นบริเวณที่ห่างไกลเกินกว่าผู้เล่นระดับสูงจะมาอาศัยอยู่และหากย้อนกลับไปในช่วงเวล 12 ปีก่อนการจะดำเนินแผนการนี้ย่อมทำได้ยากเพราะทุกพื้นที่จะเกิดการแก่งแย่งชิงดีกันอย่างมากทำให้แผนที่ต้องอาศัยความเงียบและการเบี่ยงเบนการสนใจทำได้ยากซึ่งนี่คือข้อได้เปรียบของการมาทีหลังของกิล Admiration
เนื่องจากไม่มีใครรู้จักและไม่มีใครคิดถึงจึงดำเนินแผนได้และเนื่องจากรู้จักอาศัยจังหวะและช่องโหว่ของเวลาจึงดำเนินแผนได้เพราะหากคนทั่วทั้งโลกจับตาดูอยู่การจะทำแบบนี้คงเป็นไปได้ยาก ทีชและสมาชิกกิล Admiration อีกหลายคนที่ทำธุรกิจเป็นของตัวเองตัวอย่างเช่น ปรางจี และเว่ยเถียนพวกเขาเหล่านี้ได้เห็นถึงมุมมองใหม่ที่มาจากแผนของกุยแกเช่นกัน
เปรียบเสมือนการเปิดธุรกิจบางอย่างไม่ว่าจะเป็นในโลกภายนอกหรือในเกมหากคุณเป็นผู้ริเริ่มก่อนข้อดีย่อมแน่นอนคือการกอบโกยได้ก่อนคนอื่นแต่เมื่อมองในทางกลับกันผู้ริเริ่มมักจะเจอกับความยากลำบากในการทำการตลาดเพื่อให้ผู้คนมาสนใจซึ่งจะทำให้ประสบความสำเร็จได้ยากเพราะก่อนหน้านี้ไม่มีธุรกิจแบบนี้แต่เมื่อมองในมุมมองของคนที่มาทีหลังแบบกิล Admiraiton ที่ใช้แผนมือเดียวบังฟ้าของกุยแกนั่นหมายความว่าคนที่มาทีหลังมีข้อดีเช่นกันนั่นคือการที่คุณสามารถเปิดธุรกิจและไปขอส่วนแบ่งในตลาดได้ทันทีเนื่องจากมีคนสร้างสิ่งเหล่านี้ไว้ให้คุณแล้วนั่นเอง
เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่มีความคิดว่าหากเริ่มทำอะไรช้ากว่าคนอื่นแล้วยังไงก็ไม่อาจตามคนอื่นได้ทันนั่นเป็นสิ่งที่ผิดซึ่งในวันนี้ทีชและอีกหลายคนเข้าใจแล้วว่าไม่มีอะไรสายสำหรับการเริ่มต้นจริงๆ
.......
หลังจากที่ติ๊กล็อกเอ้าท์ออกมาก็พบกับฮิวโก้ที่และหวานที่พึ่งล็อกเอ้าท์ออกมาเช่นกันพวกเขาจึงช่วยต๋องปิดร้านพร้อมกับที่ติ๊กประกาศว่าจะพาทุกคนไปเลี้ยงมื้อใหญ่สักมื้อ
ร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างแห่งหนึ่ง
“โอ๊ะเถ้าแก่เปิดเว็บบอร์ดเร็วการจัดอันดับชื่อเสียงกิลมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว”หวานพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ฮิวโก้ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาคีบเนื้อย่างเข้าปากโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลยสักนิด
“เปลี่ยนแปลงยังไงละ”ติ๊ก ถามกลับ
“กิลโอเอซิสเลื่อนไปอยู่อันดับ2 ส่วนกิลอดาเลียตกไปอยู่อันดับ 11 ทำให้กิลตำหนักเซียนขึ้นมาอยู่อันดับ10 แทน ส่วนกิลมังกรผงาดเลือดจากอันดับ 10 มาเป็นอันดับ 9” หวาน ตอบ
“ตำหนักเซียน...ใช่กิลที่เคยอยู่อันดับ10 หรือเปล่า”
“ใช่ค่ะเหมือนจะมีคนบอกว่าเป็นกิลที่มีคนไทยเป็นหัวหน้ากิลเหมือนกับกิลอรุณรุ่งด้วย” หวานกำลังเลื่อนอ่านบทความในโทรศัพท์มือถือ
“อ้อ...ก็ดีแล้วนี่คนไทยเราเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลกหรอกนะตอนแรกพี่เห็นว่ามีแค่กิลอรุณรุ่งกิลเดียวยังอดคิดไม่ได้เลยว่าคนไทยเก่งๆไม่เข้าเล่นเกมนี้หรือยังไง”
“ป่าวหรอกพี่ติ๊กคนไทยเก่งๆ ส่วนมากก็อยู่ในกิลอรุณรุ่งนั่นแหละครับแต่ก็มีบางส่วนที่ไปโด่งดังอยู่ในทวีปตะวันตกเช่นกัน” ต๋องที่เป็นแฟนคลับของอรุณย่อมติดตามข่าวผู้เล่นในกิลอรุณรุ่งอยู่เสมอเลยทำให้ทราบข้อมูลของผู้เล่นที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นคนไทย
“กิลเราก็นับเป็นกิลคนไทยเหมือนกันนะเพราะมีเถ้าแก่เป็นหัวหน้าแล้วสมาชิกที่เป็นคนไทยเก่งๆ ก็มีตั้งหลายคนโดยเฉพาะผมที่เก่ง...อ๊อก!” ฮิวโก้ ถูกหวานขัดจนพูดไม่จบอีกครั้ง
“อย่างนายเนี่ยนะ!เงียบแล้วกินๆ ไปซะ อ้วนจนเหมือนหมูยังไม่รู้จักควบคุมอาหารอีก!”
“ฮ่าๆๆๆ”ติ๊ก หัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นหวานแกล้งฮิวโก้ เพราะเวลาหวานแกล้งฮิวโก้นั้นดูคล้ายกับพี่สาวที่คอยดูแลเอาใจใส่น้องชายมากกว่าซึ่งฮิวโก้เองก็เหมือนจะรู้สึกได้เลยไม่คิดจะโกรธหรือเกลียดหวาน
......
2 วันต่อมาภายในเกม LC วันที่แพททริคหัวหน้ากิลอดาเลียประกาศและยื่นเรื่องยุบกิลซึ่งเป็นเวลาที่ทีชและคนอื่นล็อกอินกลับเข้ามาพอดีซึ่งข่าวการประกาศยุบกิลนี้ได้แพร่ออกไปอย่างรวดเร็วรวมถึงการต่อสู้ที่ทำให้เมืองขนาดกลางต้องพังไปครึ่งเมือง
กลุ่มของทีชรีบมารวมตัวกันที่โรงเตี้ยมอีกครั้งเพราะเหตุการณ์ยุบกิลต้องส่งผลถึงเมืองอู๋โจวด้วยอย่างแน่นอนและในขณะที่พวกเขาพึ่งจะมารวมตัวกันได้ครบนั้น เสียงของระบบก็ดังขึ้น
ติ้ง!
[ประกาศจากระบบโลก: เนื่องจากกิลอดาเลียทำการยุบกิลโดยที่ยังมีเมืองในครอบครองอยู่ 4 เมือง ระบบขอประกาศให้เมืองทั้ง 4 กลายเป็นเมืองไร้เจ้าของซึ่งจะมี NPC มาดูแลต่อไป]
“แล้วพวกเราจะเอาไงต่อดูเหมือนเมืองจะกลายเป็นของ NPC ไปแล้วแบบนี้แผนที่จะอาศัยความวุ่นวายก็ใช้ไม่ได้นะสิ” สมิท เอ่ยถามอย่างสงสัย
ความจริงที่กุยแกเล็งไว้คือเมื่อกิลอดาเลียพ่ายแพ้ซึ่งจะทำให้การบริหารต้องติดขัดซึ่งจะทำให้ชาวบ้านรู้สึกไม่ปลอดภัยที่ต้องอยู่ในเมืองของกิลที่พ่ายศึกและทหารยังเสียขวัญกำลังใจจนอ่อนแอลงซึ่งนั่นจะทำให้พวกเขาสามารถบุกยึดจวนเจ้าเมืองได้อย่างง่ายๆแต่ทว่าการยุบกิลของกิลอดาเลียนั้นอยู่นอกเหนือความคาดหมายทำให้แผนที่เตรียมไว้กลับส่งผลตรงกันข้ามเพราะเมื่อมีผู้ปกครองเมืองคนใหม่ที่เป็นคนดี ชาวเมืองจะรู้สึกว่ามีความหวังใหม่ส่วนทหารเองก็เช่นกันซึ่งนั่นจะทำให้กำลังใจของชาวเมืองและทหารสูงขึ้นส่งผลให้การเอาชนะใจชาวบ้านทำได้ยากซึ่งระบบได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่ากิลที่จะได้ครอบครองเมืองจะต้องทำให้ประชากรในเมืองยินยอด50% ขึ้นไป
“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”กุยแก ที่พึ่งเข้ามาในห้องเอ่ยถาม
“ดูเหมือนว่าจะมีเจ้าเมืองคนใหม่”ทีช ตอบ
“หืม…มิน่าล่ะถึงได้มีคำสั่งประกาศออกมาว่าห้ามคนเข้าเมือง”
“ห้ามคนเข้าอย่างเดียวเหรอ”ทีช ถาม
“ใช่ขอรับเท่ากับว่าหากใครต้องการออกจากเมืองย่อมทำได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลถึงแม้จะเป็นวิกฤตที่แผนต้องปรับใหม่แต่ข้าว่านี่ก็นับเป็นโอกาสได้เช่นกัน” กุยแก อธิบาย
เมื่อทุกคนได้ยินคำว่าโอกาสล้วนแต่คิดตามกันยกใหญ่ทีช ที่เริ่มจะมองเห็นได้เล็กน้อยว่ากุยแกหมายถึงสิ่งใดเลยเอ่ยขึ้น
“เจ้าหมายถึงศัตรูของเราอาจเข้าเมืองมาไม่ทันใช่หรือไม่”
“ถูกต้อง!เพียงแต่...ข้าคิดว่าศัตรูคงเข้าเมืองมาทันเวลาแต่สิ่งที่ข้าหมายถึงคือจำนวนของศัตรูจะต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอนเพราะข้าไม่คิดว่าในเวลาที่จำกัดแบบนี้จะสามารถส่งกองกำลังเข้ามาได้หมด” กุยแกอธิบายพร้อมกับเดินไปที่หน้าต่างและมองไปยังที่ห่างไกลทางประตูเมือง
……
ในป่าบริเวณชายแดนเมืองอู๋โจว
“ไอ้แก่บ้านั่นในเวลาแบบนี้ดันมาประกาศยุบกิลซะได้ โธ่เว้ย!” ชนาบ่นอย่างหัวเสีย
“ใจเย็นลงก่อนขอรับนายท่านข้าคิดว่ายังทันหากพวกเราเร่งเดิน อย่างน้อยน่าจะส่งคนเข้าไปได้ประมาณ 200-300คน” สุมาอี้ พูดขึ้นพร้อมกับออกคำสั่งให้ทหารบางส่วนเร่งเดินทางเข้าเมือง
“อุตส่าซุ่มเตรียมคนมา2,000 คน กลับต้องทิ้งไว้ที่นี่แบบนี้เจ้าจะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร” ชนา หันมาพูดกับสุมาอี้
“ชนาเชื่อท่านกุนซือเถอะ ข้าคิดว่าเมื่อท่านกุนซือพูดว่าไม่เป็นไรก็น่าจะไม่เป็นไร”มิลลา เข้ามาช่วยพูดให้สุมาอี้อีกแรง
“เฮ้อ...ช่างเถอะพวกเราเองก็เร่งเดินทางเถอะ ก่อนที่จะไม่ทัน” เมื่อพูดจบทุกคนก็รีบออกเดินทางทันที
ในระหว่างที่กำลังเดินทางสุมาอี้ได้แอบเข้าไปใกล้มิลลาเพื่อกล่าวขอบคุณเธอที่ช่วยพูดแทนเขาซึ่งมิลลายิ้มตอบและบอกกลับมาว่าอย่าคิดมากสุมาอี้ที่เห็นถึงจิตใจที่ดีงามของมิลลาจึงตัดสินใจพูดบางอย่างออกไป
“แม่นาง...เหตุใดท่านถึงเป็นคนรักของนายท่านหรือขอรับคือข้าแค่สงสัยว่า...นายท่านได้บังคับข่มขู่แม่นางหรือไม่...”
!!
มิลลาตกใจเพราะเธอไม่คิดว่าสุมาอี้จะมองออกเพราะจริงๆ แล้วเธอไม่ได้รู้สึกรักหรือชอบชนาเลยเพียงแต่ว่าระหว่างเธอและชนานั้นมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เธอต้องกลายเป็นคนรักของเขาซึ่งมิลลาไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากยื่นข้อตกลงกับชนาซึ่งข้อตกลงที่มิลลาได้ทำกับชนาเอาไว้คือ เธอจะทำตัวให้เหมือนกับเป็นคนรักของชนาระหว่างที่อยู่ในเกม LC โดยแลกกับที่ว่าชนาจะไม่มากวนใจเธอในโลกภายนอกซึ่งข้อตกลงนี้มีเพียง แอช และ จูลี่เท่านั้นที่ทราบพวกเขาทั้งสองคนจึงไม่แปลกใจในการกระทำของมิลลา
ชนาได้ยอมรับข้อตกลงเพราะเวลาในเกม LC นั้นยาวนานกว่าโลกภายนอกมากถึง6 เท่านั่นหมายความว่าเขาสามารถอยู่ใกล้ชิดเธอได้นานกว่าโลกภายนอกและยังสามารถหาทางพิชิตใจของเธอได้มากกว่าด้วยและมิลลาเองก็เป็นผู้เล่นยอดฝีมือที่เขาต้องการให้มาเข้าร่วมเพื่อขยายอำนาจของกิลตำหนักเซียนทำให้ชนามีหลายเหตุผลที่จะทำตามข้อเสนอนั่นเอง
แต่ทว่าสุมาอี้ที่มีตัวตนเพียงในเกมเท่านั้นกลับมองออกว่าเธอไม่มีใจให้กับชนาทั้งๆ ที่เธอพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนกับเป็นคนรักของชนาจริงๆไม่ว่าจะช่วยบริหารกิลตำหนักเซียน หรือช่วยทำสงครามขยายอำนาจซึ่งตัวเธอต้องยอมฆ่าคนบริสุทธิ์ไปหลายต่อหลายครั้งและยังต้องคอยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเวลาที่ชนาบ้าคลั่งทุกสิ่งที่เธอทำล้วนแต่ต้องใช้ความอดทนอย่างมากเพราะความจริงแล้วเธอกำลังหาวิธีการเพื่อหลุดพ้นจากชนาทั้งในโลกจริงและในเกม LC
“ท่านกุนซือ!ท่านต้องห้ามถามเรื่องเหล่านี้อีก ถ้าเกิดชนารู้เข้าท่านจะเดือดร้อน!” มิลลารีบเอ่ยตักเตือนพร้อมกับเหล่มองไปที่ชนาอย่างระมัดระวัง
สุมาอี้ยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วขยับตัวออกห่างจากมิลลาเพราะเขาไม่ต้องการคำตอบอีกแล้วเนื่องจากอาการที่มิลลาได้เผลอแสดงออกมาล้วนเป็นคำตอบที่เขาต้องการแล้วนั่นเองเขาได้แต่แอบมองไปทางหญิงสาวที่มีรอบยิ้มอันบริสุทธิ์ พร้อมกับคิดขึ้นในใจ
‘ท่านช่างเป็นคนที่จิตใจดีจริงๆข้าสุมาอี้จะหาทางช่วยแม่นางเองเพราะความจริงที่ข้าเลือกกิลตำหนักเซียนก็คือท่าน...ท่านหญิงมิลลา...’