ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ข้าเป็นเพียงเสี้ยวธุลีแห่งจักรวาลและกาลเวลา ๑

     

     

              ดวงจิตหลุดลอย กระแสธารหลั่งไหล

              แหวกว่ายวนเวียน เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ

              เปลี่ยนร่าง เปลี่ยนนาม

             

            จักรวาลกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต

            มุมหนึ่งของสุดขอบฟ้ามีย่านถิ่นอาศัยซึ่งมีดาวฤกษ์ดวงใหญ่เป็นประธาน มีดาวเคราะห์บริวารนับร้อยหมุนโคจรรอบ ๆในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งร้อยดวง มีเพียงสองดวงที่เอื้อต่อการมีชีวิตอยู่ของสรรพสัตว์

                หนึ่งเขียว หนึ่งฟ้า

                ล้วนเป็นลายหินอ่อนเมฆาทว่าต่างสีก็เท่านั้น

                หนึ่งนามดาวบุรพะ หนึ่งนามดาวปฐมะ

                เป็นดาวแฝดเรียกขานว่าซวงโจว

                เบื้องล่างแห่งบุรพะ ปรากฏมหาสมุทรลึกล้ำกำเนิดขึ้นมาหลังดาวถิ่นอาศัยเย็นตัวสายฝนที่พร่างพรมนับแสนปีเติมเต็มให้พื้นดินรกร้างกลับกลายเป็นทะเลกว้างใหญ่

                ลึกสุดล้ำแห่งพื้นสมุทรปรากฏหอยมุกโบราณขนาดใหญ่เปลือกของมันมีสีน้ำเงินเข้มเรืองรองด้วยไอวิเศษระดับผู้ย่ำภพสยบแดน รัศมีพันก้าวรอบกายของมันเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ใต้ท้องทะเลไม่มีผู้ใดกล้ากล้ำกรายเข้าใกล้

                กระแสธารแห่งบุรพกาลถ่ายเทพลังขับเคลื่อนเข้าสู่ร่างของดรุณีผู้หนึ่งนางเป็นหญิงสาววัยสักสิบเจ็ดสิบแปดปี เป็นช่วงวัยบุปผาสะพรั่งบานหากกลับจบชีวิตของตนด้วยการกระโดดลงมายังทะเลกว้างที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายเนื่องด้วยสรรพสำเนียงแห่งทะเลครามโอบรับไว้และส่งต่อให้แก่หอยมุกโบราณนางจึงนอนหลับใหลอยู่ในบัลลังก์หอยวิเศษ และได้ดูดกลืนมุกหมื่นวิญญาณจนหมดสิ้น

                ‘เจ้ายังไม่ตื่นหรือไร’ เสียงทุ้มนุ่มกังวานจากแห่งหนใดในท้องสมุทรกระซิบขึ้นข้างหู

     

                เฮือก !!!

                ร่างขาวสะดุ้งตัวตื่นอย่างฉับพลัน ลมหายใจที่เข้าออกถี่กระชั้นจนคล้ายเสียงหอบราวกับคนที่เพิ่งผ่านเรื่องระทึกขวัญหนักหน่วง

                ฝัน..

                เจ้าของร่างฝันถึงดาวประหลาดสองดวงนั้นอีกแล้วดวงดาวที่ไม่เคยมีชื่อระบุไว้ในตำราหรือบันทึกใดของผีโจว ฝันก่อนหน้าล้วนเป็นเหตุการณ์ซ้ำๆ พูดถึงดาวสองดวงที่ถูกเทพมารทำลายลงจนกลายเป็นเตาเพลิงนิรันดร์กลางสุดขอบจักรวาล

                หากฝันครานี้กลับย้อนเข้าไปในดาวบุรพะเป็นเหตุการณ์ก่อนที่เทพมารจะทำลายดาวทั้งสอง

                เจ้าของร่างไม่เข้าใจว่าฝันพวกนี้เหตุใดจึงเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือชาติภพใดชาติภพหนึ่ง เจ้าของร่างอาจเป็นดรุณีผู้หลับใหลในหอยมุกโบราณตัวนั้น

                แต่หากเรื่องราวทั้งหมดเป็นความจริงแล้วจะมีประโยชน์อันใดกับการหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมานานเท่าใดแล้ว

                ในเมื่อทั้งสองดาราก็ถูกทำลายจนหมดสิ้นเหตุใดชาติภพก่อนจึงติดตามเจ้าของร่างราวกับเงา ...ทั้งที่ฝันพวกนี้ได้หายไปปีกว่านับตั้งแต่เจ้าของร่างย่างกรายออกมาจากจวนสกุลฝู นางก็ไม่เคยฝันเกี่ยวกับซวงโจวอีกเลย

                ทว่าครั้งนี้กลับฝันถึงทั้งยังเป็นเรื่องราวที่ไม่เคยฝันมาก่อน


                “เอ๊ะ !!” แรกตื่น นางยังคงติดอยู่กับเรื่องความฝันที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยหอบแต่เพียงเวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจ นางกลับเริ่มรับรู้ว่าตนเองไม่ควรใส่ใจความฝันสิ่งที่นางควรสนใจที่สุดตอนนี้คือเรื่องที่นางยังมีชีวิตรอดอยู่ต่างหากมิหนำซ้ำนางยังสามารถลุกขึ้นนั่งได้อย่างไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ

                ทั้งที่สติสุดท้ายก่อนภาพทุกอย่างดับลงนางถูกงูยักษ์กระแทกใส่จนหลังไปชนเพดานถ้ำและตกลงมากระแทกจานหินกลางห้องซ้ำสอง

                ร่างกายของนางบาดเจ็บสาหัสกระดูกแทบทุกส่วนแตกหักจนไม่คิดว่าจะเอาชีวิตรอดจากความเป็นความตายครั้งนั้นได้ต่อให้นางมีโอสถวิเศษของปรมาจารย์เจิ้ง แต่มันคงไม่อาจช่วยนางให้หายดีดังเดิมได้นางจึงตัดสินใจมอบโอสถเหล่านั้นแก่ขนเทา หวังว่ามันจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อ

            หากยามนี้เจ้าขนเทาเป็นตายร้ายดีอย่างไรนางก็ไม่อาจหยั่งรู้ส่วนตัวนางนั้นกลับยังมีชีวิตอยู่และดูไม่คล้ายคนบาดเจ็บหนักเจียนตายเลยแม้แต่น้อย

             

                ฝูอวี้ฉยงใช้สองแขนเท้ากับเตียงแล้วขยับไปห้อยขาที่ขอบเตียงข้างซ้ายดวงตากลมสีนิลจับจ้องสิ่งรอบกายด้วยความแปลกใจ ห้องที่นางอยู่ค่อนข้างกว้างแต่แปลกตาทุกอย่างล้วนเป็นสีขาวทั้งหมด เพดานผนังล้วนแต่มีสีขาว ไร้ลวดลายฉลุประดับตามขอบและมุม  ซึ่งไม่ใช่ธรรมเนียมนิยมทั่วไปของคนผีโจว ห้องโล่งและแปลกตตาดูต่างจากสิ่งที่นางเคยพบเจอ

                ในใจจึงเกิดความระแวงสงสัย สัญชาตญาณเตือนภัยถูกปลุกเร้าดวงตากลมใหญ่กวาดมองรอบด้านอย่างสำรวจตรวจสอบ มองไปก็เห็นว่าในห้องก็มีข้าวของน้อยชิ้นเตียงที่นางนั่งก็เป็นเตียงหลังเล็กกว้างเพียงสามสี่ฉื่อเท่านั้น ทั้งยังคล้ายทำจากโลหะซึ่งผิดวิสัยเตียงนอนของคนทั่วไป

                แม้แต่ชาวนายากจนยังตัดไม้มาต่อเป็นเตียงนอนได้แล้วที่นี่คือที่ใดทำไมเตียงน้อยจึงเล็กและแปลกตา กว่าภูมิรู้ที่นางมีฝูอวี้ฉยงเริ่มคิดอย่างกระสับกระส่าย แต่กลิ่นหอมสายหนึ่งก็โชยเข้ามาให้นางดอมดมมันเป็นกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งมีกลิ่นของใบชาผสมลอยลม

                ดวงตาคู่งามสอดส่ายซ้ายขวาเพียงครู่ก็พบว่าทางซ้ายติดกับหัวเตียงมีโต๊ะทรงแปลกตาลักษณะแคบแต่สูงวางไว้หนึ่งตัวด้านบนมีอ่างหินสีดำผิวขรุขระปักดอกไม้คล้ายกับกุหลาบป่าสีเหลืองและชมพูไว้สองดอก  

    เมื่อพบที่มาของกลิ่นนางจึงขยับกายเข้าไปใกล้

                ดอกไม้สองดอกแม้กลิ่นและลักษณะคล้ายกุหลาบป่าแต่กลับไม่ใช่มันมีชั้นกลีบซ้อนกันมากมายราวดอกมู่ตัน แต่หลังจากดูจนละเอียดก็ไม่มีคำตอบให้ตัวเองนางจึงละความสนใจจากดอกไม้ทั้งสองสายตาเคลื่อนลงมายังอ่างหินสีดำผิวขรุขระ มันดูแตกต่างจากแจกันปักดอกไม้ที่นางเคยเห็นเพราะรูปร่างของมันค่อนข้างดูประหลาดตาทั้งผิวขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่คล้ายว่าควรนำมาเป็นแจกันประดับเลยด้วยซ้ำ


                “เอ๊ะ” ขณะที่นางกำลังจะผละสายตาออกจากแจกันประหลาดดวงตากลับมองเห็นเส้นสายพลังที่แล่นอยู่ด้านนอกอ่างหินนั้น ฝูอวี้ฉยงจึงรวบรวมจิตให้ตั้งมั่นและเพ่งมองด้วยความตั้งใจ

                นางก็ถึงกลับตกตะลึงไปครู่ใหญ่เมื่อเห็นว่าหินขรุขระตรงหน้าแผ่ไอวิเศษสีทองออกมาได้กว้างถึงสามชุ่นมันเต็มไปด้วยพลังหนักแน่นมั่นคงจนนางเกือบลืมหายใจ

               “เหนือกว่าผลึกปราณด้วยซ้ำหรือมันจะเป็นแก่นปราณระดับตี้ขั้นสูง”

              หญิงสาวยื่นมืออันบอบบางเข้าไปใกล้หมายตรวจสอบแต่ไม่ทันที่นางจะได้สัมผัสกับอ่างหินก็พบว่าเส้นสายสีทองเกิดความสั่นไหวประหนึ่งวงน้ำกระเพื่อมและค่อย ๆ แปรเป็นไอสีทองวับวาวไหลเข้าสู่ปลายนิ้วของนางอย่างรวดเร็วเพียงสิบลมหายใจถัดมาปราณวิเศษทั้งมวลก็ถูกดูดออกมาจนหมดสิ้น



                ฝูอวี้ฉยงรีบหลับตา นางกำหนดปราณโดยสัญชาตญาณอย่างที่ตัวของนางเองก็ต้องแปลกใจทั้งที่นางไม่เคยร่ำเรียนหรือถูกสั่งสอนมาก่อน

                แม้ตำราและหนังสือหลายพันเล่มของบิดามารดาที่ทิ้งไว้ให้จะมีตำราจำพวกการฝึกตนและควบคุมพลังปราณอยู่หลายสิบเล่ม แต่เพราะนางชีพจรเหือดแห้งร่างกายติดพิษ นางจึงไม่เคยสนใจศึกษาพวกมันมาก่อน หากจะมีก็เพียงพลิกเปิดผ่าน ๆ

     

                ปราณสีทองขุมใหญ่แล่นผ่านเส้นโลหิตเข้ามาขณะมันเคลื่อนผ่านชีพจรก็รับรู้ได้ถึงความอุ่นของกระแสธารลึกล้ำ พลังขุมนี้เคลื่อนไปทั่วร่างหนึ่งจบแล้วไปรวมกันที่จุดตันเถียน

                ตันเถียนคือศูนย์รวมในการก่อร่างสร้างฐานหากตันเถียนมีรากฐานที่มั่นคง การฝึกฝนในภายภาคหน้าก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นยิ่งระดับสูงยิ่งต้องการความมั่นคงแรกเริ่ม

                ซึ่งเวลานี้ตันเถียนของนางได้ก่อรูปและเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์พร้อมทั้งยังมีรากฐานมั่นคงกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปหลายร้อยเท่า

                 แม้แต่หนานกงฉางเซินผู้รับสมญายอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นตะวันตกก็ยังไม่อาจเทียบหลานสาวของเขาคนนี้

                ไอสีทองวับวาวที่ดูดซับเข้ามาหมุนวนในตันเถียนประหนึ่งพายุ

                ขณะหมุนก็แผ่ละอองวิเศษเติมเต็มให้ภายในสว่างเจิดจ้าราวกับลานทองคำละอองวิเศษที่ออกมาจากไอสีทองที่หมุนอยู่ ควบกลั่นรวมตัวเป็นกลุ่มพลังปราณบริสุทธิ์ใจกลางตันเถียนเมื่อเวลาผ่านไปจนครบ ๒ เค่อ ใจกลางตันเถียนของฝูอวี้ฉยงก็ปรากฏสัญญาณของการทะลวงสู่ชั้นปฐพีขั้นต้น

                ทั้งร่างบังเกิดเสียงครืน ๆประหนึ่งคลื่นทะเลโหมกระหน่ำ เมื่อเสียงครืนยุติก็เกิดสิ่งที่รอคอย

                นั่นคือการทะลวงผ่านสู่ระดับปฐพี



                หากสิ่งที่เกิดกลับแปลกประหลาดและพิศดารอย่างไม่อาจคาดเดา

                เพราะสิ่งที่ปรากฏไม่ใช่มุกวิญญาณแต่กลับเป็นผลึกสีน้ำเงินเข้ม ๑ ผลึก รอบนอกของผลึกมีเส้นปราณระยิบระยับแผ่ออกคล้ายเป็นแผนผังโบราณ

                ผู้ฝึกตนทั่วไปเมื่อก้าวสู่ชั้นปฐพีจะบังเกิดมุกวิญญาณซึ่งคล้ายกับเน่ยตันของสัตว์เวท แต่แตกต่างกันตรงที่มุกวิญญาณผูกรวมเป็นหนึ่งกับเจ้าของมันสามารถพัฒนาและก้าวยกระดับ ทุกครั้งที่ตัดผ่านสู่ระดับชั้นถัดไป มุกวิญญาณจะเลื่อนระดับขึ้นและส่งผลต่อความก้าวหน้าของผู้ฝึกตน

                ยิ่งมันแวววาวและแผ่ปราณออกมาเข้มข้นเท่าใดก็ยิ่งหมายถึงระดับที่พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นเท่านั้น  

     

            มุกวิญญาณที่แข็งแกร่งและมีรากฐานมั่นคงย่อมทำให้ผู้ฝึกตนก้าวหน้าได้เร็วกว่ามุกวิญญาณที่บอบบางและไม่มั่นคง

            ทว่าสิ่งที่ปรากฏในตันเถียนของฝูอวี้ฉยงกลับต่างจากมุกวิญญาณของผู้ฝึกตนทั่วไป

            แม้มันไม่มีชื่อเรียกแต่อาจพอเรียกขานว่า “ผลึกวิญญาณ” ได้ชั่วคราว

            หากนางเป็นผู้คร่ำหวอดในโลกแห่งการบำเพ็ญสิ่งที่เกิดวันนี้คงทำให้นางกลายเป็นตัวประหลาดในสายตาของผู้ฝึกตนนับล้าน

            เพียงดูดซับไอสีทองจากแก่นปราณระดับตี้ขั้นสูงนางก็สามารถชักนำไอสีทองเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นปราณของตนเอง และสามารถดูดซับทั้งหมดในเวลา๒ เค่อ เพียงพริบตานางก็ทะลวงสู่ชั้นปฐพี ทั้งที่คนทั่วไปต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ต่อให้อัจฉริยะที่สุดของแผ่นดินก็ไม่มีใครสามารถทะลวงจากระดับแรกเริ่มสู่ปฐพีในเวลาชั่วพริบตาเช่นนาง

            มิหนำซ้ำหลังบรรลุชั้นปฐพีสิ่งที่ควบกลั่นจากการดูดซับและฝึกฝนกลับไม่ใช่มุกวิญญาณเช่นคนอื่น ๆแต่เป็นผลึกวิญญาณที่แผ่รัศมีพลังออกเป็นแผนผังโบราณ

            ชะตาของนางสมควรแล้วที่เจ้าของจะเคยเย้ยหยันและเวทนาสิบปีที่มีชีวิตอยู่ก่อนหน้านางถูกบีบคั้นจนถึงทางตัน แม้มีของวิเศษแต่ร่างกายไร้สามารถจึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้หากวันนี้ยามที่นางลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งดวงตากลับสามารถมองเห็นเส้นพลังจากอ่างหินประหลาดทั้งยังชักนำเข้าสู่ร่างจนแปรเปลี่ยนพลังทั้งหมดมาเป็นของตนเอง

            นางก้าวเท้าสู่โลกแห่งการฝึกตนเพียงก้าวเดียวและเป็นก้าวแรกก็สามารถครอบคลุมหมื่นลี้ที่ผู้ฝึกตนคนอื่นต้องตรากตรำเพื่อให้ได้มา

                ดูท่าโชคชะตาของนางคงพลิกกลับอย่างชนิดที่สรวงสวรรค์ผู้เคยบีบคั้นนางยังต้องนึกเสียใจ


     

                เด็กน้อยลืมตาขึ้นพบว่าตนกำลังนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ

               เมื่อนางบรรลุขั้นปฐพีสัมผัสทั้ง ๖ จึงสามารถรับรู้สิ่งรอบกายได้ดีขึ้นกว่าเดิมร้อยเท่า

                “เกิดอะไรขึ้น” แรกเริ่มนางสังเกตเห็นแต่เพียงสิ่งภายนอกและรอบข้างยามเมื่อลืมตาอีกคราจึงเพิ่งพบว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดของนางกลับถูกมองข้ามไป

                ร่างกายของนาง

                มือคู่นี้ไม่ใช่มือคู่เรียวเล็กของเด็กน้อยวัยสิบขวบขาทั้งสองก็สามารถยกขึ้นมานั่งขัดสมาธิอย่างไม่รู้ตัว

                นี่มันหมายความว่าอะไร

                นางรีบลุกจากเตียงอย่างรวดเร็วจิตใจประหวัดหวั่นคิดหาคำตอบ

                เมื่อลุกก็ยิ่งมั่นใจว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับนางขาทั้งสองสามารถยืนได้เต็มฝ่าเท้า ทั้งยังก้าวเดินได้มั่นคงไม่เหลือเค้าเดิมของเด็กน้อยขาพิการในวันเก่า

                จิตใจของนางเริ่มสับสนจนเกิดเป็นความกลัวที่แม้นางจะเข้มแข็งเพียงไหนก็ไม่อาจทำใจยอมรับได้ในเสี้ยวลมหายใจแรกที่นึกคิด

                อย่าบอกนะว่าวันนั้นนางสิ้นลมลงไปแล้วแต่ดวงจิตที่ไม่สงบกลับเข้ามายืมศพคืนวิญญาณ อาศัยร่างของคนที่ตายไปแล้วสานต่อปณิธานที่คั่งค้าง

                คิดดังนั้นใจของนางก็ไม่สงบ นางก้าวขาหมายจะออกเดินไปจากที่ที่นางอยู่ขณะเดียวกันผนังด้านหน้าสุดที่เป็นสีขาวสะอาดตากลับเปิดออกด้วยกลไกประหลาด

                ผนังตรงหน้าอยู่ๆ ก็เคลื่อนออกเป็นรอยต่อสี่เหลี่ยมเล็ก แต่ละสี่เหลี่ยมขยับแหวกเคลื่อนไหวราวคลื่นน้ำ

                “ยินดีที่ได้พบกันค่ะ” ผู้มาใหม่เป็นหญิงสาววัยราวสามสิบปีร่างสูง ผมสีทอง ใบหน้าดูงดงามและสดใส สตรีผู้นี้สวมชุดเสื้อกระโปรงแยกชิ้นทั้งยังแนบไปกับลำตัวทั้งบนและล่าง แตกต่างจากชุดเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ชาวผีโจวใส่กันยามเมื่อหญิงสาวก้าวเข้ามาก็เอ่ยทักทายฝูอวี้ฉยงด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

                “เจ้าเป็นใคร”

                “ดิฉันชื่อ เอมี่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งให้ดูแลคุณค่ะ”

                “อาหมี่” ฝูอวี้ฉยงเลิกคิ้วมองนึกแปลกใจเพราะคำพูดจาของสตรีตรงหน้าแปลกประหลาดนัก แต่น้ำเสียงของนางจริงจังไม่มีแววล้อเล่น   

                “ค่ะ จะเรียกดิฉันว่าอาหมี่ก็ได้ไม่ทราบว่าคุณรู้สึกผิดปกติตรงไหนในร่างกายหรือไม่คะ”ผู้ได้รับชื่อใหม่ว่าอาหมี่รับคำด้วยรอยยิ้ม ทั้งสอบถามกลับมาด้วยความสุภาพ

                “ข้าอยากได้กระจกเจ้าหากระจกให้ข้าได้หรือไม่” ฝูอวี้ฉยงรีบสั่นศีรษะปฏิเสธ พลางเอ่ยถามถึงสิ่งที่นางต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุด

                เอมี่พยักหน้ารับเล็กน้อย เธอเดินเบี่ยงออกมาทางซ้ายก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบาว่า

                “กระจก”

                ฉับพลันทันใดก็บังเกิดร่างเงาของแสงแปลกตาเป็นเส้นตรงตัดกันไปมากลางอากาศ    ด้านหน้าของฝูอวี้ฉยงปรากฏกระจกบานหนึ่งที่สร้างขึ้นจากพลังบางอย่าง   

                “นี่”แวบแรกที่เห็นเงาสะท้อนบนกระจกบานใหญ่ นางถึงกับเซถอยหลังไปก้าวใหญ่เพราะเงาสะท้อนในกระจกเป็นเงาของหญิงสาววัยสักสิบสี่-สิบห้าปีแตกต่างจากเด็กหญิงวัยสิบขวบตัวเล็กคนก่อน

                นางเป็นหญิงผิวขาวดุจหยก ใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มแม้มิจัดว่าเป็นยอดพธูอันดับหนึ่งของแคว้น แต่ก็งดงามน่ามอง

                เงาของหญิงงามตรงหน้าทำให้ฝูอวี้ฉยงเริ่มหวาดหวั่น

                หรือนางยืมศพคืนวิญญาณเข้าแล้วจริงๆ

                ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง

                ทว่านางก็กลับสังเกตเห็นตำหนิบางอย่างบนใบหน้าของตนเองได้จึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้กระจก มือข้างซ้ายยกขึ้นลูบไล้ตรงไฝใต้ตาอย่างเบามือ

                มันคือไฝที่เหอวั่งเคยบอกยามพวกเขาพบกันครั้งแรกว่ามันไม่เข้ากับนางนัก

                ดวงตามองเงาในกระจกก็เห็นแววตาของตนคือแววตาสีนิลดวงเดิม


                ฝูอวี้ฉยงเกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมร่างกายของนางถึงได้เติบโตขึ้นถึงเพียงนี้ แม้มีไฝและนัยน์ตาคู่เดิมช่วยยืนยันแต่นางยังไม่หมดความคลางแคลงใจขณะเดียวกันนั้นเองนางก็เห็นว่าที่นิ้วของตนยังมีแหวนหยกเขียวผิวเรียบบสวมอยู่หญิงสาวจึงหลับตาลงรวดเร็ว

                ทันใดร่างของนางก็เข้ามาอยู่ภายในแหวน

                ทุกอย่างยังคงอยู่เหมือนเดิมทั้งชั้นทั้งหีบ ทั้งโถใส่น้ำแร่ หรือแม้แต่กล่องใส่เข็ม ด้าย กรรไกรสำหรับทำงานเย็บปักถักร้อยของแม่นมซู ร่างโปร่งเปรียวก้าวผ่านม่านขาวพลิ้วไหวเข้าสู่ส่วนด้านในที่มีชั้นซ้ายขวาทุกอย่างยังคงเดิมมิแปรเปลี่ยน

                นางจึงลืมตาขึ้นย้อนกลับออกมา


                และได้ข้อสรุปว่านางไม่ได้ยืมศพผู้อื่นเพื่อคืนวิญญาณจริงๆ


                “ฉัน-อยู่-ที่-ใด” ฝูอวี้ฉยงถามขึ้นโดยเลียนคำพูดแทนตัวเองแบบหญิงสาวผมทองสุ้มเสียงหนักแน่นเน้นแต่ละคำอย่างสื่อความหมาย นัยน์ตาคมกริบก็จดจ้องไปยังเอมี่อย่างจับสังเกตหากมีอะไรไม่ชอบมาพากลอย่างน้อยตอนนี้นางก็เป็นผู้ฝึกตนชั้นปฐพี มีหรือที่นางจะยอมถูกปั่นหัวเช่นนี้


              “ที่นี่คือดาวอาณานิคมที่ ๑๗แห่งฝ่ายภาคีบูรพา-เหนือ”

     

     

    *****************************

    ** เจอเสี่ยวฉยงอัพเวลครั้งแรกคนอ่านคงเข้าใจแล้วว่าทำไมเกือบสามสิบตอนก่อนหน้า ชีวิตน้องฉยงถึงทรหดเพียงนี้

    ** ส่วนเรื่องราวส่วนนี้เป็นอีเว้นท์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับเสี่ยวฉยง บางคนอ่านบทนี้จบอาจเจอ cultureshock เข้าไป เนื้อเรื่องยังคงเหมือนเดิมนะแค่แวะมาเที่ยวไม่กี่ตอนก็กลับผีโจวเอาเป็นว่ายังเป็นกำลังภายในเทพเซียนเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปแนวไซไฟแต่อย่างใด  

    ** ขอบคุณทุกกำลังใจทุกความเห็น และทุกวิวนะ ถ้าชอบก็ช่วยเม้นท์ ช่วยแชร์ให้หน่อยนะ

     

     

    Thx

    ZHMX

    คล้ายกับเรื่องย่ำภพสยบแดน (จบ) ที่คุณอ่าน