บทที่ 49: กรงนก
“พาออกจากเกม...รึเจ้าคะ...?” เทียร์ลิงค์หน้าถอดสี “ข้า...ข้าทำแบบนั้นไม่ได้ ถึงจะสั่ง แต่มันไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจของข้า...ข้าไม่มีพลังในการทำอะไรแบบนั้นไม่มีใครมี...”
“หรือไม่อย่างนั้นก็พาไปเจอรินคำที่ว่า” ลัคนาเสนอ
“ข้าไม่มีอำนาจย้ายตัวละครข้ามเซิร์ฟเวอร์เช่นกันค่ะ คนที่ทำแบบนั้นได้มีแค่สกายดรอปแต่นั่นก็ต่อเมื่อเธอได้รับอนุญาตจากฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์”
ลัคนานึกได้ว่า ยั่วฝันกับนารีเคยบอกว่าเธอเป็น AI ทดสอบระบบคนแรกของเซิร์ฟเวอร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นหมายความว่ารินคำที่เข้าเกมมาก่อนหน้าเธออยู่ที่เซิร์ฟเวอร์อินเตอร์
“ถ้าอย่างนั้น... ตอบฉันมาว่า MT ของเซิร์ฟเวอร์นี้ที่ตายไปหายไปอยู่ไหนกัน? แล้วก็ตอนที่ไปบาเรียทำไมถึงไม่มีใครจำฉันได้เลย? คนที่ฉันรู้จักตายไปหมดแล้วเหรอ? หรือว่า...จะโดนยุ่มย่ามกับความทรงจำเหมือนฝันกับนารี?”
“...ถ้าพูดถึง AI ทดสอบระบบ ทั้งหมดอยู่เซิร์ฟเวอร์อินเตอร์ที่เปิดทีหลังยกเว้นท่านเซิร์ฟเวอร์อินเตอร์เพิ่งเพิ่ม MT ที่ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ไปไม่นาน เลยยังไม่ค่อยมีใครมาทดสอบฝั่งนี้”
นั่นหมายความว่าหาก MT ของเซิร์ฟเวอร์เอเชียตายจะเป็นผู้เล่นในเซิร์ฟอินเตอร์กลับกันหาก MT ของฝั่งนั้นตายจะมาเป็นผู้เล่นในเซิร์ฟนี้
“แล้วทำไมถึงมีฉันอยู่เซิร์ฟเวอร์นี้เป็นคนแรกล่ะ? ไม่ใช่ว่าฉันต้องอยู่อีกเซิร์ฟเวอร์...” ตอนนั้นเอง ลัคนาก็นึกย้อนไปถึงวันที่เธอได้พบสกายดรอปและวันแรกที่เธอเข้าเกม
“ดูเหมือนว่า...นายท่านจะมีคำขอพิเศษให้เข้าเล่นที่เซิร์ฟเวอร์ SEA เจ้าค่ะ ข้าอาจจะเปลี่ยนเป็น INTER ไม่ได้ ขออภัยด้วยเจ้าค่ะที่ไม่ให้เลือก”
“จงใจใส่ฉันไว้ในเซิร์ฟเวอร์นี้...เพื่ออะไร...?”
“คงเพื่อให้เจ้าได้พบยมทูต” ฮิเก็นยักไหล่ “สาวน้อยคนนั้นตกลงอะไรเป็นพิเศษกับท่านผู้นั้นซึ่งน่าจะเกี่ยวอะไรสักอย่างกับพวก MT พวกข้าไม่รู้ละเอียดนักหรอก”
ลัคนากุมศีรษะอีกครั้ง
“ฉันเคยไปที่บาเรีย...แต่ไม่มีใครจำฉันได้...แสดงว่าคนที่รู้จักฉัน...ตายและย้ายไปอีกเซิร์ฟเวอร์กันหมดแล้ว...? เดี๋ยวนะตอนนั้นดอกเตอร์บอกว่าเหลือเพื่อนของฉันในบาเรียแค่ไม่กี่คน... ใครบ้าง...?”
“เราช่วยท่านนึกไม่ได้นะ” ดันทาเลียนเต้นรำหมุนตัวบนหัวลัคนา แต่แล้วก็ชะงักร่วงผล็อยจากบนหัวจนลัคนาเอาฝ่ามือสองข้างรองรับแทบไม่ทัน
“ดันทาเลียน...?!”
สีหน้าและร่างกายของดันทาเลียนแข็งค้างกลางอากาศ แต่สามวิให้หลังก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมปีศาจน้อยหัวเราะร่วน
“ชักสนุกแล้ว... มีคนป่วนเรา นายท่าน” คำพูดนั้นทำให้ลัคนาร้อนรน
“มีคนจะลบเธอหรือแก้เธอเหรอ?”
“เปล่า นายท่านไม่ต้องห่วง หาทางดิ้นรนต่อไปเถอะ”
ตอนนั้นเองก็เกิดเรื่อง—
“...” เทียร์ลิงค์ขมวดคิ้ว “มีบางอย่างแปลกๆ... ตอนนี้มีคำขอให้ NPC เทียร์ลิงค์เข้าร่วมปาร์ตี้มากผิดปกติ...เดี๋ยวสิ...”
“ข้าเองก็เหมือนกัน ข้าเฝ้าเกาะทั้งวันไม่เห็นมีใครชวน ทำไมอยู่ดีๆ ตอนนี้ถึงได้มีคนอยากยลออร่าความหน้าตาดีของข้าเยอะขนาดนี้?!” ฮิเก็นอุทาน “เกมเราไม่ได้มีคนเล่นใกล้ความจุเซิร์ฟขนาดนี้นี่…?! มันเกิดอะไรขึ้น? อย่าบอกนะว่า—”
“ฮึๆ...” ดันทาเลียนหัวเราะอีกครั้ง ปีศาจโซโลมอนกระโดดไปเกาะเขาสองข้างของฮิเก็น“นักดาบปีศาจผมแดง... ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ของเจ้าแล้วกัน เจ้าก็ด้วย ซันดรอป ถือว่าชดใช้ที่เจ้าไม่สามารถทำตามคำสั่งแรกของนายท่านได้เราจะขอเป็นคนสนองความต้องการของนายท่านเอง”
“ขะ แขน... ขยับเอง…?!”
ทั้งฮิเก็นและเทียร์ลิงค์ต่างชักอาวุธและหันดาบใส่ลัคนา
ทั้งสองมีแถบเลือดปรากฏขึ้นเหนือหัว... แสดงว่าเริ่มการต่อสู้แล้ว
“เอ๊ะ...?” ลัคนาไม่อาจประมวลภาพตรงหน้าในเมืองห้ามใช้อาวุธและไม่อาจสร้างความเสียหายให้ผู้เล่นคนอื่นได้ แถบเลือดจึงแทบไม่มีความหมาย
“เจอกันในกรงนกใบใหม่ นายท่านของเรา” ดันทาเลียนยิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนจะดีดนิ้วฮิเก็นกับเทียร์ลิงค์แทงดาบใส่ลำตัวลัคนาพร้อมกันจนเด็กสาวกระอักเลือด ความเสียหายรวมของNPC แข็งแกร่งสองคนทำให้ค่าชีวิตเหลือศูนย์เด็กสาวตายคาที่แบบยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง
แต่ถึงกระนั้น สอง NPC ก็ยังยิ้มให้กัน
“โชคดีนะศิษย์น้อยน่ารัก... เท่านี้ก็จะได้รู้สักที...”
“ว่ารินคำเป็นใครกันแน่ และเธอเข้ามาอยู่ในเกมนี้ทำไม ถูกไหม?” เทียร์ลิงค์ต่อประโยค
ดันทาเลียนหายไป ไม่กี่นาทีให้หลังทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ และทั้งสองก็ถูกบังคับออกจากเกมเพื่อประชุมด่วนกับNPC ที่เป็นมนุษย์ทุกคน
...
“อึก...”
ลัคนาดิ้นแต่แขนขากลับฟาดถูกผนัง ร่างกายปวดเมื่อย รู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำอยู่ในตู้ปลาที่ปิดฝาแน่นทว่าประสาทสัมผัสรับรู้กลับแจ่มชัดกว่าเวลาไหนๆ
หัวใจเธอกระตุกวูบเมื่อปะติดปะต่อได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอเพิ่งโดน NPC ซึ่งถูกดันทาเลียนควบคุมฆ่า ยังไม่ทันได้ส่งเสียง...
“ลุกเร็วเข้า!”
มือใหญ่กระชากแขน ดึงร่างเธอขึ้นจากน้ำ จากนั้นก็ดึงท่อต่างๆ ที่สอดอยู่ในร่างจนลัคนาเกือบร้องโอดโอยถ้าไม่ติดว่าเธอสำลักน้ำอยู่พอร่างกายเป็นอิสระก็โดนเหวี่ยงขึ้นพาดบ่า เขาถีบประตูวิ่งออกจากห้องทันที
เด็กสาวถูกพาวิ่ง เธอกะพริบตาถี่พยายามมองรอบๆ เห็นว่าทั้งตัวปกคลุมด้วยเมือกอะไรสักอย่างแถมยังไม่ได้สวมเสื้อผ้าเส้นผมยาวทิ้งรอยหยดน้ำเป็นทาง ส่วนคนที่ดึงเธอจากแคปซูลและแบกเธอวิ่งก็ไม่ใช่ใคร...
“คะ ไคล์?!” เสียงของเธอแหบแห้งจนต้องไอโขลกมองไปด้านหลังก็เห็นคนชุดขาววิ่งตามมาสองสามคน พวกนั้นหยุดยืนกลางทางเดินก่อนจะรีบยกหูโทรศัพท์ฉุกเฉินตรงผนังขึ้น
“เงียบก่อน!” เขาสั่งก่อนจะถีบขาหลบมุม ยามติดอาวุธกลุ่มหนึ่งวิ่งสวนไปโดยไม่ทันสังเกตรอยหยดน้ำบนพื้น“เจอละ ทางออกฉุกเฉินอยู่ตรงหน้า ตอนนี้พี่เคทกำลังถ่วงเวลาไว้อยู่แต่ไม่รู้จะป่วนกล้องวงจรปิดได้อีกนานแค่ไหนระหว่างนี้เราต้องรีบไปที่รถ!”
ลัคนาจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ก็พยักหน้าหงึกๆ เขาเปลี่ยนให้เธอขี่หลัง มือเกร็งเย็นเฉียบจับต้นขาไว้ลัคนาเกาะไหล่เขาและรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำด้วยความกลัวผสมอะดรีนาลินของอีกฝ่าย
ไคล์ยังหันหลังมาฝืนยิ้มให้ก่อนจะวิ่งพรวดเดียวถึงประตู ผลักมันออก และวิ่งปราดลงบันไดแต่เดิมไคล์ไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่นานเขาก็หอบฮักจากการต้องแบกคนไว้ด้วย ได้ยินเสียงฝีเท้าไล่หลังกระชั้นเข้ามาทุกที
“เฮ้ ส่งมานี่ นายไม่ไหวแล้วไอ้หนุ่มปวกเปียก!”
เสียงอีกคนดังขึ้น ลัคนาเบิกตากว้าง เพราะเธอคุ้นกับเสียงนี้อย่างมากถึงจะบอกไม่ถูกว่าเป็นใครร่างเธอโดนส่งต่อให้หญิงสาวเจ้าของเสียง และทั้งสองก็พาเธอวิ่งลงบันไดวนสองชั้นมาออกประตูหนีไฟอีกบาน
ไฟตามทางเดินกะพริบติดๆ ดับๆ เสียงฝีเท้าดังก้อง ได้ยินเสียงเปิดประตูดังมาจากด้านบน
“ทางนั้นเลยครับ!” ไคล์ชี้ “ผมจะรอพี่เคทตรงนี้!”
“ไม่ค่อยเข้าใจก็เถอะ แต่ตามนั้นเลยแล้วกัน!” หญิงสาววิ่งแบกลัคนาไปยังรถตู้ที่จอดอยู่
ลัคนาเพิ่งสังเกตว่าอีกฝ่ายอยู่ในชุดผู้ป่วยสีขาวและไม่ได้สวมรองเท้า พอทั้งสองเข้าใกล้ประตูรถตู้ก็เปิดออก ในรถปิดม่านสนิท คนข้างในดึงร่างลัคนาเข้าไปทันทีและจับเธอโยนไว้เบาะหลังพอหญิงสาวขึ้นมาก็ปิดประตูรถ ไม่นานไคล์ก็ตามขึ้นมาด้วย
“เปลี่ยนจุดนัดพบ ไปรับพี่เคทที่จุด 3!”
“รับทราบเด้อ!” คนขับตอบ
รถตู้สีเงินบึ่งออกไปทั้งที่ยังไม่ปิดประตูสนิทดี ล้อรถบดถนนเสียงดังลั่นคนที่ดึงลัคนาเข้ารถตอนแรกโยนผ้าห่มให้เธอหนึ่งผืนก่อนจะหันไปช่วยคนขับนำทาง ส่วนหญิงสาวที่แบกเธอมาตอนแรกหันมาส่งยิ้มให้
“ว่าไง ไม่ได้เจอกันนาน หรือจะพูดว่า...ยินดีที่ได้รู้จักดีล่ะ?”
“คือ...” ลัคนาพูดไม่ถูก เธอรู้ว่าเธอเคยเจอคนคนนี้ที่ไหนมาก่อน แต่...
“คนนี้คืออรุโณทัย ฟังชื่อแล้วนึกออกรึยัง?” ไคล์พูดทั้งยังเกาะเบาะรถแน่นเพราะตัวรถเหวี่ยงไปมาราวคนขับได้ปลุกวิญญาณเด็กแว้นในตัวให้ตื่นขึ้นได้ฟังชื่อนั้นลัคนาก็เบิกตา แต่คำพูดติดอยู่ที่ปลายลิ้น เห็นอย่างนั้นหญิงสาวที่ชื่ออรุโณทัยก็ถอนหายใจ
“ฉันคือหัวหน้าอรุโณทัยไง จำได้สิ ใช่ไหม? อย่าบอกนะว่าลืมหมดว่าเราเคยผ่านอะไรมาด้วยกันบ้าง?”
ผิดคาดนิดหน่อย แทนที่จะได้คำตอบ ลัคนากลับน้ำตานองหน้าเมื่อความทรงจำซึ่งถูกปิดกั้นแบบลวกๆครั้งล่าสุดย้อนกลับมา ความทรงจำที่ได้รับตอนทำพันธะกับดันทาเลียน ความทรงจำที่ว่าดอกเตอร์จะปล่อยเธอเป็นอิสระ
“หัวหน้า...ตั้งแต่เห็นหัวหน้าในความทรงจำ...ก็คิดว่าต้องเจอให้ได้...”
ลัคนายังจำไม่ได้ว่าทั้งสองเคยผ่านอะไรมาบ้าง แต่เธอจำได้...
เธอจำได้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร
“ยังนึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างแต่... หัวหน้า... นั่นหัวหน้าสินะคะ...”
“อื้อ แค่นี้ก็พอแล้ว” อรุโณทัยเอื้อมมือลูบหัวลัคนา “ค่อยๆ นึก เดี๋ยวก็จำได้เองเนอะลัคนา?”
อรุโณทัยยังไม่อยากพูดเรื่องที่เธออยากถามที่สุด...
ทำไมตอนนั้นลัคนาถึงต้องลงดาบฆ่าตัวเอง? ทำไมเธอถึงตัดสินใจแลกชีวิตตัวเองกับตัวประกัน? ทั้งที่หลังจากเหตุการณ์นั้น คนในบาเรียก็ห้ำหั่นกันเองจนกลายเป็นเหตุนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดหลังบาเรียถูกผู้เล่นบุก...
เคทหนีจากตัวตึกมาขึ้นรถได้อย่างปลอดภัย เธอมาพร้อมคอมพิวเตอร์คู่ใจที่รักยิ่งกว่าชีวิต
ดอกเตอร์มองหนอนบ่อนไส้กับกุญแจบึ่งรถห่างออกไปจากหน้าต่างออฟฟิศตัวเอง
“แบบนี้อาจจะดีแล้ว บางที...” เขายิ้มเศร้า “ทั้งอัลฟ่าที่เป็นความสำเร็จครั้งแรกกับเบต้าที่เป็นกุญแจ อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วก็ได้ ในเมื่อรินคำใกล้สมบูรณ์...”
...
“เรากำลังจะไปกบดานที่ไหนกันครับพี่เคท? มีเซฟเฮาส์เก๋ๆระบบรักษาความปลอดภัยเลิศ ติดหน้าต่างกันกระสุนอยู่ที่ไหนรึเปล่า?” ไคล์ถามเคททันทีที่พ้นเขตศูนย์วิจัยและไม่มีใครตามมา
“อย่าเพิ่งตื่นเต้น แผนยังไม่สำเร็จจนกว่าเราจะช่วยบาบุชก้าออกมาซึ่งตอนนี้เราก็ได้แต่รอว่าทีมนั้นจะทำได้รึเปล่า”
“นั่นแหละ แต่ผมก็ต้องถามไงว่าจะเอาสองคนนี้ไปซ่อนไว้ที่ไหนก่อน อีกอย่างยาที่ไว้ประคองอาการ...” ไคล์เปิดกระเป๋าที่รัดไว้รอบเอว “มีอยู่แค่นี้ พวกเราคงไม่นั่งมองพวกเขาอาการกำเริบโดยไม่มีแผนหรอกนะครับ?”
“นี่ ขอขัดนิดนะ ไหนว่าจะอธิบายไงว่าเกิดอะไรขึ้น? อุตส่าห์ลงเรือลำเดียวกันทั้งที” อรุโณทัยขัด “พวกเธอเป็นฝ่ายเดียวกับหมอตาน้ำข้าวคนนั้นสินะงั้นก็ต้องขอบใจแล้วกันที่ช่วยฉันกับลัคนาหนีจากไอ้ศูนย์วิจัยปาหี่นั่น”
ผู้ช่วยเหลือทั้งสี่คนมองหน้ากัน เคทพยักหน้า
“ได้ค่ะ ฉันจะอธิบาย” สาวแว่นสูดหายใจลึก “ก่อนอื่นฉันจะแนะนำตัวก่อน ฉันชื่อเคทโล เป็นคนสิงคโปร์ ฉันมีส่วนร่วมในการดูแลระบบเกมและเป็นหนึ่งในคนที่ดูแลเรื่องการใส่MT เข้าไปในเกม คนขับรถคือนาธาน อธิภัทรเดชา เป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกันส่วนคนที่นั่งมาด้วยคือซาโตรุ โคซากะ เป็นนักศึกษาปริญญาโทจากญี่ปุ่น ทั้งสองทำงานเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยส่วนตาคนพูดมากคือไคล์ เป็นหนึ่งในคนแต่งเพลงประกอบ”
“ฮะ...? ทำไมมีเราต่างจากพวกอยู่คนเดียวล่ะบักหำน้อย?”
ไคล์เจออรุโณทัยพูดใส่อย่างนั้นก็แอบสะอึก เคทเลยกระแอมทีหนึ่ง
“พวกเราได้รู้จากบาบุชก้า...จากยูริ อิลิช เวเซลอฟสกี้ว่าแท้จริงเราไม่ได้กำลังหายารักษาแต่—”
“เดี๋ยว พี่เคท อรุณอาจจะรู้แต่ลัคนายังไม่รู้ อธิบายเรื่องไวรัสด้วย อีกอย่างผมอายุ22 แล้วนะ! ไม่ใช่บักหำน้อยแล้ว!”
“อ้าวเหรอ?” อรุโณทัยเลิกคิ้ว“หน้าเด็กเกิน เบบี้เฟสจริงๆ”
“กลับเข้าเรื่อง อรุโณทัยอาจจะได้ฟังแล้ว แต่ลัคนาโดนลบความทรงจำเลยจะอธิบายอีกที”เคทดันแว่น “เมื่อหลายปีก่อน มีไวรัสตัวหนึ่งระบาดหนัก มันถูกตั้งชื่อเล่นว่าฟิวชั่นไวรัสชื่ออย่างเป็นทางการคือเมเจอร์ ซินไซเตียล ไวรัส คาดว่าตัวกระตุ้นที่ทำให้ไวรัสเริ่มแพร่พันธุ์ในเซลล์คือความเครียดหรือการกระทบกระเทือนทางจิตใจในช่วงพีคของการระบาด ผู้คนที่ติดไวรัสในเมืองใหญ่ทั่วโลกได้หลอมร่างกลายเป็นไบโอคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ไม่มีใครรู้จุดประสงค์ของมันและไม่มีใครรู้ว่ามันประมวลข้อมูลอะไร แต่สุดท้ายร่างหลอมรวมก็ตายเหลือเพียงซากก้อนเนื้อที่เคยเป็นมนุษย์กลางมหานครที่ประชากรหนาแน่น หลังสร้างความตื่นกลัวเสียขวัญไปทั่วโลกไวรัสก็หยุดระบาดไปดื้อๆ ทุกคนถูกตรวจอย่างเข้มข้นและคิดว่าปลอดภัยแล้ว แต่สิ่งที่ผู้คนไม่รู้คือมันยังซ่อนอยู่ในตัวคน”
เคททิ้งช่วงให้ลัคนาได้ย่อยข้อมูล
“องค์กรอนามัยโลกประกาศว่ามันหายไปแล้วก็จริง แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิดเพราะในภาวะปกติเราไม่สามารถตรวจจับไวรัสนี้ได้แม้มันจะอยู่ในร่างกาย ทางที่ดีที่สุดคือปิดเงียบไว้ไม่ให้ประชากรตกอยู่ใต้ความหวาดกลัวและความระแวงสงสัยองค์กรของเราจึงทำการวิจัยไวรัสต่อไปเผื่อมันจะกลับมา”
“เดี๋ยวก่อน องค์กรของพวกเธอคือ...?” อรุโณทัยแทรก
“พวกเราเองก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดครับว่ากำลังทำงานให้ใครกันแน่” นาธาน คนขับรถลูกครึ่งไทยอเมริกันกล่าว“องค์กรนี้มีหลายสาขา สาขานี้ของพวกเราแต่ก่อนเป็นสถาบันประสาทวิทยาขนาดใหญ่ พวกเราศึกษาเรื่องสมองพอโดนผนวกไปไว้ในองค์กรนี้เลยทำการทดลอง MT อย่างที่ทั้งสองคนทราบ”
“ใช่ แต่องค์กรอนามัยโลกไม่รู้เรื่องงานวิจัยสตาร์ดัสต์ เรล์ม เพราะเรารับทุนต่อมาอีกทอดพูดง่ายๆ คือมีพวกสดใสที่ทำวิจัยวัคซีนเป็นฉากบังหน้า เบื้องหลังก็สร้างเกม ทำงานวิจัยสมองเอาคนมาทดลอง” เคทต่อ
“สรุปองค์กรอนามัยโลกรู้ไหมว่ายังมีคนติดเชื้อและแสดงอาการอยู่?”
“อาจจะหรืออาจจะไม่ ที่แน่ๆ หากพวกเขารู้ก็ปิดเป็นความลับ” นาธานอธิบายต่อ“ประเด็นคือเราไม่รู้ว่าใครติดไวรัสบ้าง ทั้งผม ไคล์ เคท กับซาโตรุอาจจะติดแต่ไม่แสดงอาการเลยโดนเข้าใจว่ามีภูมิต่างจากพวกคุณสองคนที่โดนอะไรสักอย่างกระตุ้นให้อาการกำเริบอย่างทุกวันนี้”
“เฮ้อ... หนักสมอง” อรุโณทัยบ่น เอามือนวดหัวตา
“ฉันเองก็ติดโรคนี้เหรอคะ? แสดงว่าฉันจะกลายเป็นคอมพิวเตอร์...?” ลัคนาเริ่มตามไม่ทัน
“คุยกับเธอคนนี้ดู” เคทเปิดฝาคอมพิวเตอร์ก็มีเสียงคุ้นหูลอยมา
“ว่าไงนายท่าน”
“ดันทาเลียน...?! ทำไม...”
“พวกเราเจาะระบบเกมอีกครั้งเพื่อหาทางพานายท่านออกมาข้างนอก ตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจหรอกแต่ท่านเคทเขียนข้อความนำหน้าด้วย * มาเลยได้รับคำอธิบายบ้าง การบังคับตัดการเชื่อมต่อเครื่องอ่านสมองโมเดลที่MT ใช้จากภายนอกมีความเสี่ยงสูงมาก ถ้าสติไม่คืนมาที่ร่างอาจจะไม่ตื่นอีกชั่วชีวิตฉะนั้นจึงต้องตัดการเชื่อมต่อจากข้างในแล้วค่อยพาออกมา เพราะฉะนั้นท่านเคทเลยป่วนระบบให้เกมค้างชั่วขณะทำให้เราควบคุมอวาตาร์ของ NPC ทั้งสองเพื่อฆ่านายท่านได้เมื่อผู้เล่นตาย เพื่อป้องกันอาการช็อกทางจิตวิทยาที่อาจเกิด เครื่องเล่นเกมทุกรุ่นและตัวเกมเองจะทำการส่งสติส่วนหนึ่งของผู้เล่นคืนสู่ร่างเพื่อไม่ให้สมองเข้าใจผิดจนตายจริง...”
“หลังจากนั้นผมก็ไปอุ้มน้องกุญแจออกมาอย่างที่รู้ กว่าจะมัดคน ขโมยคีย์การ์ดหาจังหวะเปิดแคปซูลได้ เรียกได้เลยว่าหน่วยซีลควรรับผมเข้าทำงานจริงๆ” ไคล์คุยโว
ลัคนาเห็นเสื้อเขายังเปียกจากน้ำเมือกๆ ในแคปซูลที่เธอโดนจับขังไว้ก็อดหน้าแดงด้วยความเขินอายไม่ได้
“ส่วนฉันก็ได้หมอฝรั่งคนนั้นช่วยโดยมีเรื่องไปทำกายภาพบำบัดเป็นฉากหน้าเขาสั่งให้รอพบบักหำน้อยเบบี้เฟสตรงบันได” อรุโณทัยบอก ลัคนารู้สึกเหมือนจะร้องไห้อีกครั้ง
“ขอบคุณนะคะที่ช่วย” เธอปาดน้ำตาด้วยหลังมือ “แล้วทีนี้เราจะไปไหนกันเหรอคะ?”
ทุกคนมองไปที่คนขับ
“ที่ที่ดอกเตอร์คาดไม่ถึง” นาธานกล่าว “ใช่ไหมเคท?”
“ใช่” สาวแว่นพูด “ฉันเจอแล้วว่าฮิบิคิ ฮานิวที่หนีไปก่อนหน้านี้กบดานอยู่ที่ไหนเราจะไปรวมกลุ่มกับเขา”